แค่เพื่อนจะอ้อนได้ไง

    แค่เพื่อนจะอ้อนได้ไง|07

    ลงให้อ่านทุกวัน เวลา 18:00 น. [ส่วน E-BOOK มาวันที่ 09/05/68 ราคาเบา ๆ เพียง 59฿ เก็บเงินรอได้เลยนะคะ]

    —————— ༻・ॐ・༺ ——————

     

    บทที่ 7

     

    เช้าวันที่สามของทริปทำงานเริ่มต้นขึ้นอย่างสดใสกว่าทุกวัน ฟ้าเปิด ไม่มีหมอก ไม่มีฝน มีเพียงแสงแดดอ่อน ๆ ที่สาดลอดใบไม้ลงมาตามแนวระเบียงไม้ของบ้านพักเกสต์เฮ้าส์

    ฉันตื่นเช้ากว่าปกติ หรืออาจจะพูดให้ถูกคือแทบไม่ได้นอนเลยตลอดทั้งคืน เพราะมัวแต่พลิกตัวไปมาอย่างไร้เหตุผล ทั้งที่ไม่มีฝันร้าย ไม่มีเสียงรบกวน มีแค่ความเงียบที่เหมือนกำลังย้ำเตือนอะไรบางอย่าง...ที่ฉันก็ยังไม่แน่ใจนักว่าคืออะไร

    “ไบร์ท ลงมากินข้าวสิ นั่งเหม่ออยู่ได้”

    เสียงออมดังขึ้นจากโต๊ะอาหารด้านล่าง ทำให้ฉันสะดุ้งนิด ๆ ก่อนจะพยักหน้าตอบ แล้วรีบคว้าสมุดจดกับเสื้อคลุมบาง ๆ ติดมือมาด้วย

    ระหว่างที่ฉันกำลังจะเดินลงบันได สายตาก็เหลือบไปเห็นเงาใครบางคนกำลังก้าวผ่านสนามหน้าบ้านไปอย่างเงียบ ๆ

    โนวา...

    เขาใส่เสื้อยืดสีซีด กางเกงขายาวเนื้อเบา เดินหายไปทางหลังบ้านพร้อมกล้องที่คล้องคออยู่

    ไม่มีคำทัก ไม่มีแม้แต่การหันมาสบตา

    มันไม่ใช่เขา...หรือไม่ใช่โนวาที่ฉันรู้จัก

    โนวาที่ชอบมานั่งพิงหัวไหล่ตอนกินข้าว

    โนวาที่ชอบบ่นอ้อนทุกครั้งที่ต้องตื่นเช้า

    โนวาที่เมื่อวานยังจับมือฉันแน่นหลังจากฉันเกือบล้ม...

    วันนี้กลับดูห่างไกลอย่างบอกไม่ถูก

    “กินข้าวก่อนแก เดี๋ยวต้องไปซ้อมบทกับพี่ทีใช่ปะ?” ออมเอ่ยถามพลางยื่นจานข้าวต้มมาให้

    ฉันพยักหน้า “อือ เขานัดเจอที่ศาลาหลังตลาด”

    “พี่ที...คนที่พูดน้อย ๆ นั่นอะนะ?” ปีโป้ทำหน้าสงสัย

    “ใช่ คนที่อยู่ทีมมัลติมีเดียของคณะศิลปศาสตร์น่ะ”

    “หล่อดีนะ” ออมกระซิบพร้อมยิ้มล้อ

    ฉันกลอกตา ไม่ได้ตอบอะไรกลับไป

    ความจริง...ฉันไม่ได้คิดอะไรกับพี่ทีหรอก

    แต่ไม่รู้ทำไม อยู่ดี ๆ ก็รู้สึกไม่สบายใจกับสายตาที่เขามองฉัน๻ั้๫แ๻่เมื่อวานแล้ว

     

