“ข้าชำแหละเสร็จแล้ว มาเตรียมทำอาหารสิ! มัวรออะไรอยู่ หรือต้องให้ข้าทำให้เ้ากิน?”
จ้าวเฉียงอี้ผุดลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็ว รีบเดินมารับเนื้อไก่ที่ตัดแบ่งเป็ชิ้นเอาไว้แล้วจากมือของอีกฝ่ายแล้วก้มหน้าก้มตาเดินกลับเข้าไปในกระท่อมตามคำสั่งของสามี
เป็อีกครั้งที่นางต้องยืนโง่งมอยู่หน้าเตาไฟอย่างทำอะไรไม่ถูก นางทำอาหารไม่เป็!!
หญิงสาวมองไปยังเตาไฟที่ยังคงมีหม้อข้าวต้มตั้งเอาไว้ ฟืนใต้เตายังไม่ดับ นางรีบเติมฟืนที่วางอยู่ใกล้ๆ ยัดใส่เข้าไปในเตาจนเต็ม ฉวยเอากระทะเหล็กใบใหญ่ที่วางอยู่ด้านข้างถูกยกขึ้นมาไว้บนเตาแทนหม้อข้าวต้ม
“ก็แค่เติมน้ำ แล้วใส่ไก่ลงไปก็น่าจะใช้ได้” หญิงสาวเม้มปากแน่นตัดสินใจว่าจะต้มไก่ตามวิธีเดียวกับที่ท่านยายจางต้มข้าวเอาไว้
ระหว่างที่นางวิ่งวุ่นวายอยู่ในครัว กงโม่เหอก็พาใบหน้าบึ้งตึงของตนออกไปเหลาไม้ทำธนูด้วยท่าทางหงุดหงิด
เดิมทีเขาคิดว่าหากนางหายป่วยแล้วจะลอบเอานางไปทิ้งไว้ที่ใดที่หนึ่งในเมืองฉงซิ่ง เพื่อรอให้ทหารมาพบตัวนาง องค์หญิงจะได้กลับเข้าวังไปรักษาตัว เพราะเขารู้สึกว่านางเป็ภาระมากเกินไป
แต่พอได้เห็นสายตารังเกียจและหวาดกลัวจากองค์หญิงสิบสามเมื่อครู่ ความคิดชั่วร้ายของชายหนุ่มก็กลับมาอีกครั้ง เขาจะไม่ส่งนางกลับเมืองหลวง จะให้นางต้องทนทุกข์อยู่กับตนที่นี่เฉกเช่นที่พี่สาวของตนต้องอดทนอยู่ในวังหลวงเช่นกัน!!
“ท่านพี่..ข้าเตรียมอาหารเสร็จแล้วเ้าค่ะ” ร่างเล็กโผล่หน้าออกมาจากกระท่อมส่งเสียงเรียกแ่เบา
กงโม่เหอเลิกคิ้วขึ้นสูง เมื่อครู่เขาก็แค่ออกคำสั่งกลั่นแกล้งนางไปเรื่อยเปื่อย ไม่คิดว่าองค์หญิงผู้สูงศักดิ์จะทำอาหารได้จริง และยังทำสำเร็จอีกด้วย!
“อย่างน้อยเ้าก็ยังมีประโยชน์อยู่บ้างสินะ”
หญิงสาวหดคอถอยกลับเข้าไปในเรือน นางตักข้าวต้มส่งให้สามีพร้อมกับลอบชำเลืองดูกงโม่เหอฉีกเนื้อไก่ในจานด้วยความตื่นเต้นลุ้นระทึกกับอาหารมื้อแรกที่นางทำหลังจากสูญเสียความทรงจำ
“บัดซบ!!" ยังไม่ทันได้เริ่มชิมอาหารสักคำ กงโม่เหอก็สบถออกมาเสียงดังลั่น
เนื้อไก่ชิ้นใหญ่ด้านในยังมีเืไหลซึมถูกคนตัวโตยื่นส่งมาตรงหน้าหญิงสาว “เนื้อไก่ยังไม่สุกเ้าก็เอามาให้ข้ากินเช่นนั้นหรือ หรือเ้ากินได้? กินให้ข้าดูหน่อยสิ!!”
“ท่านพี่..เดี๋ยวข้าเอาไปต้มใหม่อีกครั้งเ้าค่ะ"
“ไม่ต้อง! ข้าหิวจนตาลายไปหมดแล้ว ขืนรอให้เ้าก่อไฟทำอาหารใหม่วันนี้ข้าคงได้หิวตายกันพอดี!!” กงโม่เหอรู้สึกหิวเกินกว่าจะเสียเวลาโต้แย้งกับหญิงสาว เขาตวัดสายตาคมกริบมองนางด้วยความเหยียดหยามแล้วตัดสินใจกินข้าวต้มเปล่าต่อไปอย่างไร้อารมณ์
“เสียของ!! รู้อย่างนี้ข้าเอาไก่ไปย่างไฟกินเองเสียแต่แรกจะดีกว่า เ้ามันคนไร้ประโยชน์!!”
