...เดินทางไกลมานานนับเดือนในที่สุดหวังอี้ก็มาถึงเมืองที่ิญญากระบี่บอกสิ่งแรกที่เขาััได้คือกลิ่นเกลือทะเลเย็นชื้นลอยปะปนกับควันปลาย่างจากตลาด
ภาพเบื้องหน้าคือน้ำกว้างไกลสุดขอบฟ้าหวังอี้ไม่เคยเห็นทะเลมาก่อนเขารู้สึกตื่นเต้นมาก คลื่นสีน้ำเงินที่ถูกแรงลมพัดมาเข้าฝั่งนั่นสวยงามยิ่งนักท้องฟ้านั่นอีก แม้แดดจะร้อนไปหน่อยแต่ก็ไม่ทำให้หวังอี้หยุดเดินชมตลาดได้เลย
ปลามากมายหลายชนิดทั้งย่างทั้งนึ่งขายกันหลายร้าน
“นี่ปลาอะไรครับช่างแปลกตาเสียจริง”
“เ้าหนูคงไม่เคยมาทะเลล่ะสิสิ่งนี้เรียกปลาหมึก อร่อยนะ ลองชิมดู”
หวังอี้เคี้ยวช้าๆกลิ่นควันไฟผสานรสหวานเค็มของทะเลแผ่กระจายอยู่ในปาก เนื้อััหนึบแน่นประหลาดแตกต่างจากปลาน้ำจืดที่เขาเคยกินมาตลอดชีวิต โดยเฉพาะตรงหนวดนั่นมันเด้งกรุบๆแปลกดี
หวังอี้หยิบตำราเต๋าขึ้นมาแล้วยิ้มบางๆ
“ถ้าผู้าุโที่แต่งตำราเล่มนี้มาด้วยข้าคงได้นั่งรถเขาตระเวนกินปลาย่างทุกร้านจนเย็นแน่ๆ”
หวังอี้เลือกเดินเลียบชายทะเลไปบ้านที่ิญญากระบี่บอกเพื่อรับลมและกลิ่นอายของทะเลเส้นผมพลิ้วตามแรงลม เขาแทบจะหลับตาเดินอย่างมีความสุข
แต่...เมื่อมาถึงบ้านเก่าๆหลังหนึ่งที่อยู่สุดเมือง
บ้านเก่าหลังนั้นเงียบจนน่าประหลาดแม้แต่เสียงคลื่นยังฟังชัดกว่าภายในบ้าน
หวังอี้เคาะประตูอีกครั้งแต่ก้ไม่มีเสียงตอบรับ
ประตูไม้เก่าค่อยๆถูกผลักเปิด ส่งเสียงเอี๊ยดยาว สิ่งที่เขาเห็นคือชายแก่อายุราวๆ 80 ปีขาพิการนั่งอยู่ที่พื้นโดยมีหญิงชราวัยเดียวกันป้อนข้าวต้มให้เขาอยู่ แววตาเขาเหม่อลอยราวกับศพไร้ชีวิต
หวังอี้โค้งศีรษะ
“ท่านผู้เฒ่าที่นี่ใช่บ้านเว่ยหรือไม่?”
หญิงชรามองเด็กชายแล้วพยักหน้าแทนคำตอบ
หวังอี้ปักกระบี่เซียนลงพื้นทำให้หญิงชราใ แต่แล้วหวังอี้ก็นั่งลงกับพื้น
“ข้านำลูกสาวท่านมาส่ง”
ชายชราหันหน้าช้าๆมองกระบี่
“อาอี”
“นางคิดถึงพวกท่านมากแต่ิญญานางถูกขังในกระบี่ ข้าจึงอาสาพานางมาพบหน้าบิดา,มารดา”
ชายชราลากขาพิการมาที่กระบี่แล้วกอด เขาสะอึกร้องไห้อย่างน่าสงสาร
“แม้พวกท่านจะมองไม่เห็นนางแต่สามารถพูดคุยกับนางผ่านข้าได้”
แล้วหลังจากนั้น1 ชั่วยามหวังอี้ก็เป็สื่อกลางคุยถามตอบระหว่างิญญาหญิงสาวและพ่อแม่ของนาง
สรุปได้ว่าหลังจากที่นางหายตัวไปพ่อของนางออกตามหาจนทั่วแล้วตกเขาจนขาพิการเดินไม่ได้
หวังอี้มองภาพตรงหน้าเงียบๆ
ใต้หล้ากว้างใหญ่หมื่นลี้กลับยังไม่กว้างเท่าอ้อมอกบิดามารดา
วสันต์ผลิบานได้เพียงหนึ่งฤดูแต่ความรักที่มีต่อลูกคงอยู่ชั่วชีวิต
หวังอี้มองิญญาหญิงสาว,พ่อ,แม่นางที่ร้องไห้ทุกคนด้วยแววตาลึกซึ้ง
ข้าเองจำไม่ได้แล้วว่าท่านพ่อท่านแม่หน้าตาเป็อย่างไรชีวิตโดดเดี่ยวของข้ามีเพียงท่านปู่ที่เลี้ยงดูด้วยความรัก ในห้องหนังสือเล็กๆนั่นเล่าเื่ราวภายนอกมากมายแต่กลับไม่มีเล่มใดกล่าวถึงครอบครัวที่ข้าใฝ่ฝันหาเลย
“ท่านโชคดีมากที่ยังมีพ่อแม่รอคอยท่านกลับบ้าน”
แล้วก็มาถึงคำถามที่ชายหญิงชราอ้ำอึ้งไม่อยากตอบ
“น้องชายนางไปไหน?”
