ตอนที่26 สมาชิกใหม่ของกองกำลังพิเศษ
ในตอนเช้าก่อนเข้าห้องเรียนรุ่นพี่คนสวยหลิวนี่นี่ได้เข้ามาแจ้งข่าวนัดหมายให้ผู้มีรายชื่อจากแผนกลงทะเบียนของมหาวิทยาลัยให้ไปทำการทดสอบสมรรถภาพร่างกายที่สถานีตำรวจเมืองเทียนจินในบ่ายวันนี้
หลิวเย่ฟังรายละเอียดแล้วพบว่าผู้ที่ได้รับคัดเลือกนั้นล้วนแต่มีรูปร่างและส่วนสูงใกล้เคียงกับเขา
นั่นคงเป็วิธีการเรียกทดสอบของกองกำลังอาสาของตำรวจใช่ไหม?
หลิวเย่ยิ้มมุมปากเล็กน้อยเขาคิดว่าถ้าเขาอารมณ์ดีก็อาจจะไปในภายหลัง
ในเวลานี้รุ่นพี่หลิวนี่นี่ได้เดินตรงเข้ามาหาหลิวเย่
“เสี่ยวเย่คุณต้องไปกับฉัน” หลิวนี่นี่ยืนเท้าสะเอวจ้องมองหลิวเย่เขม็ง
“.....” หลิวเย่งุนงงกับพฤติกรรมของหลิวนี่นี่ในตอนนี้
“ฮึ่ม! คุณต้องรู้ว่าคุณควรตอบแทนความโปรดปรานของรุ่นพี่คนนี้” หลิวนี่นี่ยังคงพูดต่อไป
ในตอนนี้หลิวเย่ยกมือโบกห้ามการพูดจาของหลิวนี่นี่เพราะเขางุนงงและสับสนกับกิริยาดังกล่าวของเธอ
“รุ่นพี่ คุณหมายถึงอะไร?”
หลิวนี่นี่หัวเราะคิกคักก่อนพูดเสียงเบาเหมือนกระซิบว่า“เสี่ยวเย่ คุณต้องเข้าใจว่าเจียงผิงผิงจากวิชาเอกฝังเข็ม เธอ้าเลี้ยงข้าวกลางวันคุณแต่ต้องมีฉันร่วมด้วย”
“โอกาสอะไร?” หลิวเย่ยังคงสงสัยกับคำเชิญนั้น
“โอ้! คุณนี่!ก็ที่คุณช่วยเหลือในการแสดงของเธอเมื่อคืนงานเลี้ยงอย่างไรล่ะ”หลิวนี่นี่มองบนอย่างเบื่อหน่ายกับปฏิกิริยาที่เชื่องช้าของหลิวเย่
“อ้อ....”หลิวเย่ถึงจุดที่เข้าใจในเหตุผลนั้นแล้ว
“วันนี้หรือ?” หลิวเย่ถามกำหนดการซ้ำอีกครั้ง
“แน่นอนวันนี้อย่าลืมเจอกันที่โรงอาหารนะ บ๊ายบาย” หลิวนี่นี่โบกมือลาแล้วรีบเดินหนีไป
ในตอนนี้เพื่อนสามคนร่วมห้องได้เดินมาถึงแล้วพวกเขาทักทายหลิวนี่นี่แล้วเดินมาหาหลิวเย่ด้วยความสงสัย
หลิวเย่โบกมือว่าไม่มีอะไร
จากนั้นพวกเขานั่งที่แถวหลังสุดที่ประจำ
เวลานี้สามคนต่างพากันซุบซิบเื่การทดสอบสมรรถภาพที่มีรายชื่อเป็บางคนไม่ใช่ทั้งหมด พวกเขาต่างคาดเดาไปต่างๆ นาๆ
ในขณะนี้ที่โรงอาหารหลายคนต่างพากันจ้องมองและชี้นิ้วไปที่เทพธิดาเจียงผิงผิงที่นั่งทานอาหารกลางวันกับเพื่อนร่วมหอพักของเธออีกสามคนและรุ่นพี่หลิวนี่นี่
เมื่อหลิวนี่นี่มองเห็นหลิวเย่ที่เดินเข้าในโรงอาหารเธอรีบวิ่งไปหาเขาและพามายังที่นั่ง
