หลินซียืนนิ่งครู่หนึ่ง ก่อนลองถามลูกจ้างคนอื่น ๆ แต่พวกเขากำลังสาละวนกับลูกค้ากระเป๋าหนักรายอื่น ไม่มีใครสนใจนางเลย
แม้แต่หมอชราที่กำลังตรวจคนไข้ ลูกค้าที่รอหน้าโต๊ะเขาก็ล้วนแต่งกายภูมิฐาน ดูแล้วรู้ทันทีว่าร่ำรวยมั่งคั่ง
หลินซีอ่านสถานการณ์ออก โรงหมอหุยชุนถังแห่งนี้ชัดเจนว่าลูกค้าเป้าหมายคือผู้มีอันจะกิน คนแต่งกายซอมซ่ออย่างนาง หากร้านประเมินว่าไม่มีกำลังทรัพย์พอจ่ายค่ารักษาแพง ๆ พวกเขาก็ไม่เสียเวลาสนใจ
‘เฮ้อ~... ขึ้นชื่อว่าธุรกิจ จะยุคใด สมัยใด หรือแม้แต่โลกไหนก็ช่างเหมือนกันไปหมดเสียจริง’
เมื่อเข้าใจกระจ่างแล้ว หลินซีก็ไม่คิดเสียเวลาอยู่ต่อ นางหันหลังออกจากร้านหุยชุนถังทันที ‘ไม่เป็ไร ยังเหลือโรงหมอตระกูลหลัวอีกแห่งให้ลองไปดู’
หากสมุนไพรเหล่านี้ขายไม่ได้จริง ๆ ก็ไม่เป็ไร นางก็เก็บไว้ใช้เอง อย่างแย่ที่สุดก็เพียงตั้งแผงริมทางรับตรวจรักษาไปก่อน แล้วค่อย ๆ เก็บเงินเปิดโรงหมอเล็ก ๆ เป็ของตัวเอง...
‘...ใช่แล้ว พึ่งพาผู้อื่นหรือจะสู้พึ่งตนเอง!’
เมื่อคิดได้ก็มีกำลังใจมากขึ้น หลินซีจึงมุ่งหน้าตามหาโรงหมอตระกูลหลัวด้วยอารมณ์ที่กลับมาแจ่มใส
แต่เพราะความทรงจำของหลินซีคนก่อนไม่มีข้อมูลว่าโรงหมอที่ว่าตั้งอยู่ที่ใด หญิงสาวจึงต้องถามทางผู้คนหลายครั้ง กว่าจะรู้ตำแหน่งที่แน่ชัด
นางเดินตามทางมาเรื่อย ๆ จนพบว่าที่ตั้งโรงหมอตระกูลหลัวนั้นเป็เพียงห้องแถวเล็ก ๆ ในตรอกลึกและแคบ เมื่อถึงหน้าตรอก หลินซีพบเจอแต่บรรยากาศเก่า ๆ วังเวง มองไม่เห็นแม้แต่ป้ายใด ๆ กวาดตามองครู่ใหญ่ก็ไม่พบ จึงตัดสินใจเข้าไปถามท่านลุงคนหนึ่งที่ดูท่าทางน่าจะเป็ชาวบ้านในละแวกนี้เพื่อให้แน่ใจ
ชายผู้นั้นมองนางด้วยท่าทางคุ้นชินเหมือนมีคนมาถามบ่อยครั้ง ก่อนชี้ไปที่ธงผ้าเก่าใต้ชายคาของร้านห้องแถวฝั่งตรงข้าม…ที่อยู่ด้านหลังนางพอดิบพอดี
“ก็นั่นอย่างไรโรงหมอตระกูลหลัว”
หลินซีรีบหันไปมองตามที่อีกฝ่ายชี้ บนธงผืนเก่ามีอักษรใหญ่เขียนว่า ‘เมี่ยน’ แปลว่า ‘บะหมี่’ ส่วนมุมล่างสุดของธง ถึงมีอักษร ‘หลัว’ ตัวเล็กจิ๋วเขียนด้วยหมึกดำซ่อนอยู่
หลินซี : “???!!!”
‘นี่น่ะหรือคือโรงหมอตระกูลหลัว?! ล้อเล่นหรืออย่างไร? นี่มันป้ายร้านขายบะหมี่ชัด ๆ ไม่ใช่รึ?!’
