ภายในราตรีเดียวจวนตระกูลซูก็ถูกเผาไหม้จนวอดวายแม้แต่กระเบื้องเคลือบแผ่นเดียวก็ไม่หลงเหลือไม่นานข่าวนี้ก็ล่วงรู้ไปถึงองค์จักรพรรดิ
ถึงอย่างไรตระกูลซูก็เป็ตระกูลขุนนางที่สร้างคุณงามความดีมาหลายชั่วอายุคนหลังตกอับกลับยังต้องเผชิญกับเหตุการณ์อันน่าสังเวชใจเช่นนี้องค์จักรพรรดิ์ย่อมไม่อาจทรงเพิกเฉยได้
พระองค์ทรงมีรับสั่งให้สืบสวนเื่นี้คาดไม่ถึงว่าสามวันหลังจากนั้นสิ่งที่ถวายขึ้นมาบนโต๊ะของพระองค์กลับมีเพียงผลสรุปที่สั้นกระชับประโยคหนึ่ง
เศษซากจวนยังคงอยู่ทว่าคนกลับสาบสูญไร้ร่องรอย
หรืออีกนัยหนึ่งก็คือท่ามกลางซากปรักหักพังในจวนตระกูลซูพวกเขาไม่พบศพแม้เพียงร่างเดียว คนตระกูลซูหายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอยไม่พบเบาะแสใด ๆ
ฮ่องเต้ทรงมีราชกิจมากมายย่อมไม่มีเวลานำเื่ของตระกูลขุนนางตกอับตระกูลหนึ่งมาวางไว้ในพระทัยหลังรับสั่งให้ข้าราชบริพารค้นหาต่อไปก็ทรงโยนเื่นี้ไปไว้อีกทางแล้ว
ในแวดวงขุนนางสูงศักดิ์ของเมืองหลวงเหลือเพียงเสียงร่ำลืออันแ่เบาเท่านั้น
ในขณะเดียวกัน ณเรือนหลังเล็กที่ตั้งอยู่บริเวณชานเมืองหลวงแห่งหนึ่งเสิ่นจื่อโยวเปิดประตูบ้านออก นางสูดลมหายใจบริสุทธิ์ของยามรุ่งอรุณเข้าปอดลึก
เมื่อห่างไกลออกมาจากตระกูลเสิ่นสถานที่สกปรกโสมมแห่งนั้นแม้แต่อากาศก็เปลี่ยนเป็สดชื่นบริสุทธิ์ขึ้นมาก
ทันทีที่คิดถึงว่าเสิ่นอี้กวงจะต้องนำบ่าวไพร่วิ่งไปที่ตระกูลซูเพื่อคิดบัญชีกับพวกนางสองแม่ลูกด้วยท่าทีดุดันทว่าท้ายที่สุดแล้วกลับได้พบเพียงซากปรักหักพังเท่านั้นเสิ่นจื่อโยวก็ให้รู้สึกอารมณ์ดีเป็อย่างยิ่ง
ให้บิดาชั่วผู้นั้นค่อย ๆ ตามหา ค่อยๆ ทุกข์ทรมานไปเถิด
มุมปากของเสิ่นจื่อโยวยกหยักอย่างมีความสุข
ซูเฟยอวี่เพิ่งเปิดประตูห้องออกมาก็พบกับภาพที่เสิ่นจื่อโยวกำลังหันหน้ารับแสงตะวันริมฝีปากยกโค้งเป็รอยยิ้มจาง ๆ
สาวน้อยในอาภรณ์สีขาวกำลังอาบแสงแดดอบอุ่นใบหน้าด้านข้างอันประณีตงดงามประหนึ่งถูกสรรค์สร้างด้วยปลายพู่กันที่ละเอียดอ่อนที่สุดเปล่งประกายระยิบระยับจาง ๆรอยยิ้มบางเบากอปรกับดวงตาที่กำลังจับจ้องนั้นพาให้ท้องฟ้าถึงกับจืดจางไป
หัวใจอันไม่เอาไหนของซูเฟยอวี่พลันเต้นรัว
“ญาติผู้พี่เฟยอวี่ ท่านตื่นแล้วหรือ”
เสิ่นจื่อโยวเบี่ยงศีรษะกลับมาทักทายเขาด้วยรอยยิ้ม
“อ่า...ใช่แล้ว...”
