บทที่ ๖
น้ำมากมายทะลักเข้ามาไม่ขาดสาย ตอนนี้หวังจวินได้แต่นั่งนิ่งไม่อาจทันขยับตัว แต่ก็ไม่เป็ไรเพราะหวังเจี้ยนได้ทะยานมาถึงปากทางเข้าโดยเร็ว เขาตัดสินใจซัดฝ่ามือหนึ่งไปยัง้าของปากทางเข้าทันที
“ตูม!! ”
เสียงฝ่ามือดังสนั่น หินมากมายหลายตันก็ร่วงหล่นลงปิดบังทางเข้าที่เด็กหนุ่มเข้ามาทันที หวังเจี้ยนเมื่อเสร็จงานก็ค่อยๆ หันหลังกลับมา พลางกล่าวถามว่า
“เ้านี้ยังใช้ไม่ได้ เหตุการณ์เช่นนี้เ้าควรตั้งพร้อมอยู่เสมอ ไม่ใช่แค่อยู่นิ่งตะลึงงัน หากวันนี้ไม่มีข้าอยู่เ้าคงกลายเป็สาหร่ายใต้สุสานแห่งนี้ไปเสียแล้ว” น้ำเสียงของหวังเจี้ยนนั้นผิดหวังเล็กน้อย ทำเอาเด็กหนุ่มนั่งนิ่งน้ำท่วมปาก
“เอาเถอะ เ้าถามข้าว่าเหตุใดอิ้งเจิ้งถึงเป็เช่นนั้นใช่หรือไม่ มันก็เพราะว่า” หวังเจี้ยนกล่าวพลันเดินมานั่งที่เดิมของตน แต่แววตาของเขายังทอดออกไปไกล
“หลังจากที่ข้าลงมือสังหารสหายรัก ข้าแพร่ข่าวลือว่า อิ้งเจิ้งสังหารขุนนางฝ่ายบุ๋นนับพันคน โดยฝังทั้งเป็อย่างโเี้ ที่ทำเช่นนี้เพื่อปกปิดร่องรอยการต่อสู้ของพวกเรา ซึ่งมีบัณฑิตมากมายต้องตกตายไป และข้าก็สวมรอยปลอมตัวเป็อิ้งเจิ้งอีกหลายปี...ด้วยเหตุนี้ข้าจึงต้องจำจากเสี้ยวเจียวมา ทิ้งนางไว้เื้ั แม้กลับไปก็ไม่อาจพบตัวนางเสียแล้วนางได้หายสาบสูญไป!”
“แล้วท่านไม่ได้ออกติดตามนางหรือ” หวังจวินถามโดยเร็วแววตาเสียใจกลับคู่รักที่พลัดพรากอย่างลึกซึ้ง
“ติดตามข้านั้นจักทำแน่ เพียงแต่ไม่ว่าผ่านไปนานเท่าไรก็มิอาจพบร่องลอย ส่วนเื่ของอิ้งเจิ้ง ข้าสืบจนรู้แน่ชัดว่าที่เขาเป็เช่นนี้ก็เพราะครั้งที่ยาะเดินทางมาถึง หลี่ซื่อผู้ศึกษายาะมาเนิ่นนานมันได้คิดหักหลัง!” น้ำเสียงหวังเจี้ยนตอนนี้พลันเดือดพล่านเคียดแค้นยิ่ง หวังจวินได้ยินดังนั้นแม้ใก็จักเก็บกดอาการของตนไว้ได้ดี
