บทที่ 7 บ้านนี้อยู่ไม่ได้
ตัวเลข 06:37 สว่างอยู่บนหน้าจอโทรศัพท์ซึ่งวางคว่ำข้างกล่องเครื่องประดับ
เสิ่นโม่จิ่นยืนอยู่หน้าตู้เสื้อผ้าที่เปิดกว้างย่ามสีดำพาดเฉียงจากไหล่ลงมาถึงสะโพก ส่วนมือข้างหนึ่งแหวกชุดเดรสซึ่งแขวนเบียดกันแน่นจนไม้แขวนกระทบเป็เสียงกรุ๊งกริ๊งเบาๆ
ชุดสีแดงเว้าหลัง ชุดดำรัดเอวกระโปรงสั้นประดับเลื่อม เสื้อสายเดี่ยวซึ่งมีเนื้อผ้าน้อยกว่าผ้าเช็ดหน้า ของทุกชิ้นเข้ากับความทรงจำของเสิ่นโม่จิ่นเดิมอย่างไม่มีข้อโต้แย้งและไม่มีสักชิ้นที่เธออยากสวมออกจากห้องตอนนี้
ปลายนิ้วหยุดอยู่บนชุดเดรสสีเงินซึ่งผ่าข้างขึ้นมาถึงต้นขา
‘ใส่ไปไล่ผีหรือไปล่อผีวะ’
หญิงสาวปล่อยผ้ากลับเข้าที่แล้วเลื่อนไม้แขวนต่อด้านในสุดของตู้มีเสื้อผ้าสำหรับใส่อยู่บ้านซ่อนอยู่ไม่กี่ตัว
คงเป็ของที่เ้าของร่างซื้อมาแล้วแทบไม่เคยหยิบใช้เพราะเนื้อผ้ายังแข็งและป้ายยี่ห้อบางตัวก็ไม่ถูกตัดออก
เสื้อยืดสีเทาเข้มตัวหนึ่งถูกดึงออกมาก่อนตามด้วยกางเกงขาสั้นสีดำซึ่งไม่รัดต้นขาจนเกินไป เธอโยนทั้งสองชิ้นลงบนเตียงแล้วคุ้ยชั้นล่างจนพบเสื้อยืดอีกสามตัวกางเกงขาสั้นสองตัวกับชุดชั้นในที่ยังไม่แกะบรรจุภัณฑ์
ทั้งหมดถูกพับครึ่งอย่างลวก ๆไม่ได้เรียงตามสีหรือขนาด เสิ่นโม่จิ่นเปิดปากย่าม วางฝ่ามือลงบนกองผ้าแล้วเอ่ยว่า
“เก็บ”
เนื้อผ้าหลายชิ้นยุบลงตรงกลางก่อนถูกดึงผ่านปากกระเป๋าเข้าไปทีละชั้นโดยไม่ทำให้ย่ามหนักขึ้นแม้แต่น้อย
ด้านในยังตอบสนองต่อคำสั่งตามปกติ ทว่าแรงไอิญญาใต้ลิ้นปี่ยังคงบางเบาห่างจากตอนเรียกพี่ทองมีออกมา
เพียงขยับพลังไปตามอาคม เธอก็รับรู้ถึงช่องว่างเกือบครึ่งหนึ่งซึ่งยังไม่กลับมาเต็ม
‘ถ้าไม่จำเป็จะไม่เรียกมันออกมาอีกห้องนี้พังไม่เท่าไร แต่กูอาจหมดแรงก่อนถึงประตูบ้าน’
ปากย่ามถูกรูดกลับโดยไม่ปิดสนิทเผื่อมีเหตุให้ต้องหยิบของด้านใน
เธอถอดเสื้อที่สวมมาั้แ่ออกจากดันเจี้ยนออกจากตัวคราบเืของเซี่ยอวี้ถงแห้งติดอยู่ตรงแขนเสื้อจนผ้าแข็งเป็ปื้น
เสิ่นโม่จิ่นมองคราบนั้นอยู่ครู่หนึ่งก่อนพับด้านเปื้อนเข้าด้านในแล้วเก็บลงย่ามแยกจากเสื้อผ้าสะอาด
ไม่ได้เก็บไว้เพราะอาลัย
แต่ตราบใดที่ยังไม่รู้ว่าสิ่งใดในโลกนี้ใช้เป็หลักฐานได้เสื้อซึ่งผ่านดันเจี้ยนมากับร่างก็ควรอยู่กับเธอไม่ใช่ถูกคนรับใช้หยิบไปซักจนเหลือเพียงกลิ่นน้ำยาปรับผ้านุ่ม
เสื้อยืดสีเทาหลวมกว่า่ลำตัวสองขนาดชายผ้าตกลงมาปิดขอบกางเกงพอดี เธอรวบผมยาวขึ้นด้วยมือเดียวบิดเป็มวยหลวมตรงท้ายทอยแล้วใช้ยางเส้นดำรัดไว้สองรอบ