นางเดินตรงไปหน้าร้านด้วยใจเคลือบแคลง กำลังจะเคาะประตูไม้บานเก่า ทว่าประตูก็ถูกผลักเปิดจากด้านในเสียก่อน—-
ปรากฏเป็ชายวัยใกล้ชรารูปร่างค่อนข้างเล็ก ตรงขมับเริ่มมีผมขาวแซม ใบหน้ามีริ้วรอย แต่ท่าทางยังดูกระฉับกระเฉงผิดอายุ เดินออกมาจากด้านใน ใต้รักแร้หนีบที่ตักผงไม้ไผ่สาน ดูเหมือนกำลังจะนำขยะออกมาทิ้ง
แม้จะเห็นคนยืนขวางประตูอยู่ ผู้ชรากลับไม่เงยหน้ามอง เพียงเอ่ยไล่เสียงห้วน “แม่หนู หลีกทางหน่อย อย่ามายืนเกะกะ”
หลินซีรีบขยับเท้า หลีกไปด้านข้างหนึ่งก้าว
ชายชราจึงเดินไปใต้ขอบหน้าต่างใกล้ ๆ เทของในที่ตักผงลงบนพื้นหินสะอาด ใช้มือเกลี่ย ๆ ให้ของเ่าั้กระจายตัวอย่างไม่ใส่ใจนัก ก่อนจะเตรียมหมุนตัวกลับเข้าร้าน
ทว่า เมื่อหลินซีเหลือบไปเห็นสิ่งที่เทลงพื้น ก็ร้องอุทานเสียงหลง “เอ๊ะ! ท่านรอก่อนเ้าค่ะ!”
นางรีบวิ่งเข้าไป “นี่มันเถี่ยฮวามิใช่หรือ?! สมุนไพรตัวนี้ เอามาตากแดดจ้าแบบนี้ได้อย่างไร ตัวยาจะเสื่อม สรรพคุณยาหายไปหมด! ต้องทำแบบนี้…”
สัญชาตญาณแพทย์โบราณทำงานฉับพลัน หลินซีนั่งยองลงแทบไม่ต้องคิด ใช้ทักษะเฉพาะทางอย่างคล่องแคล่ว มือบางเกลี่ยกองสมุนไพรเถี่ยฮวาให้เรียบเสมอกันเร็ว ๆ ทั้งยังก้มหน้าคัดแยกสิ่งเจือปนออกมาด้วยความชำนาญ
มือขยับไป ปากก็บ่นอุบอิบไปด้วยอย่างอดไม่ได้ “ท่านลุงช่างสิ้นเปลืองของดีเสียจริง! ถึงเป็เถี่ยฮวาเหมือนกัน แต่ถ้าเก็บจากส่วนต่างกัน ก็ใช้วิธีเตรียมยาแบบเดียวกันไม่ได้ อย่างดอกตูมพวกนี้ ควรอังไฟอ่อน ๆ ก่อนราวหนึ่งเค่อ แต่นี่ดูแวบเดียวก็รู้ว่าท่านไม่ได้ทำตามขั้นตอน”
แพทย์สาวเงยหน้าขึ้นทันทีที่คัดแยกและจัดเรียงจนพอใจ ปากเล็กยังอ้าอยู่เตรียมจะอธิบายต่อ แต่ก็สบตากับชายชราที่ยืนกอดอก จ้องมองการกระทำของนางนิ่งเข้าพอดี
“แม่หนู เ้ารู้จักสมุนไพรพวกนี้ด้วยรึ?” เขาเอ่ยถาม น้ำเสียงติดจะแหบพร่าแฝงแววประหลาดใจ
หลินซียืดตัวลุกขึ้นยืน ปัดฝุ่นที่เปื้อนมือ แล้วพยักหน้า ตอบด้วยวาจาฉะฉาน “นี่คือเถี่ยฮวา หรือบางตำราเรียก ‘เถี่ยลั่ว’ เป็สมุนไพรที่พบได้ไม่บ่อยนัก รสเผ็ด ฤทธิ์เย็น เข้าเส้นลมปราณหัวใจและตับ สรรพคุณเด่นคือ สงบ(ความผิดปกติของ)ตับ ระงับอาการใ ขับพิษร้อน สมานแผล บำรุงเืลม ยามจะใช้งาน โดยทั่วไปไม่นิยมทำเป็ยาเม็ดหรือยาผง แต่มักต้มเคี่ยวเอาน้ำยาข้น ๆ มาใช้มากกว่าเ้าค่ะ”
หลินซีสังเกตว่าในทุก ๆ คำ ทุก ๆ ประโยคที่นางอธิบาย แววตาของชายชราก็ยิ่งเปลี่ยนไปทีละน้อย มันทอประกายวาววับขึ้นเรื่อย ๆ
กระทั่งในที่สุด ชายผู้เฒ่าก็เอ่ยปากถาม น้ำเสียงตกตะลึงปิดไม่มิด “แม่หนู... เ้าเคยเรียนรู้วิชาแพทย์มาก่อนรึ?”