“มันรู้ว่าตัวยาประกอบด้วยส่วนของหยินและหยาง แน่นอนว่าตัวยามีสองตัว แต่มันกลับเล่นเล่ห์อุบายหลอกอิ้งเจิ้งให้กินเพียงยาด้านหยางเท่านั้น ด้วยยาด้านหยางเพียงส่วนเดียวอิ้งเจิ้งจึงถูกมารเข้าแทรก ส่วนตัวมันก็สร้างข่าวลวงว่าตนเองตายแล้วหลบหนีไป ข้าติดตามไปจนถึงแค้วนฉู่ เมื่อเข้าไปพบก็ปรากฏว่ามันนั้นกำลังทำตัวยาหยางขึ้นมาใหม่ โดยอาศัยตัวยาหยินที่มีอยู่สร้างขึ้นมา ความจริงมันทำสำเร็จแต่ข้าชิงขโมยออกมาก่อน มันเคียดแค้นข้ามากจึงเดินทางปลุกระดมคนแคว้นฉู่มาฏ ส่วนตัวข้าเมื่อต้องตัวยาก็จักนิทรามาจนเมื่อสี่ร้อยปีก่อนถึงตื่นขึ้นได้ ที่นี่ก็คือที่ๆ ข้าซ่อนตัวอยู่ เมื่อครั้งก่อนนั้นแหละ”
“แล้วข่าวพระสนม และขุมทรัพย์เป็เช่นใดท่านผู้เฒ่า” หวังจวินเมื่อฟังมาก็สงสัยจึงถามโดยเร็ว
“เื่นั้นจริงเป็เื่จริง อิ้งเจิ้งหลังจากที่ถูกมารครอบงำก็พลั้งสังหารพระสนม อิ้งเจิ้งเสียใจจึงสืบจนรู้ความจริงเื้ั แต่เมื่อตนเองอยู่ภายใต้เงื้อมมือมารร้าย ก็ไม่อาจทำการล้างแค้นได้ เขาจึงวางอุบาย อุบายที่ให้ตัวข้าเป็ผู้กระทำการแทนตน อันที่จริงที่ข้าสังหารอิ้งเจิ้งได้เพราะตัวเขาเองใช้พลังไม่ถึงสี่ส่วน เมื่อเสร็จศึกข้านั้นสงสัยว่าเหตุใดอิ้งเจิ้งจึงพ่ายข้าโดยง่าย ข้าจึงสวมรอยอิ้งเจิ้งเขามาสืบข่าวในราชสำนัก ซึ่งดูเหมือนว่าอิ้งเจิ้งได้ทำการคาดการณ์ไว้แล้ว เมื่อข้าเข้าไปห้องหมากกระดานอันเป็ที่ ๆ เราชอบคุยกันในช่องลับที่ข้าและอิ้งเจิ้งรู้กันเพียงสองก็ได้พบว่ามีจดหมาย” หวังเจี้ยนเล่าไปแววตาก็อ่อนโยนเมื่อเนื้อหาที่เล่าสื่อได้ว่าสหายรักที่ทำไปเพราะมีเหตุผล
“จดหมาย” หวังจวินทวนคำ
“ใช่ ในจดหมายบอกเล่าถึงความจริงที่เกิดขึ้นที่เกี่ยวข้องกับการหักหลังของหลี่ซื่อ อีกทั้งยังรับสั่งให้ข้าจัดสร้างสุสานลับนี้โดยมิให้ใครรู้ แต่ดูเหมือนว่าหลี่ซื่อมันรู้ถึงแผนการจึงได้นำข่าวเคล็ดวิชาของอิ้งเจิ้งไปป่าวประกาศ มันคงจะอาศัยคนทั้งแผ่นดินช่วยตามหา” หวังเจี้ยนบอกเล่า แววตาจับจ้องเด็กหนุ่ม
“ตาเฒ่า แต่ข้านั้นมาที่นี่ด้วยแผนที่ผืนหนึ่ง เหตุใดหากเป็ความลับจักมีแผนที่นำทางได้” คำถามนี้แม้เป็คำถามธรรมดาตามหลักเหตุผล ก็ทำเอาหวังเจี้ยนซึมไป