    หลังอาหารเช้า ฉันเดินไปยังศาลาริมน้ำที่ใช้เป็๞จุดซ้อมบท

    แสงแดดยามเช้ากระทบผิวน้ำเป็๲ระยิบ เสียงนก เสียงลม และเสียงไม้ไผ่เสียดสีกันเบา ๆ คล้ายเป็๲ซาวด์ประกอบธรรมชาติที่แสนลงตัว

    “น้องไบร์ท มาทางนี้เลยครับ”

    เสียงสุภาพของพี่ทีเรียกฉันจากอีกฝั่งของศาลา เขายืนถือบทอยู่ในมือ ใบหน้าสงบนิ่งในแบบที่ชวนรู้สึกว่าคนคนนี้...อ่านใจยากชะมัด

    “สวัสดีค่ะพี่ที ขอโทษที่มาช้านะคะ”

    “ไม่สายหรอกครับ พี่เพิ่งมาถึงเหมือนกัน” เขายิ้มอ่อน

    “พร้อมซ้อมเลยไหมครับ?”

    “พร้อมค่ะ”

    ฉันเปิดบทพูดในมือถือ และเริ่มซ้อมบทตามที่วางไว้ เป็๞บทสัมภาษณ์จำลองของสารคดีชุมชน โดยฉันรับบทเป็๞พิธีกรหลัก และพี่ทีเป็๞ผู้สนับสนุนการดำเนินรายการในบาง๰่๭๫ เขาแสดงออกอย่างมืออาชีพ น้ำเสียงชัดถ้อยชัดคำ

    แต่...สายตาของเขาไม่เป็๲มืออาชีพเอาซะเลย

    ๻ั้๫แ๻่เริ่มซ้อม ฉันรู้สึกได้ว่าเขามองมามากกว่าที่จำเป็๞ ไม่ใช่แบบหยาบโลน ไม่ใช่แบบโจ่งแจ้ง

    แต่มันมีบางอย่าง...ที่เหมือนกำลังพิจารณาฉันผ่านเลนส์สายตาแบบพิเศษ

    “ตรงประโยคนี้ ลองหันมาหาพี่ตอนพูดสิครับ”

    “อ๊ะ ได้ค่ะ”

    ฉันขยับตัว และหันหน้าไปตามที่เขาบอก

    เขามองฉันเงียบ ๆ ไปหนึ่งจังหวะ ก่อนจะเอ่ยเบา ๆ ว่า

    “น้องเหมาะกับกล้องมากกว่าที่คิดนะครับ”

    ฉันสะอึก

    “คะ?”

    “ถ้าน้องสนใจจะทำรายการจริงจัง พี่ว่าน้องไปได้ไกลเลย”

    ฉันหัวเราะแห้ง ๆ พยายามไม่แสดงอาการเก้อเขิน

    “ขอบคุณค่ะ แต่หนูยังชอบอยู่หลังกล้องมากกว่านะ”

    “งั้นคนถือกล้องที่ประจำอยู่ข้างน้องล่ะครับ เขาคิดยังไงนะ?”

    คำถามนั้นทำให้หัวใจฉันชะงักเบา ๆ

    พี่ทีรู้เหรอว่า...ฉันกับโนวาทำงานด้วยกันตลอด?

    ยังไม่ทันที่ฉันจะตอบอะไร เสียงชัตเตอร์จากกล้อง DSLR ก็ดังขึ้นเบา ๆ จากมุมตรงข้ามศาลา

    ฉันหันขวับไปทางนั้น

    โนวายืนอยู่ตรงริมไม้ไผ่ด้านหลัง แสงแดดตกกระทบเสี้ยวหน้าเขา ดวงตาคมนั่นมองมาทางฉันผ่านเลนส์กล้อง ไม่ยิ้ม ไม่ขยับ ไม่มีคำพูด

    เขาเพียงแค่...กดชัตเตอร์เงียบ ๆ แล้วหันหลังเดินจากไป

    พี่ทีเลิกคิ้วเล็กน้อย “คนถือกล้องนั่น...ชื่อโนวาใช่ไหมครับ?”

    “ค่ะ เขาเป็๞เพื่อนในกลุ่มค่ะ”

    “อืม...”

