นี่คือสมรภูมิที่ไร้ควันไฟจนถึงตอนนี้นางซูก็ยังไม่กลับมาทว่าบนโต๊ะอาหารกลับเหลือเพียงเศษอาหารและน้ำแกงผักเท่านั้น
“ทุกครั้งที่กินข้าว ท่านแม่ต้องไปทำงาน แล้วนางจะกินอะไรเ้าคะ?” เย่ชิงชิงถามขึ้นทันที
หลายคนที่กำลังเขี่ยไม้แคะฟันต่างหยุดชะงักย่าเฒ่าจ้องมองนางเขม็ง “นังตัวน่ารังเกียจอย่าพูดจาเหลวไหล!”
เย่จื้อเหอขมวดคิ้วแล้วส่ายหน้า“ทั้งวันทำตัวไม่รู้จักโต กล้าโวยวายใส่ผู้าุโกว่ามันสมควรแล้วหรือ!”
บิดาของเขาเย่เจียซุ่น โบกมือห้ามไม่ให้บุตรชายพูดต่อ จากนั้นลุกขึ้นยืนแล้วกล่าวว่า“ข้ามักเห็นว่าบ้านเราทะเลาะกันเื่เล็กๆ น้อยๆ ทุกวัน จื้อเหอเ้าเป็บุตรชายคนโต เ้าต้องรู้จักปลอบโยนผู้อื่นบ้าง”
เย่จื้อเหอลุกขึ้นตามแล้วตอบว่า“ขอรับ ท่านพ่อ”
“ตามข้ามา”
ทั้งสองคนลุกขึ้นและออกจากห้องโถงนางตู้จึงอุ้มเย่จื้อเกอตามไป
เมื่อคนในบ้านใหญ่ไปหมดแล้วเย่เจียอวี้ก็ยืดแขนบิดี้เี แล้วกล่าวว่า “เถาอวิ๋นไปที่ห้องของเ้าแล้วกัน ข้าอยากจะนอนพักผ่อนสักหน่อย” เขาไม่สนใจภรรยาที่ยังไม่ได้กินข้าวเลย
“ได้เ้าค่ะ!” เถาอี๋เหนียงยิ้มกว้างนางจูงเย่ฝูหรงเดินตามเขาไปพร้อมกับกระซิบกระซาบหัวเราะคิกคัก
ย่าเฒ่าก็ต้องนอนกลางวันเช่นกันนางเหลือบมองจานชามบนโต๊ะอาหาร แล้วหันไปสั่งเย่ชิงชิง“แม่ของเ้ากลับมาแล้วก็บอกนางว่าเก็บกวาดให้เรียบร้อยด้วย”
เย่ชิงชิงหัวเราะฮิฮิ“เื่เล็กน้อยแค่นี้จะไปสำคัญเท่ากับพืชผลในนาได้อย่างไร? ข้าจะไปช่วยงานที่ไร่นา ท่านย่าหาคนอื่นมาจัดการดีกว่าเ้าค่ะ!”
ไม่ได้กินข้าวแล้วยังต้องมาล้างจานอีกหรือบ้าไปแล้ว! เย่ชิงชิงพูดจบก็ไม่สนใจท่านย่าอีกนางคว้าเย่จื้อเฟิงที่กำลังแทะกระดูกไก่อยู่ตรงมุมห้อง พาเขาไปล้างมือที่บ่อน้ำ
“ฟังข้านะเ้าต้องไปนอนพักในห้อง ห้ามวิ่งเล่นไปทั่วเข้าใจไหม?” เย่ชิงชิงใช้ผ้าเช็ดใบหน้าดำคล้ำที่ซูบตอบของเขา
เมื่อจัดแจงที่นอนให้เย่จื้อเฟิงเรียบร้อยนางก็รีบวิ่งไปที่ไร่นาเพื่อตามหานางซูมื้อกลางวันของวันนี้คงต้องจัดการเองอีกแล้ว...
นางซูผู้นี้มีนิสัยอ่อนโยนตลอดเวลาหลายปีที่อยู่ในฐานะลูกสะใภ้ นางยอมอดทนจนไร้อารมณ์โกรธแค้นและไม่กังวลเื่ตัวเอง เอาแต่กังวลว่าบุตรจะหิวโหย
กลับไปก็ไม่มีอะไรกินเย่ชิงชิงจึงต้องขุดเก่อเกินมาให้นางกินแก้หิวและสองแม่ลูกก็พูดคุยกันใต้ร่มไม้สักพัก
หลังจากนั้นเย่ชิงชิงก็เดินเตร่ไปรอบๆ หมู่บ้านเถียนซินสักพัก แล้วนางจึงรีบกลับเรือนเมื่อก้าวเข้าประตู นางก็เห็นเย่จื้อเกอกำลังขี่หลังของเย่จื้อเฟิงเล่นวิ่งม้าเร็วอย่างสนุกสนาน
“ย่าห์ ย่าห์! ทำไมช้าอย่างนี้ เร็วอีก!” เย่จื้อเกอเด็กอ้วนตัวน้อยแผดเสียงร้องอย่างไม่พอใจ
เด็กสามขวบไม่ได้ตัวใหญ่นักแต่ก็หนักเกินยี่สิบถึงสามสิบชั่ง [*] เย่จื้อเฟิงคลานสี่ขาอยู่บนพื้นเคลื่อนไหวช้าๆ ไปข้างหน้า
เย่ชิงชิงขมวดคิ้วก้าวเข้าไปขวางพวกเขา “หยุดเดี๋ยวนี้!”