“เสี้ยวเจียวไงละ ข้าถึงอย่างไรก็ไม่อาจตัดใจจากนางได้ จึงสร้างแผนที่ขึ้นมา และส่งมันไปยังบ้านเกิดของข้า เพียงหวังว่าสักวันหนึ่งนางอาจสืบจนรู้เื่ราวและออกตามหาข้าพบ แต่นี้กลับผ่านมาถึงแปดร้อยปีเสียแล้ว ข้า…” ไม่ทันจบตาเฒ่าก็ก้มหน้าต่ำ เขาไม่อยากให้เด็กหนุ่มเห็นน้ำตาของตน แต่การกระทำเช่นนั้นก็ทำให้หวังจวินอดสงสารยอดคนเ้าน้ำตาผู้นี้ไม่ได้
“ข้าเข้าใจ แล้วท่านเหตุใดท่านถึงไม่ออกไปโลดแล่นภายนอกเล่า ทำไมถึงอยู่เก็บตัวมานาน” หวังจวินคราวนี้คำถามชี้นำไปทางอื่นอันไม่เป็การเกี่ยวข้องกับเื่ราวเศร้าๆ ของตาเฒ่า
“ข้าออกไปไม่ได้ ธาตุหยินในตัวของข้าจำเป็ต้องอาศัยธาตุหยางของอิ้งเจิ้งที่อยู่ในศพภายในสุสานแห่งนี้” หวังเจี้ยนกล่าวพลางมองหน้าเด็กหนุ่ม
“ข้าเข้าใจแล้ว” ดูเหมือนว่าหวังจวินจะไม่ได้แปลกใจอะไรคงเพราะเขาเป็เด็กฉลาด และตาเฒ่าเองเมื่อเห็นดังนั้นก็กล่าวตัดบทขึ้นมาว่า
“ตามข้ามาสิข้าจะพาเ้าเชิญชม ยังไงฝีมือของเ้าเองก็ไม่อาจออกไปจากที่นี่ได้” พูดจบหวังเจี้ยนก็ลุกขึ้นเดินนำไป หวังจวินได้ยินดังนั้นก็พลันเดินตาม
ทั่วบริเวณของห้องนั้นเป็หินชื้นโดยส่วนมาก แต่ตรงห้องโถงที่นั่งคุยกันนั้นมีทองคำมากมายกองอยู่เป็หย่อมๆ เมื่อเข้ามาอีกห้องหนึ่งก็ปรากฏลานโล่งกว้างขวางเพียงพอที่จะเป็ที่หลบซ่อนของกองทัพได้หนึ่งกอง หวังเจี้ยนบอกว่านี้คือที่ฝึกวิชาของตน แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ไม่น่าแปลกใจเท่าอีกห้องหนึ่งซึ่งหวังจวินได้เข้ามาแล้ว
“ที่นี่คือศพของอิ้งเจิ้ง และจี้หลัน เ้าคารวะสิ” ตาเฒ่ากล่าวเนิบๆ แต่กลับหันหลังไม่กล้ามองไปยังโรงพระศพ หวังจวินเองก็ไม่ได้สนใจอะไร เขาเพียงแต่ก้มกราบสามครั้งเพื่อเป็การคารวะ
“เ้าคงมาเพราะเคล็ดวิชาของอิ้งเจิ้งใช่หรือไม่” น้ำเสียงตาเฒ่ากล่าวถามอีกต่อหนึ่ง
“ใช่ข้ามาเพราะเคล็ดวิชาจริง เพราะข้าจักต้องทำงานใหญ่ในภายหน้า แต่ดูเหมือนว่ามันคงไม่ได้มีตามข่าวลือที่หลี่ซื่อมันเป่าประกาศ” หวังจวินตอบ พร้อมส่ายหน้าเสียใจเล็กน้อย
“หาได้เป็ดังเ้าคิด” เสียงของหวังเจี้ยนตัดความคิดมันขึ้นทันใด
"ท่านว่าอะไรนะ!! " หวังจวินกล่าวถามย้ำเพื่อความแน่ใจของตนเอง