แต่ปรากฏว่าเธอไม่สามารถสกัดกั้นเพื่อนร่วมห้องอีกสามคนของหลิวเย่ได้ดังนั้นพวกเขาจึงเดินตามหลังหลิวเย่มาอย่างเป็ธรรมชาติ
“โอ้นั่นเทพธิดาเจียงผิงผิงกับเพื่อนสาวสวยของเธอนี่” เป็จางไค่ที่ส่งเสียงตื่นเต้นยินดีก่อนใคร
“หลิวเย่จะไปทานข้าวกับเทพธิดาหรือ?” ซุนเอ้อถามและหันไปมองหน้าของจูปิงและจางไค่พวกเขาต่างมีสีหน้าแปลกประหลาดใจปนริษยา
เจียงผิงผิงเมื่อเห็นหลิวเย่เดินมาถึงที่นั่งแล้วเธอลุกขึ้นยืนและมองไปที่หลิวเย่และเพื่อนๆของเขา
“วันนี้ฉันจะเลี้ยงข้าวขอบคุณเพื่อนร่วมชั้นหลิวเย่ในเมื่อพวกคุณมาแล้ว พวกเรามาทานข้าวด้วยกันเถอะ” เจียงผิงผิงเอ่ยชวนอย่างมีน้ำใจ
“ตกลง!” ทั้งสามคนพูดพร้อมกันโดยที่ไม่สนใจใบหน้าของหลิวเย่
“.....”หลิวเย่ได้แต่กลอกตาไปมากับความเ้าเล่ห์ของพวกเขา
ขณะที่พวกเขากำลังทานอาหารอยู่นั้นหยางิคนรวยรุ่นที่สองได้มองเห็นพวกเขาในระยะไกล เขารีบเดินเข้ามาทักทายหลิวเย่และเจียงผิงผิง
“อ้า พี่ชายหลิวกับพี่สะใภ้นี่เองพวกคุณมาทานข้าวทำไมไม่บอกฉัน?” หยางิทักทายด้วยแววตาขี้เล่นพลางตีหน้ามึนถามโดยตรง
ในเวลานี้ เจียงผิงผิงมีใบหน้าสีแดงก่ำด้วยความเขินอายส่วนคนอื่นๆต่างตกตะลึงกับคำทักทายของหยางิ
“.....” หยางิเกาหัวด้วยความเขินอายและกระอักกระอ่วนใจเขาเพียงแค่สอบถามสถานการณ์ตรงหน้า ไม่ได้มีเจตนาก่อกวนอะไร? แต่ทำไมทุกคนมีสีหน้าแปลกประหลาดกันบางคนอ้าปากค้าง บางคนโมโห บางคนหน้าแดง และบางคนก็นิ่งเฉย
“เอาล่ะนายทานข้าวหรือยัง ถ้ายังก็มาทานด้วยกัน” หลิวเย่เอ่ยตัดบทขึ้น ทำให้บรรยากาศดูผ่อนคลายลงเพียงเล็กน้อย
แววตาของเพื่อนร่วมหอพักของเจียงผิงผิงต่างส่งสายตาล้อเลียนระหว่างหลิวเย่และเจียงผิงผิงส่วนเพื่อนร่วมหอพักของหลิวเย่นั้น พวกเขาต่างทำหน้าหดหู่แต่เมื่อพวกเขาเหลียวมองไปที่เพื่อนร่วมหอพักของเจียงผิงผิงแล้วพวกเขาก็กลับมาสดชื่นกันอีกครั้ง ส่วนหลิวนี่นี่ได้แต่มองหน้าสลับไปมาระหว่างหลิวเย่และเจียงผิงผิงด้วยความสับสน
เมื่อหยางิได้รับคำอนุญาตจากหลิวเย่แล้วเขารีบไปต่อคิวสั่งอาหารที่ร้านอาหารทันที
“อะแฮ่ม.....ถ้าอย่างนั้นตอนนี้พวกเราก็มาทานข้าวกันเถอะ” เป็หลิวนี่นี่ที่เอ่ยทำลายบรรยากาศคลุมเครือในที่นี้
