ตอนที่ 12 จัดเตรียมอาจารย์
ยังหนุ่มยังแน่น นึกไม่ถึงว่าเมื่อพูดความคิดนี้ออกไป จากประโยคดี ๆ กลับถูกฮูหยินที่จ้องถมึงทึงอยู่ด้านข้างบิดเบือนให้เป็ความหมายอื่น
ถงเชียนทำเหมือนไม่ได้ยินก็มิปาน คร้านจะสนใจนาง ยังคงพูดต่อไป “ลมปราณทั่วทั้งร่างอาจารย์ จำต้องคิดเผื่อวันข้างหน้า หากท่านเป็อาจารย์ให้ซิวผิง ข้าจะให้ท่านเดือนละห้าร้อยเหวิน เพียงพอที่จะแก้ไขสภาพครอบครัวให้มีชีวิตดีขึ้นได้”
อารมณ์เดือดดาลถลึงตาจ้องมองของฮูหยินดับวูบ ในสมองเหลือเพียงเงินห้าร้อยเหวิน เมื่อได้สติกลับคืนมา ไม่แม้แต่จะแยกเขี้ยวยิงฟัน พูดพึมพำเบาๆ ว่า “ห้าร้อยเหวิน...”
นี่แทบจะเป็รายได้ครึ่งปีของครอบครัวธรรมดาอย่างพวกเขา บัดนี้เพียงแค่ไปสอนหนังสือ ไม่ต้องใช้แรงงานหนัก ก็ได้เงินมากมายถึงเพียงนี้
อาจารย์ชิวได้ยินคำพูดนี้ แม้หว่างคิ้วที่ขมวดจะคลายออก แต่กลับไม่เผยอารมณ์ให้เห็นมากนัก
กลับเป็ฮูหยินผู้นั้น ที่แทบจะตอบตกลงแทนเขา
เมื่อเห็นเขายังชักช้าร่ำไรไม่ยอมปริปากสักที ก็เริ่มใจร้อน “ท่านรีบตอบตกลงสิ ตอนนี้บ้านไม่มีอันจะกินแล้ว แค่ให้ท่านไปสอนหนังสือ ไม่ได้ให้ท่านไปทำเื่เลวทรามต่ำช้าอันใดเสียหน่อย ยังต้องคิดอยู่อีกรึ?”
เื่ดีงามเช่นนี้ ไม่ได้หล่นใส่หัวพวกเขาง่ายๆ จะให้ปล่อยไปได้อย่างไร?
ใบหน้าฮูหยินเปี่ยมด้วยรอยยิ้ม ไม่รอเขาตอบ ก้าวไปข้างหน้า “ไป ไปแน่นอน!” พูดเสร็จยังตบหลังอาจารย์ชิวอย่างดุร้ายและส่งสายตาให้เขา
อาจารย์ชิวกลั้นอาการไอ สีหน้าซีดเผือด ยอมประนีประนอมตอบตกลงด้วย
จี้ซิวผิงผู้นี้ จากที่เขาได้ยินได้ฟังมา มีพร์และสติปัญญา ทั้งยังปฏิบัติต่อผู้อื่นด้วยความอ่อนโยน หากใช้เวลากล่อมเกลาสักระยะ ย่อมต้องกลายเป็บุคคลที่ยิ่งใหญ่
ถงเชียนยิ้มอย่างพอใจ นำเงินห้าร้อยเหวินออกมาจากกระเป๋าใบเล็ก ๆ ที่พกติดตัว วางไว้บนโต๊ะ “นี่เป็เงินมัดจำ”
ถึงจะพูดเช่นนี้ แต่ที่แท้จริงแล้วมอบเงินเพื่อให้เขานำไปหาหมอ ปัญญาชนที่ยึดมั่นในคุณธรรม หากพูดตามตรงแล้วยังไม่เข้าใจก็พอเถอะ เกรงว่าจะถูกไล่ออกจากบ้าน
ถงเชียนไม่คาดหวังให้อาจารย์ที่ตนสิ้นเปลืองความคิดแสวงหามานั้นต้องป่วยออดๆ แอดๆ จากนี้ไปหนทางสู่ความยิ่งใหญ่ของจี้ซิวผิงจำเป็ต้องพึ่งเขา!
อาจารย์ชิวมองเงินกองนั้นด้วยใบหน้าซีดขาว เข้าใจที่นางพูดเช่นนี้เพื่อเป็การรักษาหน้าเขา
“คุณหนูโปรดวางใจ ข้าจะต้องสั่งสอนเขาให้ดีแน่นอน” เขาเอ่ยอย่างจริงจัง
“เช่นนี้ ข้าก็วางใจแล้ว”
หลังจากออกมา นับว่าเวลายังเช้าอยู่ ถงเชียนรู้สึกท้องว่าง จึงร้องเพลงกลยุทธ์เมืองร้างขึ้นมา
ตามหาร้านบะหมี่ที่ดูไม่ค่อยเลว เข้าไปและนั่งลง
พลันมีเสียงสนทนาดังลอยมา
“นี่ เ้ารู้หรือไม่ ระยะนี้หอซิ่งฮวาเพิ่งรับนักแสดงนำคนหนึ่งเข้ามา หน้าตาสะสวยมาก”
“เ้ารู้ได้อย่างไร? แอบพี่สะใภ้ไปดูใช่หรือไม่?”