ผู้ขัดขวางปรากฏตัวขึ้นกะทันหันเย่จื้อเกอเงยหน้ามอง เขาเบะปาก “นังอัปลักษณ์ออกไปไม่อยากเห็นเ้า”
“โฮ่ง โฮ่ง!”
จู่ๆเย่จื้อเฟิงก็อ้าปากเลียนเสียงสุนัขใส่เย่ชิงชิง แล้วยิ้มโง่ๆ ราวกับกำลังทักทาย
“ฮ่าฮ่า!” เย่จื้อเกอหัวเราะคิกคักอย่างมีความสุขชี้ไปข้างหน้าแล้วกล่าวว่า “เ้าหมาตอนนี้เ้ากินหญ้าได้แล้ว”
เห็นได้ชัดว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เล่นแบบนี้เย่ชิงชิงใเมื่อเห็นเย่จื้อเฟิงคลานไปอย่างเชื่อฟัง อ้าปากกัดหญ้าเล็กๆในลานบ้าน แล้วยังเคี้ยวแล้วกลืนลงท้องอีกด้วย!
ปกติแล้วพวกเขาเล่นเกมกันแบบนี้หรือ?
เย่ชิงชิงทนไม่ไหวที่เห็นเย่จื้อเฟิงผู้ซื่อบื้อถูกใช้เป็พาหนะนางทำหน้าบึ้งแล้วเดินเข้าไป ผลักเย่จื้อเกอให้ล้มลงไปในทันที
เด็กอ้วนตัวป้อมกลิ้งลงไปแล้วก็ล้มลงไปกองรวมกับเย่จื้อเฟิงที่อยู่ด้านล่าง
เย่จื้อเกอชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะเบะปากร้องไห้โฮ “ว้ากกกก!”
ความสูงเพียงเท่านี้ไม่ทำให้เขาระคายผิวด้วยซ้ำหากไม่ใช่เพราะว่าเขายังเป็เด็กเล็ก เย่ชิงชิงคงลงมือสั่งสอนไปนานแล้วความโกรธยังคุกรุ่นอยู่ในใจ นางดึงร่างเย่จื้อเฟิงขึ้นมาแล้วตรวจดูฝ่ามือและหัวเข่าของเขา
ในยุคสมัยนี้ไม่มีพื้นซีเมนต์ลานบ้านเต็มไปด้วยก้อนกรวดเล็กๆ ฝ่ามือที่รับน้ำหนักตัวเป็หลุมเป็บ่อเต็มไปด้วยรอยแดง เพียงแค่เห็นก็รู้สึกเ็ป
ที่หัวเข่ามีเืซึมออกมาด้วยเมื่อมองไปยังคราบน้ำสีเขียวที่ติดอยู่ข้างมุมปากของพี่ชายเย่ชิงชิงก็รู้สึกหงุดหงิด เ้าเด็กเหลือขอนี่ทำเกินไปแล้ว
ปกติแล้วนางกับนางซูไม่มีเวลาดูแลเย่จื้อเฟิงมากนักจึงไม่รู้ว่าเขาถูกคนพวกนี้รังแกไปขนาดไหนแล้ว!
ไม่น่าแปลกใจเลยที่ครั้งล่าสุดถึงเห็นเขาทำตัวเหมือนลูกหมา...
เสียงร้องไห้ของเย่จื้อเกอเรียกให้คนอื่นๆเร่งร้อนเข้ามา นางตู้รีบวิ่งเข้ามาเป็คนแรก แล้วถามย้ำว่า“เกิดอะไรขึ้น? เป็อะไรไป!”
“ท่านแม่ฮือฮือฮือ...”
เย่จื้อเกอคลานอยู่บนพื้นเมื่อเห็นมารดา น้ำตาก็ไหลทะลักหนักกว่าเดิม เขาชี้ไปทางเย่ชิงชิง“นังอัปลักษณ์ผลักข้า...”
“นังอัปลักษณ์ผลักข้า!”
นางตู้กอดเขาขึ้นมาด้วยมือข้างเดียวแล้วไล่ดูตามตัวของบุตรชายอย่างเป็กังวล เมื่อเห็นข้อศอกแดงก่ำนางก็หันไปมองเย่ชิงชิงด้วยสายตาที่ดุร้าย “เ้าทำอะไรบุตรชายของข้า!”
ในเวลานี้ย่าเฒ่าก็ถูกปลุกเพราะเสียงร้องไห้เช่นกันนางที่ถือไม้เท้ามาแต่ไกลก็ได้ยินคำพูดนั้นจึงรีบสาวเท้าเข้ามาแล้วฟาดไม้ลงไปทันทีโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง“นังตัวน่ารังเกียจอีกแล้วหรือ นี่เ้ากำลังทำอะไรอยู่?”
“โอ๊ย!”
เย่ชิงชิงถูกตีเข้าอย่างจังโดยไม่ทันตั้งตัวนางถอยหลังไปสองก้าว แล้วจ้องมองท่านย่าด้วยแววตามาดร้าย“พวกท่านตาบอดหรือเ้าคะ?”
“ฮือฮือฮือ...นังอัปลักษณ์ผลักข้า! นังอัปลักษณ์ผลักข้า!”
เย่จื้อเกอเริ่มดิ้นอาละวาดร้องไห้งอแงเสียงดังลั่น
เมื่อได้ยินเสียงร้องไห้ของหลานชายตัวน้อยย่าเฒ่าก็เ็ปไปทั้งกายและใจ นางกัดฟันยกไม้ขึ้นราวกับจะตีตัวขวางหูขวางตานี้ให้ตายคามือ
เชิงอรรถ
[*]ชั่ง (斤) ค่าน้ำหนักของจีนจำนวน 1 ชั่ง เท่ากับ 500 กรัม หรือ 0.5กิโลกรัม