ยามกลับมาถึงสนามสอบถงซื่อ ดวงดาวก็ลอยเด่นเต็มท้องฟ้าแล้ว ฉู่ซิวสาวเท้าก้าวตรงไปยังหอนอนของตน ทว่าชายคนหนึ่งกลับเดินสวนเข้ามาพอดี
ชายผู้นั้นสูงเจ็ดฉื่อ ร่างกายบึกบึนกำยำ แผ่นหลังสะพายดาบเล่มใหญ่ ทุกก้าวที่เหยียบลงไป ผืนดินคล้ายจะสั่นะเืเบา ๆ
“หลบไป!” เสียงตวาดเ็าพร้อมกลิ่นอายอันน่าสะพรึงกลัวปะทะเข้าใส่หน้า ฉู่ซิวถูกกลิ่นอายนี้กระแทกจนต้องก้าวถอยหลัง เปิดทางให้ชายผู้นั้นเดินผ่านไป
ชายผู้นั้นเดินผ่านหน้าฉู่ซิวไปโดยไม่แม้แต่จะปรายตามองฉู่ซิวเลยสักนิด ยามถูกกระทำเช่นนี้ ฉู่ซิวรู้สึกอึดอัดอัดอั้นอยู่บ้าง ทว่าเขาก็รู้ดีว่าในดินแดนที่เคารพผู้แข็งแกร่งเช่นนี้ ต้องตัดสินกันด้วยพละกำลังเท่านั้น อีกฝ่ายมีกลิ่นอายทรงพลังถึงเพียงนี้ ฝีมือย่อมไม่ธรรมดาแน่นอน แม้ในใจจะขุ่นเคือง แต่ก็ไร้ความจำเป็ต้องไปโต้เถียง รอให้ตนเองแข็งแกร่งขึ้น ย่อมได้รับความเคารพยำเกรงตามมาเอง
ยามกำลังครุ่นคิด เสียงอันคุ้นเคยก็ดังมาจากด้านหลัง
“ศิษย์น้องฉู่ซิว? ดึกดื่นป่านนี้ เหตุใดเ้าจึงมาอยู่ที่นี่ได้?”
ผู้มาใหม่คือเฉินเฟย ซึ่งเคยพบหน้ากันมาแล้วครั้งหนึ่ง ไม่ทันที่ฉู่ซิวจะได้ตอบคำ เฉินเฟยก็สังเกตเห็นชายร่างใหญ่ที่ก้าวเท้าจากไปไม่ไกลนัก ใบหน้าพลันถอดสีด้วยความตระหนก
“บ้าดาบ *[1] เหตุใดจึงมาอยู่ที่นี่? เ้ารู้จักบ้าดาบด้วยหรือ?” เฉินเฟยกระซิบถามเสียงเบา ด้วยเกรงว่าจะไปสะกิดความสนใจของเงามืดผู้นั้น
ฉู่ซิวไม่รู้จักบ้าดาบผู้ใด เขาจ้องมองแผ่นหลังของชายผู้นั้นแล้วเอ่ยถาม “เขาแข็งแกร่งมากหรือขอรับ?”
“พูดไร้สาระน่า!” เฉินเฟยกลอกตาใส่ “บ้าดาบคือยอดฝีมือติดอันดับหนึ่งในห้าของการประลองใหญ่สนามสอบถงซื่อเชียวนะ! วิชาดาบของเขาเลิศลอยร่ายรำได้ราวกับเทพนิมิต แม้แต่อาจารย์ฝึกสอนก็ยังไม่ใช่คู่มือของเขาเลย!”
ยินคำพูดของเฉินเฟย ฉู่ซิวก็ยิ่งเกิดความสนใจในตัวชายสะพายดาบเล่มโตและงานประลองใหญ่ประจำเดือนมากยิ่งขึ้น เขาเอ่ยถามด้วยความอ่อนน้อม “ศิษย์พี่เฉินเฟย ท่านช่วยเล่าเื่ยอดฝีมือที่เข้าร่วมการประลองใหญ่ให้ข้าฟังหน่อยได้หรือไม่ขอรับ?”
