ตอนที่ 7
เกาลัดยังไม่รู้สถานการณ์โรงเหล้าชั้นบนสุด จึงคอยหลบคนคุ้มกันและขึ้นมาชั้นบนได้พักหนึ่งแล้ว แต่เมื่อรู้ว่าไม่มีคนจึงแอบอยู่อีกห้องหนึ่งอย่างเงียบๆ จนกลุ่มของเ้าเมืองโกนิลเริ่มตื่นตัวและวิ่งสวนกันไปมาอย่างผิดปกติ จากนั้นเงาคนชุดดำนับสิบคนก็ห้อยตัวลงมาจากหลังคาอย่างคล่องแคล่ว
กลุ่มของอองทีเริ่มเข้าปะทะกับกลุ่มคนชุดดำจนหลายคนกระเด็นทะลุลงชั้นล่าง ผู้คนอีกชั้นเริ่มแตกตื่นเสียงดัง เกาลัดยืนมองพวกเขาห้ำหั่นกันอย่างใกลัว พลางโทษตัวเองไปมาว่าไม่ควรก้าวย่างมาสถานที่อันตรายแห่งนี้ และที่สำคัญมีบางคนใช้พลังประหลาดต่อสู้กันจนอีกฝ่ายถึงกับกระอักเืตาย
‘พยัคฆ์ขาวช่วยเกาลัดด้วย..’ นางร่ำไห้ในใจ
เมื่อเห็นว่าเหตุการณ์เริ่มบานปลายแล้ว เกาลัดจะต้องรีบหาทางออกจากนรกชั้นนี้ให้เร็วที่สุด จึงต้องค่อยๆหมอบคลานออกไปจากห้องที่เคยหลบซ่อนตัว
ขณะที่เกาลัดกำลังรอจังหวะที่กลุ่มพวกนั้นเผลอ หญิงสาวพลันลุกขึ้นยืนเพื่อที่จะก้าวเท้าวิ่งออกไปอีกด้าน อองทีกลับยืนประจันหน้าเกาลัดเพียงไม่กี่ก้าว เขายกดาบเชือดคอคนชุดดำคนหนึ่งอย่างเหี้ยมโหด ก่อนตวัดสายตามองมายังหญิงสาวหน้าตาอัปลักษณ์คนหนึ่งที่อยู่ตรงหน้า
ชายหนุ่มขมวดคิ้วแน่นอย่างแปลกใจ พลันนั้นเสี้ยวพลังไร้ที่มาในร่างเขาเริ่มตอบสนอง
เกาลัดยืนตัวสั่นเทาอย่างหวาดกลัวสุดขีด หัวใจกลับเริ่มบีบแน่น ทั่วทั้งร่างเหมือนมีเข็มนับพันวิ่งวน ดวงตาหญิงสาวจับจ้องมายังอีกฝ่ายด้วยอาการตื่นกลัว ภาพชายนักรบในความฝันเริ่มปรากฏชัด...
เป็เขา..คือเขานั่นเอง
ขณะที่เกาลัดยังยืนสั่นกลัวอยู่นั้น เหมือนกับว่า่ท้ายทอยของตนกลับมีมดตัวหนึ่งจิกกัดจนเจ็บแสบไปเล็กน้อย จากนั้นคล้ายกับทุกอย่างบนโลกเริ่มหยุดนิ่งไปชั่วขณะ พลันภาพชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้ากลับค่อยๆเลือนหายไปในความมืดมิด
เกาลัดกำลังฝันว่ากำลังเดินเล่นบนทุ่งหญ้าสีเขียวแห่งหนึ่ง ทุ่งดอกหญ้าสีขาวมันโน้มเอนลู่ลมไปมาอย่างอิสระ หญิงสาวได้ยินเพียงเสียงหัวใจเต้นแ่เบาของตน ครั้นเมื่อก้มมองลงมาก็พบว่ากริชเล่มนั้นยังปักคาหัวใจของตนเองไว้อยู่
นางปรายตามองพบแสงสีขาวกลุ่มหนึ่งรายล้อมกริชเล่มนั้นไว้ มันทำให้ร่างกายของเกาลัดพลันรู้สึกอบอุ่นและคลายความเ็ปขึ้นมา
เขากลับมาแก้แค้นไม่ใช่หรอ..
เขาทำให้ฉันมาอยู่ที่นี่สินะ
ถ้าอย่างนั้น..ตายไปเพื่อให้เขาได้สาแก่ใจเถอะ
เกาลัดไม่รู้ว่าตนเองหลับไปนานเท่าไหร่แล้ว แต่พอตื่นขึ้นมากลับพบว่าร่างของตนถูกพันด้วยผ้าดิบเก่าผืนหนึ่ง เนื้อผ้าบาดผิวหญิงสาวจนพบว่าทั้งแขนขามีรอยแดงเต็มไปหมด
เกาลัดโวยวายเสียงดังอยู่ครู่ใหญ่ จนไม่ทันสังเกตเห็นว่ามีชายร่างเตี้ยคนหนึ่งยืนอ้าปากค้างพลางทำสีหน้าเหมือนเห็นผีหลอก..
และผีสาวตัวนั้นกลับยังไม่รู้ตัว..