“มันมีอยู่จริง เคล็ดวิชา แต่ผู้ฝึกจักต้องละทิ้งวิทยายุทธของตนที่ฝึกมาตลอดชีวิต เหลือไว้เพียงจุดชีพจรที่มีเพียงลมปราณหมุนเวียน ด้วยเหตุนี้ผู้ฝึกจึงต้องไร้วรยุทธมาก่อน” เสียงตาเฒ่าตอบพลันมองมายังเด็กหนุ่มและกล่าวต่อ
“แต่เ้า ข้ารู้ว่าไร้วรยุทธ มีเพียงลมปราณเท่านั้นจึงไม่ได้มีปัญหา” แต่ครานี้สายตาของเขาจดจ้องยิ่งนัก
“ใช่ ข้าเพียงเพิ่งจะกรุยชีพจรมาไม่นาน อีกทั้งยังแค่ฝึกท่าฝ่ามือธรรมดา ยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงหรือกำหนดลมปราณตนแต่อย่างใด” เด็กน้อยกล่าวตามความจริง สายตาจ้องตอบ
“อาจารย์เ้าคือผู้ใด”
“หยางฟ่งเซียง!” เด็กน้อยตอบห้วนๆ สิ้นเสียงแค่นั้นตาเฒ่าตาเบิกกว้างหวังจวินเองก็สังเกตได้แต่ก็ไม่ได้กล่าวคำใดๆ ส่วนหวังเจี้ยนดวงตากลอกไปมาอย่างใช้ความคิด ไม่นานก็ส่งสายตามาสบตาเด็กหนุ่มอย่างมีประกาย
“ฮ่าๆ ๆ ดีดูเหมือนว่าฟ้าจักไม่ทอดทิ้งข้าเสียแล้ว เ้าหนุ่มจากจักยอมรับข้าเป็อาจารย์ของเ้าหรือไม่!” คำหลังหวังเจี้ยนน้ำเสียงจริงจังรุนแรง หวังจวินเองก็งุนงง แต่ถึงกระนั้นเขาก็รับคำเหมือนเดิม แม้ว่าเขาเองคงยังไม่วางใจ ส่วนหวังเจี้ยนเมื่อหวังจวินรับคำตนก็เดินหมุนหลังกลับมามองไปยังพื้นพสุธาเบื้องล่างกล่าวต่ำๆ ขึ้นมาคล้ายพูดกับตนเอง
“ฟ่งเซียง…”
หลายวันต่อมา
ตลอดเวลาทั้งวันของหวังจวิน เขาอยู่เพียงแต่ในห้องโถง พร่ำอ่านผืนหนังใบเก่าๆ ใบหนึ่งที่ชายแก่นั้นมอบให้ นานๆ ครั้งเขาถึงจะออกไปมาจากห้วงสมาธินั้น แต่ก็ได้เพียงครู่เดียว เขาก็จะกลับไปหมกหมุ่นครุ่นคิดกับผืนหนังใบเก่าใบนั้นต่อ และมันก็เป็เช่นนี้ไปอีกหลายวัน
ส่วนชายแก่ เขาค่อนข้างจะเก็บตัวเป็ส่วนมาก เมื่อเขามอบผืนหนังอันเต็มไปด้วยรูปภาพเส้นชีพจรแปลกๆ ใบหนึ่งแก่หวังจวินเขาก็ไม่ได้เข้ามากล่ำกลายอีก และั้แ่ปากถ้ำหินถล่มลงมาพวกเขาทั้งสองก็ไม่ได้ออกไปข้างนอกอีกด้วย แต่ถึงอย่างไรในห้องหินที่เป็คลังสมบัติในตอนแรกก็ยังมีน้ำซึมออกมาเป็แอ่งเล็กๆ ตลอดเวลา จึงทำให้ทั้งสองพอประทังความหิวได้ ส่วนอาหารนั้นแย่หน่อยเพราะหลายวันมานี้ทั้งสองได้กัดกินเพียงรากไม้ที่ซอนไซลงมาเบื้องล่างนี้เท่านั้น
