ตอนที่ 3
วันรุ่งขึ้นจอมพธูชั่งใจอยู่หน้าตู้เสื้อผ้าเป็นานสองนานคิดว่าจะแต่งตัวแบบสบายๆแต่สวยเก๋มีรสนิยม หรือว่าจะแต่งตัวให้ดูสุภาพแบบบุคลิกสาวทำงานครั้นนึกขึ้นได้ว่าเลือกทำอะไรตามใจเสียดีกว่า ในเมื่อไม่ต้องเข้าไปทำงานตามจริงหล่อนจึงหยิบชุดอย่างไม่เป็ทางการ ด้วยเสื้อคอวีผ่าลึกเข้ารูป ผ้าไหมตัดเฉลียงสีเขียวมะปราง ใส่กับกระโปรงป้าย ยาวคลุมเข่า ผ้าไหมพิมพ์ลายตัดต่อลายผ้าสีเขียวไล่โทนจากเข้มไปหาอ่อน ส่วนลำคอนั้นเปิดโล่งไร้เครื่องประดับเช่นเดียวกับข้อแขน
ทรงผมที่ยาวประบ่าวันนี้ก็เลือกชโลมเจลชนิดลื่นเป็เงางามจนเรียบอย่างกับเพิ่งหมาดน้ำ หวีเปิดหน้าผากเผยให้เห็นดวงหน้ารูปไข่กระจ่างชัดดวงตารียาวกรีดอายไลเนอร์สีน้ำตาลเข้ม รับกับคิ้วเรียวโก่งซึ่งพาดอยู่เหนือแผงขนตาหนาทั้งสองข้าง
เมื่อเลือกสีผ้าในโทนเข้มแล้วจอมพธูจึงแต่งหน้าเพียงบางๆ เผยให้เห็นความอ่อนเยาว์กว่าอายุจริงกลับไปเน้นที่ริมฝีปากบางด้วยสีลิปสติกชมพูอ่อน ราวกับกลีบกุหลาบแรกแย้ม
สวยสะดุดตาเสียจนน้าปองทิพย์ซึ่งเดินสวนกันที่กรอบประตูบ้านด้านหน้าสุด ยังเอ่ยทัก “จะออกไปทำงานเหรอจ๊ะแล้ววันนี้ทำไมจอมถึงได้แต่งตัวซะเปรี้ยวกว่าทุกวันเลยเชียว”
คนถูกทักจึงสำรวจตนเองอีกครั้งพลางยิ้มเขิน “น้าปองว่าจอมแต่งตัวแบบนี้แล้วเป็ยังไงบ้างคะนานๆทีถึงจะหยิบชุดแบบนี้มาใส่สักครั้ง ยังรู้สึกเขินๆอยู่เหมือนกัน”
“ถึงว่าไม่เคยเห็นชุดนี้มาก่อน แต่น้าว่าแบบนี้ก็ดูเก๋ดีออกดูเป็สาวเปรี้ยวเชียวเคยเห็นแต่จอมชอบแต่งแบบเรียบๆจนชินตาละ”น้าปองทิพย์ออกความเห็นสั้นๆ ก่อนจะเปลี่ยนไปถามถึงเื่ทานอาหารเช้า“แล้ววันนี้ทานอะไรตอนเช้าแล้วรึยังน้ากำลังจะเข้าไปในครัว”
“ไม่ดีกว่าค่ะเดี๋ยวออกไปทานข้างนอก แล้วแม่ล่ะคะ ทานอะไรตอนเช้ารึยัง”ท้ายประโยคจอมพธูถามถึงมารดา
“ตอนเช้าทานข้าวต้มไปหน่อยนึงแล้วล่ะเพิ่งจะอิ่ม เห็นบ่นๆว่าอยากดื่มชาน้ำขิงซักถ้วย น้าเลยว่าจะเข้าไปชงให้ในครัว”
“แม่อยู่ในสวนหน้าบ้านใช่ไหมคะงั้นเดี๋ยวจอมแวะไปคุยกับแม่ด้านนอก รอน้าปองชงชาให้เสร็จก่อนแล้วค่อยออกไปทำงานนะคะ”
