“โรงเรียนมัธยมปลายอันดับเก้า?”
เซียวเจิ้งกล่าวออกมาด้วยความตกตะลึงบนโต๊ะอาหาร
“โรงเรียนมัธยมปลายเกรดต่ำที่มีอาจารย์อยู่แค่ไม่กี่คนนั่นน่ะเหรอ?”
ถังิกระแอมไอออกมาสองที แล้วกล่าวแย้งอย่างกระอักกระอ่วน
“ฉันได้เรียนก็ดีแค่ไหนแล้ว โรงเรียนมัธยมปลายอันดับเก้าก็มีชื่อเสียงไม่เลว นายคิดว่าฉันไม่ได้สอบเข้าเรียนในหลักสูตรที่ 2 หรือไงกัน?”
“แค่จ่ายค่าเทอมก็เรียนจบแล้ว นายยังกล้าบอกว่ามันไม่เลวอีกเหรอ?” เซียวเจิ้งกล่าวอย่างโอหัง
“เฮ้อ พอคิดว่านักเรียนหัวกะทิที่มาจากโรงเรียนมัธยมปลายอันดับหนึ่งของเมืองิจูอย่างฉัน ต้องมาทำงานร่วมกับนักเรียนหัวอ่อนจากโรงเรียนอันดับเก้าที่น่าอับอายอย่างนาย ฉันก็รู้สึกท้อใจขึ้นมาแล้ว อย่ามาห้ามฉันนะ ฉันว่าจะกินข้าวเข้าไปสัก 10 ชาม เผื่อจะรู้สึกดีขึ้นมาบ้าง”
ถังิหัวเราะ แล้วพูดออกมาว่า “ลุงนายสิ ถึงนายจะเข้าเรียนในโรงเรียนมัธยมปลายอันดับหนึ่ง แต่นายก็ไม่ได้สอบเข้ามหาวิทยาลัยอยู่ดีนี่?”
“นั่นเป็เพราะฉันคิดว่ามหาวิทยาลัยสอนอะไรฉันไม่ได้ต่างหาก ฉันก็เลยไม่ได้สอบเข้า ไม่เหมือนนายหรอก แค่เข้าเรียนในหลักสูตรที่ 2 ก็ลำพองใจซะแล้ว ไม่รู้ว่าไปเอาความมั่นใจมาจากไหน”
เซียวเจิ้งส่ายหัวด้วยท่าทีดูถูก “ทั้งวิสัยทัศน์ ทั้งความกระตือรือร้นแบบนี้ ชั่วชีวิตนี้นายไม่ต้องคิดถึงความสำเร็จหรอก อยู่กินและรอวันตายไปในแผนกรักษาความปลอดภัยเถอะ”
สองคนนี้มีรสนิยมและนิสัยไปในทิศทางเดียวกัน ถึงจะรู้จักกันได้ไม่นาน แต่ก็สามารถนำเื่พวกนี้มาล้อเล่นโดยที่ไม่กลายเป็เื่ใหญ่ได้
เ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยคนหนึ่งกล่าวขัดจังหวะขึ้นมาว่า “พี่เจิ้งมาจากโรงเรียนมัธยมปลายอันดับหนึ่งจริง ๆ เหรอ? ฉันได้ยินมาว่าคนที่เข้าเรียนในโรงเรียนนั้นได้จะต้องเรียนเก่งมาก แถมค่าใช้จ่ายเริ่มต้นก็ปาไปตั้ง 100,000 หยวนแล้ว มีนักเรียนแค่ไม่กี่คนเท่านั้นแหละที่จะกล้าเข้าไป”
“ทำไมถึงไม่กล้าล่ะ?”
เ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยอีกคนหนึ่งเอ่ยถามด้วยความสงสัย
“นี่ไม่ใช่เื่ธรรมดาหรอกเหรอ?” เซียวเจิ้งจุดบุหรี่ขึ้นมาสูบ แล้วอธิบายให้ฟังอย่างช้า ๆ
“นายก็ลองให้ถังิไปเรียนที่นั่นดูสิ เขาจะเรียนตามทันบทเรียนและคุยกับอัจฉริยะอย่างพวกเรารู้เื่ไหม? ต้องฟังบทเรียนยาก ๆ ในชั้นเรียนทุกวัน นายคิดว่าใครจะหน้าด้านหน้าทนขนาดนั้น?”
