ตอนที่ 13 : การประชุมของเหล่าผู้ปกครองโลก ตอนต้น
อย่างที่ทราบกันดี ว่ากิลด์นักผจญภัยนั้นเป็สิ่งที่อยู่คู่กับประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติมาช้านาน
การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของโลก หลายครั้งเกิดขึ้นเพราะมีการผจญภัยเป็สาเหตุ
จุดเริ่มต้นแรกมาจากเมื่อ 200 ปีก่อน... ครั้งนั้นกิลด์นักผจญภัยเปลี่ยนการบริหารจากรวมศูนย์เป็แยกบริหารโดยมีส่วนกลางคอยดูแล
มีกิลด์นักผจญภัยเกิดขึ้นมากมายจากเหตุการณ์นั้น ซึ่งกิลด์ในตำนานอย่างอันเดอร์คลาวด์ก็คือหนึ่งในนั้น
เมื่อไม่ต้องยึดถือคำสั่งจากส่วนกลางเป็สำคัญ อิสระในการผจญภัยจึงเพิ่มขึ้น นั่นเลยเป็ที่มาของการออกสำรวจโลกเร้นลับที่เพิ่มมากขึ้นในเวลาต่อมา
ผลลัพธ์จากการสำรวจทำให้โลกรับรู้ความจริงมากขึ้นหลายอย่าง
อันดับแรกคือต้นตอของมนุษยชาติ... หลักฐานหลายอย่างที่ค้นพบทำให้รู้ว่าเมื่อครั้งอดีต มนุษย์ก็เคยอาศัยอยู่ในโลกเร้นลับ แต่ด้วยสาเหตุบางอย่าง บรรพบุรุษเลยต้องย้ายถิ่นฐานมาเรื่อยจนมาตั้งรกรากอยู่ในพื้นที่โลกปัจจุบัน
และด้วยความที่ในอดีตมีสิ่งที่บรรพบุรุษเหลือไว้ จึงนำมาสู่การค้นพบอย่างที่สอง
...นั่นคือเทคโนโลยีที่สูญหาย
หลายครั้งที่นักผจญภัยค้นพบสิ่งของที่มีความก้าวหน้าทางวิทยาการมากกว่าในปัจจุบัน ว่ากันว่าการค้นพบของนักผจญภัยสมัยก่อนทำให้โลกใบนี้วิวัฒนาการขึ้นไปอีกยุคเลยทีเดียว
แต่ก็เพราะโลกใบนี้เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วเกินไปโดยไร้ซึ่งการควบคุม หลายประเทศ หลายอาณาจักรจึงเริ่มหวาดกลัวกันเองและกังวลเื่การผูกขาด เพราะเทคโนโลยีที่สูงกว่าย่อมนำมาซึ่งอำนาจทางทหารและการต่อรอง
ความตึงเครียดระหว่างประเทศถูกซุกไว้ใต้พรมหลายสิบปี จนกระทั่งมีประเทศนึงตั้งใจเก็บงำเทคโนโลยีที่ค้นพบไว้กับตัวเองฝ่ายเดียว และเริ่มใช้มันเพื่อรุกรานประเทศหรืออาณาจักรอื่น
...จนกระทั่งกลายเป็าที่ถูกเรียกภายหลังว่า ‘าโลก’
เมื่อาเกิดขึ้น ตอนแรกทุกฝ่ายก็แค่ปกป้องตัวเอง
หลังจากได้รับชัยชนะและได้ยึดครองเทคโนโลยีจากศัตรู ความโลภอยากโลกทั้งใบก็เกิดขึ้น จนลามปามใหญ่โตกลายเป็การล่าอาณานิคม