“ตาเฒ่านั้นไปที่ใดกันหนอ ทิ้งตัวข้าจมปลักกับภาพบ้าๆ พวกนี้เสียได้” เสียงแหบพร่าของเด็กหนุ่มดังเบาๆ คล้ายพึมพำกับตัวเอง เขาตอนนี้นอนแผ่หราไปกับท้องหินเบื้องล่าง มือทั้งสองกางตึงผืนหนังสายตาจดจ้อง ทันใดนั้นเสียงหนึ่งก็แว่นตอบ
“นินทาได้แม้กระทั้งอาจารย์ของเ้า ไม่ทราบว่าข้ารับเ้าเป็ศิษย์ ข้าคิดถูกคิดผิดแน่” สิ้นเสียงหวังเจี้ยน หวังจวินก็ใดันตัวขึ้นหันหน้าไปยังต้นเสียง สายตากลิ้งไปมาพร้อมทั้งยิ้มเหยๆ พร้อมกล่าวแก้ตัวโดยเร็ว
“ท่านอาจารย์โปรดอภัยแก่ข้าเถอะ ที่กล่าวมาล้วนเป็เพราะพิษความหิว ตัวศิษย์หลายวันมานี้กัดกินเพียงรากไม้เท่านั้น อย่าได้โปรดตำหนิเลย” มันตอนนี้คุกเข่าก้มหน้าต่ำสองมือยกสูงแสดงการเคารพ
“ข้าก็ไม่ต่างจากเ้านักหรอก แต่วันนี้ข้าอยากให้เ้าช่วยข้าสักเื่หนึ่ง” เสียงชายแก่กล่าวบอกเนิบๆ
“เื่อะไร” หวังจวินเองก็อยากรู้จึงกล่าวถามด้วยความสงสัยโดยเร็ว
“ข้าอยากให้เ้ามุดลอดช่องอากาศไปหาเสบียงเสียหน่อย ตอนนี้ข้าขยายมันเป็รูได้พอที่เด็กอย่างเ้าจะผ่าน แต่หากข้าขยายมันให้ใหญ่กว่านี้ก็เกรงว่าถ้ำนี้จะถล่ม จึงอยากวานเ้าช่วยเหลือ” ชายแก่พูด
“เอ ข้านึกว่าท่านมีเสบียงในถ้ำนี้เสียอีก แล้วที่ผ่านมาท่านกินอันใดเล่า” หวังจวินกล่าวถามเมื่อได้ฟังคำร้องเพราะเขานึกว่าเื่วานจะเป็เื่ที่สนุกมากกว่าที่สำคัญชายแก่อยู่มานานกว่าแปดร้อยปี จึงนึกว่าอาหารน่าจะมีอยู่ในถ้ำนี้จึงไม่ได้คิดถึงข้อนี้เสีย
“เฮ้อ ข้าก็บอกแล้วไงก็กัดกินรากไม้เช่นเ้านั้นแหละ พออิ่มก็จำศีลเหมือนพวกสัตว์ยืดชีวิตมาจนจวบบัดนี้ มาตามข้ามา” ชายแก่ตอบเสร็จก็หันหลังนำลิ่วไป หวังจวินเห็นดังนั้นก็ลุกขึ้นโดยเร็วสาวเท้าตามอย่างบึ้งตึง
ไม่นานเท่าไรพวกเขาก็มาในสุดของสุสาน ที่แห่งนี้เต็มไปด้วยรูปปั้นทหารมากมายนับร้อยๆ คน ชายแก่กล่าวว่ารูปปั้นพวกนี้สร้างขึ้นมาเพื่อหลอกโจรหากพบสุสาร เพราะพวกโจรจะได้นึกว่าศพฉินอ่องอยู่ท่ามกลางเหล่าทหารพวกนี้ แต่ผ่านมาหลายร้อยปีก็หาได้มีคนมาพบ พูดจบเขาก็หัวเราะชอบใจภาคภูมิกับการออกแบบกลยุทธตัวเอง