“นั่นสิ อ้อนี่เพื่อนร่วมหอพักของฉัน หยานหยิง หลี่เค่อหลิน และซูหรันหรัน พวกเธอเป็คนดี โสดและยังไม่มีแฟน” เจียงผิงผิงได้โอกาสจึงรับคำหลิวนี่นี่และแนะนำเพื่อนร่วมหอพักเดียวกับเธอจากด้านซ้ายมือไกลสุดมาถึงใกล้กับเธอและเธอยังแอบหยิบยกคำพูดเดิมของหลิวเย่มากล่าว
“สวัสดีฉันซูเอ้อ เป็เพื่อนร่วมหอพักเดียวกับน้องสี่ โอ๊ะ...หลิวเย่”
“สวัสดีฉันจางไค่ เป็เพื่อนร่วมหอพักของหลิวเย่”
“สวัสดีฉันจูปิง”
“.....”
ทั้งสามคนรีบแย่งกันแนะนำตัวเองก่อนที่หลิวเย่จะได้พูดอะไรจากนั้นพวกเขาส่งสายตาให้หลิวเย่เก็บคำพูดใดๆสำหรับพวกเขาไว้
“แค๊ก แค๊กทานข้าวกันเถอะ!” หลิวเย่ตัดบทโดยเรียกให้ทุกคนทานข้าวทันที
ในเวลานี้หลิวนี่นี่นั่งลงทานข้าวแต่เธอยังคงมีสีหน้าสงสัยความสัมพันธ์ที่ไม่ชัดเจนของหลิวเย่และเจียงผิงผิงแต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ไม่มีเวลาถามอะไรกับหลิวเย่เนื่องจากตอนนี้หยางิได้มานั่งทานข้าวตรงข้ามกับเธอและชวนคุยสารพัดเื่
บรรยากาศโดยรอบที่นั่งทานอาหารกลางวันของพวกเขามีสายตาอิจฉาทิ่มแทงทุกคนที่นั่งใกล้กับเทพธิดาเจียงผิงผิงโดยเฉพาะหลิวเย่ที่เขารู้สึกได้ว่าชายหนุ่มทั้งหลายล้วนไม่ชอบใจ
มีเสียงบ่นพึมพำด้วยความหงุดหงิดและโมโหมาจากหลายทิศทางแต่หลิวเย่ไม่ได้สนใจแต่อย่างใด
มันเป็เื่ที่ช่วยไม่ได้สำหรับคนมีเสน่ห์เช่นเขา
หลิวเย่รู้สึกว่าอาหารวันนี้อร่อยเป็พิเศษ
มีวิวสวยงามนั่งทานข้าวอยู่ตรงหน้า
ช่างเป็วันที่ดีเสียจริง
“พี่ชายหลิววันนี้พวกเรามีนัดไปสถานีตำรวจ?” หยางิเอ่ยถามขึ้นเมื่อเห็นว่าทุกคนทานข้าวอิ่มกันแล้ว
“ใช่ มีน้องสี่กับฉันไปด้วย”จางไค่ชิงตอบก่อน
ในรายชื่อจากแผนกวิชาการไม่ได้มีนักศึกษาทุกคนมีเพียงบางคนเท่านั้น ส่วนใหญ่พวกเขาส่วนสูงเกิน 180 ซม.และรูป
ร่างสมส่วนกันทั้งหมด
จูปิงที่นั่งระหว่างหลิวเย่กับจางไค่ตบไหล่คนทั้งสองเบาๆ “โชคดีนะ” จากนั้นเขาก็ไม่พูดอะไรอีกและลุกขึ้นยืนโดยตรง
ซุนเอ้อเมื่อเห็นว่าจูปิงกำลังจะออกไปจากโรงอาหารเขารีบเรียกไว้และขอไอดีและเบอร์โทรวีแชทจากเพื่อนสาวสวยของเจียงผิงผิง
ทั้งสามสาวเหลือบมองไปที่เจียงผิงผิงเมื่อเห็นเธอพยักหน้าเห็นชอบ พวกเธอจึงตกลงมอบวีแชทให้กับพวกเขา
หยางิหันหน้ามาชวนหลิวเย่“ถ้างั้น พี่ชายหลิวไปพร้อมกันฉันไหม?”