บรรดาเ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยพากันหัวเราะออกมา แต่ถังิกล่าวด้วยสีหน้าแข็งทื่อ
“อาเจิ้ง ถึงยังไงฉันก็เป็หัวหน้าของนายนะ ถ้านายยังแกล้งฉันอีก ฉันจะตั้งตัวเป็ศัตรูกับนายแล้วนะเฟ้ย”
“ดูสาว ๆ สิ!”
เซียวเจิ้งหัวเราะลั่น จากนั้นเช็ดคราบน้ำมันบนมุมปาก แล้วมองลงไปยังวิวทิวทัศน์ที่งดงามด้านล่าง
โรงอาหารของซินอ้าวตั้งอยู่บนชั้นที่ 80 เนื่องจากมีพนักงานเป็จำนวนมาก และมีผู้คนมากมายมารวมตัวกันในเวลาพักทานอาหาร บริษัทจึงต้องสร้างโรงอาหาร 2 ชั้นขึ้นมาอย่างไม่มีทางเลือก รูปแบบของโรงอาหารนั้นคล้ายกับห้องดูเพล็กซ์ ซึ่งเป็ที่นิยมในท้องตลาด ทำให้ไม่ส่งผลกระทบต่อเื่แสงสว่าง และยังสามารถรองรับพนักงานที่มาทานอาหารได้มากขึ้น
เป็เพราะเื่เพศสภาพของแผนกรักษาความปลอดภัย แผนกนี้ถูกจัดให้อยู่ในบริเวณมุมของชั้น 2 ซึ่งถัดจากนั้นคือห้องอาหารส่วนตัวสำหรับแขก VIP
โดยพื้นฐานแล้วพวกเขาถูกจัดให้แยกออกมาจากพนักงานหญิง แต่เป็เพราะพื้นที่นี้อยู่ในบริเวณที่เอื้ออำนวย พวกเขาจึงสามารถมองเห็นวิวทิวทัศน์ที่งดงามด้านล่างได้อย่างเต็มตา
ไม่ว่าจะเป็ผู้หญิงสไตล์เซ็กซี่ มีเสน่ห์ อ่อนเยาว์ หรือน่ารัก ในบรรดาเพื่อนร่วมงานหญิงนับพันคนของซินอ้าวจะต้องมีคนแบบที่คุณถูกใจอยู่อย่างแน่นอน เ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยผู้มีจิตใจอ่อนแอ ต้องมาเผชิญหน้ากับสาว ๆ หลากหลายสไตล์ในเวลาพักทานอาหารเป็ประจำทุกวัน โดยเฉพาะในหน้าร้อนที่มีดวงอาทิตย์สาดแสงแรงกล้าแบบนี้ มันก็ยากที่จะระงับความโกรธเอาไว้ได้
แต่นั่นไม่ใช่สำหรับเซียวเจิ้งที่ยังคงเป็มือใหม่ เขากำลังมองวิวที่สวยงามด้านล่างด้วยความเพลิดเพลินใจ ส่วนเ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยคนอื่นที่อยู่รอบ ๆ กลับดื่มด่ำอยู่กับมื้ออาหาร มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่หันมาสนใจ ไม่รู้เหมือนกันว่าพวกเขาเบื่อหน่าย หรือกลัวว่าจะอารมณ์เสีย
หลังจากที่เพลิดเพลินไปกับวิวสวย ๆ ของโรงอาหาร เซียวเจิ้งก็รู้สึกว่ากฏระเบียบการตัดอัณฑะของซินอ้าวนั้นสมเหตุสมผลมาก ไม่ต้องพูดถึงเซียวเจิ้งที่มีความกล้าหาญภายในใจ แม้แต่เ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่ไม่เคยมีความกล้าหาญ เมื่อมาอยู่ในสภาพแวดล้อมแบบนี้นาน ๆ หากไม่มีกฏระเบียบมาบังคับ ความกล้าหาญในเื่ทางเพศก็อาจจะถูกหล่อหลอมขึ้นมาอย่างช้า ๆ