แต่ก่อนที่มนุษยชาติจะทำลายตัวเอง... มนุษย์ที่ยังมีความหวังได้รวมกลุ่มกันเพื่อยุติาขึ้น ซึ่งประกอบด้วยสมาชิกสองกลุ่มใหญ่ ได้แก่ นักผจญภัย และเหล่าทหารระดับสูงจากหลายประเทศ
ทั้งสองฝ่ายร่วมมือกันหยุดาทั้งจากหน้าฉากและหลังฉาก ยุติาทั้งด้วยการแทรกแซงก่อนจะเกิดและเข้าไประงับ ทำแบบนั้นจนกระทั่งสมรภูมิสุดท้ายสิ้นสุดลง
นั่นคือจุดสิ้นสุดของาโลกเมื่อ 100 ปีก่อน
หลังจากนั้นมนุษย์ชาติก็ได้รับบทเรียนว่าการผูกขาดนำมาซึ่งการล่มสลาย
ั้แ่ตอนที่าสิ้นสุดลง ทุกฝ่ายจึงทำสนธิสัญญากันว่าจะเผยแพร่ผลการค้นพบให้กับสาธารณะชนโดยไม่เข้าไปแทรกแซงกิลด์ที่ตั้งอยู่ในประเทศของตัวเองอีก
แต่ปัญหาก็ยังมีอยู่... เพราะถ้าทำการเผยแพร่หรือดำเนินการภายในประเทศใดประเทศหนึ่ง ประเทศนั้นก็ยังมีโอกาสเข้ามายุ่มย่ามได้อยู่ดี
เพื่อป้องกันเื่นั้น ทุกฝ่ายเลยเห็นชอบที่จะก่อตั้งเมืองแห่งใหม่ขึ้น เป็เมืองปกครองตัวเองและเป็อิสระจากทุกประเทศ เพื่อไม่ให้มีประเทศใดประเทศหนึ่งมีสิทธิขาดอีก
เมืองแห่งสันติภาพนาม ‘เซนทรัลอิกดราซิล’ จึงถูกก่อตั้งขึ้น
เพื่อเป็เกียรติแก่เหล่านักผจญภัยและเหล่าทหารที่ร่วมยุติา ผู้ปกครองที่ได้รับเลือกให้เป็สมาชิกสภาปกครองเมืองจึงประกอบด้วยสองฝ่าย
คือกิลด์มาสเตอร์ของกิลด์ระดับ S ทุกคน และเหล่าทหารชั้นสัญญาบัตรจากแต่ละประเทศในจำนวนเท่ากับกิลด์มาสเตอร์
ทุกคนถือปฏิบัติธรรมเนียมนั้นมาตลอด
จนกระทั่งปัจจุบันนี้... ผู้ที่มีสิทธิชี้นำโลกก็ยังเป็เหล่ากิลด์มาสเตอร์ของกิลด์ระดับ S และเหล่าทหารชั้นสัญญาบัตรจากทุกประเทศ
เมื่อมีเหตุใดก็ตามที่อาจสั่นคลอนความสงบสุขของโลก เหล่าผู้ปกครองก็จะกลับมารวมตัวกันเพื่อปกป้องสันติภาพเอาไว้
ในสถานที่ที่เป็ศูนย์กลางของศูนย์กลาง... คือตึกที่เหล่าผู้ปกครองใช้ขับเคลื่อนเซนทรัลอิกดราซิลและโลกทั้งใบอย่างตึก ‘แอสการ์ดเซนทรัล (Asgard Central)’
อันเป็ที่หมายของเดลล์
“ให้ตายสิ เห็นกี่รอบก็เทอะทะซะจริงแฮะเ้าตึกเนี่ย”
เดลล์เพิ่งลงจากรถเมล์ก็บ่นอิดออด
เบื้องหน้าของเขาคือตึกขนาดใหญ่โตมโหฬาร ด้านหน้าถูกออกแบบคล้ายกับเครื่องดนตรีออร์แกนขนาดั์สูง 50 เมตร ดูไปแล้วก็คล้ายกับปราสาทสีขาวแซมด้วยสีทองอร่ามอยู่เหมือนกัน ส่วนด้านนอกตัวตึกส่วนใหญ่เป็กระจกใส มองดูแล้วนับเป็งานศิลป์ทรงคุณค่าชิ้นนึงได้เลย