“เขา..เอ่อ....เขา...”
“ท่านบอกมาเถอะ”
เป็หญิงชราที่ยอมเอ่ยปากพูด
“เขาออกทะเลไปตามหาพี่สาวหลายครั้งจนตัดสินใจเข้าไปในเขตทะเลหวงห้าม โดนหมอกนั่นกลืนหายตัวไป...”
“หมอก?”
“ในนั้นชาวบ้านเชื่อว่ามีสิ่งเหนืุ์พิทักษ์อยู่ไม่ให้ผู้ใดย่างกรายเข้าไป”
ิญญากระบี่ออกมาคุกเข่าหวังอี้
“คุณชายได้โปรด ช่วยน้องชายข้าด้วย ฮือๆ”
“ข้า....”
หวังอี้ลังเลใจเขาก้มมองิญญาหญิงสาวที่กำลังร้องไห้ ตัวนางสั่นเทาราวกับใกล้แตกสลาย
แต่ข้าไม่ใช่เซียนผู้ยิ่งใหญ่หวังอี้กำมือแน่น ข้าเพิ่งเข้าสู่ขั้น 1 รวมปราณได้ไม่นานกระทั่งอสูรูเาบางตัวยังรับมือแทบไม่ได้ แล้วทะเลต้องห้ามที่กลืนผู้คนมานับไม่ถ้วนข้าจะเข้าไปจริงหรือ?
ลมทะเลพัดมาพอดีทำให้ประตูไม้เก่าโยกไปมาก เสียงนั้นทำให้บรรยากาศน่าอึดอัด
“ในนั้นมีสิ่งใด?”
หญิงชราตอบว่า
“ทะเลแห่งนั้นคร่าชีวิตผู้คนมานักต่อนักชาวประมงยังไม่กล้าเข้าใกล้ ท่านเซียน หรือท่านจะเข้าไป?”
หวังอี้เงียบไปพักใหญ่เขานึกถึงห้องหนังสือเล็กๆของท่านปู่ นึกถึงคืนหนาวที่อีกฝ่ายจุดตะเกียงอ่านตำราให้ฟังนึกถึงความรู้สึกว่างเปล่าของการไม่มีครอบครัว ก่อนสายตาจะค่อยๆมองไปยังทะเลนอกหน้าต่าง
คลื่นยังซัดเข้าฝั่งไม่หยุดราวกับกำลังเรียกหาใครบางคนที่หายไป หวังอี้ถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะมองทุกคน
“ข้าไม่รับปากว่าจะช่วยเขากลับมาได้”
“แต่ข้าจะลองไปดู”
ิญญาหญิงสาวน้ำตาไหลอาบแก้มกระบี่เซียนเรืองแสงอ่อนๆตอบสนองต่อคำพูดหวังอี้
.
วันรุ่งขึ้นชายชราเป็คนนำเงินถุงหนึ่งให้หวังอี้จ้างเรือไปส่งและซื้อเรือเล็กไปต่อเองเขามองหวังอี้ด้วยแววตามีความหวังหวังอี้รับเงินถุงเก่าๆนั้นมาด้วยแววตาไม่มั่นใจตัวเอง
เมื่อเรือใหญ่ออกทะเลไปส่งพวกลูกเรือก็อดไม่ได้ที่จะพูดถึงดินแดนหมอกนั้น บ้างว่ามีปีศาจด้านในบ้างว่ามีเกาะเซียน บ้างว่ามีสมบัติ เพราะทุกคนไม่เคยมีใครเข้าไปแล้วกลับออกมาได้จึงจินตนาการกันไปเรื่อย
แล่นเรือสักพักก็มาถึงมันเป็หมอกหนาปคลุมตรงหน้าจริงๆ หวังอี้สังเกตุเห็นลูกเรือทุกคนมองด้วยความกลัว
ทะเลบริเวณตรงนั้นเงียบผิดปกติไม่มีเสียงนกทะเล ไม่มีแม้แต่คลื่นกระทบเรือ มีเพียงหมอกสีเทาที่ปกคลุมผืนน้ำสุดสายตาราวกับกำแพงของอีกโลกหนึ่ง
แล้วนายเรือก็เอาเรือลำเล็กหย่อนลงไปและพูดว่า
“มั่นใจแล้วหรือเ้าหนู?”
