หลังจากที่พระพุทธเ้าได้ทรงตรัสกับเหล่าพระภิกษุวินัยธรแล้วนั้นพระพุทธองค์ก็ทรงเสด็จพระราชดำเนินไปตามทางเดินในอารามของโฆสิตารามด้านขวาซึ่งเป็ทิวไม้ยืนต้นหนาเสียงนกกาส่งเสียงร้องต่อกันเป็ระยะ ๆ ลมโชยกระทบใบไม้ดังกราวใหญ่เป็ครั้งคราว ทำให้กิ่งใบใดเหลืองขั้วแก่จัดก็หลุดร่วงหล่นลงสู่พื้นยามต้องลม พระพักตร์ของพระผู้มีพระภาคค์ทรงเรียบเฉยเสด็จพระราชดำเนินแบบเรียบง่ายช้า ๆ เป็จังหวะคล้ายเดินจงกรมไปด้วยในที เบื้องหน้านั้นกลุ่มของพระสุตตันติกะกำลังนั่งฮ้อมล้อมวงสนทนากันเป็กลุ่มใหญ่ไม่ได้แยกย้ายกันปฏิบัติข้อวัตรตามสถานที่อันเป็สัปปายะไม่ ครั้นเมื่อหันมามองเห็นพระผู้มีพระภาคพระราชดำเนินมาแต่ไกลต่างก็มสีหน้าที่ต่างกันออกไป และรีบขวนขวายจัดเตรียมที่ประทับให้พระองค์ทันที
ครั้นเมื่อพระพุทธองค์ได้ทรงเสด็จมาถึง พระสุตตะตันติกะและลูกศิษย์ได้ถวายความเคารพด้วยการทำอัญชลีอย่างพร้อมเพรียงและนอบน้อมสำรวมระวังอีกฝั่งหนึ่งแล้วนิ่งอยู่เช่นนั้นเพื่อรอรับสั่ง
"สุตตันติกะ. ทราบมาว่า. เธอและคณะศิษย์ของเธอหาพรรคพวกเพื่อยิืนยันให้เธอว่า...นั่นไม่เป็อาบัติ นั่นหาเป็อาบัติไม่!...ผมไม่ต้องอาบัติ ผมไม่ได้ถุูกลงอุเขปนียกรรม แต่ถูกลงอุเขปนียกรรม ด้วยกรรมที่ไม่เป็ธรรม เป็ความเสียหาย ไม่ควรแก่ฐานะท่านทั้งหลาย จงเป็ฝ่ายผมโดยธรรม โดยวินัยเถิด จริงหรือ?"
"เป็จริงอย่างั้นพระพุทธเ้าข้า."
"ภิกษุทั้งหลาย! พวกเธอต้องอาบัติแล้วอย่าคิดว่า พวกเราหาได้ต้องอาบัติไม่....สำคัญว่าอาบัติไม่ต้องทำคืน."
"เป็อย่างนั้น พระพุทธเ้าข้า."
พระสุตตันติกะรับเสียงรูปเดียวส่วนนิศิษย์นั้นเงียบไม่ส่งเสียงใด ๆ
"ภิกษุทั้งหลาย! พวกภิกษุผู้ตะหนักในความแตกกัน จึงไม่พึงอุเขปนียกรรมแก่ภิกษุรูปนั้นเพราะไม่เห็นอาบัติ.
ภิกษุทั้งหลาย ! ..ภิกษุผู้หนักในความแตกกันจึงพึงแสดงอาบัตินั้นแม้เพราะเชื่อคนอื่น."
"พระพุทธเ้าข้า"
"ภิกษุทั้งหลาย!ในกรณีที่ภิกษุผู้ต้องอาบัติแล้ว มีความเห็นในอาบัตินั้นว่าไม่อาบัติ พวกภิกษุอื่นมีความเห็นในอาบัตินั้นว่าเป็อาบัติ ถ้าภิกษุรูปนั้นรู้จักภิกษุเ่าั้อย่างนี้ว่า...ท่านเหล่านี้แลเป็พหูสูต ฯลฯ ใฝ่ศึกษาคงจะไม่ลำเอียงเพราะความชอบ, เพราะความชัง,เพราะความหลง,เพราะความกลัว,เพราะเราเป็เหตุ หรือเพราะภิกษุอื่นเป็เหตุ ถ้าภิกษุเหล่านี้จะลงอุเขปนียกรรม...
เราไม่เห็นอาบัติภิกษุเ่าั้จะปวารณาร่วมกับเราไม่ได้ ต้องปวารณาแยกจากเรา
จะอยู่ในที่มุงเดียวกันร่วมกับเราไม่ได้ ต้องอยู่แยกจากเรา
จะกราบไหว้ต้อนรับประนมมือ ทำสีกิกรรมตามลำดับพรรษาร่วมกับเราไม่ได้ ต้องทำแยกจากเรา
ความบาดหมาง ควมทะเลาะ ความขดแย้ง ความวิวาท ความแตกแห่งสงฆ์ ความร้าวรานแห่งสงฆ์.