ซูเฟยอวี่เบี่ยงสายตาออกไปด้วยความประหม่า
ยามนี้เสิ่นจื่อโยวอยู่ในบ้านจึงไม่ได้สวมผ้าคลุมหน้าใบหน้าที่หายดีเป็ปกติจึงปรากฏเบื้องหน้าซูเฟยอวี่เช่นนี้
สามวันผ่านไปซูเฟยอวี่ยังคงตกตะลึงทุกคราที่ได้เห็น
ซูเฟยอวี่เคยได้ยินเื่ความงดงามอันเป็ที่ขจรไปทั่วเมืองหลวงของท่านป้าซูหวั่นเยว่ในวัยเยาว์นางถูกขนานนามว่าเป็ ‘โฉมงามอันดับหนึ่งแห่งเมืองหลวง’
คาดไม่ถึงว่าหลังจากเสิ่นจื่อโยวได้ฟื้นฟูรูปโฉมนางจะงามยิ่งกว่าท่านน้าในวัยเยาว์ถึงสามส่วน
ครั้นพบว่าตนเองเกิดความคิดที่ไม่ควรปรากฏขึ้นรสชาติขมขื่นก็แผ่ซ่านในลำคอของซูเฟยอวี่
ญาติผู้น้องในยามนี้เปี่ยมด้วยความมั่นใจ แข็งแกร่ง งดงามทว่าเขากลับเป็เพียงคนทุพพลภาพที่ยังมองไม่เห็นถึงเส้นทางชีวิตในกาลข้างหน้าแล้วเขาจะกล้าเพ้อฝันอะไรได้
ซูเฟยอวี่ก้มศีรษะต่ำผมด้านหน้าที่ลู่ลงปิดบังอารมณ์ซับซ้อนไว้ในดวงตาของเขา
เมื่อเห็นซูเฟยอวี่จมดิ่งสู่อารมณ์หดหู่โดยไร้สาเหตุอีกครั้งเสิ่นจื่อโยวก็เลิกคิ้วขึ้น
เหตุใดจึงคล้ายเกิดความรู้สึกด้อยค่าตนเองอีกแล้วเล่าหรือว่าถ้อยคำที่นางพูดในคราก่อนยังแรงไม่พอ?
ก็ถูกสำหรับคนที่จมปลักอยู่ในห้วงอารมณ์ด้อยค่าตนเองมาเป็เวลานานหาก้าให้เขาเปลี่ยนความคิดโดยสมบูรณ์นี่คงไม่ใช่เื่ที่สามารถทำได้ในระยะเวลาอันสั้น
เห็นทีนางจะต้องใช้ยาแรงแล้วมุมปากของเสิ่นจื่อโยวยกหยักด้วยความหมายคลุมเครือ
ซูเฟยอวี่รู้สึกหนาวสะท้านขึ้นมาเหตุใดเขาจึงรู้สึกว่าอากาศในวันนี้คล้ายจะเย็นขึ้นอย่างไม่อาจพรรณนา
• • •
หลังอาหารเช้า เสิ่นจื่อโยวก็พาซูเฟยอวี่ไปที่โรงเก็บฟืนที่อยู่ด้านหลังเรือน
เวลาล่วงเลยมานานหลายวัน นี่เป็คราแรกที่ซูเฟยอวี่ย่างมาเยือนที่นี่
เขารู้ดีว่าในห้องเก็บฟืนแห่งนี้คุมขังใครไว้...เจี่ยหมัวมัวรวมถึงบุรุษวัยฉกรรจ์ที่เข้าไปเผาจวนตระกูลซูในคืนนั้น
เสิ่นจื่อโยวเคยกล่าวว่าจะมอบคนเหล่านี้ให้เขาจัดการด้วยมือของเขาเอง