ปลายผมบางส่วนหลุดลงมาข้างแก้มส่วนเส้นสีทองที่แทรกอยู่่ปลายยังเห็นชัดเมื่อถูกแสงเช้ามืดจากระเบียง
โต๊ะเครื่องแป้งมีเครื่องสำอางวางเรียงอยู่มากพอเปิดร้านเล็กๆ ได้หนึ่งร้าน
เสิ่นโม่จิ่นเปิดตลับหนึ่งดูแป้งสีอ่อนกว่าผิวถูกอัดไว้เรียบกริบพู่กันหลายด้ามเรียงตามความยาวอยู่ในกระบอกแก้วลิปสติกสีเข้มถูกจัดเป็แถวโดยหันตรายี่ห้อออกด้านเดียวกันทั้งหมด
มือซึ่งเปิดตลับปิดมันกลับลงอย่างเดิม
ใบหน้านี้ออกจากบ้านได้โดยไม่ต้องทาสีเพิ่ม เธอไม่เข้าใจด้วยซ้ำว่าเหตุใดคนเราต้องเสียเวลาวาดขอบตาใหม่ทุกเช้าทั้งที่ตาคู่เดิมก็สวยดีอยู่แล้ว
ด้านนอกระเบียงมีเสียงเล็บครูดปูนสองครั้ง
ผีเร่ร่อนโผล่หน้าจากหลังเสาอย่างระวังแขนข้างหนึ่งเกี่ยวขอบกำแพงไว้ ส่วนขาที่ยาวผิดสัดส่วนห้อยเลยราวระเบียงลงไป
มันกวาดตามองั้แ่เสื้อยืดตัวหลวมลงมาถึงกางเกงขาสั้นก่อนขยับเข้ามาใกล้กระจกอีกเพียงครึ่ง่ตัว
พอเห็นย่ามบนไหล่ ดวงตาขุ่นก็รีบเหลือบไปทางปากกระเป๋าคล้ายกลัวว่าเขาควายสีดำจะดันออกมาอีกรอบ
“ท่านจะไปไหนหรือ”
เสิ่นโม่จิ่นไม่ตอบ เธอก้มค้นชั้นวางรองเท้าข้างตู้เสื้อผ้าของเ้าของร่างยังพอมีตัวธรรมดาปะปนอยู่บ้าง
แต่รองเท้ากลับเต็มไปด้วยส้นสูงั้แ่สามนิ้วขึ้นไปบางคู่มีสายรัดเส้นเล็กจนดูแล้วไม่น่าพาใครวิ่งหนีผีได้เกินสิบก้าว
หญิงสาวยกคู่หนึ่งขึ้น พลิกดูพื้นรองเท้าแล้ววางกลับเมื่อเห็นรอยสึกตรงส้นแหลมเพียงจุดเดียว
“ของพวกนี้ใส่เดินได้จริงหรือวะ”
ผีเร่ร่อนเอียงคอจนใบหน้าด้านที่ยุบเข้าไปเกือบแตะหัวไหล่“หญิงสาวโลกมนุษย์ชอบใส่กัน ข้าเคยเห็นหลายคนเดินแล้วข้อเท้าพลิก”
“งั้นใส่ทำไม”
“ข้าเป็ผี ข้าไม่เข้าใจคน”
“เออ กูก็ไม่น่าถามมึง”
ใต้กล่องรองเท้าแถวล่างสุดมีรองเท้าแตะหูหนีบสีดำถูกสอดทิ้งไว้ข้างกันเป็ถุงเท้าสีขาวแบบแยกนิ้วซึ่งยังอยู่ในซอง
เธอหยิบทั้งสองอย่างออกมาแกะถุงเท้าสวมก่อนตามด้วยรองเท้าแตะ แล้วลองเดินจากหน้าตู้ถึงขอบเตียงหนึ่งรอบ
พื้นยางแนบเท้าดีกว่าส้นสูงทุกคู่ในตู้อย่างน้อยถ้าต้องเตะใครขึ้นมา รองเท้าอาจหลุด แต่ข้อเท้าคงไม่หักก่อน
ผีเร่ร่อนมองภาพนั้นนานเกินไปจนเสิ่นโม่จิ่นเงยหน้าไปสบตาผ่านกระจก
“มีอะไร”
“ชุดของท่าน...”มันรีบยกมือซึ่งเหลือนิ้วไม่ครบขึ้นปิดปาก ก่อนเลือกคำใหม่อย่างระมัดระวัง
“ทำให้ข้านึกถึงแม่หมอในละครต่างประเทศไม่ค่อยเหมือนคุณหนูจากตระกูลใหญ่”
มือที่กำลังสอดโทรศัพท์เข้ากระเป๋ากางเกงหยุดลงเล็กน้อย
“กูก็เป็แม่หมอ”