“ไม่ล่ะ ฉันมีนัด.....เสร็จเรียบร้อยแล้วถึงจะไป”หลิวเย่กำลังจะเอ่ยปฏิเสธหยางิ แต่เมื่อเขามองเห็นสายตาคาดคั้นจากรุ่นพี่หลิวนี่นี่เขาจึงได้รับปากออกไป
อันที่จริงหลิวเย่ตั้งใจว่าเร็วๆนี้จะมอบจี้หยกให้กับหลิวนี่นี่และเจียงผิงผิงแต่เขาคิดว่าเอาไว้คราวหน้าเพราะวันนี้มีคนอยู่ด้วยกันมากเกินไป
ในตอนบ่ายที่ศาลาริมน้ำใกล้สนามเด็กเล่นของมหาวิทยาลัย
ขณะที่หลิวเย่กำลังอ่านหนังสืออยู่นั้นมีเสียงเดินแ่เบาดังมาจากด้านหลังของเขา
“สวัสดี เพื่อนนักศึกษา.....หลิวเย่”ปรากฏว่าเป็หูตงและโจวหงที่เดินเข้ามาหาเขา
หลิวเย่หันหลังกลับมายิ้มรับแต่เขาไม่ได้กล่าวอะไร
“อันที่จริงมันไม่ยากเสียทีเดียวนะที่จะคิดว่าเป็คุณนั่นเอง”หูตงกล่าวขึ้นก่อนนั่งลงตรงข้ามเขาบนมานั่งหินอ่อน และจากนั้นโจวหงก็นั่งลงตาม
“ฉันรู้ว่าพวกคุณจะมาแล้วอย่างไรล่ะ?” หลิวเย่ยอมรับกับความคิดของพวกเขาที่จะเชื่อมโยงระหว่างเขากับชายหน้ากากลึกลับของมหาวิทยาลัยและที่สำคัญคือรายชื่อการทดสอบสมรรถภาพของสถานีตำรวจที่แจ้งออกมา
“ฮึ ฮึ ไม่เลวคุณเป็คนหนุ่มที่ฉลาดและแข็งแกร่งทีเดียว” โจวหงเอ่ยชื่นชมหลิวเย่ด้วยใจจริง
“เป็อย่างนี้เพื่อนนักศึกษาหลิวเย่ฉันหวังว่าคุณจะให้ความสนใจกับการเข้าร่วมเป็สมาชิกของกองกำลังพิเศษของกองทัพประเทศเรา”หูตงกล่าวอย่างตรงไปตรงมา เขาได้สืบประวัติครอบครัวและพฤติกรรมของหลิวเย่มาก่อนแล้วและรู้ว่าหลิวเย่เป็คนพูดตรงไม่อ้อมค้อมแต่อย่างใด
“บอกข้อดีให้ฉันรู้บ้างสิ”หลิวเย่ไม่ปฏิเสธทันที แต่เขาถามในสิ่งที่เขา้ารู้
“แน่นอนว่าย่อมต้องมีข้อดีที่น่าสนใจหากคุณเข้าร่วมกับกองกำลังของพวกเรา กัปตันทีมของเราสามารถร้องขอตำแหน่งนายพันให้คุณได้โดยตรงและเนื่องจากคุณเป็นักศึกษา ดังนั้นคุณจะได้ปฏิบัติภารกิจเฉพาะ่เวลาที่จำเป็เท่านั้นภารกิจหลักของคุณตอนนี้มีเพียงเป็หัวหน้าแผนกฝึกฝนสมาชิกของเราคุณสามารถไปทำงานเฉพาะวันหยุดได้ กองทัพยังจะดูแลช่วยเหลือสมาชิกครอบครัวของสมาชิกกองกำลังพิเศษอย่างเต็มที่แน่นอนว่าค่าตอบแทนไม่ต่ำเช่นกัน” โจวหงแจ้งรายละเอียดที่สำคัญและจริงใจให้กับเขาโจวหง้าให้หลิวเย่ตัดสินใจเลือกกองกำลังพิเศษของกองทัพมากกว่ากองกำลังอาสาของตำรวจนี่จึงเป็เหตุผลที่พวกเขารีบเร่งมาพบกับหลิวเย่
