ตอนที่ 13 รู้สึกเหมือนกัน
ลู่โจวอาบน้ำแต่งตัวเสร็จก็เดินออกมา เห็นชายชราสี่คนยังคงยืนอยู่ข้างแปลงดอกไม้ด้วยสีหน้าจริงจัง เขาจึงเดินเข้าไปถามอย่างสงสัย “คุณตาทั้งสี่ กำลังดูอะไรกันอยู่ครับ”
ชายชราสี่คนหันมามองเขา สลับกับมองไปที่แปลงดอกไม้
ลู่โจวเดินไปดูแปลงดอกไม้ก็ต้องตกตะลึงเมื่อเห็นว่าเมล็ดพันธุ์ที่เขาปลูกไว้เมื่อคืนงอกออกมาแล้ว “งอกเร็วขนาดนี้เลยเหรอ”
ชายชราคนหนึ่งกล่าว “แค่เมล็ดงอกได้ก็ทำให้ข้าใมากพอแล้ว นี่งอกภายในคืนเดียว เร็วเกินไปหรือเปล่า”
อีกคนเอ่ยเสริม “ตามปกติแล้ว เมล็ดที่ปลูกในดินพุทธจะงอกได้ในทันทีหรืองอกภายในระยะเวลาไม่นาน แต่...”
อีกฝ่ายยังพูดไม่ทันจบ ก็มีเสียงดังมาจากหน้าประตู “คุณชาย พวกเรามาแล้ว นายตื่นหรือยัง”
เป็เสียงของผานม่อและผานสื่อ ทั้งคู่เรียกเสียงดังตามกฎที่ลุงตี๋พ่อบ้านกำหนดไว้ว่า ก่อนเข้าลานบ้านต้องส่งเสียงเรียกก่อนทุกครั้ง
เมื่อผานม่อกับผานสื่อเดินเข้ามาในลานบ้าน เห็นลู่โจวยืนอยู่หน้าแปลงดอกไม้ก็ยกกล่องอาหารร้อนๆ ขึ้นมา “คุณชาย พวกเราเอาอาหารเช้ามาให้”
ลู่โจวหันไปตอบ พอหันกลับมาชายชราทั้งสี่คนก็หายไปแล้ว “อ้าว คนล่ะ เดินหนีเร็วกันจริงๆ”
หายไปเร็วราวกับว่าพวกเขาหายไปในอากาศ ไม่มีเงาเดินออกไปและไม่ได้ยินเสียงฝีเท้าเลย
ผานม่อเดินไปที่ประตูห้องโถงแล้วะโเรียกอีกครั้ง “คุณชาย รีบเข้ามากินมื้อเช้านะ เดี๋ยวจะเย็นหมด”
“ก็ได้” ลู่โจวมองไปรอบๆ ลานบ้านอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ แต่ไม่พบชายชราเ่าั้อีก จึงเดินเข้าบ้านแล้วถาม “พวกนายกินอะไรกันหรือยัง”
ผานสื่อหยิบอาหารเช้าออกจากกล่อง “ยังไม่ได้กินเลย พวกเราตั้งใจรอกินพร้อมคุณชาย”
ผานม่อหยิบซาลาเปาขึ้นมากัดคำโต เคี้ยวพลางนั่งดูโทรทัศน์แล้วกล่าว “่สองวันนี้ที่มาอยู่ตระกูลลี่ รู้สึกว่าตัวเองอ้วนขึ้นเยอะเลย ตื่นมาก็กิน กินเสร็จก็นั่งดูทีวีไม่ก็เล่นเกม ไม่ต้องทำงานก็มีข้าวกิน แถมยังได้เงินเดือนอีก ชีวิตแบบนี้มันดีจริงๆ ถ้าเป็แบบนี้ไปตลอดก็ไม่เลว พวกนายคิดเหมือนกันไหม”
