“ไง…แม่หมอ เงียบเป็ท่อนไม้เลยเหรอ” เขาชายตามองข้ามเบาะไปยังที่นั่งทายรถ “พอเจอบ้านที่ไม่มีปัญหาแล้วมันรู้สึกว่าตัวเองไม่สำคัญหรืองะ”
“พูดดีเป็ศรีแก่ปาก” ปอยเงยหน้าขึ้นใช้สายตาที่ปริ่มๆ จะมีประกายแสงสาดออกมาจ้องไปที่คุนอย่างแค้นเคือง “พูดมากเขาว่าเป็คนปากหมานะ”
“อ่าว…เปิดก่อนอีกแล้วเหรอ” คุนทำท่าฮึดฮัด “ได้…” แต่ทว่าทันใดนั้นเองเขาก็ถูกฝ่ามือของวิษณุตบเข้าทองอย่างเต็มแรงจนเผลอร้องอักออกมา พร้อมกับใช้มือกุมท้องตัวงอเป็กุ้ง “พี่ตีผมทำไมอะ!”
“มึงไปแหย่น้องปอยเขาทำไมวะ” วิษณุพูดเสียงหนัก “อยู่ดีไม่ว่าดี”
“ก็แค่ถามเอง” คุนสวนกลับทันควัน “เห็นเงียบๆ มาตลอด ก็กลัวว่าจะเป็อะไร”
“แหมๆๆๆ เนื้อคู่แต่อดีตชาติเขาหวงกันนี่เอง” ดาวร่วมประสมโรงด้วย “แต่ว่าไปก็จริงของไอ้คุนมัน” ว่าพลางก็หันไปยังหญิงสาวที่นั่งข้างกันพร้อมกับเอ่ยขึ้น “น้องปอยเป็อะไรเหรอ เห็นเงียบผิดปกติมาั้แ่ในบ้านละ”
“ไม่มีอะไรหรอกค่ะพี่” ปอยเปลี่ยนท่าทีเป็มิตรมากขึ้นขณะตอบกลับดาว “แค่รู้สึกว่าบ้านหลังนั้นมันมีอะไรแปลกๆ แค่นั้นเองค่ะ”
“แปลกตรงไหนเหรอครับน้องปอย” เป็วิษณุที่ถามแทนอย่างอยากรู้ไม่ต่างกัน “ซินแสหวังก็ดูให้หมดแล้วนี่หนา ถ้ามันมีอะไรผิดปกติ แกก็น่าจะทักมาแล้วนะ”
“นั่นแหละค่ะที่แปลก” ปอยตอบกลับ หัวคิ้วขมวดชิดกันแน่น “ทั้งตัวบ้านและรอบๆ บริเวณไม่มีอะไรผิดปกติจริงๆ ค่ะพี่ ทั้งยังถูกวางฮวงจุ้ยไว้ดีหมดทุกจุดอีกด้วย ไม่มีการวางฮวงจุ้ยกลับหัวกลับหาง หรือ ผิดหลักปัญจธาตุเหมือนบ้านที่ผ่านๆ มาเลยสักจุดเดียว ไม่มีปัญหาเหมือนที่ซินแสหวังบอกจริงๆนั่นแหละ แต่ว่า….ทำไมก็ไม่รู้ หนูรู้สึกว่ามันผิดปกติจริงๆ แต่คิดเท่าไหร่ก็คิดไม่ออก ว่าผิดตรงไหน”
“ผิดตรงที่เธอเองรึเปล่า” คราวนี้เป็คุณที่เอ่ยเสริมขึ้นมาบ้าง “คนอะไร จ้องจะหาแต่เื่ไปทั่ว”
ปอยตวัดหางตาค้อนขวับไปทางคุนทันที
“ฉันละแปลกใจจริงๆ ว่าทำไมคนปากอย่างคุณถึงได้โตมาจนอายุป่านนี้ได้กันนะ”
วิษณุและดาวปล่อยเสียงหัวเราะออกมาก๊ากใหญ่ ก่อนที่วิษณุจะแทรกคำขึ้น
“น้องปอยพูดถูก ถ้าไม่ได้พวกพี่นะ ป่านนี้มันได้กลับบ้านเก่าไปนานละ”
“โหว…พี่ นั้นมันสมัยไหนแล้ว” คุนค้าน
“ั้แ่เด็กเลยมึงนะ” วิษณุฉีกยิ้ม “มีเื่กับเขาไปทั่ว ถ้าไม่ได้พวกกูช่วยไว้นะ ถ้าไม่ตายก็คงเลี้ยงไม่โตหรอก”
“ก็พวกนั้นมาหาเื่ผมก่อนนี่พี่” คุนสวนกลับ “พวกพี่ไม่ใช่เหรอ ที่สอนผมให้รู้จักสู้คนนะ”
“สู้คนนะใช่” วิษณุตอบกลับ “แต่มึงจะสู้กับทุกคนไม่ได้เว้ย…โดยเฉพาะในตอนนี้ ที่มึงโตจนเลียตูดหมาไม่ถึงแล้ว ก็ยังจะเ้าคิดเ้าแค้นกับสาวสวยบอบบางอย่างน้องปอยเขาอยู่ได้”
“หมาเลียตูดไม่ถึงเหอะ” คุนเแสร้งมองข้างทางพลางบ่นเสียงอุบอิบ “แล้วสวยบอบบางตรงไหนกัน ดูยังไงๆ ก็งูพิษชัดๆ”
“นายซิงูพิษ!” ปอยสวนกลับทันควัน
แต่ทว่าเวลาเดียวกันนั้นเอง ดาวที่หัวเราะเอิกอ๊ากก็อุทานขึ้น
“พี่นุ ไม่ใช่ว่าเลยทางเขาแล้วเหรอพี่!”