หลิวเย่ไม่ตอบแต่เขาหันหน้ามองไปทางต้นหลิวที่ขึ้นอยู่โดยรอบสระน้ำเขากำลังครุ่นคิดถึงสิ่งที่เขาวางแผนจะทำในอนาคตอีกหลายอย่าง
สิ่งที่สำคัญที่สุดคือความปลอดภัยของแม่เขานั่นคือคนที่สำคัญที่สุดในชีวิตของเขา
หลิวเย่เปรียบเทียบข้อดีข้อเสียเขาพบว่าหากเวลาการทำงานไม่บีบรัดเขามากเกินไป เขาอาจจะเข้าร่วมกับทั้งกองกำลังพิเศษและกองกำลังอาสา
อย่าลืมว่าทุกแห่งหน อำนาจและผลประโยชน์จำเป็ต้องเคียงคู่กัน หากเขามีธุรกิจมากมายแต่ต้องมาเสียเวลาจัดการกับอำนาจที่ไม่ชอบธรรมจากใครบางคน นั่นทำให้เขาหงุดหงิดได้
แต่ถ้าหากเขามีทั้งอำนาจและทรัพย์สินและยังมีทีมงานและเครือข่ายที่เป็ประโยชน์กับเขา ย่อมต้องดีกว่าทำอะไรเองคนเดียว
เมื่อคิดได้เช่นนี้หลิวเย่ก็หันหน้ากลับมาจ้องมองหูตงและโจวหง “ตกลง!”
หูตงและโจวหงต่างพากันยิ้มแย้มยินดีพวกเขาจับมือกับหลิวเย่และแจ้งรายละเอียดเพิ่มเติม “วันมะรืนคุณสะดวกไปเข้าร่วมประชุมกับพวกเราที่ค่ายทหารเทียนจินไหม?”
“เวลา?” หลิวเย่พยักหน้ารับทราบอย่างเป็ธรรมชาติ
“บ่ายสองโมงเราจะแจ้งทหารที่หน้าค่ายไว้รอรับคุณ” หูตงตอบกลับด้วยเสียงตื่นเต้นยินดี
อันที่จริงหูตงทำหน้าที่รักษาการหัวหน้าแผนกฝึกสมาชิกใหม่ของกองกำลังพิเศษแต่เมื่อเขาเห็นทักษะฝีมือการต่อสู้ของหลิวเย่แล้วเขามีความคาดหวังว่าหลิวเย่จะเป็คนนำความรุ่งโรจน์มาให้แผนกของพวกเขา
หลังจากพูดคุยกับหูตงและโจวหงเสร็จเรียบร้อยแล้วหลิวเย่ออกเดินทางไปสถานีตำรวจเมืองเทียนจิน
ที่หน้าสถานีตำรวจเมืองเทียนจิน
หลิวเย่กวาดสายตามองเห็นชายร่างสูงและเตี้ยที่เคยปะทะฝีมือกับเขาในป่าหลังมหาวิทยาลัยดูเหมือนพวกเขากำลังเฝ้าสังเกตนักศึกษาที่มาลงทะเบียนในจุดแรกรับหน้าสถานีตำรวจ
