ตกถึง่เย็น
วันนี้เป็วันดีของครอบครัวลี่ ล้วนพากันเบิกบานใจเนื่องด้วยลี่ถังหายป่วยจากโรคร้ายราวปาฏิหาริย์ นางนอนป่วยมานานหลายเดือนสภาพเรียกได้ว่าครึ่งเป็ครึ่งตาย มาวันนี้กลับหายเป็ปกติสร้างความยินดีแก่ทุกคนในครอบครัว ดังนั้นจัดงานเลี้ยงเล็กๆ ขึ้น
"ฮ่าๆ ช่างน่าเหลือเชื่อจริงๆ นี่สินะที่เรียกว่า์มีตาถังน้อยของข้าในที่สุดก็หายป่วยได้เสียที น่ายินดี!ช่างน่ายินดีอะไรเช่นนี้!"
ลี่หยางหัวเราะลั่นบ้านใบหน้าของชายวัยกลางคนเปี่ยมล้นไปด้วยความปิติยินดี
ลี่จูกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า "วันนี้พวกเ้าเติมข้าวไม่อั้นฉลองที่ถังเอ๋อของข้าฟื้นจากอาการป่วย"
ทุกคนร้อง โอ้! พร้อมเพรียง
ข้าวในถังที่เก็บไว้กินตลอดหนึ่งสัปดาห์ลี่จูก็เอาออกมาหุงจนหมดเพื่อวันนี้โดยเฉพาะ
ทว่าถึงจะเป็เช่นนั้น ข้าวแค่นี้ก็ยังนับว่าน้อยอยู่ดีสำหรับสมาชิกครอบครัวที่มีอยู่ห้าคนอย่างมากทำให้ทุกคนอิ่มแปล้ได้แค่มื้อเดียว
ลี่ถังมองกับข้าวตรงหน้าที่มีอยู่ไม่กี่อย่าง นอกจากข้าวต้มเหลวๆ นี่แล้วก็มีผักต้มแล้วก็เผือกนึ่งสุกอีกจานหนึ่งจะเห็นได้ว่า..ไม่มีเนื้อสัตว์เลยสักชิ้นเดียว
ลี่ซือหันไปหาน้องรองของตนพร้อมกับรอยยิ้มอบอุ่น"เ้าเพิ่งจะหายป่วยได้ไม่นาน อาหารการกินนับว่าสำคัญ"ก่อนยื่นชามข้าวต้มของตนให้กับลี่ถัง "อะ..นี่ ของพี่ใหญ่ข้าไปเก็บสมุนไพรในป่าวันนี้ เห็นผลไม้ป่าอยู่ไม่น้อยทีเดียว เลยเก็บกินมาบ้างแล้วตอนนี้เลยยังไม่หิว น้องรองเอาข้าวต้มชามนี้ไปกินเถอะ"
เด็กน้อยลี่หลินที่นั่งอยู่ข้างๆ กระพริบตาปริบๆความรู้สึกบอกว่านางยอมไม่ได้เช่นกันดังนั้นก้มมองชามข้าวต้มของตนที่กินไปแล้วหลายคำ และมีเม็ดข้าวในชามข้าวต้มจริงๆเพียงไม่กี่เม็ด เด็กน้อยกัดริมฝีปากแน่นอย่างลำบากใจ ก่อนจะตัดสินใจแน่วแน่ยื่นชามข้าวต้มให้กับพี่รองของตัวเอง"พี่รอง..เอาของหลินเอ๋อไปกินสิ หลินเอ๋อไม่อยากกินแล้ว"
ลี่ถังตื้นตันใจทั้งรู้สึกอบอุ่น แม้ร่างนี้จะไม่ใช่ร่างแท้ๆ ของตนก็ตามหากแต่ความทรงจำหลากหลายมันมาพร้อมกับความรู้สึกของเ้าของร่างเดิมจึงปฏิเสธไม่ได้ว่าครอบครัวลี่นี้ผูกพันกับนางราวกับเป็ครอบครัวแท้ๆ
