“เมื่อครู่เห็นเจ้ามีคำถามมากมายทีเดียว คงยังไม่คุ้นกับศาสตร์แขนงนี้สินะ ตำราเล่มนี้ข้าเคยผ่านตามาบ้าง มามะ มาให้สามีช่วยอธิบายให้ฟังดีกว่า”
น้ำเสียงทุ้มกระตือรือร้นยิ่ง กอดนางไว้ไม่พอซ้ำยังเอาคางมาเกยไหล่ กักตัวนางไว้ไม่ให้ลุกหนีไปไหนได้ ฝูมี่อิงจึงได้แต่นั่งหน้าแดงอย่างกระอักกระอ่วนอยู่บนตักแกร่ง
“เมื่อครู่เจ้าถามว่าไยจึงเรียกน้ำพิสุทธิ์ เรื่องนี้สามีทราบดี ที่เรียกว่าน้ำพิสุทธิ์เพราะมันมีสี…”
“ข้าไม่ได้อยากรู้สักหน่อย” นางโพล่งขึ้น
แม้จะไม่ใช่สตรีที่ไม่ประสีประสาเรื่องชายหญิงอีกต่อไป แต่ให้มานั่งพูดคุยเรื่องน่าอายเช่นนี้ สำหรับคนขี้อายอย่างนางย่อมรู้สึกยากจะรับฟังอยู่บ้าง
คนตัวโตเลิกคิ้ว “อ้อ สิ่งนี้อิงอิงเคยสัมผัสมาแล้ว เช่นนั้นข้ามไปดูกระบวนท่าที่พวกเรายังไม่เคยทำดีกว่าเนอะ”
ว่าแล้วก็พลิกไปอีกสองสามหน้า
“ภมรชมบุปผา เคยแล้ว นารีขี่ม้า เคยแล้ว บุรุษควบอาชา ท่านี้ก็เคยแล้ว อืม…”
ฝูมี่อิงได้แต่ฟังเขาเอ่ยเสียงทุ้ม คล้ายตั้งใจคล้ายไม่ตั้งใจหยอกเย้าให้หัวใจนางเต้นกระหน่ำ เลือดสูบฉีดขึ้นหน้า กระทั่งมองเห็นภาพพวกเขาสองสามีภรรยาซ้อนทับภาพเขียนลายเส้นบนกระดาษ นางสะดุ้งน้อยๆ เมื่อรู้ตัวว่าถูกคนขี้แกล้งล่อลวงอีกหน จึงพยายามไม่นึกถึงความทรงจำเหล่านั้นอีก
“ไม่มีท่าที่ยังไม่เคยเลยหรือ โอ๊ะ เจอแล้ว” นัยน์ตาสีสนิมเหล็กพลันวาววับ
“นางแอ่นพลิกกาย”
...
(จบสปอย ไว้ไปเจอกันในอีบุ๊คนาจา)