ขณะเกาลัดหันไปมองกลับพบว่าเขาวิ่งหน้าตั้งหนีตนไปไกลแล้ว เกาลัดนั่งอยู่บนรถลากใกล้ผุพังคันหนึ่ง เบื้องหน้าเป็ทางเข้าป่าใหญ่ อากาศโดยรอบเย็นชื้นและเต็มไปด้วยความเงียบวังเวง ไม่นานก็เริ่มปรากฏแสงอาทิตย์ยามเช้าสะท้อนมาจากบึงน้ำใกล้ๆ
สักพักนั้นกลับมีขบวนรถลากอีกกลุ่มมาถึง และบนรถลากมีร่างคนตายเรียงกันอยู่หลายศพ บางศพเริ่มมีกลิ่นชวนสะอิดสะเอียน เกาลัดกลั้นหายใจอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะะโหนีจากรถลากคันนั้น
หญิงสาววิ่งหนีไปตามทางเดินพลางร้องะโไม่เป็ภาษา จนกลุ่มคนที่มากับขบวนศพมองหญิงบ้าคนนั้นวิ่งหายลับไป
เกาลัดวิ่งกระเสือกกระสนออกมาจากทางเข้าป่าช้า และได้ตายายคู่หนึ่งเกิดความสงสารหญิงบ้าอัปลักษณ์ ทั้งสองจึงพานางกลับมาส่งท่าเรือลำเพาอย่างปลอดภัย เกาลัดไม่อาจคาดเดาเื่ราวได้อย่างแน่ชัดว่าทำไมตนเองถึงต้องถูกนำตัวไปยังป่าช้าแห่งนั้น
หรือว่า..นางจะตายไปแล้วจริงๆ
เมื่อเกาลัดมาถึงท่าเรือลำเพาก็ตรงมายังร้านขายผ้าเพื่อที่จะคิดขอความช่วยเหลือ แต่กลับพบว่ามีคนคุ้มกันร้านมาเพิ่มหลายคน และบางคนกลับไม่เคยคุ้นหน้า นางเริ่มสังหรณ์ใจบางอย่างจึงแกะว่านไร้เวทย์ออกจากใบหน้าตน และทำตัวให้เหมือนเป็ลูกค้าของร้านปกติ
เกาลัดเข้ามาด้านในร้านได้แล้ว จึงหาวิธีหลบคนงานของร้านและแอบเข้ามายังห้องนอนรวมเพื่อหยิบมีดสั้นโบราณเล่มนั้น และโชคดีมันยังอยู่..
ขณะที่กำลังจะออกไป เกาลัดกลับพบบ่าวรับใช้คนหนึ่งที่เคยพาตนเข้ามาในร้านขายผ้าเมื่อครั้งก่อน ทว่าบ่าวรับใช้คนนั้นพลันกล่าวบางอย่างขึ้นกับบ่าวรับใช้อีกคน จนทำให้เกาลัดต้องหาที่เหมาะเพื่อแอบฟังทั้งสองคุยกัน
เมื่อเกาลัดได้ฟังจึงเริ่มเดือดดาลขึ้นมาทันใด เพราะแท้จริงแล้วนายหญิงใหญ่แห่งร้านขายผ้ากลับเป็คนกลิ้งกลอกเช่นนี้ ที่อีกฝ่ายทำดีกับเกาลัดก็เพื่อรอขายหญิงสาวให้กับใครคนหนึ่งนั่นเอง
ระหว่างนั้นบ่าวรับใช้ทั้งสองคนก็พากันเดินหายไป เกาลัดพลันเริ่มหวาดกลัวคนในร้านขายผ้า จึงตัดสินใจออกมาจากร้านทันที
จารีเมื่อรู้ว่ายังไม่มีใครรู้เบาะแสการหายตัวไปของเกาลัดได้ รวมถึงใกล้กำหนดการที่จะนำส่งของขวัญชิ้นงามให้คีฑาแล้ว จารีจึงสั่งให้คนไปจับตัวลูกสาวชาวบ้านที่รูปร่างหน้าตาดีมาไว้ก่อนสักสองสามคน จากนั้นค่อยตามหาเกาลัดกลับมาก็ยังไม่สาย
คีฑาพักอยู่เรือนด้านหลังของร้านมาสองวันแล้ว คนคุ้มกันคนสนิทกลับมาบอกข่าวร้ายให้เขาทราบั้แ่รุ่งสาง คีฑาจึงมีอารมณ์ไม่ค่อยปกตินัก จารีจึงไม่อยากจะเข้าใกล้เขา เพียงแต่สั่งการให้บ่าวรับใช้ของตนดูแลเขาอย่างเต็มที่เท่านั้น
อองทียืนมองบ่อน้ำใกล้ระเบียงหลังบ้านอย่างคนเลื่อนลอย หญิงอัปลักษณ์ผู้นั้นเป็ใครกัน ถึงทำให้เืลมภายในกายของเขารู้สึกร้อนรุ่มอย่างแปลกประหลาด คล้ายกับว่าหญิงสาวกำลังยื่นอาหารมาให้ตอนที่เขากำลังอดอยากหิวโหยเสียอย่างนั้น
เื่ราวของเมื่อคืน ภายหลังจากที่คนของอองทีสังหารกลุ่มคนชุดดำไปเกินครึ่ง ส่วนพวกที่เหลือก็ล่าถอยไป ทิ้งไว้เพียงศพที่นอนเกลื่อนกลาดไว้ที่ชั้นบนของโรงเหล้า และหนึ่งในจำนวนศพนั้น มีร่างหญิงอัปลักษณ์ผู้หนึ่งถูกเข็มพิษปักเข้าที่คอด้านหลังรวมอยู่ด้วย
หญิงสาวสิ้นลมในทันทีที่ถูกพิษ ไคจาชัณสูตรร่างของเกาลัดเบื้องต้น พบว่านางถูกพิษร้ายแรงชนิดหนึ่งที่เคยหายสาบสูญไปนานแล้ว เพียงแค่พิษเข้าเนื้อก็ต้องตายในทันที
คนร้าย้าเอาชีวิตเ้าเมืองโกนิล แต่หญิงอัปลักษณ์อย่างเกาลัดกลับต้องมารับเคราะห์แทนแทน ไคจาจึงให้คนจัดการศพของเกาลัดเป็อย่างดี และให้ตามหาญาติของหญิงสาวด้วย แต่คนที่รับร่างเกาลัดมากลับพาหญิงสาวถ่อมาถึงป่าช้าใหญ่นอกเมือง
เกาลัดยังไม่รู้ว่าตัวเองตายแล้วฟื้น จึงเผลอหลอกชายร่างเตี้ยคนนั้นอย่างไม่ได้ตั้งใจ ชายคนนั้นจึงรีบกลับมาบอกไคจาว่า หญิงอัปลักษณ์นางนั้นถูกิญญาอาฆาตเข้าสิงร่าง จึงฟื้นขึ้นมาและอาจมาทำอันตรายกลุ่มของเ้าเมืองโกนิลได้
ไคจารับฟังเื่ที่เขาเล่ามาอย่างสงบ เขาไม่ได้คิดเื่ิญญาอาฆาตไร้สาระแต่อย่างใด เป็ไปไม่ได้ที่คนถูกพิษชนิดนี้จะกลับมาจากความตายได้ เขาตรวจดูอย่างละเอียดแล้วว่าหญิงสาวเป็แค่คนธรรมดา ไม่มีกลิ่นอายของผู้ใช้ไสยเวทย์ และตอนนั้นนางก็ไม่มีลมหายใจแล้ว หรือว่าวิชาการแพทย์ของเขาจะเกิดข้อผิดพลาดขึ้นมา..