“ข้าพอรู้มาบ้างเ้าค่ะ” หลินซีเลือกตอบอย่างถ่อมตน
“ไม่น่าใช่แค่ ‘รู้บ้าง’ กระมัง แม่หนู” ชายชราผมดอกเลาหรี่ตามองหลินซีอย่างพินิจพิเคราะห์ “แม้แต่สมุนไพรหายากเช่นเถี่ยลั่วยังรู้กระจ่างแจ้งเพียงนี้ เ้าคงไม่ได้รู้แค่ผิวเผินเป็แน่”
หลินซีค้อมศีรษะรับ กล่าวด้วยรอยยิ้มบาง “ตำราแพทย์จีนกว้างใหญ่ลึกล้ำดุจมหาสมุทร ผู้ใดจะกล่าวอ้างได้ว่าเรียนรู้จนหมดสิ้น? ที่ข้าทราบก็เพียงเศษเสี้ยวเล็ก ๆ”
แววตาที่ชายชราใช้จ้องมองนางอ่อนแสงลงเล็กน้อย สีหน้าผ่อนคลายขึ้น ใบหน้ามีริ้วรอยขยับขึ้นลงช้า ๆ เอ่ยชมสั้น ๆ “ไม่เลว ไม่เลวทีเดียว”
“เื่ความรู้ข้าจะเป็อย่างไรไม่สำคัญ” หลินซีรีบเปลี่ยนเื่ “ขอเรียนถามท่านลุงตามตรง ที่นี่คือโรงหมอตระกูลหลัว ใช่หรือไม่เ้าคะ?” นางชี้ไปที่ป้ายร้านบะหมี่
ชายชราพยักหน้ารับ “ใช่แล้ว ที่นี่คือโรงหมอตระกูลหลัว”
‘ใช่จริง ๆ หรือ?’ หลินซียังมองธงสลับกับหน้าร้านโทรม ๆ ตรงหน้าอย่างไม่ใคร่เชื่อนัก ก่อนถามลังเล “เอ่อ... แล้วท่านหมอหลัว... อยู่ในร้านหรือไม่เ้าคะ?”
ชายาุโไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธ เพียงย้อนถาม “แล้วแม่หนูมาหาเขามีธุระอะไรรึ?”
‘อืม... ท่านลุงคนนี้ออกมาจากร้านนี้ ก็ชัดว่าต้องเป็คนของโรงหมอตระกูลหลัวนี่เป็แน่ แถมยังดูมีความรู้เื่ยาไม่น้อยเลย… บอกธุระกับเขาไปก็น่าจะได้กระมัง? อีกอย่าง จะมีสักกี่ครั้งเชียวที่คนมาติดต่อครั้งแรกแล้วจะได้พบตัวท่านหมอหลัวโดยตรงเลย?’
คิดดังนี้ หลินซีจึงค่อย ๆ วางตะกร้าลง แล้วชี้ไปที่สมุนไพรข้างใน “คืออย่างนี้เ้าค่ะ ข้ามีสมุนไพรสดเพิ่งเก็บมาใหม่ ๆ อยากนำมาเสนอขาย ไม่ทราบท่านลุงจะพอช่วยดูให้สักหน่อยได้หรือไม่เ้าคะ สมุนไพรของข้ามีหลายชนิดเลย ไม่แน่อาจมีชนิดที่โรงหมอที่นี่้าก็เป็ได้”
แววตาชายชราสาดประกายขบขันทันที แต่ก็ยังยินดีย่อตัวลงนั่งยอง ๆ พิจารณาสมุนไพรในตะกร้าอย่างตั้งใจ
ทว่าเมื่อหยิบสมุนไพรขึ้นมาดูได้เพียงสองชนิด แววขบขันในตาก็หายไป แทนที่ด้วยความจริงจังระคนประหลาดใจ เขาเงยหน้าถามเสียงเครียดขึ้นเล็กน้อย “นี่... ทั้งหมดนี้เป็สมุนไพรป่ารึ?”
“ใช่แล้วเ้าค่ะ”
“แม่หนู ขอถามหน่อย ผู้ใดเป็คนเก็บเกี่ยวและตัดแต่งสมุนไพรเหล่านี้?”
หลินซีเลิกคิ้วเล็กน้อยก่อนถามกลับ “มีอะไรหรือเ้าคะ?”