แต่ถึงมันจะสวยแค่ไหน ถ้าคนไม่อยากมายังไงก็ไม่น่าตื่นตาตื่นใจอยู่ดี ยิ่งได้มาบ่อยก็ยิ่งรู้สึกเคยชินจนไม่น่าสนใจ
เดลล์ถึงได้หาวหวอดใหญ่มาตลอดทาง เอมิเลียเห็นแล้วกุมขมับไม่รู้เป็ครั้งที่เท่าไร
“ให้ตายสิ เลิกบ่นเป็คนแก่สักทีเถอะย่ะ แล้วก็ทำตัวให้มันผึ่งผายหน่อยพ่อกิลด์มาสเตอร์”
“ขะ เข้าใจแล้วครับ”
เดลล์ถูกเอมิเลียผลักหลังจนต้องยิ้มแห้ง ฟูกะเห็นแล้วยิ้มหัวเราะคิกคักเอ็นดู
เห็นความเหยาะแหยะแล้วแทบไม่น่าเชื่อ... ว่าเด็กหนุ่มจอมเสเพลคนนี้คือหนึ่งในคนที่มีอำนาจมากที่สุดในโลก
ชายคนนึงเดินเข้ามาทางเดลล์เพราะคิดแบบนั้น
“โอ๊ะโอ๋... นึกว่าวันนี้จะมีคนขาดประชุมหนีไปนอนกลางวันซะแล้วนะเนี่ย”
ชายหนุ่มยิ้มเย้ยยืดอกโอ้อวด
ชายคนนี้อายุ 20 ต้น ๆ เหมือนกับเดลล์ เขาสวมชุดขุนนางติดระบายเทอะทะทั้งที่อากาศร้อนจัด แสดงให้เห็นเลยว่าเป็พวกอวดตนขนาดไหน
เห็นท่าทางหยิ่งผยอง ชายชราที่เดินมาด้วยกันยังเหงื่อตก
“ไปหาเื่ชาวบ้านแบบนี้มันใช้ไม่ได้เลยนะ ขอโทษทีนะเดลล์”
ชายอีกคนที่เดินตามมาเป็ชายวัยกลางคน ผมบางส่วนของเขาเปลี่ยนเป็สีขาวจากความชรา
ท่าทางเขาน่ายำเกรงและน่าเคารพดูเป็คุณลุงใจดี สมกับที่เป็กิลด์มาสเตอร์ของกิลด์ระดับ S
พอเดลล์ เอมิเลียและฟูกะโค้งให้ ชายคนนี้ก็ยิ้มแล้วโค้งตัวกลับในทันที
หลังทักทายกันเสร็จ เดลล์ก็หันมาขมวดคิ้วใส่ชายหนุ่มผมบลอนด์คนก่อนหน้า
ชายจอมโอ้อวดโดนเดลล์หรี่ตามอง แต่เขากลับยิ้มพอใจเสียอย่างนั้น
“อ้าว ๆ อย่าบอกนะว่าพูดแค่นี้ทำเป็โกรธ คิดเล็กคิดน้อยชะมัดเลยนะ————”
“นายเป็ใครอ่ะ?”
“เอ๋!!!?”
ชายที่โอ้อวดมาแต่แรกะโน้ำตาตกใน ปฏิกิริยาของเดลล์ผิดคาดจนทำเอารู้สึกหงอยไปเลย
“ลืมฉันอีกแล้วเหรอ!? จำไม่ได้จริงเด่ะ!”
“อย่าคิดเล็กคิดน้อยเลยน่า! เื่แบบนี้ก็ต้องมีบ้างแหละ เพราะงั้นขอคำใบ้สักหน่อยสิ”
“ขอคำใบ้เนี่ยนะ! นี่แกคิดว่าตัวเองอยู่ในเกมเศรษฐีรึไง!”
ชายหนุ่มเดินเข้ามาเอาหน้าชนหัวเดลล์ แต่เดลล์ก็ยังทำหน้าระรื่น ทำชายหนุ่มปวดใจเข้าไปอีก
ภาพอันคุ้นตาทำให้เอมิเลีย ฟูกะและลุงอีกคนยิ้มแห้ง นี่เหมือนเป็การกวนประสาทกันตามปกติของคู่นี้
“ให้ตายสิ ช่วยไม่ได้... งั้น เริ่มต้นด้วยคำว่าวิส!”
แต่สุดท้ายเขาก็เล่นด้วยกับเดลล์เฉย
“อืม...”