ไคจายังคิดไม่ตกและเขาคิดว่าจะยังไม่บอกใคร โดยสั่งให้คนคุ้มกันสองคนออกตามหาเกาลัดอย่างลับๆไปก่อน
เกาลัดใส่ว่านไร้เวทย์กลับมาตามเดิม แล้วจึงย้อนกลับมายังโรงเหล้าอีกครั้ง เพื่อสอบถามข้อมูลของกลุ่มแขกคนสำคัญที่ก่อเื่ที่ชั้นบนสุดเมื่อคืน แต่กลับไม่มีใครยอมเปิดปากถึงเื่นี้ คล้ายว่าพวกเขาถูกบังคับให้ปกปิดเื่ราวเข่นฆ่ากันเมื่อคืนนี้เอาไว้
เกาลัดคอยตามตื๊อหนุ่มน้อยใสซื่อคนหนึ่ง จนได้รู้ว่ากลุ่มคนพวกนั้นมาจากอาณาจักรโกนิลดินแดนทางใต้ ชายที่เกาลัดเจอเมื่อวานคือเ้าอองที เ้าเมืองโกนิลคนปัจจุบัน ว่ากันว่านอกจากที่เขาจะมีดวงตาแค่ข้างเดียวแล้ว ก็ยังมีตัวประหลาดอยู่ข้างกายอีกด้วย
หนุ่มน้อยคนนั้นไม่เล่าเื่ต่อจากนั้น เขาเพียงแต่บอกที่อยู่เ้าเมืองโกนิลคร่าวๆให้หญิงสาวอัปลักษณ์ฟัง เกาลัดพอจะคาดเดาพื้นที่ได้ นางจึงรีบไปยังบ้านพักของเ้าเมืองโกนิลแห่งนั้นทันที
ครั้นเมื่อไปถึงก็ปรากฏมีคนคุ้มกันชุดดำยืนเฝ้าอยู่ด้านหน้าหลายคน หากเป็เช่นนี้แล้วนางคงไม่อาจได้เข้าไปด้านในเป็แน่
“ยังไงต้องหาทางเข้าไปถามเขาให้รู้เื่”
ภายในเรือนพักคีฑา คนคุ้มกันผู้หนึ่งรีบเร่งนำข่าวด่วนมาแจ้งแก่ผู้เป็นาย เมื่ออีกฝ่ายเข้ามาบริเวณด้านใน ก็พบเด็กสาวอายุไม่เกินสิบห้าปีสองคนกำลังนั่งตัวสั่นเทาอยู่กับพื้น ส่วนผู้ที่ทำให้พวกนางหวาดกลัวนั้น กลับเป็คีฑาที่กำลังนั่งเข้าฌานอยู่บนเตียงไม้สีดำ
คีฑาพลันเงยหน้าขึ้นพลางกวาดตามองเด็กสาวอย่างรู้สึกสมเพช เขาเพียงเอ่ยกับคนคุ้มกันผู้นั้นไปว่า “จารีเริ่มไร้สติปัญญาขึ้นทุกวัน หญิงพรหมจรรย์พวกนี้ หาใช่ของดีที่นางกล่าวอวดอ้าง เ้ารีบไปหาให้ข้าใหม่”
คนคุ้มกันผงกศีรษะของตนคราหนึ่ง ทว่าสายตากลับระแวงเด็กสาวสองคนที่อยู่ด้านข้างเล็กน้อย “ฝ่าา พวกเ้าอองทีกำลังจะเดินทางออกจากท่าเรือลำเพาคืนนี้ เส้นทางอาจมุ่งหน้าไปยังเมืองดุรงคา สายของเราบอกว่าเมื่อคืนเขาพบปะกับเ้าไพรสี ไม่แน่ว่าเขาก็อาจรู้เื่คำนายแล้วก็เป็ไปได้พะยะค่ะ”
“อองทีอาจมีข้อแลกเปลี่ยนบางอย่างกับเ้าไพรสี พักหลังเมืองดุรงคาปิดการเข้าออกเมืองอยู่หลายครั้ง น่าจะเกี่ยวกับเื่นี้ด้วย เ้าส่งคนติดตามไป เื่เล็กน้อยก็ต้องให้คนมารายงานข้า หึ..ลือกันว่าเ้าไพรสีมีบุตรสาวโฉมงามถึงสองคน บางทีข้าก็อาจจะไปเยี่ยมเยือนเขาสักครั้ง”
คีฑาโบกมือให้คนคุ้มกันออกไป อีกฝ่ายทำได้แต่เดินออกมาทั้งที่คิดจะมารายงานเหตุการณ์เมื่อคืนต่อ ขณะที่เขาเดินออกมาไกลแล้ว เสียงหวีดร้องของเด็กสาวสองคนนั้นเริ่มดังมาเป็ระยะ จนสุดท้ายก็พลันเงียบหายไป
บริเวณหน้าบ้านพักเ้าเมืองโกนิล แม้จะอยู่ห่างไกลผู้คน แต่กลับมีบ้านเรือนปลูกติดกันอยู่หลายหลัง เกาลัดจึงอาศัยการซ่อนตัวอยู่ริมรั้วบ้านข้างๆเพื่อรอดูสถานการณ์ไปก่อน
เมื่อหญิงสาวรอจนถึงเวลาใกล้พลบค่ำ ชายฉกรรจ์ชุดดำกลุ่มหนึ่งก็ขึ้นม้าเดินทางออกไปอย่างเร่งรีบ เกาลัดอาศัยจังหวะที่ไม่มีคน นางจึงแอบปีนกำแพงหินเข้ามาจากด้านหลัง
นางพบว่ายังมีชายสองสามคนจับกลุ่มคุยกันอยู่ด้านใน เกาลัดจึงพยายามพาตัวเข้ามาใกล้เพื่อให้ตนเองได้ฟังถนัดขึ้น แต่จังหวะนั้นพลันมีเงาร่างของใครคนหนึ่งมายืนประกบนางจากด้านหลัง เขาหิ้วคอเสื้อของหญิงสาวออกมาจากที่หลบซ่อน ก่อนจะะโเรียกอีกคนที่อยู่ด้านในอย่างรวดเร็ว
โอ๊ยยย..หาเื่ใส่ตัวแล้ว!