เมื่อหลิวเย่เดินมาต่อแถวนักศึกษาที่กำลังลงทะเบียนนักศึกษาใส่แว่นตาที่ยืนด้านหน้าเขาก็หันกลับมาคุยกับหลิวเย่และบ่นบางคำออกมา “ดูสิเพื่อนนักศึกษา เขาให้พวกเรามาทดสอบสมรรถภาพ แต่นั่นอะไรกันพวกเขาแต่ละคนออกมามีแต่รอยฟกช้ำกันทั้งนั้น” เขาชี้นิ้วมือไปสนามฝึกซ้อมทางด้านหลังของสถานีและในจังหวะนี้เองมีนักศึกษาชายสองคนที่เดินพยุงกันออกมาจากทางนั้น
“.....” หลิวเย่เพียงแค่ขมวดคิ้วเขาไม่ได้กล่าวอะไร เขาแค่สงสัยวิธีการทำงานของตำรวจ
ในตอนนี้มีนักศึกษาอีกสองคนมาต่อแถวหลังหลิวเย่
ชายร่างสูงและเตี้ยที่คอยเฝ้าสังเกตนักศึกษาพวกเขามองหลิวเย่แล้วก็มองผ่านไปยังนักศึกษาชายที่อยู่หลังหลิวเย่
ดูเหมือนว่าพวกเขาจะไม่สามารถเชื่อมโยงหลิวเย่กับชายหน้ากากลึกลับได้
หลิวเย่ก้มหน้าอมยิ้มด้วยความสนุก
เมื่อหลิวเย่ลงทะเบียนเสร็จเรียบร้อยเขาเดินไปตามทางที่เ้าหน้าที่บอก ซึ่งชี้ไปทางสนามฝึกด้านหลังของสถานี
“โอ้ย!”
“อ๊าก!”
“อ่อนแอ! อ่อนแอเกินไป!”
หลิวเย่มองเห็นเพื่อนนักศึกษาสองคนที่กำลังะโไต่ราวเชือกและห่วงที่แขวนบนเสาสูงพวกเขาไม่สามารถเหวี่ยงตัวเองเพื่อยึดจับห่วงข้างหน้าบนเสาสูงอีกอันได้ทำให้พวกเขาหล่นลงกับพื้นโดยตรง ซึ่งเสาสูงห้าเมตร
เพื่อนนักศึกษาใส่แว่นตาที่เดินมาถึงก่อนหลิวเย่เขาตัวแข็งทื่อและมีท่าทางหวาดกลัวรูปแบบการทดสอบเ่าั้
“ฉัน.....ฉัน.....ขอยกเลิกได้ไหม?” เขาเอ่ยถามตำรวจครูฝึกที่อยู่ตรงหน้าด้วยเสียงอันแ่เบา
ในเวลานี้กัปตันของกองกำลังอาสาได้เดินทางมาถึงสนามทดสอบสมรรถภาพเขาชื่อ ซูเหอจงเขาไม่เชื่อคำบอกเล่าของตำรวจที่ไประงับเหตุในมหาวิทยาลัยเมื่อสัปดาห์ก่อนเขาเป็กัปตันทีมที่สามารถจัดการกับอาชญากรข้ามชาติได้เมื่อเดือนก่อนนั่นทำให้เขามีความมั่นใจในตัวเองสูง เขากวาดสายตามองนักศึกษาที่กำลังทดสอบและมารอการทดสอบอยู่ในเวลานี้ในสายตาของเขามีแววตาที่ดูถูกเหยียดหยามพวกเขา
หลิวเย่ััได้ถึงความประมาทและความมั่นใจสูงเกินไปที่อาจผิดพลาดได้
หลิวเย่จึงตัดสินใจที่จะไม่ผ่านการทดสอบนี้
เมื่อถึงลำดับการทดสอบของหลิวเย่พวกเขามีการทดสอบ 5 รายการ ดังนี้
1 ะโไกล
2 วิ่งรอบสนามฝึกระยะทาง200 เมตรสิบรอบภายในเวลา 30 นาที
3 ไต่ราวเชือก
