เพียงก้าวเท้าพ้นจากประตูแห่งเขาวงกตกลแห่งจิต เสียงลมก็เปลี่ยนแปรเป่าเบาใส่ใบหน้า เหมือนกับโลกทั้งใบหายใจเข้าอย่างแ่เบา — และหายใจออกอย่างปลดเปลื้อง
หลิงเซียวสูดลมหายใจลึก รู้สึกถึงความโล่งเบาในอกที่ยากจะบรรยาย แม้ร่างกายจะอ่อนล้าจากความกดดันที่แบกรับในด่านก่อนหน้า แต่จิตใจของเขากลับนิ่งยิ่งกว่าครั้งใด
เฟิ่งเหยาเดินเข้ามาใกล้ สายตาคู่งามเต็มไปด้วยความโล่งใจปนเคารพ
“เ้าผ่านแล้ว…” นางเอ่ยเสียงเบา
“แต่ดูเหมือน…มันเพิ่งเริ่มต้น” เขาตอบเบา ๆ ยิ้มจาง
ก่อนที่ทั้งสองจะได้เอ่ยอะไรต่อ เสียงของเยว่อี้ก็ดังขึ้น
“ผู้ที่ผ่านบททดสอบทั้งหมด…จงเดินตามข้า”
เขาไม่รอให้ใครซักถามหรือท้วงติง ก้าวนำไปยังเส้นทางอีกฟากหนึ่งของผานั้น ทางเดินแคบทอดลึกเข้าสู่ช่องเขาอันเงียบงัน เถาวัลย์คลุมทางเดินตลอดแนว แต่แสงสีทองจาง ๆ ที่ไหลวนอยู่บนพื้นทางนั้นกลับเป็เส้นนำทางที่ชัดเจนราวดวงดาว
ผู้ผ่านการคัดเลือกทั้งหก — หลิงเซียว เฟิ่งเหยา หลิงจื้อ เซี่ยหรง ซ่งหลี่ และชายหนุ่มเงียบขรึมอีกคนชื่อ “ไป๋หาน” — เดินตามอย่างเงียบงัน
ไม่นานนัก พวกเขาก็เข้าสู่ลานเปิดกลางผาหิน
ใจกลางลาน — ตั้งตระหง่านอยู่คือ “วงแหวนแห่งความรู้”
มันคือโครงสร้างโลหะขนาดมหึมา รูปทรงวงกลมแนวตั้งหมุนช้า ๆ ในอากาศ มีสายพลังสีเงินไหลวนรอบเหมือนเส้นลายจักรกลโบราณ วงในสลักอักษรเก่าที่ดูเหมือนจะเคลื่อนไหวตามสายตาของผู้มอง
ทุกคนหยุดยืนอย่างตกตะลึง
เยว่อี้ยืนกลางลาน เหลือบมองพวกเขาแวบหนึ่งก่อนจะเอ่ยช้า ๆ
“นี่คือแก่นกลางแห่งภูมิปัญญาของสำนักหมื่นกลจักร เป็สถานที่ที่ผู้ผ่านการคัดเลือกทุกคนต้องเผชิญในขั้นสุดท้ายของการคัดเลือก…”
เขายกมือขึ้น ชี้ไปยังวงแหวน
“แต่ละคนจะได้เข้าไปััแก่นของมันเพียงคนละหนึ่งครั้ง…”
“หากจิตของเ้าสั่นไหวแม้เพียงเศษเสี้ยว หากความเข้าใจในตนเองยังพร่าเลือน…เ้าจะถูกปฏิเสธ และจะไม่สามารถเข้าสู่สำนักได้”
เสียงนั้นไม่ดังนัก แต่กลับฝังแน่นลงในใจทุกคน
“เ้าคนแรก” เยว่อี้ชี้ไปที่ไป๋หาน
ชายหนุ่มผู้นั้นพยักหน้าช้า ๆ ก่อนก้าวไปยังหน้าวงแหวน วินาทีนั้นเอง พื้นเบื้องหน้าเขาเปล่งแสงขึ้น เป็วงกลมซ้อนวงกลมที่หมุนเข้าหากันช้า ๆ