เกาลัดพลันสะดุ้งใ หญิงสาวพยายามดิ้นขัดขืน แต่ชายผู้นั้นกลับใช้มือเพียงข้างเดียวจับแขนของนางไขว้ไว้ด้านหลัง เกาลัดย่อมทนเจ็บไม่ไหวจึงได้แต่ร้องออกมาสุดเสียงออกไปหลายครั้ง
เมื่อผู้ที่อยู่ด้านในออกมาแล้ว ก็พบว่าเป็ไคจาและชายร่างเตี้ยคนนั้น เมื่อไคจาเห็นเกาลัดก็รู้ทันทีว่านางเป็ใคร
หญิงสาวถูกจับมานั่งในห้องแห่งหนึ่งด้านในบ้านพัก ภายในห้องมีเพียงตะเกียงตัวเดียวที่ตั้งเด่นอยู่บนโต๊ะ บรรยากาศรอบด้านจึงเต็มไปด้วยความสลัววังเวง
เกาลัดนั่งมองชายทั้งสามอยู่พักหนึ่ง หลังจากที่หญิงสาวอธิบายข้อสงสัยหลายอย่างให้กับพวกเขาไปแล้ว แต่เหมือนว่าอีกฝ่ายยังไม่เชื่อเท่าไหร่นัก
ไคจาน่าจะมีอายุไล่เลี่ยกันกับนาง ครั้นเห็นว่าเขาน่าจะเป็คนเจรจาได้ง่ายกว่า เกาลัดจึงพยายามกล่าวกับเขาอย่างเป็กันเองให้ได้มากที่สุด แม้กระทั่งเอ่ยเรียกเขาว่าเป็เพื่อนที่เคยพลัดพราก..
ไคจา “...”
เขาเพียงรับรู้จากปากของเกาลัดว่าเป็แค่คนงานของร้านขายผ้า แต่แค่อาศัยชั่วคราวเท่านั้นเพราะต้องตามหาญาติคนหนึ่ง และบังเอิญว่ามีคนในกลุ่มของอองทีที่เกาลัดอาจรู้จัก จึงได้แอบติดตามไปยังโรงเหล้าและมายังบ้านพักที่นี่
แน่นอนว่าไคจาย่อมไม่มีทางปักใจเชื่อ แต่ประเด็นที่เขาสงสัยที่สุดก็คือคนธรรมดาอย่างนาง กลับตายแล้วฟื้นจากพิษร้ายแรงได้อย่างไร
ชายหนุ่มเหลือบมองหญิงสาวอัปลักษณ์ที่อยู่ตรงหน้าเป็ระยะ แต่ปากเล็กๆของนางเจื้อยแจ้วไม่หยุด จนชายสองคนที่ยืนอยู่ข้างๆเริ่มแคะหูอย่างรำคาญ
“นี่เ้าคงไม่จับข้าให้นายท่าเรือนั่นหรอกนะ ข้าไม่ได้ทำอะไรผิดเสียหน่อย ข้อหาอาจแค่บุกรุก ถ้ามีใครรู้ว่าคนของเ้าเมืองโกนิลรังแกหญิงสาวหน้าตาขี้เหร่คนหนึ่ง ไม่รู้ว่าชื่อเสียงเลื่องลือของนายเ้าจะเป็ยังไง” เกาลัดพยายามหาข้ออ้าง
ไคจาจึงเอ่ยตอบกลับไปว่า “ข้าไม่สนว่าเ้าจะเล่าที่มาของตัวเองเป็เช่นไร แต่ข้าอยากจะรู้ว่ามีใครช่วยเหลือเ้าให้พ้นจากความตาย หรือเ้ามียาแก้พิษ? ถ้าเ้าบอกความจริงมา เ้าก็อาจจะได้ติดตามข้ากลับอาณาจักรโกนิล มีที่อยู่ที่กินอย่างสุขสบายได้”
ไคจาหยุดนิ่งไปก่อนจะขยับมุมปากกล่าวเพิ่มว่า “..ว่าอย่างไร”
เกาลัดย่อมไม่รู้ว่าร่างกายของตนนั้นมีความพิเศษขนาดไหน และไม่รู้ว่าตัวเองตายแล้วฟื้นได้อย่างไร หากเป็ในโลกปัจจุบันก็คงเป็ข่าวหน้าหนึ่งไปแล้ว
หญิงสาวอัปลักษณ์ยิ้มแห้งๆก่อนตอบอีกฝ่ายไปว่า “ข้าบอกเ้าไปหมดแล้วว่าข้าไม่รู้เื่อะไรทั้งนั้น จู่ๆก็หน้ามืดแล้วไปโผล่หน้าป่าช้ากับเ้าตะ..เอ่อ เขาน่ะ” เกาลัดหันไปชี้หน้าชายร่างเตี้ยคนนั้นจนเขาสะดุ้งโหยง ในใจคิดว่าตนคงถูกเวทย์อาคมของผีสาวตัวนี้เล่นงานเข้าแล้ว
“เ้าตายแล้ว.. ข้าเลยให้เขาเอาเ้าไปฝังเอง ข้ากำชับว่าต้องหาพื้นที่เหมาะๆให้เ้า” ไคจากล่าวสีหน้าเรียบเฉยเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
เกาลัดขบริมฝีปากแน่น พลางคิดว่าคนกลุ่มนี้จะต้องกลั่นแกล้งตนเองแน่นอน หรือไม่ตัวนางก็ต้องถูกนำมาเป็หนูทดลองยาพิษอะไรสักอย่าง ไม่อย่างนั้นเมื่อตายแล้วจะถูกนำไปทิ้งเหมือนหมูเหมือนหมาได้ยังไง
คนพวกนี้จิตใจทำด้วยอะไร..