ผีอ้าปากริมฝีปากฉีกยาวถึงแก้มเผยให้เห็นฟันสีดำด้านใน แต่คราวนี้มันไม่ได้ถามต่อเพียงพยักหน้าช้า ๆ อย่างผีไม่เข้าใจคนดีนัก
เสิ่นโม่จิ่นหันกลับมาทางตู้เสื้อผ้า
ความทรงจำของร่างพาให้เธอเลื่อนมือไปยังช่องลับด้านข้างชั้นไม้ที่ดูเหมือนปิดสนิท
ทว่าพอกดตรงลายแกะสลักรูปใบไม้แผ่นบางก็เด้งออกมาเผยให้เห็นกระเป๋าสะพายใบเล็กสีขาวซ่อนอยู่ข้างใน
กุญแจคอนโดอยู่ในช่องซิปด้านหน้าตามที่ความทรงจำบอกไว้
เธอหยิบพวงกุญแจออกมาตัวกุญแจโลหะมีแผ่นหนังสีครีมห้อยอยู่หนึ่งชิ้นด้านหลังปั๊มหมายเลขห้องไว้เล็กจนต้องพลิกเข้าหาแสงจึงมองเห็น
จากนั้นจึงเปิดลิ้นชักโต๊ะเครื่องแป้งชั้นที่สองบัตรประชาชน บัตรธนาคารสามใบกับเงินสดจำนวนหนึ่งนอนอยู่ในกระเป๋าสตางค์หนังสีดำ
รูปถ่ายบนบัตรประชาชนเป็เสิ่นโม่จิ่นในวันที่แต่งหน้าคมกริบเส้นผมถูกจัดจนไม่มีสักเส้นหลุดจากตำแหน่งต่างจากคนถือบัตรซึ่งมัดผมแบบขอเพียงไม่ให้ปรกหน้า
‘หน้าเดียวกันก็พอเข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตาม ของจำเป็ต้องใช้ ที่เหลือค่อยว่ากัน’
บัตรทั้งหมดถูกใส่กลับในกระเป๋าสตางค์แล้วเก็บไว้ในช่องด้านในของย่ามซึ่งแยกจากมิติ
โทรศัพท์ถูกหยิบขึ้นมาอีกครั้ง
ไม่มีข้อความใหม่จากเสิ่นโม่เหิง มีเพียงบรรทัดเดิมซึ่งสั่งให้เธอลงไปเวลาเจ็ดโมงตรง
แต่หน้าจอ้าเปลี่ยนเป็ 06:46 แล้ว
หญิงสาวกดปิดเสียงเรียกเข้าแต่เปิดการสั่นเอาไว้เผื่อระบบของโลกหรือข้อมูลเกี่ยวกับดันเจี้ยนส่งมาในรูปแบบแจ้งเตือน
จากนั้นจึงเก็บสายชาร์จกับอุปกรณ์ชิ้นเล็กลงย่ามไม่แตะขวดน้ำหอม เครื่องประดับ หรือกระเป๋าราคาแพงซึ่งเรียงเต็มชั้น
ของพวกนั้นเป็ทรัพย์สินของร่างนี้ก็จริงทว่าคอนโดมีอยู่พร้อมใช้ และสิ่งที่เธอ้าตอนนี้มีเพียงพื้นที่ซึ่งปิดประตูแล้วไม่มีใครออกคำสั่งผ่านคำว่าครอบครัว
เสิ่นโม่จิ่นกวาดตามองห้องอีกครั้งเพื่อเช็กสิ่งที่อาจหลงเหลือ
โทรศัพท์อยู่กับตัว บัตรอยู่ในช่องด้านในกุญแจคอนโดถูกกำไว้ในมือ เสื้อผ้าจำเป็เข้าไปอยู่ในมิติส่วนไม้เรียวถูกเก็บไว้ตรงตำแหน่งเดิมซึ่งเรียกออกมาได้ทันที
พลังิญญายังพร่องจากพี่ทองมีแต่ไม่มีอาการาเ็ ร่างกายตอบสนองตามความคิดและพี่ทองมียังคงสงบอยู่ในมิติชั้นลึก ไม่ได้ส่งเสียงฮึ่มขอออกมาอีกรอบ
พอไม่มีสิ่งใดต้องหยิบเพิ่ม เสิ่นโม่จิ่นเดินไปปิดประตูกระจกที่ระเบียงเหลือช่องไว้เพียงพอให้ผีซึ่งไม่มีร่างจริงลอดผ่านได้
“ท่านจะกลับมาหรือไม่”ผีเร่ร่อนถามขณะขยับตามกระจกอีกด้าน
“ไม่รู้”
“แล้วข้าควรอยู่ที่นี่ หรือ...”