ชายชราผมแซมขาวกล่าวชมเสียงทึ่งอย่างปิดไม่มิด “ทักษะการดูแลและจัดเตรียมสมุนไพรช่างช่ำชองยิ่งนัก ทั้งเป็วิธีหายากยิ่ง ข้าอยู่วงการนี้มาหลายสิบปี ยังไม่เคยเห็นมาก่อนเลย”
‘แน่นอนอยู่แล้ว’ หลินซีคิดในใจ อดภูมิใจเล็ก ๆ ไม่ได้
สมุนไพรพวกนี้เดิมทีเสิ่นเฉินเป็คนช่วยจัดการเบื้องต้นให้เมื่อคืน แต่เพราะเขาไม่มีความรู้ การจัดการหลายอย่างจึงยังไม่ค่อยถูกต้องนัก ตอนที่นางนั่งเกวียนมาเมื่อเช้านี้ รวมถึงระหว่างที่รอขายผัก นางจึงถือโอกาสลงมือแก้ไขไปรอบหนึ่ง นับว่าโชคยังดีที่สมุนไพรเหล่านี้ค่อนข้างทนทาน จึงยังพอจะแก้ไขและเก็บรักษาไว้ได้นานพอสมควร นางรู้ดีว่าสมุนไพรสด ๆ ส่วนใหญ่ล้วนมีอายุจำกัด หากทิ้งไว้นานโดยไม่แปรรูปหรือเก็บรักษาอย่างถูกวิธี สรรพคุณยาก็จะเสื่อมถอยไปตามเวลา มูลค่าก็จะลดลงอย่างน่าใจหาย แต่หากได้รับการแปรรูปและเก็บรักษาอย่างถูกต้องเหมาะสม ระยะเวลาที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพก็จะยาวนานขึ้นมาก
หลินซีเองก็ย่อตัวนั่งข้างตะกร้า กล่าวตอบแบ่งรับแบ่งสู้ “ก็... คนที่บ้านช่วยกันทำน่ะเ้าค่ะ ท่านลุงลองดูให้ละเอียดอีกครั้ง ว่ามีชนิดไหนที่โรงหมอท่านขาด หรือ้าซื้อเก็บไว้บ้างหรือไม่”
ชายชราเงยหน้าสบตาแม่ค้าสมุนไพรตรง ๆ คิ้วขาวเริ่มขมวด แววตาวูบไหวเหมือนมีบางอย่างที่ซับซ้อนพาดผ่าน ไม่นานก็กล่าวเสียงหนักแน่น
“ไม่ต้องเลือกแล้ว ข้าเอาทั้งหมดนี่แหละ”
“หา? ทั้งหมดเลยหรือเ้าคะ?!” หลินซีตาโตเท่าไข่ห่าน อุทานอย่างคาดไม่ถึง
‘แน่ใจนะ? ของผ่านมือนาง ราคาย่อมไม่ถูก…นะ!’
ชายชรายังคงพยักหน้า “แม่หนู คนที่บ้านเ้าสั่งไว้หรือไม่ว่าให้ขายอย่างไร?”
หลินซีครุ่นคิดครู่หนึ่ง ‘เอ... นี่มาขายครั้งแรก ถือว่าเปิดประเดิมการค้าเอาฤกษ์เอาชัย ขอคิดราคาขายแบบยกกำก็แล้วกัน’ ก่อนเอ่ย “...กำละสามสิบห้าอีแปะ ทั้งหมดนี่สิบสี่กำพอดี ท่านลุงจะรับทั้งหมดเลยใช่หรือไม่เ้าคะ?”
ชายชราพยักหน้า พลางครางรับสั้น ๆ ในลำคอ แล้วลุกขึ้นเดินกลับเข้าร้าน
หลินซีรอครู่เดียว ชายผู้เฒ่าก็กลับออกมาพร้อมถุงเงินหนักอึ้ง ยื่นให้หญิงสาว ก่อนจะถามอีกครั้ง “แม่หนู ที่บ้านยังมีสมุนไพรคุณภาพดีเช่นนี้อีกหรือไม่? …จะนำมาขายอีกเมื่อใด?”
“ยังมีอีกพอสมควรเ้าค่ะ” หลินซีคำนวณในใจอย่างรวดเร็ว “...น่าจะนำมาขายได้อีกราวสองวันครั้งกระมังเ้าคะ”
“ดี! ตกลงตามนี้!” ชายชรากล่าวอย่างยินดี “สมุนไพรจากบ้านเ้าหลังจากนี้ มีเท่าไหร่ โรงหมอตระกูลหลัวรับซื้อทั้งหมด!”