เกาลัดพลันลุกขึ้นยืน แววตาเจือไปด้วยความโกรธ เงาร่างหญิงสาววูบไหวไปมาตามแสงสะท้อนของตะเกียง ชายทั้งสามคนเริ่มรู้สึกหนาวะเืขึ้นมาทันใด ภายในห้องเหมือนคลุมไปด้วยพลังบีบอัดมหาศาล
ไคจารีบชักดาบขึ้นมา ก่อนจะยกปลายคมดาบขนานร่างกับอีกฝ่าย “เ้า เป็ ใคร กันแน่..” ชายหนุ่มเริ่มเสียงสั่นอย่างไม่รู้ตัว
หญิงสาวอัปลักษณ์ที่อยู่ตรงหน้า กลับไม่มีกลิ่นอายของผู้ใช้ไสยเวทย์หรือผู้วิเศษที่เขารู้จัก แต่เป็สิ่งที่แปลกประหลาดและอาจอยู่เหนือว่าผู้ใช้ไสยเวทย์ทั่วไปเสียอีก
เกาลัดเมื่อเริ่มได้สติ นางกลับไม่รู้ว่าตัวเองปลดปล่อยพลังอะไรออกมา หญิงสาวเริ่มวิงเวียนศีรษะ ร่างกายอ่อนล้าลงจนต้องใช้มือยันขอบโต๊ะไว้
จากนั้นไม่นานร่างเกาลัดพลันทรุดตัวลงกับพื้นอย่างรวดเร็ว สติของนางรับรู้ได้เพียงว่า ไคจาวิ่งเข้ามาประคองร่างของตนขึ้นมาจากพื้นอันเย็นเฉียบเท่านั้น
รุ่งเช้าวันต่อมา เกาลัดนอนหลับอยู่บนเตียงไม้ที่ถูกปูด้วยผ้าหนานุ่ม ภายในห้องมีกลิ่นยาเบาบางโชยมาเป็ระยะ หญิงสาวตื่นขึ้นมางัวเงียอยู่สักพัก ก่อนจะรับรู้ว่านางอาจอยู่ในสถานที่ที่เป็อันตราย จึงพลันรวบรวมสติและฝืนร่างกายวิ่งออกไปด้านนอก
ไคจามาถึงพอดีจึงรีบขวางอีกฝ่ายไว้ เขาพยายามเว้นระยะห่างกับเกาลัด และแนะนำตัวเองอย่างเป็ทางการ อีกฝ่ายเล่าเพียงว่าตัวนางเป็ลมหมดสติไป จึงพามานอนพักที่ห้อง
ชายหนุ่มที่เกาลัดคิดว่าเป็สหายที่พลัดพราก เขามีท่าทีเปลี่ยนไปจากเมื่อคืน การพูดจากลับไม่แข็งกร้าวเหมือนครั้งก่อน และยังเชื่อว่าเกาลัดมาตามหาญาติจริง พร้อมยังรับปากว่าจะพาหญิงสาวไปหาคนที่อาจรู้จักในกลุ่มของเ้าเมืองโกนิลอีกด้วย
เกาลัดได้แต่คิดสงสัยอยู่ในใจ ‘เ้าหน้าอ่อนนี่จะมาไม้ไหนกันนะ..’
ไคจานำหญิงรับใช้คนหนึ่งมา นางเตรียมอาหารและเสื้อผ้ามาให้เกาลัด และอยู่ดูแลหญิงสาวจนเกือบเที่ยง
“เ้าบอกว่ามีคนอาจรู้จักในกลุ่มของข้า ถ้าเ้าจะบอกว่าเป็ใครได้หรือไม่” ไคจายืนกอดอกที่ริมระเบียงด้านหลังบ้านพัก เขาหรี่ตามองเกาลัดที่นั่งเอนหลังอยู่ตรงมุมเสา
หญิงสาวเชิดหน้าไปทางอื่นก่อนจะตอบออกไปลอยๆว่า “อยู่ๆเ้าก็อยากช่วยข้าขึ้นมา คงไม่หวังผลประโยชน์อะไรหรอกนะ.. ข้าไม่รู้หรอกว่าเป็ใคร ถ้าได้เจอข้าก็จะจำได้เอง ข้าแค่มีบางอย่างจะถามคนคนนั้น ถ้าได้คำตอบแล้วข้าก็จะไม่ยุ่งอะไรอีก”
ไคจาทบทวนความคิดก่อนจะนั่งลงเอนหลังบ้าง หากหญิงสาวเห็นเขาเป็สหาย เช่นนั้นเขาก็จะรับไมตรีนี้ไว้แล้วกัน
“ใช่.. ข้าหวังผลประโยชน์กับเ้า เมื่อเ้าได้เจอคนที่อยากเจอแล้ว อย่างที่ข้าเคยบอก หากตามข้ากลับดินแดนทางใต้ เ้าจะได้ทำงานในโรงแพทย์กลาง ข้าเองก็จะพิจารณารับเ้าเป็ลูกศิษย์ เช่นนี้ดีหรือไม่”
“เห๊อะ! นี่เ้ายกยอตัวเองเป็อาจารย์หมอแล้วหรือไง หน้าตายังกับเด็กม.ปลาย ดูท่าเ้าอายุมากกว่าข้าไม่กี่ปีเองนะ” เกาลัดขึ้นเสียง
ไคจาสงสัยกับประโยคเยาะเย้ยของหญิงสาว เขาเริ่มมีโทสะขึ้นมาบ้างแล้ว “ตกลงเ้าจะไปเมืองดุรงคากับข้า หรือจะให้ข้าไปแจ้งนายท่าเรือจับเ้าเข้าคุกใต้ดิน สงสัยเหมือนกันว่าคุกที่นี่ เขาใช้หมาล่าเนื้อจัดการนักโทษอย่างที่ร่ำลือกันหรือไม่” อีกฝ่ายหยุดชะงัก
“..หรือเ้าจะอยากลอง”
เมื่อสิ้นคำของไคจา เกาลัดพลันดีดตัวขึ้นมาจากพื้นพลางมองหน้าชายหนุ่มอย่างโกรธเคือง หญิงสาวแต่เพียงสะกดอารมณ์คุกรุ่นนั้นเอาไว้เงียบๆ
เมื่อจัดการธุระที่ท่าเรือลำเพาแล้วเสร็จ ไคจาและคนคุ้มกันอีกคน พาเกาลัดนั่งรถม้าเดินทางไปยังเมืองดุรงคาซึ่งอยู่ไม่ไกลจากที่นี่มากนัก พอไปถึงก็ตกค่ำพอดี
ไคจาพาเกาลัดมาพักที่บ้านลับแห่งหนึ่ง เขาเคยมาที่นี่หลายครั้งจึงไม่มีปัญหาใด คนคุ้มกันบอกว่าเ้าอองทีอยู่ในเรือนรับรองแขกของเ้าเมืองดุรงคา ไคจาจึงให้คนคุ้มกันเฝ้าเกาลัดเอาไว้ก่อน
เกาลัดเมื่อเห็นท่าทางลับๆล่อๆของไคจา จึงไม่คิดจะเชื่อคำพูดของเขาแต่แรก หญิงสาวยอมติดตามมา ก็เพราะไม่อยากถูกจับเข้าคุกที่ท่าเรือลำเพา
อีกอย่างหากมีโอกาสหนีออกมาจากที่นั่นได้ ย่อมรอดพ้นจากนายหญิงใหญ่ของร้านขายผ้าคนนั้น เมื่อมีโอกาสแล้วจะชักช้าไปไย อย่างน้อยนางก็มีคนคุ้มครองชั่วคราว