“มึงอยากอยู่ก็อยู่ อยากไปก็ไป”
คำตอบทำให้มันจับราวค้างผีตัวนั้นคงเคยชินกับการถูกไล่ หรือถูกจับไปแลกของมากกว่าการได้รับสิทธิ์เลือกง่ายๆ เธอเห็นปากมันขยับอยู่สองครั้ง แต่ไม่ได้รอฟังว่าจะพูดอะไรต่อ
มือหมุนลูกบิดประตูห้องนอนอย่างเบาที่สุด
ทางเดินชั้นสองเปิดไฟไว้เพียงบางดวงแสงเช้าสีเทาซึมเข้ามาจากหน้าต่างปลายโถงภาพถ่ายครอบครัวบนผนังยังแขวนอยู่ตำแหน่งเดิม
เพียงคราวนี้เธอเดินผ่านโดยไม่ต้องใช้ราวพยุงและขาซ้ายก็รับน้ำหนักได้เต็มส่วนแล้ว
ประตูห้องหนึ่งทางฝั่งตรงข้ามปิดลงเบา ๆตามด้วยเสียงฝีเท้าของคนรับใช้ซึ่งเริ่มทำงานในชั้นล่าง กลิ่นข้าวต้มอ่อน ๆลอยขึ้นมาจากทางบันได ปะปนกับกลิ่นกาแฟซึ่งเข้มกว่า
คนในบ้านเริ่มตื่นแล้ว
เสิ่นโม่จิ่นปรายตามองเวลาบนโทรศัพท์อีกครั้งเหลือสิบสองนาทีก่อนเจ็ดโมง หากลงไปทางบันไดหลักตอนนี้คงใช้เวลาไม่ถึงสองนาทีถึงประตูหน้า
ส่วนรถซึ่งเรียกผ่านแอปอาจต้องรอด้านนอกเขตบ้านเพราะเธอยังไม่รู้ว่าระบบรักษาความปลอดภัยอนุญาตให้รถภายนอกเข้าถึงตัวอาคารหรือไม่
นิ้วเลื่อนเปิดแอปเรียกรถตามความทรงจำของร่างกรอกปลายทางเป็คอนโดใกล้มหาวิทยาลัย แล้วปักจุดรับตรงประตูรั้วใหญ่แทนตัวบ้าน
เวลารอโดยประมาณสิบห้านาที
‘เดินไปคงถึงพอดี’
เธอกดเรียกรถก่อนเก็บโทรศัพท์ลงกระเป๋ากางเกงและเริ่มลงบันได
รองเท้าแตะกระทบขั้นไม้ด้วยเสียงเบากว่ารองเท้าคู่เดิมมากย่ามสีดำขยับตามสะโพกทุกก้าว ปลายเชือกแดงซึ่งห้อยจากปากกระเป๋าแกว่งเพียงเล็กน้อยไม่ได้มีไออาคมหรือแสงใดรั่วออกมาให้คนทั่วไปเห็น
เมื่อผ่านห้องรับแขกเสียงเปิดประตูจากทางเดินด้านล่างดังขึ้นพอดี
ชายในเสื้อเชิ้ตสีเข้มก้าวออกมาจากปีกห้องทำงานปลายแขนเสื้อถูกพับขึ้นหนึ่งทบ ส่วนเสื้อสูทยังพาดอยู่บนแขนซ้ายท่าทางของเขาดูเหมือนเพิ่งจัดการงานบางอย่างเสร็จและกำลังจะออกจากบ้าน
เสิ่นโม่เหิงเงยหน้าขึ้น
ฝีเท้าของเขาหยุดตรงปลายบันได
สายตาสีดำเลื่อนจากมวยผมหลวมลงมาถึงเสื้อยืดซึ่งปิดรูปร่างของน้องสาวเกือบทั้งหมดผ่านย่ามเก่าบนไหล่ แล้วหยุดที่รองเท้าแตะกับถุงเท้าแยกนิ้วอยู่ครู่หนึ่ง
เสิ่นโม่จิ่นเดินต่อโดยไม่หยุด