เดลล์ได้รับคำใบ้แล้วกอดอกขมวดคิ้วจริงจัง ทำเอาชายหนุ่มคิ้วกระตุกเพราะไม่นึกว่าเดลล์จะลืมเขาจริง ๆ
ฟูกะเดินเข้ามาแตะไหล่เดลล์
“นั่นไงคะเดลล์ ไอ้ที่ต้องเอาไปหมักบ่มในถังโอ๊กน่ะ!”
“อ้อ! วิสกี้!”
“ไม่ใช่โว้ย! อ้อ แต่ก็ใกล้เคียง”
ชายหนุ่มกระทืบเท้า แต่ก็เผลอยิ้มดีใจออกมาอยู่
ฟูกะชี้นิ้วแนะเดลล์อีกรอบ
“หรือว่าจะเป็นั่นคะเดลล์ ที่เขาเอาไว้ขับบนถนนน่ะ!”
“รู้แล้ว! ไม่เจอกันนานเลยนะเวสป้า!” เดลล์ยกมือทักทายมั่นอกมั่นใจ
“เวสป้าบ้านเอ็งสิ! ใครจะเอายี่ห้อมอไซค์มาตั้งชื่อลูกกันวะ”
“เห้ย ๆ เกิดมีเด็กชื่อนั้นจริง ๆ เดี๋ยวน้องเขาก็ร้องไห้หรอก”
“ขอโทษครับ... เฮ้ย! มันใช่เื่ที่จะต้องเถียงกันไหมเนี่ย!”
ชายหนุ่มพูดไปหงุดหงิดไป แถมยังอุตส่าห์ตบมุกให้เดลล์อยู่ตลอด
แต่ความอดทนและความน้อยใจของเขาก็มีจำกัด... น้ำตาเขาตกในอีกรอบทั้งที่กำลังโกรธ
“วิสก้าไงเฟ้ย! ชายผู้ที่เป็ดั่งคู่แข่งของนาย ว่าที่นักผจญภัยที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก และจะเป็คนที่เขี่ยนายลงจากท็อปทรียังไงเล่า!”
ชายหนุ่ม... วิสก้าชี้นิ้วโอ้อวดใส่ตัวเอง เขาฟื้นตัวเร็วมากหลังได้พูดสิ่งที่อยากพูด
“ขี้โม้ชะมัดเลยนะ ไม่ไหว ๆ”
เดลล์ถอนหายใจทำหน้าหน่ายโลก
อย่างแกยังมีหน้ามาว่าชาวบ้านอีกเรอะ!
ทุกคนไม่แม้แต่คนที่เดินสวนไปมาแอบคิดแบบนั้นแต่ไม่ได้พูดออกมา คำพูดของเดลล์ถ่มน้ำลายรดฟ้าของแท้
เดลล์ผู้ไม่สนใจว่าคนอื่นจะคิดยังไงเดินเข้าไปตบบ่าวิสก้า
“ถึงจะโม้แบบนั้นก็เถอะนะสหาย แต่สัปดาห์ที่แล้วนายยังทำเควสระดับ S-A ด้วยตัวคนเดียวไม่ได้เลยไม่ใช่เหรอ? แล้วลืมไปรึยังนะว่าใครที่เป็คนพาไปเลี้ยงเหล้าปลอบใจ” เดลล์ยิ้มยียวน เอื้อมมือกอดคอวิสก้าอย่างสนิทสนม
“อึก... หนวกหูเฟ้ย! นั่นเพราะข้อมูลของผู้ว่าจ้างมันไม่ครบต่างหาก แต่เดี๋ยวนะ... นี่แกก็จำฉันได้ไม่ใช่เหรอเนี่ย!”
