"ท้ายคูบางกะจะ นี่ฉันไหลออกมาไกลถึงจังหวัดอยุธยาเลยเหรอ" จันทร์จำคำพูดอื่นของหญิงชราไม่ได้แล้ว หลังจากได้ยินคำที่บอกว่าที่นี่คือบางกะจะก็ถึงกับใ เป็เพราะเธอชื่นชอบละครออเ้ามาก จนไปหาแผนที่อยุธยามาดูจึงจำได้ว่ามีที่ไหนหรืออะไรสำคัญๆ บ้างนอกจากคลองแกลบที่บ้านนางเอกตั้งอยู่ ส่วนบางกะจะนี้ก็เป็ที่ที่เธอจำได้เช่นกัน เพราะวัดพนัญเชิงและหมู่บ้านโปรตุเกสตั้งอยู่บริเวณนี้
"แม่หญิงว่ากระไรหนา" หญิงชราเห็นท่าทางที่ดูใกับคำพูดแปลกๆ จากแม่หญิงตรงหน้าก็เอ่ยถามออกไปด้วยความสงสัย พลางคิดในใจว่าดูรึหน้าตาก็งดงามดี แต่คำพูดคำจากลับฟังดูประหลาดพิกลนัก
"ไม่มีอะไรค่ะ ว่าแต่ที่นี่คืออยุธยาใช่ไหมคะ แล้วฉันจะหารถกลับกรุงเทพได้ที่ไหน หรือถ้าฉันจะขอยืมโทรศัพท์โทรกลับไปหาคนที่บ้านก่อนได้ไหมคะ" จันทร์ไม่ได้คิดสงสัยกับคำตอบและท่าทางของอีกฝ่าย แต่ตอนนี้เธอเริ่มร้อนใจอยากติดต่อกลับไปหาพี่ชาย เพราะหลังจากที่คุยกันตอนเกิดเหตุเธอก็หายตัวไปแบบนี้ คนที่บ้านคงเป็ห่วงกันมากแล้ว
"แม่หญิงพูดกระไร ข้ามิใคร่เข้าใจ แต่ที่ถามว่าที่นี่คืออยุธยาใช่ไหม คำตอบคือใช่ แล้วนี่แม่หญิงมาจากที่ใด เมืองละโว้หรือว่าเมืองปากน้ำล่ะ คำพูดคำจาถึงได้ฟังแปลกหูนัก" หญิงชราฟังคำพูดของแม่หญิงตรงหน้าไม่ค่อยเข้าใจ แต่ก็ยังมีน้ำใจตอบคำถามว่าที่นี่คือเมืองอยุธยา และยังเอ่ยถามถึงเมืองที่คิดว่าแม่หญิงตรงหน้าพลัดหลงจากมา เผื่อจะช่วยพาตัวส่งกลับไปได้
"ฉันมาจากกรุงเทพค่ะ ดูแล้วคุณป้าน่าจะติดละครเหมือนกันเลย แต่ที่นี่ไม่ใช่กองถ่ายละครหรือคะ แล้วทำไมถึงแต่งตัวย้อนยุคกันทุกคนเลยล่ะ แล้วโทรศัพท์ล่ะคะ พอจะให้ฉันยืมได้ไหม" จันทร์เอ่ยถามออกไปอีกครั้ง แล้วข่มความคิดแปลกๆ เอาไว้ เธอยังเชื่อว่าที่นี่คือประเทศไทยในปีสองพันห้าร้อยหกสิบหกอยู่ และที่นี่คือกองถ่ายละครแห่งหนึ่งเท่านั้น
"กรุงเทพค่ะ คือที่ใด แล้วของที่อยากจะขอยืมคือสิ่งใด ข้าฟังที่แม่หญิงพูดมิเข้าใจเลยหนา" หญิงชรายังคงใจดีเอ่ยตอบหญิงสาวตรงหน้ากลับไป ถึงแม้ตนเองจะไม่เข้าใจที่อีกฝ่ายพูดเลยแม้แต่น้อย แต่ด้วยความสงสารจึงยังคงพยายามตั้งใจฟังสิ่งที่อีกฝ่ายพูดอยู่