ชายหนุ่มเหลือบซ้ายแลขวา ใช้นิ้วชี้แล้วทำเสียงจุ๊ ๆ บอกให้ระวัง “จ้าวซานที่อยู่ในเมืองเป็คนบอก”
“จ้าวซาน?” เมื่อสหายได้ยินก็ยิ่งสนใจ “จริงรึ?”
“จริงแท้แน่นอน!”
จ้าวซานเป็คนต่ำทรามที่มีชื่อเสียงในเมือง ไม่มีความรู้ความสามารถทำตัวเอ้อระเหยลอยชาย[1]ไปวันๆ ก่อกวนบ้านโน้นที บ้านนี้ที ทว่าเป็หน่วยสืบข่าวกรองมือหนึ่ง ชื่อเสียงสมคำล้ำลือไปทั่วทุกสารทิศ
ั้แ่ประวัติศาสตร์ร้อยปีของเมือง ไปจนถึงเมื่อวานบ้านใดเพิ่งคลอดลูกหมู แม้แต่ขนสีอะไร เขาก็สามารถพูดได้แจ่มแจ้ง
คนต่างถิ่นอยากทราบข่าวใด ยังต้องไปซื้อจากมือเขา
บะหมี่ร้อนๆ โรยด้วยหมูชิ้นเล็กหลายชิ้นถือเข้ามา ถงเชียนจ้องโต๊ะด้วยท่าทางครุ่นคิด
ผ่านไปสักพักจึงได้หยิบตะเกียบขึ้นมา
เสียงขับร้องบทเพลงดังอื้ออึ้ง แม้อยู่ที่ไกลๆ ก็ยังได้ยิน ถงเชียนเดินเข้าไปในโรงละคร แล้วยืนอยู่ที่หัวมุม
คณะละครกำลังซ้อมพูดตามบทละครพื้นบ้าน จึงไม่ทันสังเกตเห็นนาง
“สิบวันหลังจากนี้ พวกเ้าต้องเตรียมขึ้นเวทีอย่างเป็ทางการ จะทำลวกๆ เหมือนครั้งก่อนไม่ได้เป็อันขาด ต้องแสดงตามบทละครอย่างละเอียด” รอจนกระทั่งพวกเขาแสดงเสร็จ ถงเชียนจึงเอ่ยปาก
เพื่อให้พวกเขามีสมาธิซ้อมละคร โรงละครจึงหยุดไปหลายวัน ทำให้วันที่ผ่านมานี้ไม่มีรายรับเลยสักนิด เลี่ยงไม่ได้ที่ทุกคนจะไม่ร้อนใจ แอบซุบซิบแสดงความคิดเห็นส่วนตัวอยู่ไม่น้อย พอได้ยินนางพูดเช่นนี้ จึงสงบเสงี่ยมขึ้นมาบ้าง
แผ่นสีแดงชิ้นใหญ่หลุดลอกออกมาจากเสา “เพียงแต่โรงละครนี้” ถงเชียนเงยหน้ามองใยแมงมุมที่ห้อยอยู่้า ให้ความรู้สึกทรุดโทรมเป็อย่างมาก “ต้องได้รับการซ่อมแซมเสียใหม่”
โรงละครต้องซ่อมแซมอยู่หลายแห่ง จุดที่ชำรุดทรุดโทรมก็มีอยู่ไม่น้อย ไม่ใช่ว่าหัวหน้าคณะละครไม่เคยคิดจะซ่อมแซม แต่ด้วยจนปัญญาที่กิจการไม่เฟื่องฟู จึงไม่มีเงินสำรองมากพอให้ซ่อมแซม
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ก็ไม่มีเสียงตอบรับเลยสักแอะเดียว
ถงเชียนเก็บสายตากลับไป “เื่เงินท่านไม่ต้องห่วง ข้าออกเอง เพียงแต่เื่ซ่อมแซมนี้ท่านต้องหาช่างฝีมือดีที่สุดในเมือง”
“ยังมีอีก” นางล้วงแบบแปลนก่อสร้างออกมาจากแขนเสื้อ “ทำตามนี้”
หัวหน้าคณะเปิดแบบแปลนออกมา สีหน้าดูไม่น่ามอง “นี่...”
ใช้ชีวิตมาแล้วกว่ากี่สิบปี ยังไม่เคยเห็นโครงสร้างบ้านเช่นนี้มาก่อน จึงนิ่งอึ้งไป
“นำสิ่งนี้ไปให้ช่างฝีมือซ่อมแซมผู้นั้น พวกเขาสามารถทำออกมาได้แน่นอน” ถงเชียนไม่รู้จะอธิบายโครงสร้างแปลกประหลาดเช่นนี้ให้คนโบราณฟังอย่างไรดี นางครุ่นคิดอีกสักพักจึงเอ่ย “ท่านรู้จักจ้าวซานหรือไม่?”
