“ ไม่ต้องเสียงดังขนาดนั้นก็ได้ มันหนวกหู” เขาว่าเธออย่างไม่จริงนัก เด็กสาวที่นึกขึ้นได้ว่าตัวเองทำเสียงดังก็หัวเราะแห้งๆพร้อมกับขอโทษเขา
“ งั้นกินข้าวเสร็จค่อยเอารายชื่อไปส่งครูกันนะ” ไพลินพูด ทั้งสองที่เหลือจึงพยักหน้าเพื่อบอกว่าเห็นด้วย
คิมหันต์มองเพื่อนใหม่ทั้งคู่พร้อมกับยิ้มบางๆ เธอเริ่มรู้สึกได้ถึงความอบอุ่นที่มันแผ่ซ่านอยู่ในอก สำหรับเธอแล้วมันช่างเป็นความรู้สึกที่โหยหามาเนิ่นนาน ความรู้สึกที่ได้เป็นเพื่อนกับใครสักคน
ตอนเย็น เวลาเลิกเรียน
หลังเสียงออดแจ้งเตือนว่าหมดเวลาเรียนแล้วคิมหันต์จึงเก็บกระเป๋าอย่างไม่เร่งรีบเพราะบ้านเธอก็ไม่ได้อยู่ไกลนักแถมก็ไม่รู้จะรีบกลับไปทำไม กลับห้องไปเธอก็อยู่คนเดียวอยู่ดี
ขณะที่เธอกำลังวุ่นอยู่กับการเก็บกระเป๋านั้นเสียงของซูซาคุก็ดังขึ้นจากด้านข้างของเธอ ทำให้เจ้าตัวสะดุ้งเล็กน้อยพร้อมกับมองเพื่อนร่วมห้องด้วยท่าทางสงสัย
“ เย็นนี้เธอรีบกลับบ้านไหม ? ไปหาอะไรกินกัน” ช่วงแรกดูเหมือนจะเป็นประโยคคำถามแต่ประโยคถามนี้เด็กสาวกลับรู้สึกว่าเป็นประโยคบังคับซะงั้น
“ ได้สิ ฉันไม่รีบกลับอยู่แล้ว เอ่อ จะไปที่ไหนงั้นหรอ ?”
“ คาเฟ่ที่ฉันทำงานพิเศษอยู่น่ะ ตื่นสิโว้ย ยัยไพลิน เธอจะนอนไปถึงเมื่อไหร่ !”
จากตอนแรกที่เขาอารมณ์ดีกลับกลายเป็นหงุดหงิดเมื่อหันไปเห็นว่าไพลินยังนอนหลับอยู่เหมือนเดิม คนถูกดุขยับตัวเล็กน้อยก่อนจะค่อยๆเปลี่ยนท่าจากนอนหมอบอยู่กับโต๊ะมาเป็นนั่งบิดขี้เกียจแทน
“ เสียงดังตลอดเลยนะนายเนี่ย หาว ~” คนผมบลอนด์พูดพร้อมกับยกมือขึ้นมาปิดปากแล้วหาว
“ งั้นเราไปกันเลยก็ได้นะ จะได้นั่งคุยกันนานๆหน่อย” เจ้าตัวพูดแล้วขึ้นยืนพลางหยิบกระเป๋าเป้นักเรียนมาสะพายหลังอย่างเตรีมพร้อม
จากนั้นทั้งสามคนก็ออกเดินทางมุ่งหน้าไปยังคาเฟ่ที่ถัดจากโรงเรียนเข้าไปยังตัวเมือง ระหว่างทางพวกเขาก็คุยเรื่องต่างๆ คิมหันต์ที่เดินอยู่ข้างหลังด้วยความเคยชินคลี่ยิ้มออกมาเล็กน้อย
เมื่อได้มองไพลินกับซูซาคุคุยกันจะเรียกว่าคุยก็เรียกได้ไม่เต็มปากนักเพราะดูเหมือนว่าจะเป็นไพลินที่ฟังซูซาคุบ่นซะมากกว่า
ซูซาคุและไพลินได้สังเกตเห็นว่าคิมหันต์ที่ตอนแรกเดินอยู่ด้วยกันไปอยู่ข้างหลังแล้วตัดสินใจถอยหลังไปเดินข้างเด็กสาว ดวงตาสีม่วงของคิมหันต์มองทั้งคู่สลับไปมาอย่างสงสัยว่าจะถอยหลังมาเดินข้างเธอทำไมกัน