"ไม่เข้าใจหรือคะ…ไม่หรอก มันเป็ไปไม่ได้ ร่างกายนี้ดูแล้วก็น่าจะเป็ร่างกายของเราเองจริงๆ แต่ทำไมแถวนี้ถึงไม่มีเสาไฟฟ้าล่ะ อากาศก็ไม่มีกลิ่นควันพิษ เสียงรอบข้างก็เงียบสงบเหลือเกิน นี่ฉันอยู่ที่ไหนกันแน่…อ๊ะ!" จันทร์ได้ยินคำตอบของหญิงชราก็เอ่ยถามกลับไปเสียงเบา แล้วตระหนักถึงอะไรบางอย่างขึ้นมา จึงรีบหันไปมองสำรวจบริเวณรอบๆ ที่ตนเองยืนอยู่ในตอนนี้ แล้วก็เห็นถึงความผิดปกติหลายอย่าง แต่คงเพราะใมากเกินไปอยู่ๆ สติของจันทร์ก็ดับลงไปอีกครั้ง
"ว้าย แม่หญิง เฮ้ย! พวกเอ็งมาช่วยข้ากงนี้หน่อย ดูสิสงสัยจะเดินมาไกลเป็ลมไปเสียแล้ว มาๆ ช่วยกันพาไปนอนพักบนเรือนของข้าก่อน" หญิงชราเห็นหญิงสาวมีท่าทางเหมือนกำลังใอะไรบางอย่าง ก็วางหลานชายลงบนแคร่ไม้ที่ตนนั่งอยู่ และทันใดนั้นหญิงสาวตรงหน้าก็ค่อยๆ นั่งลงกับพื้นแล้วดวงตาก็หลับไปพร้อมกับตัวที่ล้มลงไปนอนอยู่บนพื้น นางเห็นอีกฝ่ายน่าจะเป็ลมไปแล้วจึงะโเรียกคนอื่นๆ ให้มาช่วยกันพาแม่หญิงผู้นี้ขึ้นไปนอนพักที่เรือนของตนเอง
จันทร์ทอแสงที่เป็ลมไปแล้วนั้น ก็ได้ฝันเห็นเหตุการณ์บางอย่าง ซึ่งเป็ตอนหลังจากที่รถของเธอกระแทกกับแผงกั้นสะพาน จนรถยนต์คันหรูของเธอตกลงไปในคลองแล้วค่อยๆ จมลง แต่ตัวของเธอกลับไม่ได้นั่งอยู่ในรถคันนั้นแล้ว
เธอเห็นว่าร่างของเธอจมอยู่ในน้ำแล้วก็มีฟองอากาศขนาดใหญ่มาหุ้มร่างของเธอเอาไว้ จากนั้นกระแสน้ำก็พัดพาฟองอากาศที่มีร่างของเธออยู่ในนั้นลอยทวนกระแสน้ำไปเรื่อยๆ เป็เวลานานเท่าไรไม่รู้ จนกระทั่งฟองอากาศแตกสลายหายไป แต่กระแสน้ำยังช่วยพาร่างของเธอให้ลอยขึ้นมาเหนือผิวน้ำ แล้วก็พัดร่างของเธอให้ขึ้นไปนอนอยู่บนบกตรงตำแหน่งที่เธอฟื้นขึ้นมานั่นเอง
จันทร์ฝันเห็นถึงตรงนี้ก็ได้สติตื่นขึ้นมาอีกครั้ง พอมองสำรวจรอบตัวก็พบว่าตนเองกำลังนอนอยู่บนฟูกในห้องห้องหนึ่ง ทั้งฝาบ้านและพื้นบ้านทำมาจากไม้ หลังคามุงด้วยหญ้า และหูยังได้ยินเสียงพูดคุยของคนหลายคนที่น่าจะอยู่ด้านนอก จึงตั้งใจฟังสิ่งที่คนข้างนอกกำลังพูดคุยกันอยู่