และแล้วชายแก่ก็หยุดที่โคนเสาถ้ำต้นหนึ่ง มือชี้ไปยังรูเล็กๆ เบื้องบน หวังจวินเองก็มองตามและเห็นแสงวับๆ แวมๆ อยู่ปลายหลุมจริงๆ แต่คาดคะเนแล้วมันคงสูงมากกว่าสี่สิบก้าวเป็แน่ หวังจวินจึงหันหน้ามากล่าวถามเพื่อความแน่ใจ
“ท่านจะให้ข้าขึ้นไปจริงหรือ มันอันตรายนะท่านอาจารย์” น้ำเสียงของเขาตัดเพ้อหน้าบูดบึ้งเล็กน้อย
“มันเป็หนทางเดียวแล้วละก่อนที่เ้าจะหมดซึ่งเรี่ยวแรงเพราะไร้ซึ่งอาหาร” ชายแก่พูดสายตายังมองไปยังเบื้องบนอยู่
“แต้ข้าไม่มีวิชาตัวเบา” หวังจวินแย้งอีกครั้ง
“ไม่ต้องห่วงข้าจักโยนเ้าขึ้นไปเอง หากเ้าเกาะไต่กำแพงไปเรื่อยๆ ความชันเพียงเท่านี้ครึ่งชั่วยามก็จักถึงปากปล่อง เมื่ออกไปได้เ้าก็ไปซื้อสัตว์ป่าและข้าวสาร ขนใส่ม้ามาและโยนลงมาข้างล่าง เ้าเข้าใจหรือไม่” น้ำเสียงหลังชายแก่ถามพร้อมก้มมามองยังเด็กน้อย
“แต่ข้าไม่มีเงิน…” เขาแย้งต่อครั้งที่สาม สิ้นเสียงชายแก่ก็โยนถุงถุงหนึ่งมายังเด็กน้อย เด็กน้อยก็พลันรับตามสัญชาตญาณ
“ทองนี้นำไปจำนำ จะให้ดีก็เพียงนิดหน่อยอย่าให้เป็ที่สงสัย เ้ามีปัญหาอันใดอีกหรือไม่” หวังจวินก้มมองที่ถุงทองอย่างอึ่งสนิทใจ ความจริงเขาเองมีเงินอยู่ แต่ไม่อยากจะออกไปไหนเพราะยังอยากขบปัญหาในใจที่มีต่อเส้นชีพจร
“เอ่อ ไม่แล้ว” เขาตอบชายแก่เนือยๆ
ได้ยินดังนั้นชายแก่ก็สะบัดมือลมปราณอุ่นๆ ลมปราณสายนั้นก็หอบร่างหวังจวินขึ้นไปโดยเร็วราวปุยนุ่น เด็กหนุ่มร้องหวือขึ้นมาคำหนึ่งก่อนที่จะคว้ามือจับแง่หินเบื้องบนห้อยโหนไปมา
“ท่านทำอะไรนะ ข้ายังไม่ทำใจเลยนะ” หวังจวินน้อยสะบด หวังเจี้ยนเองก็ไม่ได้ว่าอะไรเพียงแค่ยิ้มหัวเราะชอบใจเท่านั้น
เป็ไปตามคาด หวังจวินใช้เวลาเพียงครึ่งชั่วยามเท่านั้นก็มายังปากปล่อง แต่ตลอดระยะเวลาที่เขามุดลอดออกมาเหม็นไปด้วยขี้ค้างคาวและลื่นเพราะตระไคร้น้ำ เสื้อผ้าของเขาก็มอมแมมไปทั่วตัว โสโครกมาก มากกว่าตอนที่เป็เด็กหนุ่มยากไร้ด้วยซ้ำ