เมื่อก้าวเท้าเข้าสู่แสง ร่างของไป๋หานก็หายไปในพริบตา ราวกับถูกดูดเข้าสู่อีกมิติหนึ่ง
ทุกคนยืนนิ่ง ไม่พูดอะไร บรรยากาศรอบลานช่างหนักอึ้งยิ่งกว่าครั้งใด
ผ่านไปเกือบหนึ่งก้านธูป — แสงสีเงินวาบขึ้นอีกครั้ง
ร่างของไป๋หานปรากฏกลับมา — สีหน้าไม่เปลี่ยนแปลงนัก แต่ในแววตาลึก ๆ มีบางอย่างต่างไป
“ผ่าน” เยว่อี้กล่าวสั้น ๆ
ทีละคน…ซ่งหลี่, เซี่ยหรง, หลิงจื้อ ถูกเรียกเข้าไปทีละคน
บางคนออกมาพร้อมเหงื่อชุ่มหน้า บางคนแววตาสั่นไหว บางคนเงียบจนไม่อาจคาดเดาได้ว่าเห็นอะไร
แต่ทั้งหมดก็ “ผ่าน”
จากนั้น เยว่อี้ก็หันมาทางหลิงเซียว
“เ้าคนต่อไป”
…
หลิงเซียวก้าวออกมาช้า ๆ แววตานิ่งแต่ลึกกว่าครั้งก่อน
เขาหยุดยืนต่อหน้าวงแหวนแห่งความรู้
ขณะเดียวกัน แสงสีทองเริ่มไหลผ่านพื้นจากวงแหวน ปรากฏเป็อักขระโบราณที่สว่างขึ้นทีละจุด ลากเส้นกลายเป็ลานหมุน
“เ้าแน่ใจหรือไม่” เยว่อี้ถามเสียงเรียบ
“ข้าแน่ใจ” หลิงเซียวตอบสั้น
เมื่อก้าวเข้าสู่แสง ร่างของหลิงเซียวก็หายวับไป
…
ในโลกภายในของวงแหวน—เขาตกสู่ความว่างเปล่าอีกครั้ง
แต่ต่างจากเขาวงกตกลแห่งจิต ที่นี่ไม่ใช่ความมืด
ที่นี่คือความสว่างจ้า
จ้าจนทุกสิ่งเลือนราง
และตรงกลางแสงนั้น…คือภาพลวงตานับพัน นับหมื่น
บางภาพคือเครื่องจักร บางภาพคือจักรวาล บางภาพคือเขาในอดีตและอนาคต บางภาพคือลมหายใจของโลกใหม่
“เ้าต้องเลือก…ว่าความรู้แบบใดที่เ้า้า…”
เสียงหนึ่งดังขึ้น เหมือนจากจักรวาล
“หรือเ้าจะ…สร้างมันขึ้นเอง?”
หลิงเซียวหลับตา
มือของเขายื่นออกไป
ไม่ใช่เพื่อเลือกภาพใดภาพหนึ่ง
แต่เพื่อ “สร้างจุดเริ่มต้นใหม่ของตนเอง”
และขณะมือของเขาแตะอักขระกลางอากาศ—
วงแหวนทั้งวงสั่นไหว
…
ด้านนอก แสงวงแหวนสะท้อนแรงกว่าทุกครั้งก่อนหน้า เยว่อี้ขมวดคิ้วเล็กน้อย มองดูลายสลักในวงแหวนเปลี่ยนสีอย่างผิดปกติ
เฟิ่งเหยารู้สึกถึงพลังบางอย่างแผ่ออกมา ร่างของนางสั่นเล็กน้อยโดยไม่รู้สาเหตุ
“หลิงเซียว…” นางพึมพำ
จากภายในแสง…ร่างของเขาค่อย ๆ ปรากฏ
ทว่าในแววตานั้น—ไม่มีเพียงความเข้าใจในตนเอง
แต่มี…ความเข้าใจใน จักรกลของโลกใบนี้
เยว่อี้จ้องมองเขาเนิ่นนาน ก่อนจะกล่าวเพียงคำเดียวเช่นเดิม
“ผ่าน”
และในใจของชายหนุ่มผู้นั้น พลันปรากฏอีกคำที่เขาไม่ได้เอ่ยออกมา…
“…และเกินกว่าผ่าน”