ซึ่งสิ่งที่เธอได้ยินก็คือตอนนี้ที่นี่เพิ่งมีขุนหลวงพระองค์ใหม่ขึ้นครองราชย์ ชื่อว่าขุนหลวงนารายณ์ และนอกนั้นก็เป็เื่พูดคุยทั่วๆ ไปจับใจความอะไรไม่ได้อีก
"เอาจริงดิ แค่ขับรถตกน้ำก็ได้มาโผล่ในสมัยอยุธยาแบบนี้เลยเหรอ หรือว่าเราจะคลั่งละครมากเกินไปจนเก็บมาฝัน ไม่สิ ทั้งหมดนี่ไม่ใช่ความฝันเนื้อตัวก็ยังเ็ปจากแรงกระแทกอยู่เลย แต่มันเป็เพราะอะไรกันล่ะ เฮ้อ…" จันทร์นั่งทบทวนสิ่งที่ได้ยินมา ซึ่งเธอแน่ใจแล้วว่าที่นี่ไม่ใช่ประเทศไทยในปีสองพันอย่างแน่นอน แต่น่าจะเป็ยุคอยุธยาเพราะมีขุนหลวงนารายณ์ แต่เป็ปีใดก็จนใจที่จะรู้ และเธอมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไรก็ไม่สามารถหาคำตอบได้เช่นกัน
"อ้าว แม่หญิงฟื้นแล้วรึ มาๆ กินข้าวก่อน คงจะหิวมากสินะถึงกับเป็ลมเป็แล้งไปแบบนั้น" หญิงชราเปิดประตูห้องเข้ามาเห็นว่าแม่หญิงฟื้นขึ้นแล้วก็เอ่ยขึ้นด้วยความโล่งใจ พร้อมกับยกถ้วยข้าวที่ต้มใส่น้ำกับเกลือเข้ามาให้อีกฝ่ายได้กิน
"ขอบคุณมากนะคะ ว่าแต่ตอนนี้เป็ปีอะไรหรือคะ คือว่าฉันเหมือนจะลืมไปน่ะค่ะ" จันทร์รับถ้วยข้าวมาจากมือของหญิงชราก็เห็นว่าเป็ข้าวต้มที่ค่อนข้างใส พอกินลงไปแล้วก็รับรู้รสเค็มได้เล็กน้อย หลังจากกินไปได้ครึ่งหนึ่งก็เงยหน้าถามเื่ที่สงสัย
"ปีนี้ปีวอกจ้ะ" หญิงชรานั่งมองแม่หญิงกินข้าวด้วยความสงสาร และพอได้ยินคำถามก็เอ่ยตอบกลับไป
"เออ…พุทธศักราช ไม่สิต้องเป็จุลศักราชที่เท่าไรหรือคะ แล้วตอนนี้ใครเป็ขุนหลวง" จันทร์ได้ยินคำตอบกลับและรอยยิ้มมีเมตตาของหญิงชราก็เข้าใจได้ว่าตนเองถามไม่ถูก จึงเปลี่ยนคำถามใหม่
"จอสอหนึ่งศูนย์หนึ่งแปดจ้ะ ขุนหลวงนารายณ์เพิ่งขึ้นครองราชได้กึ่งเดือนมานี่เอง" หญิงชราเอ่ยตอบกลับไปอีกครั้ง ถึงแม้จะยังมีคำที่ฟังแปลกหูอยู่บ้าง แต่นางก็สามารถเข้าใจคำถามของอีกฝ่ายได้
"ไม่ใช่ความฝันสินะ ซวยแล้วจันทร์เอ้ย จะทำยังไงดีล่ะทีนี้" จันทร์ได้ยินคำตอบของหญิงชราก็ถึงกับชะงักไป นี่เธอได้ย้อนกลับมาก่อนออเ้าเสียอีก มาตอนที่สมเด็จพระนารายณ์เพิ่งจะเสด็จขึ้นครองราชย์เป็ปีแรก
"แม่หญิงเป็กระไรไปรึ เ็ปกงที่ใด" หญิงชราเห็นหญิงสาวตรงหน้าอยู่ๆ ก็ยกมือขึ้นกุมหัวตนเองก็เอ่ยถามออกไปด้วยความใ