เฉินเฟยเป็คนมีน้ำใจ แม้ฟ้าจะมืดมากแล้ว เขาก็ไม่ได้ปฏิเสธฉู่ซิว “การประลองใหญ่ประจำเดือนมีเพียงสิบอันดับแรกเท่านั้นที่จะได้รับรางวัล และผู้ที่สามารถติดอันดับหนึ่งในสิบได้ ส่วนใหญ่ล้วนเป็นักเรียนเก่าที่มีหวังจะสอบผ่านระดับเ้าเมืองทั้งสิ้น”
“ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา อันดับการประลองั้แ่ที่ห้าลงไปมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เรื่อย ๆ ทว่าห้าอันดับแรกกลับถูกห้ายอดฝีมือฝีมือแข็งแกร่งของสถาบันจับจองไว้ไม่เคยเปลี่ยน ได้แก่ อันดับที่ห้า บ้าดาบหลินเหยียน อันดับที่สี่ เซียนกระบี่หญิง หลิ่วฉินได้อันดับที่สาม เทพทวน โจวหรูชาง อันดับที่สอง บัณฑิตหน้าขาว เยี่ยเจ๋อ และอันดับที่หนึ่ง หลิวฉิงชาง!”
ฉู่ซิวััได้จากสีหน้าของเฉินเฟยว่าทั้งห้าคนนี้แข็งแกร่งยิ่งนัก ทว่าเป้าหมายของเขาก็คือสามอันดับแรกของการประลอง ต่อให้คนเหล่านี้จะเก่งกาจเพียงใด เขาก็จะเอาชนะทีละคนให้จงได้!
“ศิษย์พี่ ทั้งห้าคนนี้ในยามนี้มีขอบเขตพลังเท่าใดกันหรือขอรับ?” ฉู่ซิวเอ่ยถามเจาะลึก
“บ้าดาบหลินเหยียนกับเซียนกระบี่หญิงหลิ่วฉิน น่าจะยังอยู่ที่ขอบเขตขัดเกลากายาขั้นแปด เทพทวนโจวหรูชางกับบัณฑิตหน้าขาวเยี่ยเจ๋อ ทะลวงสู่ขอบเขตขัดเกลากายาขั้นเก้าไปเมื่อสองเดือนก่อนแล้ว ส่วนอันดับที่หนึ่งหลิวฉิงชางนั้น...”
ยามเอ่ยถึงอันดับที่หนึ่ง ใบหน้าของเฉินเฟยก็เต็มไปด้วยความเลื่อมใสบูชา “หลิวฉิงชางอันดับที่หนึ่งมานานกว่าครึ่งปีแล้ว ขอบเขตพลังที่แท้จริงของเขาไม่มีใครรู้แน่ชัด เป็ไปได้สูงว่าอาจจะทะลวงเข้าสู่ขอบเขตหลอมกระดูกแล้ว!”
ขอบเขตหลอมกระดูก! ฉู่ซิวใไม่น้อย ยอดฝีมือขอบเขตหลอมกระดูก ปราณและโลหิตเต็มชั่ง! นึกไม่ถึงเลยว่าสนามสอบถงซื่อจะซ่อนยอดฝีมือระดับนี้ไว้ด้วย ดูท่าการที่ตนคิดจะคว้าอันดับหนึ่งในการประลองคงไม่ง่ายดายอย่างที่คิดเสียแล้ว!
“ศิษย์พี่หลิวฝึกฝนอยู่ในสนามสอบถงซื่อมาสามปีแล้ว มีขอบเขตพลังระดับนี้ก็ไม่ใช่เื่แปลก ขอเพียงเ้าตั้งใจฝึกฝน วันหน้าย่อมมีโอกาสก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดของการประลองได้เช่นกัน” เฉินเฟยเอ่ยปลอบใจด้วยเกรงว่าฉู่ซิวจะสูญเสียความมั่นใจ
ทว่าฉู่ซิวไม่ได้อ่อนแออย่างที่เฉินเฟยคิด แม้อันดับที่หนึ่งอย่างหลิวฉิงชางอาจจะบรรลุขอบเขตหลอมกระดูกแล้ว เขาก็ไม่มีวันยอมแพ้ง่าย ๆ เพราะเป้าหมายของเขาไม่ได้หยุดอยู่แค่สามอันดับแรก แต่คือการแย่งชิงอันดับที่หนึ่งมาให้ได้ในเร็ววัน!