วิสก้าะโแยกเขี้ยว สุดท้ายก็เป็เขาเองนี่แหละที่โดนเดลล์แกล้งมาแต่แรก ...เหมือนกับทุกที
เห้อ... เ้าพวกบ้าเอ้ย
ทุกคนที่อยู่รอบ ๆ (ยกเว้นฟูกะ) แอบคิดพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย
❖❖❖❖❖
หลังจากนั้นเดลล์ เอมิเลียและฟูกะก็เดินแยกตัวไปห้องประชุมใหญ่
วิสก้ากับชายชราจะตามมาทีหลังเพราะต้องไปทักทายกิลด์มาสเตอร์ระดับ S คนอื่นก่อนตามมารยาท
เดลล์ที่ไม่สนใจเื่นั้นเดินเข้าไปในห้องก่อนใคร แต่ภายในห้องก็มีคนนั่งรออยู่บ้างแล้วเหมือนกัน
ภายในห้องประชุมกลางมีลักษณะเป็โถงวงกลมขนาดใหญ่ มีที่นั่งอัฒจันทร์ 7 ชั้นล้อมรอบพื้นที่ว่างตรงกลาง ฝั่งอัฒจันทร์ด้านลึกตรงข้ามทางเข้าเป็ที่ตั้งของแท่นเก้าอี้ประธานหนึ่งแห่ง และรองลงมาข้างล่างเป็ของรองประธานอีกสองตำแหน่ง
บริเวณโดยรอบมีเหล่ากิลด์มาสเตอร์จำนวนมากหน้าหลายตา ทุกคนมักมาพร้อมกันเป็กลุ่ม 2-3 คน เนื่องจากสามารถพาคนสนิทมาด้วยได้ไม่เกินสามคน
พอเดลล์กำลังจะหย่อนก้นลงนั่งที่ตัวเอง หูฟูกะก็ขยับแล้วเหลือบไปที่ประตูทางเข้า
“พวกทหารมากันแล้วนะคะเนี่ย”
ฟูกะกระซิบบอกก่อนนั่งลงฝั่งซ้ายของเดลล์ เอมิเลียนั่งลงด้านขวาของเดลล์ก่อนจึงเหลือบมองตาม
ชายหนุ่มในชุดเครื่องแบบดูองอาจเดินจับกลุ่มหลาบสิบคน พวกเขาเข้ามาในห้องพร้อมกันราวกับเป็กองทัพ แต่สุดท้ายก็แยกกันไปนั่งที่ตัวเองเป็กลุ่ม 2-3 คนแบบเดียวกับเดลล์อยู่ดี
คิดจะประกาสศักดารึไงนะ... ทั้งที่ไม่ใช่เื่แท้ ๆ
เดลล์ยักไหล่มอง รู้สึกว่าคนบางกลุ่มชอบโอ้อวดไม่ดูสถานการณ์ คนพวกนี้ดูแย่ยิ่งกว่าวิสก้าเสียอีก
กิลด์มาสเตอร์ระดับ S และทหารจากนานาประเทศรวมถึงกองทัพกลางของเซนทรัลอิกดราซิลเข้านั่งที่เรียบร้อย กิลด์มาสเตอร์คนนึงที่ดูเป็ตาลุงร่างใหญ่โตก็ลุกขึ้นเดินไปนั่งเก้าอี้ประธาน
จากนั้นชายชราอีกคนที่เป็กิลด์มาสเตอร์ กับทหารหนุ่มอีกคนก็ไปนั่งเก้าอี้รองประธาน
จำนวนของกิลด์มาสเตอร์และทหารจะต้องมีจำนวนเท่ากันเสมอเพื่อให้สภามีความเท่าเทียม ยุติธรรมและเป็ประชาธิปไตยจากทุกประเทศที่เป็พันธมิตร ตำแหน่งประธานและรองประธานเองก็ใช้วิธีเวียนกันเข้าไปนั่ง เพราะสุดท้ายแล้วหากจะออกคำสั่งอะไรก็ต้องใช้วิธีการโหวตด้วยเสียงส่วนมากอยู่ดี
นี่แหละคือระบบที่กำลังปกครองเซนทรัลอิกดราซิล... ปกครองโลกใบนี้อยู่
ปึง!