ประตูบานใหญ่ของโรงเก็บฟืนถูกเปิดออกกลิ่นราชื้นรุนแรงพุ่งปะทะโพรงจมูกถึงแม้ซูเฟยอวี่จะเตรียมใจไว้แล้วแต่ภาพตรงหน้าก็ยังทำให้เขาต้องตกตะลึงพรึงเพริด
ทั้งเจี่ยหมัวมัวและชายวัยฉกรรจ์เ่าั้ต่างถูกทำร้ายทั่วร่างไม่เว้นแม้แต่ข้อต่อมือเท้าพวกเขานอนกระจัดกระจายอยู่ตามมุมต่าง ๆ ของห้องเก็บฟืน แล้วด้วยความที่พวกเขาต้องกินดื่มขับถ่ายในสถานที่แห่งนี้สภาพในห้องเก็บฟืนจึงดูสกปรกไม่ต่างจากเล้าหมู
ผู้ที่สรรค์สร้าง ‘ผลงานชิ้นเอก’ ชิ้นนี้ไม่ต้องกล่าวก็รู้ว่าคือญาติผู้น้องจื่อโยว
ครั้นเห็นเสิ่นจื่อโยวและซูเฟยอวี่เดินเข้ามาเจี่ยหมัวมัวที่ถูกทำร้ายจนฟันหลุดไปหลายซี่ก็ตะเกียกตะกายคลานขึ้นมาจากพื้นนางจับขากางเกงของซูเฟยอวี่ไว้พลางร้องไห้วิงวอน “คุณชายน้อย...คุณชายน้อยข้าผิดไปแล้วข้าไม่ควรปล่อยให้ปีศาจครอบงำจิตใจ ได้โปรดเห็นแก่ที่ข้าเคยเป็วัวเป็ม้าในตระกูลซูมานานแรมปีโปรดปล่อยข้าไปเถิด...”
เจี่ยหมัวมัวไม่กล้าวิงวอนเสิ่นจื่อโยวเพราะหลายวันที่ผ่านมานางรู้แล้วว่าเสิ่นจื่อโยวปฏิบัติต่อศัตรูอย่างโเี้เพียงใดอีกฝ่ายไม่ใช่พวกใจอ่อน
นางจึงทำได้เพียงฝากความหวังไว้กับคุณชายน้อยผู้มีจิตใจเมตตา
ไม่ผิดจากที่คาดครั้นเห็นเจี่ยหมัวมัวคร่ำครวญร้องไห้ สภาพดูน่าเวทนาต่างไปจากคราแรกแววตาของซูเฟยอวี่ก็เกิดความสั่นคลอน
ั์ตาของเจี่ยหมัวมัวเกิดประกายคาดหวังและย่ามใจ
เพียงแต่นางลืมไปแล้วว่าข้างกายของซูเฟยอวี่ยังมีเสิ่นจื่อโยวยืนอยู่
เสิ่นจื่อโยวแค่นเสียงหยันนางเตะมือของเจี่ยหมัวมัวออกก่อนจะหยิบหนังสือสารภาพผิดฉบับหนึ่งออกมาจากแหวนเก็บสมบัตินางยัดมันเข้าไปในอ้อมกอดของซูเฟยอวี่แล้วกล่าว “ญาติผู้พี่เฟยอวี่ท่านลองดูหนังสือสารภาพผิดของพวกเขาก่อนแล้วค่อยตัดสินใจว่าจะปล่อยคนไปหรือไม่”
ทันทีที่เห็นหนังสือสารภาพผิดในอ้อมแขนของซูเฟยอวี่เจี่ยหมัวมัวก็ตื่นตระหนกนางะโเสียงแหบพร่า “คุณชายน้อย เนื้อหาในหนังสือสารภาพผิดนั้นไม่ใช่ความจริงเป็สตรีชั่วร้ายคนนี้ที่บีบบังคับให้ข้ายอมรับ...”