“เอ่อว่ะ!” วิษณุพลันได้สติ ขณะเหยียบเบรกจนคนในรถหัวทิ่มคะมำไปข้างหน้าตามๆ กัน โชคยังดีที่ถนนสายนี้อยู่ในเขตที่รถราไม่เยอะเหมือนเฉกเช่นในเมือง ถ้าไม่อย่างนั้นคงเกิดเหตุโศกนาฏกรรมขึ้นแน่ๆ “มันต้องเลี้ยวที่แยกนั้นใช่ไหมครับน้องปอย”
“ค่ะ” ปอยเองก็พลันฉุกคิดขึ้นมาได้เช่นกัน “หนูเองก็ไม่ทันสังเกตเหมือนกัน คงเพราะหน้าฝน ฝนตกจนต้นไม้มันขึ้นรกไปหน่อยนะคะ”
“แน่ใจหรือว่าทางเข้ารีสอร์ตเธอจริงๆ นะ” คุนพูด ขณะใช้มือลูบหน้าผากป้อยๆ “รกอย่างกับป่า”
“เออ…ไม่ใช่” ปอยพูดเสียงขึ้นจมูก “มันเป็ป่าจริงๆนั่นแหละ เป็ป่าที่จะพานายไปฆ่าหมกข้างในนั้นไงยะ”
“เอาน่าๆๆ” ดาวหัวเราะ ขณะทำมือประหนึ่งพระพุทธรูปปางห้ามญาติ “ใจเย็นๆ กันก่อนซิเนื้อคู่หลายอดีตชาติ…เอ๊ย!” ไม่รู้ว่าดาวพลั้งปากจริงๆ หรือ แกล้งหยอกล้อทั้งสอง ที่บัดนี้ได้ตวัดสายตาจ้องมายังเธอในทันที “พักรบกันสักพักก่อนดีไหม นี่ก็ใกล้จะจบโปรเจ๊คแล้ว ยังไงทั้งสองคนก็ได้แยกทีมกันอยู่แล้ว ทะเลาะกันไปก็มีแต่จะเสียกันทั้งคู่”
“จริงของไอ้ดาวมัน” วิษณุเห็นด้วย ขณะตีรถให้ข้ามเลนไปอีกฝั่ง เพื่อจะกลับไปแยกที่พวกเขาพึ่งจะผ่านมา “การรักย่อมดีกว่าการเกลียดกันนะ เชื่อพี่…พี่เห็นมาหลายคนละ พวกที่เกลียดกันนะ ลงเอยไม่ดีสักราย…เพราะแบบนี้ มันจะดีอย่างมากเลย ถ้าสองคนจะรักกัน โดยเฉพาะน้องปอยถ้าได้มารักกับพี่ มันจะเป็อะไรที่ดีมากๆ ถึงมากที่สุดเลยละ”
“มันใช่เวลาไหมพี่” ดาวเสียงสูง “คนจะฆ่ากันตายอยู่แล้ว ยังจะมีอารมณ์มาแอ๊วสาวอีก โอ๊ย…กูละเพลีย”
“หยอกๆๆๆ” วิษณุรีบแก้ตัว ขณะที่เลี้ยวเข้าไปยังทางแยก “แต่ถ้าได้จริงก็ดี”
“ยังจะอีก!” ดาวถลึงตามองหัวหน้าตนอย่างเอือมระอา ขณะที่รถแล่นไปตามทางที่มีต้นไม้ขึ้นครึ้มตลอดสองข้างทาง อันเป็ทางเข้าไปสู่รีสอร์ตของปอย
รถเคลื่อนตัวไปตามทางซึ่งตัดผ่าสนามหญ้าที่เต็มไปด้วยไม้ดอกไม้ผลตลอดสองข้างทางที่ลาดชันเล็กน้อย ก่อนจะไปหยุดอยู่หน้าบ้านไม้เก่าแก่แต่ดูทันสมัย โดยที่มีบุรุษและสตรีวัยกลางคนยืนยิ้มแฉ่งอยู่