ลุงประธานหยิบค้อนขึ้นเคาะ สายตาทุกคนหันไปทางเขาพร้อมกัน
“จากนี้จะขอเริ่มการประชุมสมัยวิสามัญครั้งที่ 1 ด้วยเื่ ‘การปรากฏตัวขึ้นอย่างผิดปกติของปีศาจ’ ”
คำพูดของเขาสะท้อนดังไปทั่วห้องประชุม น้ำเสียงจริงจังดูน่าเกรงขาม ตรงประเด็นไม่เวิ่นเว้อ
“คิดว่าทุกท่านในที่นี้ก็คงทราบดีอยู่แล้ว ว่าใน่หลายสัปดาห์มานี้ได้มีการแจ้งเื่ที่มีปีศาจปรากฏตัวขึ้นในเมืองอย่างกะทันหันหลายต่อหลายครั้ง”
ลุงประธานพลิกหน้ากระดาษบนโต๊ะไปตามลำดับ หัวข้อที่ประชุมทุกคนรู้มาก่อนอยู่แล้ว แต่เนื้อหาโดยละเอียดนั้นเป็สิ่งที่ยังไม่รู้
แน่นอนว่ามันเกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของชาวบ้านรวมถึงพวกพ้องของตน ทุกคนจึงมาที่นี่เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลตรงนั้น
“สำหรับกิลด์มาสเตอร์ในที่นี้ทุกท่านคงทราบดี... ปีศาจเป็สิ่งมีชีวิตลึกลับที่เรายังหาต้นกำเนิดไม่เจอ ไม่เคยปรากฏหลักฐานว่ามันอาศัยอยู่เป็กลุ่ม และการจะเจอมันได้นั้นเรียกว่าต้องดวงดีในระดับนึง”
ลุงประธานสอดแทรกมุกให้บรรยากาศผ่อนคลาย มีหลายคนที่หัวเราะอมยิ้ม
“เพราะเหตุนั้น... การที่มันปรากฏตัวขึ้นมาในเมืองต่าง ๆ อย่างไร้ที่มาจึงเป็เื่แปลกอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ข้าพเ้าจะส่งข้อมูลทั้งหมดที่ได้รับรายงานให้ทุกท่าน”
ลุงประธานพูดจบ พนักงานเื้ัก็ทำการส่งข้อมูลให้กับเหล่าสมาชิกสภาทุกคน
บนโต๊ะของเหล่าสมาชิกมีหน้าจอััที่ใช้รับ-ส่งข้อมูลประจำโต๊ะอยู่แล้ว
บนหน้าจอของทุกคนปรากฏเอกสารแบบดิจิทัลขึ้น ทุกคนรวมถึงเดลล์ใช้มือเลื่อนััเพื่ออ่านข้อมูลทันที
พอสมาชิกสภาเห็นข้อมูล พวกเขาเริ่มออกความเห็นถึงความเป็ไปได้ในกรณีต่าง ๆ
“เป็ไปได้ไหมว่าเื่นี้จะมีคนอยู่เื้ั”
“บ้าน่ะ เื่แบบนั้นจะทำไปเพื่ออะไรกัน”
“ก่อนจะพูดถึงเื่นั้น คนทำมันมีแรงจูงใจอะไรล่ะ?”
เหล่าสมาชิกสภาระดมความคิดผ่านไมค์ที่ตั้งอยู่ด้านหน้าทำให้ทุกคนได้ยินกันหมด
แต่แน่นอนว่าทั้งหมดเป็แค่ข้อสมมติฐานไร้มูล เพราะยังไม่มีหลักฐานเื่วิธีการอัญเชิญด้วยซ้ำ
...ถึงแบบนั้น การที่ไม่มีหลักฐานอะไรเลยอาจนำไปสู่ข้อสรุปอีกอย่างได้เหมือนกัน
“อาจจะเป็ฝีมือของพวก ‘ดาร์คแมทเทอร์ (Dark Matter)’ก็ได้นะ”
ทันทีที่เดลล์เอ่ยปาก สมาชิกสภาส่วนใหญ่ก็หน้าถอดสี ลุงประธานได้ยินแล้วยังต้องขมวดคิ้ว
ดาร์คแมทเทอร์ (Dark Matter) คือคำนิยามสำหรับสิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญาที่อาจมีหรือไม่มีตัวตนในโลกเร้นลับ
เหล่านักผจญภัยค้นพบทั้งสมบัติโบราณที่มีอำนาจวิเศษมากมาย รวมถึงเทคโนโลยีอันทรงพลังจากบรรพบุรุษ การจะมีสิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญาเผ่าพันธุ์อื่นอาศัยอยู่เหมือนกับมนุษย์บ้างจึงไม่ใช่เื่แปลกอะไรเลย พวกปีศาจเองก็ยังถูกจัดเป็หนึ่งในนั้น
...รวมถึงสิ่งที่ร้ายกาจกว่าปีศาจเองก็ด้วย
“นั่นคือข้อสรุปที่ได้จากเมืองเรเวลงั้นเหรอ? แต่มันก็ยังกว้างไปอยู่ดี”
ลุงประธานถอนหายใจให้เดลล์ เพราะเป็ความจริงที่ข้อสันนิษฐานของเดลล์เองก็ไม่มีหลักฐานรองรับเหมือนคนอื่น
...ถึงการบอกว่า ‘สถานการณ์ที่ไม่รู้จักเกิดขึ้นจากสิ่งที่ไม่มีใครรู้จัก’ จะเป็ข้อสันนิษฐานที่สมเหตุสมผลที่สุดในตอนนี้แล้วก็เถอะ
“พอพูดถึงเมืองเรเวลแล้วก็พอดีเลย”
“อึ๋ย!?”