เสิ่นจื่อโยวสะบัดยันต์แผ่นหนึ่งออกไปเจี่ยหมัวมัวได้แต่พะงาบปาก ไม่มีเสียงเล็ดลอดออกมาอีก
“ก่อนที่ญาติผู้พี่เฟยอวี่จะอ่านหนังสือสารภาพผิดจบเ้าก็จงอยู่เช่นนี้ไปก่อนป้องกันไม่ให้เ้าสร้างความรำคาญ”
เสิ่นจื่อโยวกล่าวจบก็หาที่นั่งในห้องเก็บฟืนนางนั่งลงด้วยท่วงท่าผ่อนคลาย
ถึงแม้อยากจะแย่งชิงหนังสือสารภาพผิดในมือของซูเฟยอวี่มาฉีกทิ้งให้เป็เศษเล็กเศษน้อยเพียงใดทว่าภายใต้สายตาเย็นเยียบของเสิ่นจื่อโยวที่ทอดมองมาเป็ระยะเจี่ยหมัวมัวก็ไม่กล้าทำสิ่งใด
มันจบแล้ว ครานี้จบแล้วจริง ๆเจี่ยหมัวมัวััได้ถึงความสิ้นหวังที่ปรากฏในใจ
คราแรกที่เขียนหนังสือสารภาพผิดนางเพียง้าให้เสิ่นจื่อโยวหยุดทรมานตนปล่อยให้ตนเองได้ตายอย่างรวดเร็วคาดไม่ถึงว่าสุดท้ายจะกลายเป็ยันต์เร่งความตายของตน
สมคบคิดคนนอกลอบใส่ยาลงในอาหารของท่านผู้เฒ่าซูจนทำให้อาการของท่านผู้เฒ่าซูทรุดหนักยากรักษา
ลอบติดต่อศัตรูต่างแคว้นขายจุดอ่อนของนายท่านและนายหญิงให้แก่ศัตรูจนทำให้พวกเขาถูกวางกับดักสิ้นชีพในสนามรบร่างหายสาบสูญ
หลอกขายโฉนดที่ดินนำเงินทรัพย์สินที่ขายได้ไปใช้หนี้ให้บุตรชายที่ติดการพนันของตน...
เื่ต่าง ๆ เหล่านี้เพียงพอแล้วที่จะทำให้นางต้องโทษตายหลายพันล้านครั้งเช่นนั้นแล้วซูเฟยอวี่จะใจอ่อนยอมปล่อยนางไปได้อย่างไร
เป็ไปดั่งที่คาดในขณะที่ซูเฟยอวี่วางหนังสือสารภาพผิดฉบับนั้นลงดวงตาทั้งคู่ก็แปรเปลี่ยนเป็สีแดงฉานด้วยความเคียดแค้น
เจี่ยหมัวมัวใอย่างยิ่งนางไม่เคยเห็นคุณชายน้อยในสภาพเช่นนี้มาก่อน
แม้จะถูกดูิ่เหยียดหยามแม้จะถูกหัวเราะเยียดหยันเพียงใดคุณชายน้อยก็มีแต่กัดฟันอดทน เขาไม่เคยเป็เช่นนี้ที่ราวกับปีศาจปีนขึ้นมาจากขุมนรกเพื่อแก้แค้น
นางพยายามขดตัวเล็กอย่างไร้สุ้มเสียงคิดอยากลดการมีตัวตนของตน
เสิ่นจื่อโยวปรายตามองนางสีหน้าคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้มนางลุกขึ้นตบบ่าของซูเฟยอวี่เบา ๆ แล้วกล่าว
“ข้าขอมอบคนที่นี่ให้กับญาติผู้พี่ท่านอยากจะจัดการอย่างไรก็แล้วแต่ท่านข้ามียันต์ที่สามารถช่วยเพิ่มกำลังภายในใน่เวลาสั้น ๆ แผ่นหนึ่งหากท่านไม่้ากำจัดพวกเขาให้ตายอย่างง่ายดายนักท่านก็ใช้ยันต์แผ่นนี้เถิดข้าเชื่อว่าในขณะที่ญาติผู้พี่อยู่ในค่ายทหารคงได้เรียนรู้ทักษะเ่าั้มาบ้างน่าจะเพียงพอให้พวกมันได้ ‘ลิ้มรส’ สักระยะหนึ่ง”