ฝ่ายนั้นรับคำแล้วก็ผลุบหายไปทางหลังครัว ส่วนจอมพธูนั้นเดินไปยังบริเวณสวนพรรณไม้ด้านนอกมองเห็นมารดากำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้หวายซึ่งตั้งเรียงสามตัวติดกันอยู่ใต้ร่มเงาต้นแสงจันทร์สีเหลืองอมเขียวอ่อนซ้อนลดหลั่นตามกิ่งก้านซึ่งยื่นกินวงกว้างราวกับมันคือหลังคาของต้นไม้ แม้ยังไม่ใช่กลางคืนที่ต้นแสงจันทร์จะนวลกระจ่างตาทว่าความเขียวชอุ่มนั้น ก็ทำให้เย็นใจเมื่อได้มอง
ด้านหน้าเก้าอี้หวายซึ่งคุณญาดานั่งอยู่ มีรั้วไม้ระแนงตีซี่เป็แนวสานอยู่ในกรอบปูนเป็ช่องมีไม้คลุมดินขึ้นหลากชนิดกนกนารีทอดเลื้อยไปตามผิวดินสลับช่องกับปริกน้ำค้างขึ้นเป็พุ่มเตี้ยใบสีเขียวฝอยกระจายตัวอยู่เหนือก้อนหินสีขาว
เหนือพื้นดินซึ่งปูด้วยแผ่นหินทรายมีต้นกุหลาบขึ้นหลายกอ สีแดงของดอกอันเบ่งบาน ชูโดดอยู่เหนือใบเขียวผู้เป็มารดากำลังลุกขึ้นจากที่นั่ง เดินช้าค่อยๆไปหยุดมองที่หน้าต้นกุหลาบท่านเหมือนกำลังเอื้อมมือไปแตะกลีบดอกกุหลาบ ผู้เป็ลูกเห็นไวๆจากด้านหลังจึงไม่รู้ว่าแท้จริงท่านเอื้อมไปหักกิ่งกุหลาบต่างหาก
จอมพธูมาหยุดยืนด้านหลังพลางโอบรอบเอวมารดา “ทำอะไรอยู่คะแม่”
ท่านเอี้ยวตัวหันมองหน้าลูกใบหน้าเรียบเฉย มองหล่อนด้วยสายตาแบบที่มักจะเห็นเป็ประจำใน่นี้ก็คือคำถามที่ว่า ‘หล่อนคือใคร’
เช้านี้แม่คงจะจำหล่อนไม่ได้ตามเคยในรอยยิ้มครึ่งๆกลางๆ จึงดูเหมือนว่าหล่อนคือคนแปลกหน้าดังนั้นจึงไม่แปลกในประโยคที่ท่านเอ่ยขึ้น
“มาหาใครจ๊ะ...ฉันยังไม่ว่าง”
คุณญาดายืนตัวแข็งในอ้อมกอดของลูกสาวจนหล่อนต้องค่อยคลายมือออก จากนั้นจึงตอบคำถามด้วยความใจเย็น
“แม่ไม่ว่างแล้วกำลังทำอะไรอยู่คะ”
มารดาหันตัวกลับไปทางกอกุหลาบด้านหน้าและพูดสั้นๆ “ดอกไม้...สวย”
นี่ก็เป็อาการอีกอย่างหนึ่งที่มักจะพบในตัวคุณญาดา นั่นคือเื่ของการตัดสินใจ ท่านมักคิดอะไรที่ช้าลงพูดซ้ำย้ำคำเช่นเดิมและบางครั้งก็ไม่อาจบ่งบอกในสิ่งที่ตนเองคิดได้เสมอราวกับคำพูดนั้นสูญเสียทางอิสรภาพไป
เหตุการณ์เล็กๆขณะนี้ก็เป็เครื่องบ่งชี้ได้เช่นกันเมื่อจอมพธูสังเกตถึงการยืนของมารดา หล่อนจึงเห็นว่าระหว่างที่พูดคุยกับหล่อนมือข้างหนึ่งของท่านยังคงเอื้อมไปจับที่นิ้วมืออีกข้างหนึ่งตลอดเวลาผิดวิสัยของคนที่ยืนตามปรกติ
ผู้เป็ลูกจึงเอื้อมไปคว้ามือทั้งสองข้างของมารดาขึ้นมาพร้อมกับอุทานเสียงเบา...