“เฮ้อ…” หวังจวินถอนหายใจพลันมือปัดป่าวไปทั่วตัว สักครู่เขาก็แหงนหน้าขึ้นมามองฟ้าอีกครั้งหนึ่งหลังจากที่ไม่เห็นมานาน รอยยิ้มน้อยๆ ของเขาก็เริ่มปรากฏก่อนจะก้าวเดินพร้อมกล่าวกับตัวเองเล็กน้อย
“ไปส่งข่าวก่อนดีกว่า ประเดี๋ยวทุกคนจักเป็ห่วงตามหาเรา”
หวังจวินวิ่งลัดเลาะออกไปตามริมป่า เขายังไม่ตัดเข้าเมืองในตอนนี้เพราะรู้ดีเขตเหล่านี้ยังเป็เขตอิทธิพลของพวกปี้ซิ้น เมื่อหวังจวินมาถึงบ้านหลังหนึ่งที่อยู่ขอบนอกสุดเขาก็หลบเข้าไปโดยเร็ว จากนั้นมันก็เป็ทางยาวที่คดโค้งไปๆ มาๆ ส่วนร้านแลกเงินของตระกูลซ่งอันเป็ที่ส่งข่าวนั้นอยู่แทบจะเรียกได้ว่ากลางหมู่บ้าน ดังนั้นหวังจวินจึงต้องค่อยๆ หลบเข้าไปอย่างยากลำบากเลยทีเดียว
เมื่อมาถึงร้านยาตรงข้ามร้านแลกเงินหวังจวินก็พลางสาดส่องสายตาไปทั่วเสียก่อน ตอนนี้หวังจวินเองเริ่มเข้าใจว่าเหตุใดตระกูลซ่งถึงร่ำรวยปานนั้นได้ เพราะร้านแลกเงินเบื้องหน้าเขานี้แม้จะอยู่ในหมู่บ้านที่ไม่ค่อยเจริญนักก็ยังมีผู้คนมากมายคับคั่งทั้งจากชาวยุทธผู้เดินทาง หรือแม้แต่ชาวบ้านพ่อค้าในละแวกนับว่ากิจการดีนัก เมื่อคนเริ่มปลอดหวังจวินก็รีบเร่งเข้าไปในข้างในทันทีเขาเผยป้ายตระกูลจากนั้นก็ฝากข่าวว่าเขาจะออกบวชได้เรียบร้อยดีไม่ติดต่อมาอีกกับหัวหน้าสาขาที่เชื่อใจได้ เมื่อเสร็จหวังจวินก็กล่าวขอม้ามาหนึ่งตัวก่อนจะควบออกไปยังโรงฆ่าสัตว์นอกหมู่บ้านเพื่อซื้อหมูเป็ตัวๆ เมื่อจัดการได้เสร็จสรรพเขาก็ขอซื้อม้ากับพ่อค้าอีกหนึ่งเพื่อแบกหามก่อนจะลากจูงไปยังปากปล่อง หวังจวินร้องเรียกชายแก่ และเมื่อได้รับสัญญาณดีพร้อมก็มัดเนื้อหมูห่อใส่ผ้าที่เตรียมไว้ด้วยเพราะกันความสกปรกที่จะเกิดขึ้น จากนั้นจึงโยนลง และเมื่อได้ครบก็โดดตามลงไปโดยมีหวังเจี้ยนรอรับอยู่เบ้องล่าง
ตลอดเวลาที่เดินทางกลับหวังจวินเองมีคำถามในหัวมากมายหลายอย่าง ทั้งชีพจรและลมปราณที่คล้ายจะแปลกประหลาดในรูปภาพ เขาจึงตั้งใจว่าวันนี้จะขอคำชี้แนะจากคำถามเหล่านี้ที่ท่วมท้นในหัวของเขาให้จงได้