ทางด้านอองทีเมื่อได้เห็นเศษชิ้นส่วนของศิลาดำแล้ว และให้ลอซูตรวจสอบดูก็พบว่ามีกลิ่นอายของผู้ใช้ไสยเวทย์ปีศาจจริง เ้าเมืองดุรงคายอมรับเป็นัยว่าเขามีแผนที่โบราณของเมืองศิลาขาวที่อองทีตามหา แต่อาจจะต้องแลกเปลี่ยนข้อตกลงบางอย่างกับเขา อองทีจึงได้แต่รับปากอย่างไม่เต็มใจไปก่อน
พอถึงรุ่งสางไคจามาพบอองทีที่เรือนรับรอง แต่เขาก็ยังชั่งใจว่าจะบอกเื่ของเกาลัดดีหรือไม่ หากอองทีรู้ว่าในร่างหญิงสาวมีพลังประหลาดซุกซ่อนอยู่ นั่นไม่เท่ากับว่าเขาพาเกาลัดเดินมาสู่ความตายด้วยตัวเองหรอกหรือ
ขณะที่ทุกคนกำลังหารือเื่แผนที่โบราณของเมืองศิลาขาวอยู่นั้น คนคุ้มกันที่คอยเฝ้าเกาลัดกลับวิ่งกระหืดกระหอบมา เขาตรงไปหาไคจาที่นั่งอยู่อีกฟากแล้วกระซิบบางอย่าง ก่อนที่ไคจาจะลุกขึ้นด้วยความตื่นตระหนก
ไม่นานนักเสียงเอะอะโวยวายของหญิงผู้หนึ่งก็ดังมาจากลานด้านนอก
..เป็เสียงของเกาลัด
ไคจารีบเอ่ยขอตัวออกไปด้านนอกชั่วคราว จนคนทั้งหมดในห้องเริ่มแปลกใจกับเสียงผู้หญิงที่อยู่ข้างนอกนั่น หรือว่าไคจาแอบไปพบรักกับสาวคนใด โดยที่พวกเขาไม่รู้มาก่อน
เมื่อไคจามาถึงลานด้านหน้าเรือน ก็พบว่าเป็เกาลัดยืนโบกไม้โบกมือให้เขา หญิงสาวยิ้มระรื่น ใบหน้าอัปลักษณ์นั้นทำให้คนคุ้มกันหลายคนอดที่จะส่ายหัวไม่ได้ ไม่รู้ว่าไคจาไปรู้จักกับสตรีเช่นนี้ได้อย่างไร
เกาลัดรู้ว่าไคจามายังเรือนรับรองเ้าเมืองโกนิล นางจึงแอบหนีออกมา จนคนคุ้มกันผู้นั้นต้องไล่ตามมาถึงที่นี่จนพบตัว
“นี่เ้าทำไมถึงทิ้งข้าไว้ที่บ้านหลังนั้นคนเดียว..” เกาลัดมองค้อนอีกฝ่ายด้วยความไม่พอใจ สายตาของนางแอบกวาดมองเข้าไปด้านในเป็ระยะ
คนคุ้มกันหลายคนที่มามุงดูเริ่มถอยออกตามคำสั่งของไคจา อีกฝ่ายรีบเดินมากดเสียงต่ำลงว่า “ข้าบอกให้เ้ารอจนกว่าข้าจะพามามิใช่หรือ”
ยังไม่ทันที่ไคจาจะกล่าวต่อ เขาเห็นว่าเกาลัดกำลังวิ่งปรี่ไปอีกด้าน เมื่อนางเห็นอองทีและคนอื่นๆเดินติดตามมา สายตาเ็าของอองทีเหลือบมองมายังเกาลัดอย่างรู้สึกสงสัย
‘..นี่ไม่ใช่หญิงอัปลักษณ์ที่ตายด้วยพิษคืนวันนั้นหรือ เหตุใดนางถึงกลับมายืนพูดคุยอย่างสนิทสนมกับไคจาได้ หรือว่าไคจาปรุงโอสถแก้พิษให้ได้นางแล้ว’
“ท่านคงจะเป็เ้าเมืองโกนิลใช่ไหมเ้าคะ ข้าจะขอคุยธุระกับท่านเป็การส่วนตัวได้ไหม เอ่อ..คำว่าส่วนตัวคือแบบอยู่ในห้องสองคนที่ไม่มีคนอื่นอยู่ด้วยน่ะเ้าค่ะ” เกาลัดยืดตัวตรงมองทุกคนที่ยื่นนิ่งค้างอย่างเก้กัง
เกาลัดใช้มือนวดขมับเล็กน้อย พลางบ่นพึมพำ “นี่ฉันพูดอะไรผิดไปหรือไงเนี่ย หรือว่าคนยุคนี้ไม่ค่อยเข้าใจอะไรตรงๆกันนะ”
จังหวะนั้นพลันมีเสียงหนึ่งดังแทรกเข้ามา “เ้าคิดว่าตัวเองเป็ใคร สตรีหน้าตาอัปลักษณ์เช่นเ้า ไยถึงกล้ากล่าววาจากับนายของข้าเช่นนี้” วธูยกดาบพาดไว้บนคอของเกาลัดทันใด
คนคุ้มกันคนอื่นๆได้แต่ยืนกอดอกมองสถานการณ์ที่อยู่ตรงหน้า บ้างก็หัวเราะขำขันหรือส่งเสียงให้เกาลัดสู้กลับบ้าง ไคจาเมื่อเห็นอีกฝ่ายเริ่มหน้าซีดเผือด เขาจึงรีบดึงตัวหญิงสาวออกมาหลบด้านหลังตน
วธูเมื่อเห็นดังนั้นก็ยอมลดท่าทีลงและเก็บดาบเข้าฝักอย่างว่าง่าย “อย่าบอกนะว่าเ้าชอบนาง รสนิยมเ้าไม่ได้เื่เสียจริง”
“นายท่านขอรับ นางเป็คนที่ข้าช่วยไว้ อีกอย่างนางก็เคยรับเข็มพิษแทนท่าน ตอนที่นางฟื้นขึ้นมาสติก็ไม่ค่อยสมประกอบเท่าใดนัก” ไคจารีบเอ่ยเพื่อแก้ต่างให้อีกฝ่าย จนเกาลัดสะบัดแขนออกจากมือเขาแล้วกล่าวขึ้นว่า
“ข้าไม่ใช่คนบ้านะ! ไหนเ้าบอกว่าจะให้ข้าพบคนคนนั้นยังไงล่ะ คนที่ข้าอยากเจอเขายืนอยู่นี่แล้วไง”
เกาลัดยืนมองท่าทีนิ่งเฉยของอองที สายตาของอีกฝ่ายคล้ายกำลังบดขยี้ความหวังอันเลือนรางของนางเอาไว้
แม้ว่าเขาจะมีดวงตาเพียงข้างเดียว แต่เกาลัดพอรู้แน่ชัดแล้วว่า เขา.. ก็คือคนที่ปักกริชลงบนหัวใจของตนในความฝันอย่างแน่นอน และชายผู้นี้อาจเป็คนที่พานางมายังโลกอันวุ่นวายแห่งนี้ด้วย
ไม่ได้สิ.. ต้องหาโอกาสคุยกันกับเขาให้รู้เื่!