ภิกษูทั้งหลาย..ภิกษุผู้หนักในความแตกกัน จึงพึงแสดงอาบัตินั้น แม้เพราะเชื่อผู้อื่น.
"สาธุ ภันเต"
เหล่าภิกษุสุตตันติกะ กล่าวขึ้นพร้อมกันแล้วทำอัญชลีต่อพระผู้มีพระภาคเ้า จากนั้นไม่มีสรรพเสียงใด ๆ กล่าวขึ้นมารบกวนแม้แต่น้อย พระองค์นั่งนิ่งชั่วอึดใจเพื่อรอว่าจะมีใครผู้ใดยังคงสงสัยใคร่ถาม แต่ครั้นไม่มีใครเอ่ยสิ่งใดจึงลุกขึ้นจากอาสนะที่ปูลาดนั้นเสด็จพระราชดำเนินหลีกออกมาจากกลุ่มเหล่าภิกษุสุตตันติกะนั้น
ฯฯฯฯฯฯฯฯฯฯฯฯฯฯฯฯฯฯฯฯฯฯฯฯฯฯฯฯฯ
เช้าของวันนี้สดใสด้วยแสงแห่งรุ่งอรุณของวันใหม่สีแดงระเื่ของพระอาทิตย์ดวงกลมโตที่กำลังโผล่พ้นขอบฟ้าทางทิศตะวันออกของหมู่บ้านชาวเมืองพาราณสีอาทาบทาลงมายังผนังดินเก่า ๆ ที่แปะด้วยมูลวัวมูลควายซ้ำเข้าไปอีกของฝาบ้านกับอากาศที่ค่อนข้างหนาวเย็นยามเช้า เศษฟางเล็กลอยละลิ่วตามลมพัดเป็ครั้งคราวฝุ่นกระจายทุกครั้งที่มีลมพัดแรงแต่ไม่สามารถทำให้วัวและแพะที่ผูกไว้หน้าบ้านะเืได้เลย กลับทำให้เสียงลูกกระพรวนที่คอของพวกมันต่างหากส่งเสียงรับแรงลมกับเสียงร้องของพวกมันได้เป็ระยะ ๆ เมื่อพวกมันส่วยหัวนัวเนียเข้าหยอกล้อกันโต้ลมหนาว ส่วนเ้าของบ้านก็ออกมาก่อไฟผิงที่หน้าบ้านซึ่งมองด้วยตาเปล่าก็บ่งบอกถึงฐานะของเ้าของบ้านได้ทันดี
บางบ้านนั่งผิงไฟเด็กเล็กขี้มูกราขี้ตากรัง บางบ้านก็กำลังหุงหาอาหาร บางบ้านกำลังปั้นขี้วัวขี้ควายเพื่อทำเป็เชื้อเพลงตากแห้งด้วยการปั้นแปะเอาไว้ตามฝาบ้านหรือพื้นที่เรียบ ๆ ตรงไหนก็ได้เมื่อถูกแดดแห้งได้ที่ก็เก็บเอาไว้ใช้ยามหนาวเช่นนี้ หรือใช้หุงต้มอาหาร เห็นควันคลุ้งคละเคล้ากันไปในยามนี้บางบ้านก็เตรียมอาหารเรียบร้อยรอพระคุณเ้าเดินผ่านหน้าบ้าน บางบ้านก็ต้มกำจายเอาไว้อย่างเดียว
ไม่นานนักกลุ่มของพระสุตตันติกะและลูกศิษย์ก็คลุมบาตรลัดเลาะเข้ามาทางทิศใต้ ส่วนกลุ่มของพระวินัยธรพร้อมศิษย์ก็คลุมบาตรมุ่งสู่หมู่บ้านมาทางทิศตะวันออกเช่นเดียวกัน ต่างฝ่ายต่างก็เดินกันอย่างสำรวมด้วยเท้าเปล่าเหยียบย่ำลงบนผืนหญ้าที่ชุ่มไปด้วยน้ำค้างยามเช้าสลับกับพื้นที่ขรุขระสรรพสัตว์ข้างทาต่างใช้ชีิวิตในยามเช้านี้แตกต่างกันไปตามวิถีของสัตว์ที่มีลมปราณ
ขณะเดียวกันนั้นสรรพสัตว์ ณ โฆสิตารามก็ไม่ได้ต่างกันนัก นกหรือเรไรก็ส่งเสียงรับความสดชื่นและคล้ายกำลังทักทายพระภิษุที่กำลังเดินคลุมบาตรมาตามทางเดินในอารามมุ่งไปยังประตูทางออก ซึ่งที่นั่นมีพระภิกษุยืนรออยู่แล้วรูปหนึ่ง จนกระทั่งท่านเดินมาถึงจุดที่เพื่อนสหธรรมิกรออยู่
"ก่อนหน้าท่านออกมาหาข้าพเ้าเพียงนิดเดียว คณะของท่านวินัยธรคลุมบาตรออกไปห่างไม่มากนักคณะของท่านสุตตันกะก็ออกตามไป" ภิกษุรูปที่ ๑ เอ่ยขึ้น