จ้าวเฉียงอี้ก้มมองไปที่เนื้อไก่ในมือ รู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจอย่างที่สุดแต่นางกลับโกรธสามีไม่ลง อาหารที่นางปรุงออกมามันเลวร้ายกว่าที่นางคิดเอาไว้มาก สามีออกไปล่าสัตว์เหน็ดเหนื่อยแทบขาดใจ แต่กลับเป็นางที่ทำให้อาหารเสียหาย สมควรแล้วที่กงโม่เหอจะไม่พอใจ
“ฟืนในเตายังไม่มอดเสียหน่อย ท่านให้โอกาสข้าอีกครั้งได้หรือไม่”
กล่าวคำจบหญิงสาวก็ต้องย่นคอก้มหน้าหลบสายตาของสามี นึกอยากตบปากตัวเองแรงๆ สักครั้งที่เผลอพูดอะไรออกไปโดยไม่คิดให้ถี่ถ้วน! ดูเอาเถิดดวงตาสามีของนางยามนี้ราวกับมีกองเพลิงลุกไหม้อยู่อย่างไรอย่างนั้น ดูแล้วสามีนางน่าจะเป็คนที่ไม่ชอบให้ผู้ใดขัดใจ
“นิสัยเ้าไม่เคยเปลี่ยน เย่อหยิ่ง จองหอง ที่นี่ไม่มีผู้ใดให้ท้ายเ้าหรอกนะ!”
จ้าวเฉียงอี้ยู่ปากแอบประท้วงอยู่ในใจ นางก็แค่เสนอความคิดเห็นเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น แต่ถ้าสามีไม่ชอบนางก็จะไม่ทำอีก ใครใช้ให้เขาเป็คนเดียวที่นางพึ่งพิงได้กันเล่า!! แล้วคนที่จะให้ท้ายนางยังจะมีใครอีกหรือ ในเมื่อนางกับเขาก็เพิ่งจะย้ายมาอยู่ที่กระท่อมหลังนี้?
หลังจากกินข้าวต้มเปล่าท่ามกลางความเงียบและเก็บล้างถ้วยจานเรียบร้อยแล้ว จ้าวเฉียงอี้ก็ต้องมายืนละล้าละลังทำอะไรไม่ถูกไปอีกครั้ง
นอกเรือนเวลานี้สะอาดสะอ้านกว่าคราวแรกที่นางเห็น นั่นเป็เพราะฝีมือของจางเจียวจิ้นที่เต็มใจมาช่วยกงโม่เหอจัดการถอนหญ้าอยู่ทุกวัน แต่ภายในเรือนกลับยังดูไม่น่าอยู่สักเท่าใดนัก
ริมฝีปากเล็กเม้มแน่นเข้าหากันอย่าง้าเอาชนะ ในเมื่อนางยังทำอาหารไม่ได้ เช่นนั้นนางก็ควรจะจัดการกับข้าวของที่ระเกะระกะภายในกระท่อม สามีจะได้เห็นว่านางไม่ได้ไร้ประโยชน์อย่างที่เขากล่าว!
กระท่อมชั้นเดียวหลังคามุงด้วยหญ้าแห้งรูปทรงค่อนข้างต่ำทำมาจากดินเหนียว และยึดติดให้แน่นด้วยกิ่งหลิวแดงกับต้นอ้อ พื้นในกระท่อมปูด้วยแผ่นหินที่มีผิวเรียบหลายก้อนนำมาวางเรียงต่อกันและใช้ดินเหนียวบดอัดตามรอยต่อระหว่างก้อนหิน
ตัวเรือนไม่มีการแบ่งเป็ห้องหับ มีเพียงเตียงไม้ฝีมือหยาบวางอยู่มุมหนึ่งแล้วใช้ผ้าม่านกั้นระหว่างโต๊ะกินข้าวกับครัวที่อยู่อีกทางหนึ่ง แม้ว่าฝุ่นและพื้นหินจะถูกทำความสะอาดไปแล้วบางส่วนแต่ก็ยังมีอีกหลายจุดที่ยังสกปรกอยู่ อีกทั้งยามนี้ยังมีข้าวของใหม่เอี่ยมหลายอย่างวางกองสุมกันเป็กองสูงไม่ได้รับการจัดให้เป็ระเบียบแต่อย่างใด
“นี่มัน..” รอยยิ้มมุมปากของจ้าวเฉียงอี้ยกขึ้นสูงอย่างอดไม่ไหว
ท่ามกลางกองข้าวของเครื่องใช้ที่กงโม่เหอขนซื้อมาจากในเมือง นอกจากจะมีฟูกนอนบุฝ้าย ผ้าม่าน ผ้าห่มผืนใหม่แล้ว ยังมีเสื้อผ้าใหม่เอี่ยมซึ่งเป็ของเขาและนางอีกถึงคนละสี่ชุด!!
“ที่แท้ท่านพี่ก็ยังมีน้ำใจให้กับข้า..” ดวงตาของหญิงสาวส่องประกายระยิบระยับ ความมุ่งมั่นในการแก้ไขข้อผิดพลาดในอดีตของหญิงสาวพุ่งขึ้นถึงจุดสูงสุด
“วันหนึ่งข้าจะทำให้ท่านเห็นเองว่าข้าเป็ภรรยาที่คู่ควรกับท่าน!!”