“ฉันก็คิดว่าดีทีเดียว” ลู่โจวรู้สึกว่าการอยู่ที่ตระกูลลี่เป็อะไรที่สบายมาก “เื่ซวยๆ ทั้งหมดเหมือนจะหายไป ได้ใช้ชีวิตแบบสบายๆ ไปอีกวัน”
“พูดถึงเื่นี้ ั้แ่คุณชายมาอยู่ที่นี่ก็เหมือนจะไม่ค่อยเจอเื่ซวยๆ แล้วนะ เอ๊ะ...” ผานม่อใช้รีโมตเปลี่ยนช่องสองสามครั้งก่อนจะพูดขึ้น “ทำไมทุกช่องถึงฉายละครเื่เดียวกันหมด หรือว่าบ้านนี้สัญญาณไม่ดี”
ผานสื่อกับลู่โจวมองจอโทรทัศน์ที่กำลังฉายภาพห้องดับจิตของโรงพยาบาล บรรยากาศเต็มไปด้วยกลิ่นอายน่าขนลุก เสียงดนตรีประกอบหลอนๆ ชวนให้รู้สึกเสียวสันหลัง ทันใดนั้นศพที่นอนอยู่บนเตียงในจอก็ลุกขึ้นนั่ง ดวงตาว่างเปล่าเหมือนหลุมดำจ้องตรงมาข้างหน้า ราวกับกำลังมองทะลุมายังพวกลู่โจวที่นั่งอยู่หน้าจอโทรทัศน์
ลู่โจวกินโจ๊กคำหนึ่ง “ศพผู้หญิงคนนี้เหมือนกับผู้หญิงที่ฉันเจอเมื่อคืนเลย”
พูดจบ ศพผู้หญิงในจอโทรทัศน์ก็เผยรอยยิ้มกว้างออกมา
ผานสื่อถาม “คุณชาย เมื่อคืนนายออกไปเจอดาราข้างนอกมาเหรอ”
ลู่โจวกลอกตาอย่างเบื่อหน่าย “เปล่าเลย ยัยดารานั่นวิ่งมาหาฉันที่ลานบ้านเอง แล้วบอกฉันว่าเธอเป็ผี ตอนนี้ฉันว่าเธออินกับบทมากเกินไปจริงๆ”
ศพผู้หญิงในโทรทัศน์หุบยิ้มอย่างขัดใจ
ลู่โจวลุกขึ้นไปตรวจดูสภาพโทรทัศน์ก็พบว่าทุกอย่างดูปกติดี เขาหงุดหงิดจึงตบโทรทัศน์ไปหนึ่งครั้ง ทันใดนั้นเสียงกรีดร้องโหยหวนก็ดังขึ้นจากในจอ
ผานสื่อและผานม่อเห็นร่างหญิงสาวในจอแหลกสลายเป็ผุยผง ภาพในโทรทัศน์ก็เปลี่ยนไปเป็ละครเื่อื่น ทั้งสองคนถึงกับยืนนิ่งด้วยความใ
ลู่โจวงุนงง “มีอะไรเหรอ”
ผานม่อรีบเช็ดปากแล้วตอบ “เมื่อกี้ผมรู้สึกเหมือนคุณชายแค่ตบทีวีไปทีเดียว ก็ทำให้สามิญญาเจ็ดจิตของศพผู้หญิงนั่นกระจายหายไปหมดเลย”
ผานสื่อพยักหน้า “คิดเหมือนกัน”
ลู่โจวหัวเราะเบาๆ “อยากให้ฉันลองตบพวกนายดูไหม จะได้ตื่นกันสักที”
ผานม่อรีบโบกมือ “ไม่เอาแล้ว ไม่ต้อง!”
ทันใดนั้นเสียงของลุงตี๋พ่อบ้านก็ดังมาจากด้านนอก “คุณชายลู่ คุณผู้หญิงให้ผมมาตามไปดื่มชายามเช้าที่บ้านของเธอครับ”