"ไม่ได้เป็อะไรค่ะ คือ ดูเหมือนว่าฉันน่าจะพลัดตกน้ำมา แต่ว่านอกจากชื่อของตัวเองแล้ว ฉันก็จำอะไรไม่ได้เลยค่ะ" จันทร์เห็นความเป็ห่วงจากหญิงชราก็รู้สึกอบอุ่นใจขึ้นมาเล็กน้อย แต่เพราะดูท่าว่าเธอต้องอยู่ที่นี่อีกนานจึงคิดเื่ที่จะบอกกับหญิงชรา โดยการแต่งเื่ยอดนิยมอย่างเช่นความทรงจำสูญหายให้อีกฝ่ายได้ฟัง
"จำกระไรมิได้เลยรึ โถ่ น่าสงสารเสียจริง แต่ข้าดูแล้วแม่หญิงคงมิใช่คนอยุธยาเป็แน่คำพูดคำจาถึงได้ฟังแปลกหูนัก เอาเถอะ มิต้องเป็กังวลไป นี่เป็ห้องของลูกสาวข้าเองมันเพิ่งแต่งงานออกเรือนไป แม่หญิงก็อยู่ที่นี่ไปก่อนเผื่อจะจำความได้ หรือถ้าคนทางบ้านออกตามหาจะได้มิผลัดหลงไปที่ใดอีก" หญิงชราได้ยินสิ่งที่หญิงสาวตรงหน้าบอกก็ให้รู้สึกสงสารยิ่งนัก ตนเองเป็ใครมาจากที่ใดก็จำไม่ได้สิ้น
"ขอบคุณคุณป้ามากนะคะ ที่เมตตา" จันทร์ได้ยินคำตอบและท่าทางเป็ห่วงเป็ใยของอีกฝ่ายก็ยกมือขึ้นไหว้เป็การขอบคุณ และรู้สึกตื้นตันใจในน้ำใจที่อีกฝ่ายหยิบยื่นให้ แต่เธอเองก็ไม่มีที่ไปและยังคิดสิ่งใดไม่ออก การยอมรับน้ำใจจากอีกฝ่ายจึงเป็เื่ที่ดีที่สุดในตอนนี้
"ไม่เป็กระไรหรอก แถวนี้ข้าวปลาอาหารมีให้หากินได้ถมถืดไป บ้านนี้มีข้าอยู่กับผัวแค่สองคนเท่านั้น อีกอย่างแถวนี้ก็เป็เครือญาติกันทั้งนั้น ยังมีพวกตำรวจพระนครบาลเดินตรวจตราอยู่ตลอด แม่หญิงอยู่ให้สบายไม่ต้องหวาดกลัวสิ่งใดไป ประเดี๋ยวผลัดผ้าแล้วก็นอนพักเถอะ" หญิงชราเอ่ยบอกอีกฝ่ายอย่างมีน้ำใจ ปู ปลา มีอยู่เต็มลำน้ำ ข้าวก็ปลูกอยู่เต็มนา ผัก ผลไม้ก็มีอยู่เต็มสวน แค่เพิ่มคนในบ้านมาอีกหนึ่งคนไม่ได้ทำให้นางลำบากกระไร
"ขอบคุณมากค่ะ" จันทร์เอ่ยขอบคุณหญิงชราด้วยความซาบซึ้งใจที่อีกฝ่ายมีน้ำใจเมตตาต่อคนแปลกหน้าอย่างเธอ จนกระทั่งอีกฝ่ายเดินออกไปจากห้องแล้ว เธอก็ล้มตัวลงนอนลงอีกครั้งเพราะยังรู้สึกปวดตามเนื้อตัวและอ่อนเพลียอยู่มาก
"เป็เยี่ยงไรนางปริก แม่หญิงผู้นั้นฟื้นรึยัง" เสียงเอ่ยถามดังมาจากชายชราซึ่งเป็สามีของหญิงชราหรือก็คือนางปริกที่ถูกเรียกนั่นเอง