ลี่ถังส่ายหัว มองหน้าพี่ใหญ่ของตน กล่าวด้วยรอยยิ้มนุ่มนวล"พี่ใหญ่กินเถอะเ้าค่ะ ตอนนี้ร่างกายข้าก็ดีขึ้นมากแล้วอีกอย่างตอนนี้ข้าก็อิ่มแล้วด้วย" พลางเอื้อมมือไปลูบศีรษะน้อยๆของลี่หลินอย่างเอ็นดู "น้องเล็กเ้าก็อย่าเอาอย่างพี่ใหญ่สิ เ้ากินเถอะนะพี่รองไม่เป็ไร"
มองสีหน้าเ็ปใจของลี่หลินแล้ว ลี่ถังก็อดรู้สึกขบขันไม่ได้เด็กน้อยนี่เดิมทีก็เห็นแก่กินเหนือสิ่งอื่นใดไม่บ่อยนักที่นางจะมีใจแบ่งปันของกินกับผู้อื่นเช่นนี้
พอกินอาหารมื้อเย็นเสร็จเรียบร้อย ท้องฟ้าก็เริ่มมืดบ้างแล้วด้วยครอบครัวลี่ไม่มีแสงไฟส่องสว่างยามค่ำคืนน้ำมันที่ใช้สำหรับคบเพลิงหรือตะเกียงซึ่งได้จากต้นไม้ที่จะมีในเฉพาะฤดูกาลหรือได้จากสัตว์เท่านั้น อีกทั้งยังราคาแพงน้ำมันจึงนับว่ามีค่ามหาศาลสำหรับครอบครัวเล็กๆ เช่นครอบครัวลี่ ไม่อาจใช้ทิ้งใช้ขว้างได้เป็อันขาดหากไม่จำเป็ดังนั้นทุกคนจึงเข้านอนแต่หัวค่ำ
หากแต่เวลานี้ ภายในห้องของลี่ถัง เด็กสาวนั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียงพลางคิดถึงเื่ราวต่างๆ นับั้แ่ที่นางจากโลกเดิมมาทั้งความรู้สึกและคนรอบข้างล้วนแตกต่างจากโลกใบเดิมที่นางจากมาโดยสิ้นเชิง
ทว่าลี่ถังเองก็ไม่ได้เกลียดความรู้สึกเช่นนี้แต่อย่างใดชีวิตก่อนนางไร้ซึ่งครอบครัวหรือญาติพี่น้อง ต่อให้ต้องตายก็ไม่สิ่งใดให้ต้องกังวล
หากแต่โลกนี้..ชีวิตนี้ นางมีทั้งพ่อและแม่ ทั้งพี่ชายและน้องสาวอยู่กันครบพร้อมหน้า ถึงจะแปลกใหม่อยู่บ้างสำหรับนาง แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า..ความรู้สึกนี้นี่เองที่ทำให้จิตใจของนางที่เคยเดียวดายและอ้างว้างตลอด่ชีวิตก่อนถูกเติมเต็มขึ้นมาอีกครั้ง
สิ่งนี้หรือที่ข้า้า?
สิ่งนี้หรือที่เรียกว่า 'ครอบครัว'
ลี่ถังส่ายหัว สลัดเอาความคิดฟุ้งซ่านทิ้งไป ก่อนที่สีหน้านางจะแปรเปลี่ยนเป็มุ่งมั่นเด็ดเดี่ยว
จะอย่างไรก็ตามในเวลานี้หากนาง้าให้ครอบครัวมีชีวิตความเป็อยู่ที่ดีกว่านี้แล้วหละก็สิ่งแรกที่นางควรกระทำคือต้องกลายเป็ผู้ฝึกปราณให้ได้โดยเร็วพลังจะช่วยให้นางทำอะไรได้ง่ายขึ้น ซึ่งนับว่าเป็สิ่งเดียวที่นางพอจะทำได้
"ได้เวลาที่ข้าจะเริ่มฝึกพลังลมปราณ" ดวงตาของเด็กสาวทอประกาย