    เขาไม่ได้พูดอะไรต่อ แต่ฉันรู้ว่าคำว่า ‘อืม’ นั้นเต็มไปด้วยอะไรหลายอย่างที่ฉันไม่กล้าคิดให้ลึก

     

    หลังซ้อมเสร็จ พี่ทีอาสาเดินมาส่งฉันที่บ้านพัก

    เราคุยกันเ๱ื่๵๹บท เ๱ื่๵๹มุมกล้องบ้างประปราย แต่ฉันไม่ได้จดจำอะไรนัก เพราะจิตใจล่องลอยกลับไปยังคนที่เดินจากไปเมื่อครู่นี้

    ตอนที่พี่ทีส่งฉันถึงบันไดบ้าน

    ฉันเงยหน้าจะขอบคุณ

    แต่ก็เห็นเพียงแค่แผ่นหลังของใครอีกคนที่เดินหนีออกไปจากทางด้านหลังบ้านอีกครั้ง

    โนวา...

    เขาไม่ได้หันมามอง ไม่ได้พูดอะไร

    เหมือนกำลังหลบสายตาฉัน

    หรือบางที...อาจกำลังหลบความรู้สึกของตัวเองด้วยซ้ำ

    ฉันยืนนิ่งอยู่ตรงบันได

    ลมยามบ่ายพัดผ่านเบา ๆ

    แต่ในอกฉัน...กลับรู้สึกเย็นวาบขึ้นมาอย่างไม่ทันตั้งตัว

     

    ศาลาริมสวน

    เสียงหัวเราะยังคงก้องอยู่รอบโต๊ะอาหารยาวใต้ศาลาริมสวนที่ทีมโปรเจกต์จัดไว้เป็๞พื้นที่รับประทานอาหารเย็น

    ข้าวผัดน้ำพริกปลาทู แกงเลียง และไข่เจียวฟูกรอบวางเรียงเต็มโต๊ะ กลิ่นหอมลอยฟุ้งจนใครหลายคนเผลอหยิบข้าวคำที่สามโดยไม่รู้ตัว

    แต่มีอยู่คนหนึ่ง...

    ที่ยังคงนั่งเงียบ ตักแค่ข้าวไม่กี่คำ แล้วใช้มืออีกข้างหมุนช้อนบนจานเหมือนกำลังเล่นลวดลายบนผิวข้าวสวยแทนจะกิน

    โนวา...

    ฉันเหลือบตามองเขาเงียบ ๆ

    คนที่เคยนั่งข้างฉันเสมอ ตอนนี้กลับนั่งเยื้องไปอีกฝั่งหนึ่งของโต๊ะ

    ไม่มีแม้แต่สายตา

    ไม่มีแม้แต่ประโยคล้อเล่นแบบที่เคยชิน

    ฉันไม่ได้เรียกเขา

    ไม่ได้ถามอะไร

    แต่เฝ้ามองอยู่ตลอด

    มือของเขายังตักข้าวขึ้นแตะริมฝีปากช้า ๆ แล้ววางลงอีก

    เหมือนความเงียบของเขากลืนเอารสชาติอาหารไปหมดทั้งโต๊ะ

    หรือจริง ๆ อาจแค่กลืนฉันเข้าไปในความสับสนแทน

    “น้องไม่ได้กินอะไรเลยน้องไบร์ท เอาข้าวเพิ่มมั้ย?” เสียงพี่ทีดังขึ้นพลางเอียงหน้ามองฉัน

    “อ๋อ...ไม่เป็๞ไรค่ะ เอ้ย หนูอิ่มแล้วค่ะพี่” ฉันรีบแก้คำแทบไม่ทัน ก่อนจะยิ้มกลบเกลื่อนแล้วก้มมองจานตัวเอง

    คนรอบข้างยังคุยกันสนุก

    ออมกำลังนั่งยิ้มฟังพี่ในทีมเมาท์เ๹ื่๪๫ตอนถ่ายคลิป๰่๭๫เช้า

    คิวแหย่ปีโป้ให้กินพริกที่เผลอตักผิดไป

    ชานนั่งนิ่งฟังแต่แอบขำเบา ๆ กับทุกจังหวะ

    มีแค่ฉัน...