แม่ค้าหลินซีไม่ลืมที่จะต่อรองเพิ่ม “แต่หากมาขายคราวหน้า ราคาอาจจะไม่ใช่เท่านี้แล้วนะเ้าคะ”
“กำละห้าสิบอีแปะ!” ชายชรารู้ทันเสนอราคาดักทางไว้ทันควัน
“ตกลงเ้าค่ะ!” หลินซียิ้มกว้าง รับปากทันที นางรีบช่วยถ่ายสมุนไพรทั้งหมดออกจากตะกร้าของตนใส่ตะกร้าของที่นี่ ก่อนสะพายตะกร้าเปล่าขึ้นหลัง บอกลาชายชราด้วยใจเบิกบาน แล้วเดินจากไปด้วยใบหน้าแจ่มใส
บุรุษผู้เฒ่าที่ยืนอยู่หน้าประตู มองตามแผ่นหลังบอบบางจนลับสายตา มือเผลอลูบเคราสีเทาแซมขาว มุมปากยกขึ้นยิ้มอย่างมีเลศนัย
ระหว่างนั้น มีชาวบ้านเดินผ่าน เมื่อเห็นผู้าุโยืนอยู่หน้าบ้าน ก็ทักทายอย่างคุ้นเคย
“อ้าว ท่านหมอหลัว วันนี้ไม่ยุ่งแล้วหรือเ้าคะ?”
ท่านหมอหลัวหันไปตอบพลางหัวเราะร่า “ฮ่า ๆ วันนี้มีเื่ดีนิดหน่อย ก็เลยพอว่างบ้างแล้ว”
++++++++++
หลังจากเดินออกจากตรอกมาไกลพอสมควร หลินซีคำนวณเวลาคร่าว ๆ พบว่าเพิ่งเข้ายามเซิน[1]มาได้ไม่นาน ยังเหลือเวลาอีกราวหนึ่งชั่วยามกว่าจะถึงยามอิ่ว[2]ตามที่นัดกับพ่อเฒ่าหลี่ไว้ว่าจะอาศัยเกวียนกลับ
หญิงสาวหาที่นั่ง แล้วหยิบถุงเงินออกมานับเหรียญทองแดงที่หามาได้ในวันนี้อย่างมีความสุข
‘ผักป่าสองร้อยแปดสิบบวกกับสมุนไพรสี่ร้อยเก้าสิบเท่ากับเจ็ดร้อยเจ็ดสิบอีแปะ’
เมื่อเห็นว่ามีเงินพอแล้ว ก็ตัดสินใจมุ่งหน้าไปยังตลาดสดเพื่อซื้อเนื้อหมูติดกระดูกชิ้นงามตามที่ตั้งใจไว้ก่อนกลับบ้าน
นางเดินพลางคิดถึงของใช้จำเป็อื่นในบ้านไปพลาง ในที่สุดก็ตัดสินใจแวะร้านเครื่องปั้นดินเผาในตลาด สั่งจองไหดินเผาขนาดใหญ่สำหรับหมักดองหรือเก็บของไว้สี่ห้าใบ นัดกับพ่อค้าว่าจะกลับมารับในวันรุ่งขึ้น
จากนั้น หลินซีก็ตรงไปร้านขายผ้า เลือกซื้อผ้าสองสามพับ ตั้งใจนำไปตัดชุดกันหนาวให้เด็กทั้งสี่คน
แต่… แน่นอน นางไม่มีฝีมือตัดเย็บเลย
ทว่าเมื่อนึกถึงความสัมพันธ์อันดี(ขึ้น)กับบ้านป้าจาง ก็ตั้งใจจะนำผ้าพับใหญ่ไปขอร้องกึ่งว่าจ้างให้ป้าจางช่วยตัดเย็บให้ ถือเป็การตอบแทนน้ำใจที่เคยเกื้อกูลกันมา และถือว่าผูกสัมพันธ์เผื่อไว้ในอนาคต
นอกจากนี้ นางยังแวะซื้อหม้อ ชามกระเบื้อง ทัพพีไม้ อ่างดิน และเครื่องครัวอื่นที่ขาดอีกเล็กน้อย เมื่อซื้อของเกือบครบแล้ว จึงแบกสัมภาระพะรุงพะรังเดินย้อนกลับไปทางที่เกวียนวัวของพ่อเฒ่าหลี่จอดรออยู่ เตรียมเจรจาต่อรองราคาให้ช่วยขนของทั้งหมดกลับหมู่บ้าน
.
.
.
เชิงอรรถ :
[1] ยามเซิน (申時) : 15.00-16.59 น.
[2] ยามอิ่ว (酉時) : 17.00-18.59 น.