แน่นอนว่าพนักงานหญิงในซินอ้าวนั้นมีสาวสวยที่โดดเด่นสะดุดตาอยู่มากมาย แต่เมื่อมีผู้หญิงนับพันคนมารวมตัวกัน ก็ต้องมีทั้งคนที่ดีและไม่ดีปะปนกันไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
เมื่อตัดสินจากมาตรฐานความงามที่ค่อนข้างเข้มงวดของเซียวเจิ้ง พนักงานหญิงนับพันคนเหล่านี้ก็ถูกคัดออกไปทีละคนด้วยปัจจัยต่าง ๆ อย่างคนที่มีอายุมาก รูปร่างไม่ดีเพราะการคลอดลูก ผิวพรรณหยาบกร้าน ไม่ใส่ใจดูแลตัวเอง ทำให้คนที่ผ่านเข้าตาพี่เจิ้งได้มีอยู่ไม่ถึง 50 คน
และยิ่งถ้าตัดสินกันอย่างโเี้ โดยวัดจากความหลงใหลในสาวบริสุทธิ์ของพี่เจิ้งด้วยแล้ว ผู้ชนะในรอบสุดท้ายคงจะเหลือไม่ถึง 10 คน
“เฮ้อ มีน้อยเกินไปแล้ว” เซียวเจิ้งสูบบุหรี่ด้วยสีหน้าหดหู่
เ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่ได้ยินคำพูดของเซียวเจิ้งต่างพากันส่งสายตาเหยียดหยาม นี่ยังเรียกว่าน้อยอยู่อีกเหรอ? พนักงานหญิงในซินอ้าวมีเยอะจนจัดตั้งกองกำลังได้อยู่แล้ว เ้าหมอนี่พูดจาเหลวไหลซะจริง!
ในระหว่างที่กำลังพูดคุยเื่ไร้สาระกันอยู่ สาวสวย 7 – 8 คนในชุดทำงานก็ก้าวเข้ามาในโรงอาหารด้วยฝีเท้าที่รวดเร็วและหนักแน่น สีหน้าของพวกเธอดูเ็าเป็อย่างมาก คนที่เดินนำหน้ามาคือหลินฮั่วอิน บอสใหญ่ของซินอ้าวที่เซ็นสัญญาไร้สาระกับเซียวเจิ้ง พี่หงที่เคยพบกันก็เดินตามหลังหลินฮั่วอินมาติด ๆ ถัดจากนั้นคือกลุ่มผู้บริหารของบริษัท สีหน้าของผู้หญิงทุกคนดูแตกต่างกันออกไป บางคนตัวสั่นเทิ้ม บางคนดูกังวล บางคนก็ดูสิ้นหวัง
ไม่ว่าพวกเธอจะเดินไปทางไหน พนักงานที่อยู่รอบ ๆ ต่างก็รูดซิปปาก ไม่กล้าพูดอะไรออกมา นอกจากนี้ยังมีความหวาดกลัวและความยำเกรงอยู่ในแววตา ราวกับหลินฮั่วอินคือเสือกินคนที่สามารถพรากชีวิตของทุกคนไปได้ทุกเมื่อ
นอกจากหลินฮั่วอิน สาว ๆ 7 – 8 คนเหล่านี้ รวมไปถึงพี่หง ต่างก็ถือเอกสารเข้าไปในโรงอาหารด้วย เห็นได้ชัดว่าคงจะไม่ได้ทานอาหารมื้อนี้ด้วยความสบายใจนัก
พวกเธอเดินผ่านไปราวกับพายุอันรุนแรง และขึ้นไปบนชั้น 2 อย่างรวดเร็ว ในขณะที่หลินฮั่วอินเดินเลี้ยวเข้าไปในห้องอาหารส่วนตัว หางตาของเธอก็เหลือบมองเซียวเจิ้งที่ทำตัวเอ้อระเหยลอยชาย อารมณ์ที่คุกรุ่นอยู่แล้วก็ยิ่งทวีคูณขึ้น เธอพ่นลมหายใจออกมาทางจมูก และเปิดประตูเดินเข้าห้องไปทันที
“ไปกินดินปืนมาหรือไง? ใครทำให้เธอโกรธล่ะนั่น?”