จู่ๆ นางก็ถามเช่นนี้ เมื่อได้ยินชื่อนี้ หัวหน้าคณะนิ่งไปสักพัก “เหตุใดคุณหนูถงจึงถามถึงคนผู้นี้?”
“คณะละครของพวกเราแสดงละครครั้งใหญ่เช่นนี้ แม้ว่าการปิดประตู จะยิ่งดึงดูดความสนใจมากขึ้น แต่ยังต้องให้คนอื่นรับรู้ จ้าวซานผู้นี้ ได้ยินมาว่ามีชื่อเสียงในเื่รอบรู้ทุกอย่าง ลองใช้โอกาสนี้กระจายรูปแบบการแสดงใหม่ของพวกเราออกไป ถึงเวลานั้น จะต้องดึงดูดผู้คนจำนวนไม่น้อยแน่”
สุราหอมย่อมมิกลัวตรอกลึก[2] สิ่งแรกที่ต้องทำคือการเปิดเผยเื่นี้ออกมา ทางที่ดีต้องทำให้ทุกคนรับรู้ ถึงคราวที่พวกเขาได้ชมละคร ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่มีลูกค้ากลับมา
ถงเชียนคิดแผนการในระยะยาว หย่อนเบ็ดไกลๆ เพื่อจับปลาตัวใหญ่
หัวหน้าคณะครุ่นคิดสักพัก รู้สึกว่าเชื่อถือได้ จึงพยักหน้า “เื่นี้ข้าจะหาคนไปคุยกับเขา”
“อืม”
หากเอ่ยถึงจ้าวซานที่แม้จะทำตัวเอ้อระเหยลอยชาย แต่ความสามารถด้านการเจรจานั้นไม่เลวเลยจริงๆ เพียงไม่กี่วัน ผู้คนต่างรับรู้เื่การแสดงของคณะละครโดยทั่วกัน
ถงเชียนขอเบิกเงินปันผลจากเถ้าแก่โรงน้ำชาก่อนล่วงหน้าสองสามเดือน นำมันไปมอบให้หัวหน้าคณะ เพื่อใช้ในการซ่อมแซม
เมื่อซิวผิงกลับมาถึงบ้าน ถงเชียนกำลังเอนกายนอนพักผ่อนอยู่ตรงลานบ้าน เขาค่อยๆ เดินเข้าไปช้าๆ คุกเข่ามองดูนางอย่างละเอียด
“ตื่นแล้วรึ?”
ถงเชียนลืมตาตื่นช้าๆ
“อืม”
“ข้าจะไปหุงข้าว” จี้ซิวผิงลุกขึ้นเตรียมจะเดินไป
ยังเช้าอยู่เลย เวลานี้จะไปหุงข้าวอันใดกัน?
“เดี๋ยวก่อน ข้ามีเื่จะพูดกับท่าน” ถงเชียนเรียกเขาไว้ ตบที่นั่งว่างด้านข้างเบาๆ สื่อความหมายให้เขานั่งลง
จี้ซิวผิงมองที่นั่งข้างนางอย่างลังเล แล้วยิ้มอย่างละมุนละไม “ข้านั่งตรงนี้ก็ได้”
ว่าที่สามีของนางคนนี้ ปฏิบัติตามวิถีของสามีอย่างเคร่งครัดจริงๆ ด้วยกลัวว่าจะเกินเลย เมื่อเทียบหญิงสาวที่อยู่ในยุคโบราณซึ่งชายเป็ใหญ่อย่างนางยังจะเคร่งครัดเสียกว่า
อาจต้องใช้เวลาสักระยะถึงจะเปลี่ยนความคิดเขาได้ คงจะสิ้นเปลืองแรงอย่างมาก ถงเชียนคิดสักพัก จึงไม่สร้างความลำบากใจให้เขาชั่วคราว
“ข้าหาอาจารย์ไว้ให้ท่านแล้ว” นางเลิกคิ้วงามขึ้น “อาจารย์ชิวที่อยู่ในเมือง ก็คือขุนนางซิ่วไฉตกอับผู้นั้น ข้าคุยกับเขาแล้ว นับั้แ่พรุ่งนี้เป็ต้นไป ท่านก็เริ่มเรียนได้”
จี้ซิวผิงรู้สึกตะลึงเล็กน้อยที่ได้ยิน ไม่รู้ว่านางไปจัดการเื่นี้ั้แ่เมื่อไหร่ นางเพิ่งหายจากอาการป่วยหนัก แต่กลับคิดวางแผนเพื่อตนเอง ทว่าตน...กลับทำไม่สำเร็จสักเื่
เขากำหมัดแน่น รู้สึกไร้เรี่ยวแรงเป็ครั้งแรก
.
.
.
[1] เอ้อระเหยลอยชาย หมายถึง ไม่ทำการทำงาน เที่ยวเล่นไปวัน ๆ
[2]酒香还怕巷子深 หมายถึง สุราดีต่อให้อยู่ตรอกลึกแค่ไหนผู้คนย่อมหาเจอ เปรียบเทียบถึงของดีไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็จะมีคนตามเสาะหาจนเจอ