"ไปทิศเดียวกันเลยหรือท่านผู้เจริญ" ภิกษุรูปที่ ๒ เอ่ยถาม
"ข้าพเ้าก็ไม่ทราบได้..แต่ข้าพเ้ากังวลใจว่าสองคณะจะไปปะทะกันขึ้นต่อหน้าอุบาสกอุบาสิกา ผู้เลื่อมใสศรัทธาของพระผู้มีพระภาคเ้า ทำให้ผู้คนเ่าั้และคลายความเลื่อใสลง"
"นี่ยังไม่หยุดทะเลาะกันอีกเหรอ เมื่อสองวันก่อนก็ยังทิ่มแทงกันด้วยถ้อยคำเจ็บแสบสาดเข้าหากันและกัน จนปรามาสกันด้วยมือ ถึงเนื้อตัวกัน ในโรงภัต เห็นกันทั่วเป็ที่น่าละอายนัก"
"ก็ต่างฝ่ายต่างไม่ยอมกันปะทะกันเผ็ดร้อนไม่เลือกเวลาสถานที่ท่านวินัยธรและท่านสุตตันติกะเป็บัณฑิตทั้งคู่แต่ยังไม่ยอมฑิฐิมานะอยากเอาชนะกันด้วยเื่เข้าห้องน้ำเท่านี้เอง ไม่เป็เื่จริง ๆ "
จังหวะนั้นเองภิกษุรูปที่สามกคลุมบาตรออกมาจากภายในโฆสิตารามออกมาถึงตรงประตูที่พระพิกษุทั้งสองรูปสนทนารออยู่พอดี จึงได้เอ่ยถามขึ้นว่า
"กำลังคุยกันถึงเื่พระวินัยธรและพระสุตตันติกะอยู่หรือท่านทั้งสอง"
"ถูกแล้วาุโ ห็เื่ทะเลาะกันถึงขั้นยื้อยุดฉุดกันในฌณงภัตเมื่อสองสามวันก่อนนั่นแหละ ท่านว่า...มันน่าดูไหมล่ะ?"
ภิกษุรูปที่ ๒ หันมาตอบจึงทำให้เห็นแววตาที่เต็มไปด้วยความวิตกและการตำหนิ ซึ่งภิกษุรูปที่ ๓ กล่าวตอบว่า
"พอดีข้าพเ้าอยู่นอกโรงภัตน่ะาุโ เลยไม่ทราบว่าทะเลาะกันรุนแรงด้วยเหตุใด"
"ก็เื่ท่านสุตตันติกะไปเข้าห้องน้ำ แล้วเหลือน้ำชำระเอาไว้ ท่านวินัยธรเข้าไปทีหลังไปเจอเข้าเลยปรับอาบัติท่านสุตตันติกะ โต้เถียงกันมาแล้ววิ่งหาพรรคพวกของแต่ละฝ่าย ระหองระแหงกันมาระยะหนึ่งแล้วล่ะ เลยมาลงเอยรุนแรงถึเนื้องถึงตัวกันที่โรงภัตนั่นแหละท่านาุโ"
ภิกษุรูปที่ ๑ อธิบายให้ฟังพลางขยับจดเตรียมผ้าห่มจีวรให้เข้าที่เข้าทางมากขึ้น แล้วดึงผ้ามาคลุมบาตรที่อุ้มด้านหน้า ขณะที่ภิกษุรู)ที่ ๓ ยังคงคลางแคลงใจในเื่นี้จึงถามต่ออีกว่า
"พระผู้มีพระภาคเ้าทรงทราบแล้วหรือ าุโ"
"อ๋อ..กราบทูลไปแล้ว " ท่านยังคงก้มดูผ้าที่กำลังจัดอยู่ต่อไปทั้งที่ยังตอบอยูู่
"พระผู้มีพระาคทรงเสด็จไปแนะนำเื่การลงอุเขปนียกรรมและการแสดงอาบัติก็ว่ากล่าวตักเตือนทั้งสองฝ่ายนั่นละ แต่ข้าพเ้าก็ยังเห็นปะทะคารมกันอยู่เลย ต้อรอกันต่อไปว่าจะจบอย่างไร?"
"แต่ตอนนี้สงฆ์แบ่งแยกกันอย่างชัดเจนแบ่งเป็กลุ่ม ๆ มองดูเหมือนมีอะไรเคลือบแฝง คล้ายูเาไฟที่ร้อนระอุอยู่ภายในพร้อมจะะเิทุกเมื่อ ไม่เหมือนเดิมเลยจริง ๆ " ภิกษุรูปที่ ๒ กล่าว
"ก็คงรอพระผู้มีพระภาคเพียงพระองค์เดียวเท่านั้นที่จะดับอธิกรณ์ได้"รูปที่ ๓เอ่ย
"ก็หวังให้เป็เช่นนั้นโดยเร็วเถิด"
พระภิกษุทั้ง ๓ รูปจ้องหน้ากันพร้อมพยักหน้าเป็ที่รับรู้รับทราบและคาดหวังในสิ่งเดียวกันก่อนที่จะหมุนตัวเรียงตามลำดับาุโพรรษาเดินอย่างสำรวมสังวรณ์ออกคลุมบาตรต่อไป