ขณะที่ไคจากับเกาลัดโต้เถียงกันอยู่นั้น ปรากฏเสียงหวานนุ่มของสตรีผู้หนึ่งมาขัดจังหวะ หญิงสาวมาในชุดชมพูอ่อน ผมดำยาวจนแทบกลายเป็เนื้อเดียวกันกับอาภรณ์งดงามนั้น
ละออม นางเป็บุตรสาวคนโตของเ้าเมืองดุรงคา ด้านหลังของหญิงสาวมีบ่าวรับใช้หญิงสามคนหิ้วหาบข้าวของมาหลายอย่าง และติดตามมาด้วยคนคุ้มกันชายหญิงอีกสองคน
“ท่านเ้าออง ท่านพ่อให้ข้านำของกำนัลมารับรองท่าน เป็เนื้อแกะตุ๋น ผลไม้หายาก และสุราอายุยืน เชิญท่านเ้าอองด้านในเ้าค่ะ” หญิงสาวคนนี้ทำท่าจีบปากจีบคอจนดูแล้วไม่เป็ธรรมชาติ
วธูหันมาเหลียวมองนางั้แ่หัวจรดเท้า หากนางจะมีนายหญิงสักคนก็ขอให้มีรูปร่างหน้าตาเช่นนี้ แต่ดูลักษณะนิสัยบุตรีของเ้าเมืองดุรงคาแล้วน่าจะได้รับการอบรมเข้มงวดเกินไป
สิ่งที่เกินไปย่อมไม่ดี..
เกาลัดพลันเดินมายืนขวางละออมเอาไว้ พลางทำสีหน้าขุ่นเคืองขึ้นมา “เดี๋ยวก่อนสิ ข้าเป็คนมานัดพบท่านเ้าเมืองก่อนเ้า เพราะงั้นก็ต้องตามลำดับคิวนะ เอาเป็ว่าข้าจะรีบคุยรีบกลับตกลงไหม ข้าคนแรก ส่วนเ้าคนที่สอง”
คนคุ้มกันชายหญิงที่อยู่ด้านหลังเริ่มขยับตัว แต่เมื่อเห็นว่านายหญิงน้อยของตนยกมือห้าม พวกเขาจึงได้แต่ขยับฝีเท้าถอยออกมา
“เช่นนั้นข้าก็เสียมารยาทแล้ว เ้า..” ละออมชายตามองเกาลัดอย่างรู้สึกสงสัยรังเกียจ ใบหน้าของอีกฝ่ายหากมองเพียงผิวเผินก็ถือว่าขี้เหร่อัปลักษณ์ แต่ดวงตากลมใสของนางนั้นกลับคล้ายกำลังซ่อนความงดงามของสตรีเอาไว้
‘นางเป็ใครถึงได้เอ่ยปากนัดพบเ้าเมืองโกนิลได้..’ ละออมแอบครุ่นคิด
อองทีเมื่อเห็นท่าทางเกาลัด เขาคลายมุมปากที่กำลังยกยิ้มอย่างไม่ตั้งใจ ครั้งนั้นหญิงอัปลักษณ์คนนี้ทำให้พลังในร่างกายเขาเปลี่ยนแปลงไปชั่วขณะ แต่ไยวันนี้กลับไม่พบความความผิดปกติใด
สักพักนั้นอองทีก็พลันเอ่ยลอยๆขึ้นมาว่า “ถ้าเ้าอยากพบข้านัก ก็รีบบอกธุระของเ้ามาเสียตอนนี้ สุราอาหารจากหญิงงามรอข้าอยู่”
เกาลัดทำท่าทีดีใจก่อนหันกลับมากล่าวตอบ “ได้ แต่คงจะต้องพูดคุยกันสองต่อสองเท่านั้นเ้าค่ะ”
ไคจาหลับตาถอนหายใจคราหนึ่ง ก่อนชายหนุ่มจะคว้าแขนเกาลัดออกมาจากบริเวณนั้นทันใด
เกาลัดเริ่มโวยวายเสียงดังใส่อีกฝ่าย “ปล่อยนะ เขาคือคนในความฝันของข้า!”
ครั้นเมื่อหญิงสาวหันมองกลับไป ก็เห็นละออมพร้อมบ่าวรับใช้กำลังยกของกำนัลเ่าั้เดินไปหาอองทีแล้ว เขาย่อมทำท่าทางจะสนใจสิ่งที่อยู่ตรงหน้าไม่น้อย จึงพลันเดินนำบุตรสาวเ้าเมืองดุรงคาเข้าไปด้านใน
ไคจาพาตัวเกาลัดออกมาด้านนอก เสียงของหญิงสาวก็แ่เบาลง ชายหนุ่มขึ้นเสียงกับนางอยู่หลายประโยค ก่อนจะพบว่าอีกฝ่ายกำลังยืนน้ำตาไหลอยู่เบื้องหน้าของตนแล้ว
แววตาเกาลัดก็เริ่มเศร้าหมองลง นางเหม่อมองท้องฟ้าอย่างรู้สึกสิ้นหวัง
‘พอได้แล้วพยัคฆ์ขาว ข้าอยากกลับบ้านเสียที..’