หวังอี้ะโลงไปแล้วใช้ปราณค่อยๆลอยลงไปเหยียบเรือลำเล็กช้าๆลูกเรือหลายคนเบิกตากว้าง
“เขาควบคุมลมปราณได้!”
“เด็กนี่เป็ผู้ฝึกตนจริงๆ!”
นายเรือะโถามอีกครั้งแต่หวังอี้คำนับขอบคุณ เรือใหญ่จึงหันหัวเรือแล่นห่างออกไป
เรือไม้เล็กๆของหวังอี้ถูกดึงดูดเข้าในหมอกช้าๆเสียงเรือ,ผู้คน,ทุกสิ่งก็ถูกหมอกกลืนหายจนหมด
เข้าไปสักพักเรือก็หยุดนิ่งราวกับใต้ท้องเรือติดอะไรอยู่
“นายท่านใส่พลังปราณลงในกระบี่”
หวังอี้ลังเลใจระหว่างปราณอัคคีกับปราณวารีข้าจะเอาพลังปราณใดใส่ลงในกระบี่ดี?
ปราณอัคคีมีพลังทำลายล้างสูงรุนแรง และทรงพลัง ไม่ว่ามีสิ่งใดอยู่ในหมอกนี้ เมื่อปะทะกระบี่เซียนปราณอัคคีของข้านั่นย่อมหมายถึงการห้ำหั่นกัน
หวังอี้มองทะเลรอบๆ
เพลิงรุนแรงแต่ดับมอดได้ง่าย ทว่าสายน้ำ แม้อ่อนโยน กลับไม่มีวันหยุดไหล
น้ำมิได้แย่งชิงกับผู้ใดแต่สุดท้ายกลับไหลผ่านทุกสรรพสิ่งใต้หล้า
หวังอี้ปล่อยปราณวารีลงในกระบี่เซียนจนมีสีฟ้าอ่อนและมีละอองน้ำรอบกระบี่แล้วเขาก็ะโเสียงดัง
“ข้าแค่มาตามหาคนไม่มีจุดประสงค์อื่นใด!”
เงียบ...ไม่มีสิ่งใดตอบมาแต่ก็ไม่มีสิ่งใดพุ่งเข้ามาทำร้ายเขา
หวังอี้เปิดรากปัญญารับปราณพลังธรรมชาติให้ไหลผ่าตนเอง
“นี่...นี่มัน!”
ครึ่กครึ่ก
เรือโบราณลำใหญ่โตค่อยๆเคลื่อนตัวมาที่หวังอี้เรือลำนี้ราวกับจมอยาใต้ทะเลมายาวนานเพราะเสากระโดงและตัวเรือมีปะการัง ตะไคร่ สาหร่ายเปลืออกหอยติดเต็มไปหมด กลิ่นเหมือนคาวตลบอบอวน
เรือแล่นมาหยุดตรงหน้าหวังอี้แต่ข้างบนนั้นไม่มีสิ่งใดเลย แม้แต่ิญญาสักดวงก็ไม่มี!
แต่กลับมาเชือกเก่าๆโรยลงมา
“จะให้ข้าขึ้นไปรึ?”
ไม่มีเสียงตอบหวังอี้ครุ่นคิด เขาเอาไม้พายจุ่มรอบๆเรือตัวเองดู มันก็ไม่มีอะไรติดด้านล่างแต่เรือไม่ขยับ หากข้าอยู่ต่อก็ไปไหนไม่ได้ ต้องติดอยู่ที่นี่จนตายเป็แน่
แม้เ้าเรือเก่านี้จะเต็มไปด้วยความน่าสงสัยแต่มันก็เป็เพียงโอกาสเดียวที่พาข้าไปจากที่นี่ได้
หวังอี้ไม่รีบตัดสินใจเขานั่งลงหยิบตำราเต๋าเล่มโปรดมาอ่าน ไม่รู้บังเอิญหรืออย่างไร พลิกมั่วๆมาหน้าแรกก็เจอคำสอนตรงกับสถานการณืนี้เลย
“สายน้ำไม่เลือกทางที่ปลอดภัยแต่มันไหลไปในทางที่ต้องไป”
หวังอี้ยิ้มบางๆและพูดว่า
“ท่านกำลังสอนข้าว่าผู้ฝึกตนมิใช่ผู้เลือกหลบภัยแต่คือผู้ยอมไหลไปกับชะตาสินะ”
เขาเงยหน้ามองเรือใหญ่มันยังคงนิ่งรอคอยเขา
หวังอี้สูดลมหายใจเข้าลึกๆเอากระบี่สะพายหลังแล้วไต่เชือกปีนขึ้นไปบนเรือ...