4 ะโโยนตัวคล้องห่วงจากเสาสูงโดยมีเสาสูงทั้งหมด 10 แต่ละต้นในส่วนปลายบนสุดมีห่วงคล้องอยู่
5 หลบลูกบอลบินจากเป้ายิงอัตโนมัติ
นักศึกษาส่วนใหญ่ที่มาทดสอบพวกเขาทุกคนจะพลาดในรายการที่สี่
หลิวเย่ได้เห็นการทดสอบของนักศึกษาก่อนหน้าแล้วเขาแอบคิดในใจว่าจะไม่ผ่านในรายการที่สี่เช่นกัน
เมื่อหลิวเย่กำลังจะะโจากห่วงเสาที่สามไปยังห่วงเสาที่สี่เขาก็เอื้อมไม่ถึงห่วงที่สี่และล้มลงกับพื้นโดยตรงพลางส่งเสียงร้องด้วยความเ็ป“อ๊ากกกก”
หลิวเย่แอบเหล่ตามองไปรอบๆไม่มีใครสนใจเขาเป็พิเศษ ดูท่าเขาสามารถเป็นักแสดงระดับแถวหน้าได้สบาย
เมื่อหลิวเย่กลับมาถึงหอพักเขาเห็นจางไค่ร้องโอดโอย เขามีรอยฟกช้ำที่สะโพกซ้าย หลิวเย่ได้มอบยาเม็ดสมุนไพรรักษา
กล้ามเนื้อที่เขาซื้อมาจากโลกโบราณจำนวน 1 เม็ดให้กับจางไค่
จำนวนเม็ดยาที่ทานจะแตกต่างจากของหานเล่ยเนื่องจากโรคของหานเล่ยเป็โรคร้ายแรงรักษายาก ต้องใช้ยาไม่ต่ำกว่า 10 เม็ดขึ้นไปแต่โรคของจางไค่ เป็เพียงแค่การอักเสบของกล้ามเนื้อดังนั้นทานเพียงเม็ดเดียวก็บรรเทาได้มาก หลิวเย่ไม่้าให้หายขาดในทันทีนั่นอาจนำปัญหามากมายมาให้เขาในภายหลัง
“โอ้.....ขอบคุณมากน้องสี่”จางไค่ซาบซึ้งใจที่หลิวเย่มีน้ำใจกับเขา
หลิวเย่พยักหน้ารับทราบ“ไม่เป็ไร”
กิจวัตรประจำวันของหลิวเย่ยังคงเป็เช่นเดิมนั่นคือรุ่งเช้าฝึกฝนศิลปะแห่งดวงดาว ตอนสายเข้าเรียน บ่ายศึกษาในห้องสมุดหรืออ่านหนังสือที่ยืมมาเย็นไปฝึกงานกับหมอกู่ และกลางคืนฝึกพลังจิตกับเหรียญทองแดง
พรุ่งนี้บ่ายเขามีนัดหมายเซ็นสัญญากับหานจง
ดังนั้นเขามีธุระที่ต้องทำแต่เขาไม่สามารถทำมันที่หอพักได้โดยตรง
คืนนี้หลิวเย่จึงได้แอบกลับไปยังอพาร์ตเมนท์เพื่อเตรียมผสมเจือจางน้ำอมฤตสำหรับปรุงยาอายุวัฒนะและน้ำอมฤตสำหรับความงามและบัวหิมะหนึ่งส่วนจากร้อยส่วนเพื่อเป็ส่วนผสมหลักสำหรับสูตรเสริมความงามที่เขาจะมอบให้กับหานจงนำไปผลิตและจำหน่ายต่อไป
สูตรเสริมความงามที่หลิวเย่เลือกมาจากความทรงจำของจักรพรรดิะหลิวเย่มีชื่อว่า “ร้อยปีนิรมิต”
เมื่อจัดการเสร็จเรียบร้อยแล้วเขาก็กลับมานอนที่หอพักเหมือนเดิม