สักพักนั้นเกาลัดก็วิ่งหลบไคจาออกมาอีกด้าน ก่อนที่นางจะมาหยุดยืนบนสะพานไม้แห่งหนึ่ง ที่พาดโค้งยาวอยู่ลำคลองสายใหญ่กลางเมือง ริมฝั่งมีบ้านเรือนปลูกติดกันอยู่อย่างหนาแน่น
เกาลัดหยิบมีดสั้นโบราณเล่มนั้นขึ้นมาดู ในใจก็คิดอยากจะทิ้งสิ่งนี้ไป แต่หญิงสาวก็ตัดสินใจเก็บมันไว้กับตัวตามเดิม ปริศนาของมีดสั้นเล่มนี้ย่อมมีอีกมาก หากนางทิ้งมันไปตอนนี้ก็น่าเสียดาย
ขณะที่เกาลัดนึกถึงคำกล่าวหนึ่ง นางจึงรีบชะโงกศีรษะมองลอดใต้สะพาน ปรากฏว่าความสูงและระดับน้ำไม่ได้น่ากลัวมากนัก หากเื่ตกน้ำแล้วไปโผล่ยังอีกโลกหนึ่งเป็ความจริง สิ่งนี้ก็อาจเป็คำตอบก็ได้..
“งั้นลองดู..”
ไม่นานนัก เกาลัดก็ยันร่างตัวเองขึ้นไปเกาะบนราวสะพานไม้ ก่อนจะตัดสินใจะโลงคลองแห่งนั้นทันที พอแรงกระเพื่อมของน้ำหยุดนิ่ง พลังดูดของน้ำขุมหนึ่งดึงกระชากหญิงสาวให้จมดิ่งลง ปลายแสงสว่างบนผิวน้ำกลับเริ่มริบหรี่ลงทันใด
ขณะที่เกาลัดกำลังเพ่งมองความมืดสลัวที่อยู่ในน้ำ ปรากฏเงาร่างบุรุษผู้หนึ่งลอยอยู่เบื้องหน้า รูปหน้าของเขางดงามไร้ที่ติ เส้นผมสีดำลอยพลิ้วไปตามกระแสน้ำคล้ายกับภาพวาดที่กำลังต้องเวทมนต์
ั์ตาดำสนิทของเขานั้น ราวกับกำลังสะกดร่างเกาลัดให้หยุดนิ่ง เสียงแ่เบาของอีกฝ่ายกลับทำให้เกาลัดสั่นสะท้านไปทั่วร่าง
“ข้าคิดถึงเ้ายิ่งนัก..”
เกาลัดคิดอยากจะเอ่ยตอบโต้ แต่กลับมีบางสิ่งอุดกั้นลำคอนางเอาไว้ หญิงสาวหวาดกลัวสุดขีด ขณะที่พยายามใช้มือทั้งสองข้างแหวกว่ายขึ้นผิวน้ำให้เร็วที่สุด
จนกระทั่งเกาลัดตะเกียกตะกายพาร่างของตนเองขึ้นมาฝั่ง ก่อนที่สายตาของนางจะสอดส่องหาเงาร่างของคนผู้นั้นด้วยท่าทีลนลาน
“หรือจะเป็แค่คนดำน้ำลงไปช่วยกันนะ..” หญิงสาวพยายามคิดในแง่ดี
เกาลัดพลันไหล่ห่อเหี่ยวลง เมื่อรู้ว่าตนเองยังมาโผล่สถานที่แห่งเดิม ความหวังอันริบหรี่นั้นก็เริ่มบั่นทอนเข้ามาในจิตใจ
สักพักนั้นก็มีเรือเล็กหาปลาของชายชราผมขาวโผลนคนหนึ่ง แล่นมาเทียบเคียงบริเวณที่เกาลัดนั่งอยู่ รอยยิ้มของชายชราปรากฏฟันสีดำสลับเหลือง เขาชี้นิ้วขึ้นไปบนฟ้าจากนั้นก็ชี้ลงล่าง สลับกันไปมาอยู่สักพัก
จากนั้นชายชราทำปากขมุบขมิบ โดยไม่รู้แน่ชัดว่า้ากล่าวสิ่งใด อีกฝ่ายล้วงบางอย่างจากบนเรือ ก่อนจะขว้างมายังเกาลัดที่กำลังนั่งเปียกโชกอยู่ใกล้ๆฝั่งคลองแห่งนั้น
มันคือ..พวงปลาสดห้าหกตัว
เกาลัดรับสิ่งนั้นมาถืออย่างอึ้งงัน แล้วนางก็รีบวิ่งหอบพวงปลาออกจากบริเวณนั้นทันที เกาลัดพลันก็ได้ยินเสียงลอยดังจากปากชายชราขึ้นว่า “บ้านเ้าคงอดอยาก ถึงขนาดให้สตรีมาดำน้ำหาปลา เฮ้ย..ช่างน่าเวทนาเสียแท้”
ขณะเกาลัดวิ่งออกมาจากบริเวณริมคลอง ปรากฏว่าตัวของนางบังเอิญไปชนกับชายแปลกหน้าคนหนึ่งอย่างไม่ตั้งใจ ชายผู้นั้นประคองเกาลัดเล็กน้อยก่อนจะปล่อยหญิงสาวไป
อีกฝ่ายได้ยินแต่เสียงร้อนรนบางอย่างของหญิงอัปลักษณ์ผู้นี้แว่วมา เขามองตามเกาลัดที่กำลังวิ่งหายเข้าไปในย่านชุมชนตลาดแห่งหนึ่ง
ขณะที่หญิงสาวพ้นสายตาไปแล้ว ไม่นานแสงเรืองรองประหลาดก็ลอดออกมาจากถุงย่ามสีเข้มของชายผู้นั้น เขาแตะััมันพลางเอ่ยบางอย่างขึ้นมา
“เจอตัวแล้วสินะ..”
>โปรดติดตามตอนที่8<