“ มองอะไรของเธอ ?” ไพลินเอ่ยถามเมื่อเห็นท่าทางของคนข้างตัว
“ ก็ .. เอ่อ” เด็กสาวทำท่าอึกอัก
“ เธอเดินช้าละยังจะมาพูดอะไรอีก รีบๆเดินไปได้แล้ว” ซูซาคุรีบแทรกขึ้นมาทันที
อะไรของสองคนนี้เนี่ย ตอนแรกเห็นยังทะเลาะกันอยู่เลยไม่ใช่หรอ ? ทำไมจู่ๆถึงสามัคคีกันขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผลซะงั้น
แต่ว่าจะเป็นอะไรไหมนะ ถ้าเธอจะคิดเข้าข้างตัวเองสักนิดว่าทั้งสองคนจงใจลงมาเดินพร้อมกับเธอ
พอเดินมาได้สักพักก็ถึงคาเฟ่ที่ซูซาคุทำงานพิเศษอยู่ เด็กสาวมองชื่อร้านที่เขียนว่า อัลปาก้าคาเฟ่ ก่อนจะก้าวเท้าเดินตามเพื่อนทั้งสองคนเข้าไปในร้าน ภายในตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้
ส่วนผนังนั้นวาดด้วยรูปภาพอัลปาก้าสีสันสดใส มีตุ๊กตาหลากหลายประดับในทุกมุมร้านถึงส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับอัลปาก้าก็ตามที คิมหันต์ได้แต่มองสีสันในร้านอย่างเพลินตา
“ เดี๋ยวฉันไปหยิบเมนูมาให้” เด็กหนุ่มพูดขึ้นพร้อมกับเดินเข้าไปยังหลังร้าน ไพลินที่นั่งอยู่ตรงข้ามเธอนั้นก็หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเล่นฆ่าเวลา ส่วนคิมหันต์นั้นมองไปรอบๆร้าน ตอนนี้ยังไม่ค่อยมีลูกค้าเยอะนัก
เวลาผ่านไปสักพักซูซาคุออกมาพร้อมกับเมนูและยูนิฟอร์มเด็กเสริฟ์เขาวางเมนูไว้ตรงหน้าของเพื่อนทั้งสองก่อนจะเดินไปคุยกับเจ้าของร้านที่อยู่ตรงเคาน์เตอร์ซึ่งห่างจากโต๊ะที่คิมหันต์นั่งเพียงนิดเดียว
“ หาลูกค้ามาให้แล้วนะ เถ้าแก่อย่าลืมเพิ่มเงินให้ตามที่ตกลงกันไว้ด้วยล่ะ”
“ รู้แล้วล่ะน่า บอกให้เรียกโอนเนอร์ไง ทำไมไม่จำซะที” ชายสูงวัยพูดอย่างเบื่อหน่ายราวกับว่าย้ำเรื่องนี้มาร้อยรอบได้แล้ว
“ ฮ่าๆ ก็เถ้าแก่ก็คือเถ้าแก่นี่น่า ถึงจะพยายามไม่พูดสำเนียงจีนก็เถอะ เดี๋ยวก็หลุด”
“ ไอ้เด็กนี่ ไปทำงานของลื้อเลยนะ อารมณ์เสีย”
“ เห็นไหม หลุดอีกแล้ว” เขาแซวชายสูงวัยก่อนจะรีบเดินออกไปบริการลูกค้าที่มาใหม่
ที่ชวนมาก็เหตุผลนี้เองสินะ คิมหันต์พอได้ทราบถึงเหตุผลที่แท้จริงก็ถึงกับทำหน้าผิดหวังออกมาเล็กน้อยเพราะเธออุตส่าห์คิดไปตั้งไกล
จากนั้นไพลินและคิมหันต์ก็ต่างคนต่างสั่งสิ่งที่ตัวอยากกิน เวลาผ่านไปไม่นานนักซูซาคุก็เอาขนมและเครื่องดื่มออกมาเสริฟ์พร้อมกับเลื่อนเก้าอี้ออกมานั่งข้างไพลิน
“ เป็นไงบ้าง รสชาติขนมของที่นี่ถูกปากเธอรึเปล่า ?”