ถ้อยคำของเสิ่นจื่อโยวทำให้พวกคนที่อยู่บนพื้นตัวสั่นสะท้านอย่างรุนแรง
ซูเฟยอวี่รับยันต์มาจากมือของเสิ่นจื่อโยวเขากล่าวเสียงต่ำเบา “ขอบคุณ”
“ไม่ต้องขอบคุณหรอก ญาติผู้พี่ตระกูลซูยังต้องอาศัยท่านฟื้นฟูสู่ความรุ่งโรจน์”
เสิ่นจื่อโยวกล่าวจบนางก็ค่อย ๆ ย่างเท้าออกไป
ประตูใหญ่ของห้องเก็บฟืนปิดลงบดบังแสงอาทิตย์จากด้านนอก เสิ่นจื่อโยวยิ้มออกมาอย่างโล่งใจ
ในเมื่อนางมองคนของตระกูลซูเ่าั้เป็ดุจญาติที่แท้จริงของตนเองแล้วเช่นนั้นนางก็จะไม่มีวันยอมปล่อยให้พวกเขาต้องถูกผู้อื่นรังแกอีก
ทว่าเทียบกับการหาปลาให้กินมิสู้สอนวิธีหาปลาหากจะอาศัยพละกำลังของนางเพียงคนเดียวย่อมถือเป็เื่ยากที่จะปกป้องคนจำนวนมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่นางยังไม่เติบโตเต็มที่เช่นนี้
ดังนั้นนางจึงจำเป็ต้องทำให้ซูเฟยอวี่กลับมาฮึกเหิมโดยเร็วที่สุด
อันที่จริงซูเฟยอวี่ไม่ได้แปรเปลี่ยนเป็‘คนทุพพลภาพ’ อย่างแท้จริงแก่นปราณิญญาและพลังบำเพ็ญเพียรของเขายังคงอยู่ เพียงแต่ถูกคนใช้ยาสกัดกั้นการไหลเวียนของพลังปราณชีวิตไว้ก็เท่านั้น
เสิ่นจื่อโยวค้นพบสิ่งนี้ขณะตรวจปราณิญญาให้เขา
แต่หาก้าทำลายผลการสกัดกั้นของยาโดยสมบูรณ์ก็จำเป็ต้องอาศัยพลังภายนอกที่แข็งแกร่งมาช่วยทำลายการสกัดกั้นเหล่านี้
นี่ถือเป็กระบวนการแห่งความเป็ความตายหากไม่มีจิตใจที่เต็มไปด้วยความเชื่อมั่นและแข็งแกร่งแล้วซูเฟยอวี่ย่อมไม่มีทางฝ่าด่านนี้ไปได้
ความแค้นและภาระความรับผิดชอบ...จึงเป็สิ่งที่จะช่วยกระตุ้นซูเฟยอวี่ให้กลับมายืนหยัดอีกครั้งได้อย่างรวดเร็วที่สุด
ถึงยามนั้นพละกำลังซูเฟยอวี่จะไม่เพียงฟื้นฟูแต่จะก้าวหน้าไปได้อีกไกลหลายพันลี้ด้วย
เดิมซูเฟยอวี่ก็เป็ทหารเพียงเขาฟื้นฟูพละกำลังได้ตระกูลซูก็จะได้กลับมารุ่งโรจน์อีกครา
เมื่อถึงยามนั้นนางจะตั้งหน้าตั้งตารอดูว่าบิดาผู้ชั่วร้ายของนางผู้นั้นจะแสดงสีหน้าอย่างไร
เสิ่นจื่อโยวพิงร่างลงบนประตูห้องเก็บฟืนฟังเสียงกรีดร้องอย่างเ็ปและเสียงวิงวอนที่ดังขึ้นจากด้านในมุมปากของนางยกหยักขึ้นอย่างนึกสนุก