    ที่ใจไม่อยู่ตรงหน้าโต๊ะเลยแม้แต่น้อย

    “ขอตัวก่อนนะ”

    เสียงทุ้มเบา ๆ ดังขึ้นจากฝั่งขวาสุดของโต๊ะ

    ทุกคนหันไปมอง

    โนวาลุกขึ้นจากเก้าอี้ในจังหวะที่ช้อนของฉันหยุดค้างอยู่กลางอากาศ

    เขาไม่มองใคร

    ไม่เอ่ยกับฉัน

    ไม่สบตาแม้แต่นิดเดียว

    “จะไปไหนวะมึง?” คิวถามเสียงไม่ดังนักแต่พอได้ยิน

    “นอน” คำตอบสั้น ๆ ตามมาทันที

    เขาหยิบเสื้อคลุมพาดบ่า ไม่พูดอะไรอีก แล้วเดินผ่านหลังฉันไปโดยไม่หันกลับมา

    ฝีเท้าของเขาเบา รวดเร็ว และ...ไกลออกไปเรื่อย ๆ

    ฉันเงยหน้าขึ้น

    แผ่นหลังของเขาหายลับไปบนบันไดไม้หน้าระเบียง

    เหลือไว้แค่ช่องว่างในอากาศที่ว่างเปล่าเสียจนฉันรู้สึกเหมือนถูกตัดขาดจากวงสนทนาในโต๊ะนี้ไปโดยสมบูรณ์

    เสียงหัวเราะยังคงมีอยู่

    แต่ไม่มีเสียงใดแตะถึงหัวใจฉันอีก

    “ไบร์ท เป็๲อะไรอะ?” ปีโป้เอียงหน้าถามเสียงเบา “เมื่อกี้ยังหัวเราะอยู่เลย”

    ฉันสะดุ้งน้อย ๆ รีบยิ้มกลบเกลื่อน “เปล่า...แค่คิดอะไรนิดหน่อย”

    “เขาเงียบ ๆ ไปเลยเนอะวันนี้” ออมพึมพำเบา ๆ ไม่เจาะจงว่า ‘เขา’ คือใคร แต่ทุกคนรู้ดี

    ฉันพยักหน้าเบา ๆ ไม่พูดอะไร

    ตักข้าวขึ้นมาอีกคำ ทั้งที่ไม่รับรู้รสชาติใดในปากเลยด้วยซ้ำ

    ในหัวฉันว่างเปล่า

    เหมือนทุกอย่างที่เขาเคยทำให้ กลับกลายเป็๲ภาพลวงตาไปชั่วขณะ

    ความอุ่น ความใกล้ ความสม่ำเสมอ...

    แล้วจู่ ๆ ทุกอย่างก็หายไป

    โดยไม่มีคำอธิบาย

    ฉันควรจะชินกับความเงียบของเขา

    ฉันควรจะรู้ว่าโนวา...ก็เป็๞แบบนี้แหละ

    แต่ทำไมคืนนี้ มันถึงรู้สึกแปลกขนาดนี้?

    ทำไมความเงียบของเขา

    ถึงกลายเป็๲ความเงียบที่เจ็บที่สุดในใจฉัน...

    ฉันเงียบ

    นั่งนิ่ง

    ในขณะที่ทุกเสียงรอบข้างยังคงดำเนินไปตามปกติ

    และครั้งแรก...

    ฉันถามตัวเองว่า

    ‘นี่มันคืออะไร?’

    เราเป็๞เพื่อนกัน...

    หรือฉันเป็๲คนที่เขาเลือกจะปล่อยทิ้งไว้ตรงกลางระหว่างคำว่า ‘สำคัญ’ กับ ‘ไม่จำเป็๲’

    เพราะถ้ามันเป็๞แค่เพื่อน

    ฉันคงไม่รู้สึกเหมือนถูกทอดทิ้งขนาดนี้ใช่ไหม?