นานทีเดียวที่นางไม่ได้รู้สึกเช่นนี้ราวกับได้ย้อนกลับไปเมื่อตอนที่ตัวเองเริ่มฝึกพลังใหม่ๆ อีกครั้งตอนนั้นนางรู้สึกว่า..การฝึกพลังลมปราณช่างยากเย็นแสนเข็ญ ทว่าตอนนี้กลับรู้สึกตื่นเต้นอย่างบอกไม่ถูก
ครั้นเมื่อลี่ถังหลับตาลง พลันมีไอปราณอุ่นๆ หมุนวนอยู่รอบกายเส้นชีพจรลมปราณทั่วร่างถูกปลุกกระตุ้นก่อนที่ไอปราณจะถูกดูดซับผ่านทางเส้นชีพจรลมปราณอย่างเชื่องช้าและมั่นคงผ่านไปหลายร้อยลมหายใจ รูขุมขนทั่วร่างของเด็กสาวก็เปิดออก มีน้ำสีใสไหลซึมออกมาหลังจากนั้น..จากสีใสก็เริ่มกลายเป็ขุ่นมัว ในที่สุดก็กลายเป็สีดำข้นส่งกลิ่นเหม็นคละคลุ้งไปทั่วห้องอันคับแคบ
ลี่ถังอดขมวดคิ้วไม่ได้ 'สิ่งปฏิกูลตกค้างในร่างช่างมากมายนัก'
กระทั่งสิ่งตกค้างในร่างถูกขับออกมาจนหมดสิ้นแล้ว ลี่ถังก็รู้สึกได้ถึงการเปลี่ยนแปลงร่างกายที่เคยผอมแห้งซีดเซียว เวลานี้กลับเริ่มมีเนื้อหนังขึ้นมาและมีชีวิตชีวามากขึ้นอีกทั้งร่างกายยังเบาสบายประหนึ่งว่านางกำลังลอยอยู่กลางอากาศ
ลี่ถังเริ่มหมุนวนเคล็ดวิชา 'เอกา์'ซึ่งเป็เคล็ดวิชาฝึกปรือพลังที่นางสร้างขึ้นมาเองกับมือเพื่อตัวนางเองโดยเฉพาะเมื่อวิชาถูกเรียกใช้ ไอปราณในรัศมีสิบลี้ถูกดึงมารวมกันที่ห้องของนางไอปราณเข้มข้นหมุนวนอยู่รอบกายนางก่อนที่จะดูดซับไอปราณทั้งหมดเข้าสู่ร่างผ่านเส้นชีพจรลมปราณและกลั่นมันให้กลายเป็พลังปราณบริสุทธิ์เข้าไปในตันเถียนภายใน
จากนั้นไม่นาน พลังปราณของลี่ถังก็ปะทุออกมาจากร่างอย่างรุนแรงกลิ่นอายระดับปราณก่อเกิดขั้นต่ำอบอวลไปทั่วห้อง ทว่าเพียงไม่กี่ลมหายใจต่อมาระดับพลังของนางก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว!
ระดับปราณก่อเกิดขั้นต่ำ..
ระดับปราณก่อเกิดขั้นกลาง
ระดับปราณก่อเกิดขั้นสูง!
นี่ถือเป็การเพิ่มระดับพลังที่รวดเร็วจนน่าใอย่าว่าเพียงไม่กี่อึดใจเท่านั้นนางก็สามารถเลื่อนระดับพลังจนถึงปราณก่อเกิดขั้นสูง!
เท่าที่ลี่ถังรู้คือระดับพลังของผู้ฝึกปราณบนโลกนี้นับว่าไม่ต่างจากโลกก่อนของนาง ซึ่งมีระดับพลังด้วยกันหลายระดับดังนี้...
ระดับปราณก่อเกิด (ขอบเขตแรก)
ระดับปราณที่แท้จริง
ระดับปราณปฐี
ระดับปราณล่องลอย
ระดับปราณทลายฟ้า
ระดับปราณราชัน
และแต่ละระดับก็มีขั้นพลังอยู่สามขั้นย่อย เช่น..