“ อืม อร่อยมากๆเลย แถมยังตกแต่งขนมได้น่ารักอีกด้วยนะ”
“ มันแน่นอนอยู่แล้ว ส่วนใหญ่คาเฟ่นี้จะได้รับความนิยมจากผู้หญิงมากกว่าผู้ชายล่ะนะ”
เขาพูดพลางมองไปรอบๆร้านที่ส่วนใหญ่จะมีแต่ลูกค้าผู้หญิง คิมหันต์ก็พอรู้ว่าร้านแนวนี้ส่วนใหญ่จะขายเด็กผู้หญิงอยู่แล้วยิ่งซูซาคุมาทำงานที่นี่ด้วยแล้วก็ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมลูกค้าผู้ชายถึงไม่มาเหยียบ
“ เรื่องนั้นหาข้อมูลไปถึงไหนแล้วไพลิน”
“ ได้มานิดหน่อยเอง สัญญาณมันขาดๆหายๆเลยระบุตำแหน่งและเวลาที่แน่นอนไม่ได้” ดวงตาสีเขียวน้ำทะเลของไพลินยังคงจ้องมองโทรศัพท์ของตัวเองพลางดูดน้ำจากแก้ว
“ อย่างงี้เองสินะ งั้นฉันไปทำงานก่อนล่ะก่อน ถ้ากินเสร็จแล้วจะกลับเลยก็ตามใจพวกเธอ” เขาทิ้งท้ายไว้แล้วออกไปทำงานต่อ
ส่วนคิมหันต์ที่นั่งฟังบทสนทนาของทั้งสองอย่างเงียบๆก็ไม่ได้พูดอะไรเพราะคิดว่าสองคนนี้อาจจะคุยเรื่องรายงานหรือไม่ก็งานอย่างอื่นก็เป็นได้ พอกินเสร็จจ่ายเงินเรียบร้อย ไพลินเดินไปส่งคิมหันต์ถึงหอพักก่อนจะขอตัวกลับบ้าน
เด็กสาวเดินเข้าไปยังห้องพักของตนก่อนจะโยนกระเป๋านักเรียนลงพื้นแล้วตัวเองก็ทิ้งตัวลงบนเตียงนอนด้วยความเหนื่อยเล็กน้อยแล้วหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเล่น
“ จริงด้วย ยังไม่ได้ขอเบอร์ไว้เลยนี่นา” เธอพูดอย่างนึกขึ้นมาได้
หลังจากนอนเล่นโทรศัพท์มือถือไปได้สักพักเจ้าตัวก็ลุกขึ้นมานั่งแล้วสังเกตเห็นว่าน้ำดื่มที่เธอซื้อตุนไว้ใกล้จะหมดเต็มทีแล้ว
เห็นทีคงต้องไปร้านสะดวกซื้ออีกแล้วเด็กสาวถอนหายใจอย่างขี้เกียจเพราะเวลานี้แดดยังเปรี้ยงอยู่เลย เธอเลยตัดสินใจรอจนพระอาทิตย์ตกดินแล้วค่อยเดินไปซื้อของ
ทันที่แสงแดดเริ่มจางหายไปนั้นเด็กสาวก็หยิบรองเท้าแตะออกมาใส่พร้อมกับออกไปในสภาพที่ยังอยู่ในชุดนักเรียนเพราะด้วยความขี้เกียจอาบน้ำหลายรอบของเธอนั่นเอง
เธอมายังร้านสะดวกซื้อเดิมพร้อมกับบรรยากาศเดิม พนักงานคนเดิมที่เปลี่ยนไปคือพนักงานคนนั้นหันมายิ้มให้เด็กสาวก่อนจะทำงานของตนต่ออย่างเช่นคืนก่อนๆที่เคยมา
สงสัยว่าตัวเธอจะมาร้านสะดวกซื้อแห่งนี้ใหม่จนพนักงานจำหน้าได้แล้วมั้งเนี่ย กะว่าจะไปซื้อของที่ซุปเปอร์มาเก็ตก็ยังไม่ได้ไปเสียที ความขี้เกียจนี่มันช่างน่ากลัวยิ่งนัก