เมื่อคืนชายคนนี้มองเธอเหมือนกำลังรอให้คนทำผิดยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นวันนี้สายตาคู่นั้นยังคงนิ่งเช่นเดิม เพียงไม่มีความคุ้นชินเหลืออยู่เท่าเดิมแล้ว
ก่อนเท้าจะถึงพื้นชั้นล่างเสียงฝีเท้าอีกสองชุดก็ดังตามมาจากทางเชื่อมด้านหลัง
แม่เสิ่นเดินออกมาก่อน เธอสวมเสื้อคลุมสีอ่อนทับชุดสำหรับออกนอกบ้านกระเป๋าถืออยู่ตรงข้อพับแขน ส่วนพ่อเสิ่นตามมาพร้อมติดกระดุมข้อมือเม็ดสุดท้าย
ทั้งสองคนมองขึ้นมาทางบันได
มือของแม่เสิ่นซึ่งกำลังจัดสายกระเป๋าหยุดอยู่กลางอากาศพ่อเสิ่นลดข้อมือลงช้า ๆ หลังติดกระดุมค้างไว้โดยยังไม่กดให้เข้าที่สีหน้าของคนทั้งคู่ไม่ได้เปลี่ยนมาก
แต่สายตากลับตรวจเสิ่นโม่จิ่นั้แ่ศีรษะจรดเท้าคล้ายกำลังหาเสิ่นโม่จิ่นคนเมื่อคืนจากเสื้อผ้าและท่าทางชุดนี้
เสิ่นโม่จิ่นก้าวลงถึงพื้น
นาฬิกาตั้งพื้นข้างผนังขยับเข็มวินาทีไปสามช่องส่วนคนรับใช้ซึ่งถือถาดกาแฟออกมาจากห้องอาหารชะลอฝีเท้าก่อนถอยกลับไปยืนหลบตรงขอบประตูเมื่อเห็นคนในครอบครัวอยู่ครบ
เสิ่นโม่เหิงเป็ฝ่ายตัดจังหวะนั้นเขาสวมเสื้อสูทโดยไม่ละสายตาจากเธอแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงระดับเดียวกับข้อความเมื่อคืน
“รถรออยู่”
เสิ่นโม่จิ่นเหลือบมองประตูหน้ารถสีดำคันหนึ่งจอดอยู่หลังบานกระจกคนขับยืนรอข้างประตูรถพร้อมถุงของเยี่ยมหลายใบซึ่งคงถูกจัดเตรียมไว้แล้ว
เสิ่นโม่จิ่นมองกลับมาทางพี่ชาย
“มึงก็...” คำแรกหลุดออกตามความเคยชินก่อนริมฝีปากจะหยุดขยับ
คิ้วของแม่เสิ่นยกขึ้น พ่อเสิ่นหันหน้ามาเต็มตัวส่วนเสิ่นโม่เหิงยังยืนนิ่ง แต่กรามข้างหนึ่งกดแน่นจนแนวกระดูกชัดขึ้น
ความทรงจำของร่างบอกช้าไปครึ่งจังหวะว่าเสิ่นโม่จิ่นคนเดิมไม่เคยเรียกพี่ชายด้วยคำนี้ต่อให้โกรธจนปาของใส่ เธอก็ยังใช้คำพูดของคนในตระกูลซึ่งถูกสอนให้รักษาหน้า
‘เกือบไปแล้วไหมล่ะ’
เสิ่นโม่จิ่นไม่หลบตาสีหน้ายังคงเรียบจนดูเหมือนคำเมื่อครู่ไม่มีอะไรผิดปกติ เธอเปลี่ยนปลายประโยคโดยไม่คิดแก้ตัวให้ยืดยาว
“พี่ก็ไปเองสิ”
นิ้วของเสิ่นโม่เหิงขยับบนขอบโทรศัพท์“เธอรู้ว่าเราไปทำอะไร”
“รู้”
“ถ้าอย่างนั้นก็ไปขึ้นรถ”