ขั้นต่ำ
ขั้นกลาง
ขั้นสูง
แม้เคล็ดวิชาเอกา์ของลี่ถังจะยอดเยี่ยมปานใดหากแต่ไอปราณบนโลกนี้ค่อนข้างจะเบาบางดังนั้นการเพิ่มระดับพลังจึงจำกัดและเชื่องช้าตามไปด้วย
น่าเสียดายจริงแท้.. ถ้าเป็ดินแดนบุปผานิรันดร์ การจะตัดผ่านไปยังระดับปราณที่แท้จริง ก็คงไม่ใช่เื่ยากเย็นแม้แต่น้อย
กลิ่นอายพลังปราณของลี่ถัง แฝงไว้ซึ่งความอ่อนโยนนุ่มนวลไม่ได้กราดเกรี้ยวดุดันเหมือนผู้ฝึกปราณคนอื่น ที่ใช้พลังปราณในการต่อสู้และสังหาร
มีคนกล่าวว่า..ลักษณะนิสัยของคนผู้นั้น..จะดูได้จากกลิ่นอายพลังปราณที่แผ่ออกมาลี่ถังเองก็เป็เช่นนี้..ในชีวิตก่อนพลังของนางน้อยมากที่จะใช้ในการต่อสู้ส่วนใหญ่แล้วนางจะใช้พลังไปกับการสร้างค่ายกลและประดิษฐ์วัตถุอักขระกลิ่นอายนางจึงค่อนข้างแตกต่างจากคนอื่นๆ แม้ในยามนี้เองก็เช่นกัน
ผู้ฝึกปราณก็มีวิถีของผู้ฝึกปราณส่วนผู้ใช้อักขระก็มีวิถีของผู้ใช้อักขระเช่นเดียวกัน ซึ่งพลังของผู้ใช้อักขระจะเรียกอีกอย่างว่า'ปราณอักขระ' หรือ 'พลังอักขระ' จะแตกต่างอยู่บ้างจากพลังปราณของผู้ฝึกปราณ
พลังอักขระของผู้ใช้อักขระจะมีข้อด้อยเื่การต่อสู้จริงอย่างมากเดิมเป็พลังในการสร้าง ไม่ใช่พลังทำลายล้างอย่างพลังปราณดังนั้นไม่อาจเรียกใช้วิชาต่อสู้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
สำคัญคือพลังอักขระและพลังปราณ ไม่อาจอยู่ร่วมกันในร่างของคนคนเดียวได้ไม่อย่างนั้นจะเป็อันตรายต่อผู้ฝึกฝนดังนั้นถ้าใครเลือกเดินสู่เส้นทางของผู้ใช้อักขระ นั่นเท่ากับต้องละทิ้งการเป็ผู้ฝึกปราณ..ตรงกันข้าม หากผู้ฝึกปราณอยากเป็ผู้ใช้อักขระก็ต้องละทิ้งการเป็ผู้ฝึกปราณของตัวเองด้วยเช่นกันซึ่งจะต้องทำลายพลังบ่มเพาะของตัวเอง แล้วเริ่มต้นฝึกฝนั้แ่ก้าวแรก
แต่สำหรับลี่ถังนั้นแตกต่างจากผู้ใช้อักขระทั่วไป เคล็ดวิชาเอกา์ที่นางสร้างขึ้นสามารถลบข้อเสียนี้โดยสิ้นเชิงนางสามารถใช้ได้ทั้งพลังอักขระและพลังปราณของผู้ฝึกปราณพร้อมกันได้อย่างไม่มีปัญหาแม้นางจะไม่ชอบการต่อสู้ แต่ก็ใช่ว่านางจะต่อสู้ไม่เป็ความจริงมีวิชามากมายที่สามารถล้มคู่ต่อสู้ได้ง่ายดายราวกับพลิกฝ่ามือด้วยซ้ำเพียงแต่ใน่ชีวิตก่อนนางไม่จำเป็ต้องทำเช่นนี้
ทว่าชีวิตนี้เกรงว่าไม่ช้าก็เร็ว จะได้เปิดศึกต่อสู้อย่างจริงจังสักคราดังนั้นมีพลังลมปราณย่อมเป็การดี