เซียวเจิ้งผลักถังิด้วยสีหน้าเฉื่อยชา
“เฮ้อ ถ้าได้แต่งงานกับเธอ ถึงจะอายุสั้นลง 10 ปีก็คุ้ม”
ถังิตบต้นขาของตัวเองฉาดใหญ่แล้วกล่าวออกมา อันที่จริงเขาไม่ได้ฟังคำถามของเซียวเจิ้งเลย
“ชีวิตของนายมันไร้ค่าขนาดนั้นเลยเหรอ?” เซียวเจิ้งหัวเราะไม่ออกร้องไห้ไม่ได้
“งั้นที่พี่เจิ้งสะเพร่าไปคำนับฟ้าดินกับเธอ ก็ต้องอายุสั้นลง 10 ปีเลยน่ะสิ? แบบนั้นฉันไม่ยอมด้วยหรอก”
ถังิเช็ดน้ำลายบนมุมปาก เขาจุดบุหรี่ด้วยแววตาลึกล้ำ แล้วกลอกตามองเซียวเจิ้ง
“นายคงไม่ได้พูดถึงเธออยู่ใช่ไหม? เธอคือประธานหลิน บอสใหญ่ของซินอ้าวเชียวนะ”
เซียวเจิ้งเพียงคลี่ยิ้มเล็กน้อย และตั้งใจฟัง
“ดูท่าทางวันนี้คงจะมีผู้บริหารระดับสูงสักคนโดนไล่ออก” ถังิพ่นควันบุหรี่ออกมา แล้วกล่าวพึมพำ
“ไม่รู้ว่าเป็เพราะเื่หนี้หรือเปล่า”
“ไร้ความปรานีจริง ๆ” เซียวเจิ้งหรี่ตาลง แล้วหัวเราะออกมา
“ฉันบอกแล้วไงว่าบอสใหญ่เป็คนที่น่ากลัวยิ่งกว่าหัวหน้าไป๋ นายดูผู้หญิงที่อยู่ข้างล่างนั่นสิ แต่ละคนดูหวาดกลัวอย่างกับหนูเจอแมว ทำท่าอย่างกับเด็กประถมที่ทำความผิดและถูกเรียกเข้าไปในห้องปกครอง” ถังิพูดพลางใส่อารมณ์ไปด้วย
“แต่บอสใหญ่ของพวกเราคือผู้หญิงที่ต้องควบคุมบริษัทที่ใหญ่โตขนาดนี้ ถ้าเธอไม่โเี้สักหน่อย ลูกน้องจะเชื่อฟังเธอได้ยังไง? เื่ที่ทวงหนี้ไม่ได้ในคราวนี้ ฉันได้ยินมาว่ามีคนทรยศในหมู่ผู้บริหารด้วย สงสัยจะคิดว่าบอสของพวกเราเป็ผู้หญิงที่รังแกได้ง่าย ๆ ละมั้ง หึ ๆ ดูจากท่าทีของบอสในคราวนี้ ฉันว่าจะต้องมีคนเดือดร้อนไม่น้อยแน่”
เซียวเจิ้งแอบพยักหน้า เขาเห็นด้วยกับคำอธิบายของถังิ ไม่ว่าจะเป็ผู้หญิงหรือผู้ชาย เมื่อมีตำแหน่งอยู่ในมือ แต่ไม่รู้จักใช้ไม้แข็งก็อาจจะควบคุมลูกน้องไม่ได้ แต่เมื่อถังิพูดแบบนี้ออกมา เซียวเจิ้งก็กล่าวติดตลกอย่างอดไม่ได้ว่า
“ทำไมนายถึงรู้จักบอสใหญ่ของพวกเราดีขนาดนี้ล่ะ?”
“ฉันบอกนายไปแล้วไม่ใช่เหรอ? น้าของฉันคือผู้จัดการของแผนกบุคคล เธอคือผู้าุโที่ฝ่าฟันต่อสู้ร่วมกับบอสใหญ่ ตอนอยู่ที่บ้าน น้าของฉันเอาแต่ชื่นชมบอสใหญ่ไม่ขาดปากเลย” ถังิหัวเราะออกมา
“แถมเธอยังบอกฉันด้วยว่า ผู้ชายที่สามารถควบคุมบอสใหญ่ได้ในอนาคต จะต้องเป็ผู้ชายที่เปรียบเสมือนพระเ้า”
เมื่อเซียวเจิ้งได้ยินคำพูดนี้ จู่ ๆ เขาก็ลุกขึ้นมาสางผมที่ยุ่งเหยิงไม่เป็ทรง จากนั้นกล่าวด้วยความจริงจังว่า
“หลังจากกลับไป ฝากเอาคำพูดนี้ไปบอกน้าของนายที”
“อะไร?” ถังิเอ่ยถาม
“ขอบคุณสำหรับคำชม” เซียวเจิ้งกล่าวอย่างภาคภูมิใจ
“.........”