นางใช้เวลาทั้งวันไปกับการจัดเก็บข้าวของในเรือนให้เป็ระเบียบโดยไม่ยอมหยุดพัก ส่วนกงโม่เหอก็นำเนื้อไก่ที่ปรุงไม่สุกไปจัดการนึ่งใหม่และเหลือทิ้งไว้ให้หญิงสาวมาหยิบไปกินเองโดยไม่มีการพูดคุยกันตลอดทั้งวัน
พอฟ้าเริ่มมืด หลังจากกินอาหารและแอบไปอาบน้ำชำระร่างกายที่ริมลำธารกลับมาแล้ว หญิงสาวก็เพิ่งจะนึกขึ้นมาได้
“ตายละ! ก่อนหน้านี้ข้าป่วยอยู่ตลอดเวลา เลยไม่รู้ว่าทุกวันเขานอนที่ไหน!"
ร่างเล็กมองไปยังเตียงหลังเดียวภายในกระท่อม เท่าที่นางจำได้ระหว่างที่ป่วยนางก็เตียงหลังนั้นแต่เพียงผู้เดียว แล้วสามีของนางเล่า?
ต่อให้รู้ว่านางกับเขาเป็สามีภรรยากัน แต่ยามนี้นางไม่มีความทรงจำเ่าั้หลงเหลืออยู่เลยสักนิด กงโม่เหอจึงเปรียบเสมือนคนแปลกหน้าสำหรับนาง แล้วนางจะนอนร่วมเตียงกับเขาได้อย่างไร?
ขณะที่หญิงสาวกำลังหวั่นวิตก เงาร่างของกงโม่เหอก็ตรงเข้ามาทาบทับร่างกายเล็กของนางจนมิดไปทั้งตัว ยากนักที่หญิงสาวจะเก็บซ่อนความหวาดวิตกภายในใจเอาไว้ได้
“ถอยไป!!”
“กรี๊ด!!" เสียงคำรามดังลั่นของอีกฝ่ายทำให้หญิงสาวสะดุ้งสุดตัว ยกมือขึ้นบดบังศีรษะของตนเอาไว้ด้วยความลืมตัว
ยิ่งเห็นคนตัวเล็กยังคงตัวสั่นงันงกหวาดกลัวตนเองกงโม่เหอก็ยิ่งนึกถึงพี่สาว เฉินจู่เหวินอารมณ์ร้ายเมื่อเขาโมโหก็สังหารคนไม่เลือกหน้าไม่ว่าจะเป็หญิงหรือชาย เวลานี้กงอวี้หลินอาจจะมีสภาพไม่ต่างจากจ้าวเฉียงอี้เช่นกัน
ชายหนุ่มเดินผ่านร่างของหญิงสาว ตั้งใจแกว่งแขนไปชนคนตัวเล็กจนเกือบล้มก่อนจะก้าวขึ้นไปนอนบนเตียงหันหลังให้อีกฝ่าย
เนื้อที่บนเตียงไม่ได้มากนัก เขาจงใจนอนตรงกลางปล่อยตัวเหยียดยาวเต็มพื้นที่ ไม่เหลือที่ว่างสักเล็กน้อยให้กับจ้าวเฉียงอี้ที่ยังยืนหน้าซีดอยู่ข้างเตียง
เวลานี้หญิงสาวเพิ่งจะเข้าใจ ตอนที่นางเก็บข้าวของในเรือนนางเห็นว่ามีฟูกนอนอยู่อีกผืนหนึ่ง ก่อนหน้านี้กงโม่เหอคงจะแยกกันนอนกับนาง และเมื่อนางหายป่วยแล้วเขาจึงมายึดเตียงนอนคืน
นางลอบระบายลมหายใจออกมาด้วยความโล่งอก เป็ครั้งแรกที่นางรู้สึกว่าการที่ถูกสามีรังเกียจก็มีข้อดีตรงที่นางไม่ต้องนอนร่วมเตียงกับเขาให้อึดอัดใจนี่เอง
ถึงจะทำเป็ไม่ใส่ใจแต่กงโม่เหอก็นอนฟังความเคลื่อนไหวของหญิงสาวอยู่ตลอด แม้ว่าจ้าวเฉียงอี้จะพยายามส่งเสียงให้เบาที่สุด แต่ชายหนุ่มก็รับรู้ได้ทุกอย่างั้แ่นางเดินไปหยิบผ้ามาปูและดับไฟในตะเกียงจนกระทั่งล้มตัวลงนอนกับพื้น
ฝ่ายจ้าวเฉียงอี้นางไม่สามารถข่มตาหลับได้ลง และยังจ้องมองไปที่เงาร่างบนเตียงอยู่ตลอดเวลาด้วยความหวาดระแวง เนิ่นนานจนกระทั่งเสียงลมหายใจของคนตัวโตราบเรียบเป็จังหวะมั่นคงดีแล้ว นางจึงได้คลายกังวลและเผลอหลับไปในที่สุด