ยามนี้ไอปราณรอบตัวถูกลี่ถังดูดซับเข้าไปยังจุดกึ่งกลางของตันเถียนภายในร่างจากนั้นนางเรียกใช้เคล็ดวิชาเอกา์อีกครั้งไอปราณบริสุทธิ์หมุนวนอย่างบ้าคลั่งภายในตันเถียน ก่อนมันจะกลายเป็ปราณสีฟ้าครามประหนึ่งมหาสมุทรกว้างใหญ่ ดังนั้นภายในตันเถียนของลี่ถังตอนนี้ปรากฏเป็ทะเลปราณสีขาวอยู่ด้านล่าง และทะเลปราณสีฟ้าอยู่้าซึ่งปราณทั้งสองสีที่ตัดกันอย่างชัดเจน แน่นอนว่าสีขาวคือพลังปราณส่วนสีฟ้าก็คือพลังอักขระนั่นเอง
พลังทั้งสองล้วนอยู่ในตันเถียนของลี่ถังอย่างไม่มีปัญหานี่ย่อมเป็ผลมาจากเคล็ดวิชาเอกา์
หลังจากนั้น ลี่ถังลืมตาช้าๆ ั์ตาทอประกายลึกล้ำมุมปากปรากฏรอยยิ้มขึ้น "ต่อไป..ลองใช้พลังอักขระดูหน่อยก็แล้วกัน"
ลี่ถังสูดหายใจเข้าลึก รู้สึกแปลกอยู่บ้างที่ต้องวาดอักขระในร่างนี้ไม่ใช่ในนามของเมิ่งซีใน่ชีวิตก่อน
ปลายนิ้วของเด็กสาวจรดอยู่กลางอากาศเบื้องหน้าก่อนจะปรากฏพลังอักขระสีฟ้าอ่อนงดงามราวกับดวงดาราที่ปลายนิ้ว พร้อมกับั์ตาของนางที่แปรเปลี่ยนเป็สีฟ้าเช่นกันจากนั้นลี่ถังตวัดปลายนิ้วด้วยท่วงท่าอ่อนช้อยงดงามเป็ธรรมชาติทั้งลื่นไหลราวสายน้ำอักขระลวดลายโบราณถูกขีดเขียนท่ามกลางอากาศที่ว่างเปล่าทีละตัวจากนั้นก็เพิ่มไปหลายสิบตัวอย่างรวดเร็ว ทุกตัวอักขระมีขนาดเท่ากับฝ่ามือ ลอยเด่นอยู่เบื้องหน้าของนางจากนั้นนางสะบัดมือไปด้านหน้าพร้อมกับอักษรอักขระตัวสุดท้ายที่เขียนคำว่า 'หลง' ไปหลอมรวมกับอักขระที่เหลือ
บังเกิดแสงสีฟ้าเจิดจ้าสาดส่องก่อนจะปรากฏเป็ัสีฟ้าตัวหนึ่งล่องลอยเหนือศีรษะของลี่ถังตัวของมันเท่ากับสุนัขตัวหนึ่งและมีความยาวหลายวาทั้งยังเคลื่อนไหวได้ราวกับมีชีวิตจริงๆ
ลี่ถังตวัดปลายนิ้วเบาๆ ส่งเจตจำนงสั่งการให้มันล่องลอยไปมาตามใจนึกนางอดยิ้มมุมปากอย่างยินดีไม่ได้นับว่าการวาดอักขระบนโลกนี้ไม่แตกต่างจากโลกเดิมที่นางจากมาเลยแม้แต่น้อยจะต่างก็ตรงที่ตอนนี้นางยังคงอยู่ระดับผู้ใช้อักขระขั้นสีฟ้าซึ่งยังเป็ขั้นแรกของผู้ใช้อักขระอยู่
ระดับของผู้ใช้อักขระนั้น สามารถดูออกได้ไม่ยากเพราะสีของพลังอักขระที่ใช้ออกล้วนบ่งบอกถึงระดับอย่างเช่นตอนนี้..ลี่ถังอยู่ขั้นแรก ซึ่งก็คือสีฟ้า ขั้นถัดไปก็จะเป็.. สีเขียว -สีทอง - สีแดง และสุดท้ายคือสีม่วงนั่นเอง..
ชีวิตก่อนในร่างของเมิ่งซี นางอยู่ในระดับผู้ใช้อักขระขั้นสีม่วงซึ่งนับว่าเป็ขั้นสุดท้ายและยังเป็จุดสูงสุดของผู้ใช้อักขระ!
ทว่าลี่ถังตอนนี้ ก็ไม่ได้รู้สึกเสียดายหรือนึกเสียใจอันใดนางมั่นใจว่าในอีกไม่ช้าก็เร็ว ตนจะสามารถกลับไปสู่จุดรุ่งโรจน์เหมือนเช่นชีวิตก่อนได้อีกครั้ง..