คำสั่งรอบที่สองทำให้ปลายนิ้วซึ่งกำกุญแจคอนโดกดลงบนขอบโลหะ
เมื่อคืนพลังรั่วเพราะิญญายังไม่เข้ากับร่างวันนี้เธอควบคุมมันได้แล้ว
ส่วนเื่ต่อยพี่ชายให้ตาเขียวถึงจะทำได้ง่ายกว่าการอธิบาย แต่ผลลัพธ์คงพาคนอีกสิบคนมาถามคำถามเดิมไม่รู้จบ
‘ไม่คุ้มแรง’ นิ้วจึงคลายออกจากกุญแจ เธอเดินตรงไปทางประตูหน้าโดยไม่ตอบคำสั่งนั้น
เสิ่นโม่เหิงขยับมาหนึ่งก้าวไหล่ของเขาเข้ามาอยู่ข้างเส้นทางพอดี แต่ยังไม่ได้ยื่นมือจับหรือปิดทางทั้งหมด
เสิ่นโม่จิ่นไม่หยุดจนระยะห่างเหลือเพียงครึ่ง่แขนชายหนุ่มจึงต้องเป็ฝ่ายเบนตัวเล็กน้อยเพื่อไม่ให้ไหล่ชนกันย่ามดำเฉียดแขนเสื้อสูทราคาแพงไปเพียงปลายนิ้ว
พ่อเสิ่นเอ่ยขึ้นจากด้านหลัง “โม่จิ่นเื่นี้ไม่ได้มีแค่ความพอใจของลูก ตระกูลเซี่ยรอคำแสดงความรับผิดชอบอยู่หากลูกไม่ไป คนอื่นจะมองบ้านเราอย่างไร แล้วทางมหาวิทยาลัย...”
ถ้อยคำถัดมายังคงดังอยู่ แต่เธอไม่หันกลับ
เท้าก้าวผ่านโต๊ะกลางโถงผ่านถุงของเยี่ยมซึ่งคนขับนำเข้ามาวางไว้ชั่วคราวแล้วมุ่งไปยังประตูโดยไม่เปิดช่องให้ประโยคของพ่อกลายเป็บทสนทนา
ภาพลักษณ์ของตระกูลเสิ่นไม่ได้ช่วยเ้าของร่างตอนถูกผีบีบคอคำของมหาวิทยาลัยก็ไม่ได้มีประโยชน์กับคนที่หัวใจหยุดเต้นไปแล้ว
เธอจึงไม่มีเหตุผลต้องยืนรอรับภาระเ่าั้เพียงเพราะคนในบ้านพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“โม่จิ่น” แม่เสิ่นเรียกคราวนี้เสียงใกล้ขึ้นเพราะเธอเดินตามมาสองก้าว “ลูกจะไปไหนแล้วกระเป๋าใบนั้น...ลูกเก็บของออกมาทำไม”
มือของเสิ่นโม่จิ่นแตะกุญแจคอนโดในกระเป๋าก่อนดึงออกมาให้เห็นแผ่นหนังสีครีมซึ่งห้อยอยู่กับพวงโลหะ
สายตาของแม่เสิ่นตกลงบนกุญแจดอกนั้นพ่อเสิ่นหยุดพูด ส่วนเสิ่นโม่เหิงหมุนตัวกลับมามองเธอจากข้างหลัง
หญิงสาวพิจารณากุญแจในมือเพียงครู่เดียวเพื่อยืนยันกับตัวเองอีกครั้ง
คอนโดมีชื่อเสิ่นโม่จิ่นเป็เ้าของระบบประตูจดจำลายนิ้วมือเธอ เงินในบัญชียังใช้ได้และไม่มีใครในบ้านนั้นถือสิทธิ์มานั่งรอออกคำสั่งตอนเจ็ดโมงเช้า
การตัดสินใจจึงไม่ต้องมีคำอธิบายมากกว่านี้
“จะกลับคอนโด”
เสิ่นโม่จิ่นเก็บกุญแจลงกระเป๋ากางเกงแล้วเดินผ่านเสิ่นโม่เหิงไปทางประตูหน้า