“เื...แม่เืออกนี่คะ”
สิ่งที่เห็นคือเม็ดเืขึ้นตุ่มหนึ่งแม้จะไม่ใช่แผลใหญ่โตนัก แต่ก็บ่งได้ว่า ‘ผู้ป่วย’ คงไม่น่าจะรู้ตัวสักนิดว่าเืแดงตุ่มนั้นเกิดจากเหตุอันใด จึงได้แต่มองด้วยความสงบ ไม่ใคร่รู้ไม่เกิดคำถาม แล้วความรู้สึกเฉยชาอันนี้ ก็ทำให้หล่อนนึกกลัว...ถึงวันข้างหน้าเสียจริง
น้าปองทิพย์เดินออกมาพอดีในมือถือถ้วยชาสองที่ คงหวังจะชงมาเผื่อหล่อนหนึ่งถ้วยแต่เมื่อเห็นสีหน้าหล่อนไม่ดี ถึงจะไม่โวยวายแต่ก็ทำให้น้าปองทิพย์ต้องรีบวางถาดในมือลงบนโต๊ะตัวเล็ก
“มีอะไรรึเปล่าจ๊ะ...ทำไมจอมทำหน้าแบบนั้นล่ะ”
“เืออกที่นิ้วมือแม่ค่ะสงสัยว่าจะถูกหนามกุหลาบตำโดนนิ้ว นั่นไงคะ กุหลาบยังหักคาต้นอยู่เลย”
น้าปองทิพย์เหลียวไปมองหลักฐานคาต้นซึ่งก้านหนึ่งถูกหักจนงอ แสดงให้เห็นว่ามารดาของหล่อนคงอาจจะเด็ดก้านนั้นในชั่วความคิดหนึ่งทว่ามืออาจจะพลั้งไปเกี่ยวโดนหนามแหลมซึ่งขึ้นอยู่ตามก้าน ไม่ทันระวังปลายนิ้วจึงเกี่ยวเข้าให้เืจึงปุดขึ้นเป็เม็ด และท่านก็คงไม่รู้สึกต่อเืนั้น จึงอาจจะบีบมันเล่นจนเม็ดเืบวมเป่งขึ้น
น้าปองทิพย์กุลีกุจอกลับเข้าไปในบ้านพร้อมเครื่องมือปฐมพยาบาลกล่องเหล็ก นำออกมาพร้อมกับใช้สำลีชุบเืออกและฆ่าเชื้อด้วยแอลกอฮอล์ จากนั้นจึงทายาแดงแบบง่ายๆ เพราะแผลก็ไม่ใหญ่โตนัก
“แม่ไม่เป็อะไรมากจอมไม่ต้องทำหน้าเศร้าอย่างนั้นหรอกจ้ะ”
“ค่ะ...วันนี้ยังเป็แค่แผลเล็กๆแต่จอมกลัวจังเลยค่ะน้าปอง กลัวว่าวันนึง มันจะมีแผลอย่างอื่นที่มันอาจจะใหญ่ซะจน...”
“อย่าไปคิดมากเลยจ้ะแล้วก็อย่าไปกลัวอะไรที่มันยังมาไม่ถึง”
จอมพธูให้คำตอบกับตนเองเช่นเดียวกับที่บอกน้าปองทิพย์...นี่เป็สัญญาณว่าอาการของมารดา กำลังมากขึ้นหนักขึ้น และนานไปก็คงจะต้องมีอาการอีกหลายสิ่ง ที่ทุกคนในบ้านคงยากทำใจ
หล่อนขอตัวออกไปทำงาน...ทั้งที่หัวใจยังห่อเหี่ยวยิ่งนึกว่าตอนนี้ชีวิตอยู่ในภาวะของคนเพิ่งตกงาน หัวใจก็ยิ่งหม่นลงอย่างช่วยไม่ได้แต่สีเทาในความคิด ก็ยังมีสีทองเจือแสงอยู่ เมื่อนึกว่าวันนี้หล่อนจะไม่ปล่อยให้งานออกแบบซึ่งรับมาด้วยเหตุบังเอิญ ต้องหลุดมือไป
หวังก็แต่ว่า...ผู้ช่วยอย่างอานนท์จะรับหน้าที่เป็หนุ่มนักออกแบบได้สมกับที่คุยกันไว้ ไม่เผลอหลุดไปปิ๊งปั๊งหรือวี้ดวิ้วทำตาหวานใส่ หากผู้จ้างวานรายนั้นหล่อหรือหน้าตาดีอย่างที่เอามาหลอกล่อเพื่อนรัก ไม่เช่นนั้นแผนแตกแน่นอน!
....................................................