"ฟื้นแล้ว แต่จำกระไรมิได้นอกจากชื่อ แลเห็นบอกว่าพลัดตกน้ำมา แต่คำพูดคำจาของนางฟังแปลกหูนัก ข้าว่าน่าจะมิใช่คนเมืองเรา" นางปริกเอ่ยตอบกลับสามี และเหล่าญาติที่มานั่งรอฟังอยู่ด้วยกันที่ลานหน้าบ้านตนเอง
"ไม่ใช่คนเมืองเรา งั้นเป็แม่หญิงที่มาจากทางหัวเมืองเยี่ยงนั้นรึ" เสียงของญาติคนหนึ่งเอ่ยถามขึ้น ซึ่งเป็หญิงวัยกลางคนที่ช่วยพาตัวแม่หญิงเข้าไปพักในห้อง ทำให้ได้เห็นหน้าตาผิวพรรณของอีกฝ่ายว่างดงามเกินกว่าจะเป็แค่หญิงชาวบ้านธรรมดา
"่นี้ขุนหลวงนารายณ์เพิ่งขึ้นครองราชย์ พวกขุนนางหัวเมืองที่ได้รับตำแหน่งต่างก็เดินทางย้ายกันเข้ามาในพระนครมากโข นางอาจจะเป็แม่หญิงของเรือนใดสักเรือนกระมัง" ชายวัยกลางคนอีกคนเอ่ยขึ้นบ้าง ด้วยมีหน้าที่ต้องเข้าไปค้าขายในพระนครจึงทำให้หูตากว้างไกลอยู่บ้าง
"เอาเยี่ยงนี้ ไอ้พุดวันพรุ่งเอ็งไปที่นครบาล แล้วแจ้งตำรวจว่าพวกเราช่วยแม่หญิงนางหนึ่งเอาไว้ เผื่อครอบครัวนางจะออกตามหา" ชายชราผู้เป็สามีของนางปริกเอ่ยขึ้นบ้าง ด้วยกลัวว่าญาติพี่น้องของแม่หญิงผู้นี้จะออกตามหา จะได้รู้ว่าอีกฝ่ายอยู่ที่นี่ แต่ถึงไม่เจอญาติพี่น้องตนก็สามารถให้อีกฝ่ายพักอาศัยอยู่ที่นี่ได้ เพียงแต่อาจจะต้องไปทำเื่ขึ้นทะเบียนเป็ไพร่กับเ้าของที่ดินเสียก่อน
"ได้จ้ะ พ่อใหญ่ ว่าแต่แม่หญิงชื่อกระไรรึ ข้าจะได้แจ้งตำรวจไปด้วย" ไอ้พุดเอ่ยรับคำพ่อใหญ่ หรือหัวหน้าหมู่บ้าน พร้อมเอ่ยถามชื่อของแม่หญิง เผื่อจะได้แจ้งชื่อให้ตำรวจได้จดบันทึกเอาไว้
"เออ ข้าก็ลืมถาม เอาไว้วันพรุ่งก่อนเอ็งจะออกไป ข้าจะไปถามนางดูก็แล้วกัน วันนี้แยกย้ายกันไปได้แล้ว" นางปริกพอได้ยินคำถามก็เอ่ยตอบกลับด้วยท่าทางจนใจ เป็เพราะนางสงสารแม่หญิงผู้นั้นที่ลืมเื่ราวไปจนสิ้น จึงได้ลืมถามชื่ออีกฝ่ายไป และดูท่าทางอ่อนเพลียของอีกฝ่ายจึงอยากให้ได้พักผ่อน มีคำพูดคำจากระไรไว้ค่อยเอ่ยถามเอาในภายหลังก็ได้
*********
ไรต์ : ตอนที่สองมาแล้วค่ะ นิยายเื่นี้คิดชื่อเื่ คิดพล็อตได้ก็แต่งตอนแรกแล้วกดเผยแพร่เลย สดยิ่งกว่าเก็บมาจากต้นเสียอีก เพราะฉะนั้นเจออะไรผิดแปลกสามารถแจ้งมาได้นะคะ ไรต์ก็ไม่ค่อยแม่นยำคำไทยโบราณสักเท่าไร…กราบ