เดลล์ไหล่กระตุกร้องเสียงหลงเมื่อประธานพูดถึงเมืองเรเวลอีกรอบ หนนี้ดูท่าเขาจะไม่ได้พูดถึงเื่ปีศาจแต่เป็วีรกรรมของเดลล์มากกว่า
คำพูดของลุงประธานทำเอมิเลียเหงื่อตกไปด้วย ยกเว้นรอยยิ้มนางงามของฟูกะเท่านั้นที่ไม่มีใครแตะต้องทำอะไรได้
“โชคดีของเ้า... หนนี้ไม่ใช่การประชุมสมัยสามัญทั่วไป ไม่งั้นเื่ของเ้าคงไม่จบแค่นี้แน่”
คำพูดประธานทำให้เอมิเลียถอนหายใจโล่งอกไปเปราะนึง
ส่วนเดลล์ที่ควรจะสลดกับคำเตือน เขากลับกำมือร้อง Yes! อย่างไม่รู้สึกรู้สาจนคนรอบ ๆ ยิ้มแห้งตามเคย
ลุงประธานเองก็รู้แต่ก็เหนื่อยใจที่จะบ่น เขาเคาะโต๊ะอีกครั้งดึงความสนใจทุกคน โดยเฉพาะเดลล์ที่เขากำลังจ้องมอง
“ตอนนี้ต้องให้ความสำคัญให้ถูกประเด็น... สถานการณ์ที่เ้าเจอปีศาจในตอนนั้นเป็ยังไงบ้าง ช่วยอธิบายให้ฟังหน่อยจะได้ไหม”
ลุงประธานพูดถึงเดลล์ สายตาทุกคนก็จดจ้องไปที่เขา
“อา... ถ้าไม่ติดเื่ที่ทำลายบ้านช่องไปเกินครึ่งร้อย สิ่งที่นายเจอมาอาจจะสำคัญก็ได้”
“ถึงไม่อยากยอมรับ... แต่เ้าก็เป็หนึ่งในคนที่มี ‘ปัญญายิ่งยวดแห่งสัจธรรม’ สูงที่สุดในที่แห่งนี้ คงต้องขอฟังหน่อยล่ะ”
รองประธานทั้งสองพูดไปในทางเดียวกัน ถึงสีหน้าจะมียั๊วอยู่บ้างกับการไร้ความเคารพและไร้สำนึกของเดลล์ แต่ไม่มีใครเลยที่สบประมาทความสามารถของเขา
แม้จะอายุน้อยที่สุดก็ไม่ใช่ปัญหา ความสามารถของเขาผ่านการพิสูจน์มาแล้วว่าเป็ของจริง
ไม่เช่นนั้นเขาคงไม่ได้มานั่งร่วมเป็หนึ่งในสภาผู้ปกครองโลกแบบนี้
เดลล์เริ่มขยับไมค์ตัวเองให้ตรงตำแหน่ง เริ่มอธิบายสถานการณ์เมื่อวานให้ทุกคนในสภาฟัง
❖❖❖❖❖