……
หลังจากคืนนั้น ฉู่ซิวก็ยิ่งทุ่มเทฝึกฝนอย่างหนักหน่วง ยามกลางวันเขามุ่งมั่นฝึกฝนวิชากายาไม่ดับสูญเงียบ ๆ ในห้องฝึกฝน พอยามค่ำคืนก็ไปประลองที่สังเวียนสัตว์ร้าย
เนื่องจากไม่อาจเร่งความเร็วได้ การฝึกฝนวิชากายาไม่ดับสูญของฉู่ซิวจึงค่อนข้างหยุดชะงักและเป็ไปอย่างยากลำบาก ปราณและโลหิตจักรพรรดิมนุษย์ในร่างยังไม่อาจทะลวงผ่านแปดสลึงไปได้
ทว่าสังเวียนสัตว์ร้ายกลับสั่งสมประสบการณ์ให้ฉู่ซิวอย่างมหาศาล วิชายุทธ์ของเขามีความชำนาญเจนจัดยิ่งขึ้น แม้ไม่ใช้การเร่งความเร็ว เขาก็มั่นใจว่าจะสามารถฝึกฝนวิชายุทธ์จนบรรลุขั้นแตกฉานได้
นอกเหนือจากความชำนาญในวิชายุทธ์แล้ว สิ่งที่ฉู่ซิวได้รับมามากกว่าคือทักษะการต่อสู้จริง บัดนี้ ต่อให้ต้องเผชิญหน้ากับอสูรร้ายขอบเขตขัดเกลากายาขั้นแปด เขาก็มีความมั่นใจเต็มเปี่ยมว่าจะเอาชนะได้อย่างแน่นอน!
หนึ่งสัปดาห์ต่อมา ณ สังเวียนประลองใต้ดิน หลังจากลงแข่งขันประลองติดต่อกันเจ็ดวัน ร่างกายของฉู่ซิวก็คละคลุ้มไปด้วยกลิ่นอายฆ่าฟัน กลิ่นอายรอบตัวเยียบเย็นขึ้นมาก
เขาสวมหน้ากากยืนอยู่ในกรงเหล็กหมายเลขสาม ตรงหน้ามีเสือตาเขียวที่มีปราณโลหิตสูงถึงแปดตำลึงสองสลึงจ้องมองอย่างมาดร้าย เสือตาเขียวตัวนี้สูงถึงสามเมตร รอยกรงเล็บใหญ่กว่าครึ่งตัวของฉู่ซิว ตะปบเพียงครั้งเดียวก็สามารถฉีกร่างจอมยุทธ์ขอบเขตขัดเกลากายาคนใดก็ได้ให้เป็ชิ้น ๆ
“ฉู่มู่คนนี้ชนะติดต่อกันเจ็ดครั้งแล้ว ไม่รู้ว่าครั้งนี้จะเอาชนะได้อีกหรือไม่ เสือตาเขียวถือเป็อสูรร้ายระดับต่ำที่มีพละกำลังอยู่ในระดับบน ๆ แถมปราณโลหิตยังเหนือกว่าฉู่มู่ เขาจะไปเป็คู่มือมันได้อย่างไร? การข้ามขั้นท้าประลองไม่ได้มีให้เห็นบ่อย ๆ บนสังเวียนสัตว์ร้าย ฉู่มู่คนนี้มีที่มาอย่างไรกันแน่?”
ผู้คนบนอัฒจันทร์เกือบทุกคนต่างรู้จักนับยอดฝีมือที่นองเืมาเจ็ดนัดผู้นี้แล้ว ทว่าพวกเขากลับไม่ค่อยเชื่อมั่นในตัวฉู่ซิวนัก เพราะเสือตาเขียวไม่ใช่สิ่งที่เคี้ยวง่าย ๆ อีกทั้งหากฉู่ซิวมีฝีมือจริง เหตุใดจึงไม่ไปท้าประลองบนเวทีความเป็ตายเสียเลยเล่า?
“โฮก” ในกรงประลอง เสือตาเขียวส่งเสียงคำรามกึกก้องสะท้านฟ้า เสือตาเขียวตัวนี้เริ่มมีสติปัญญาอยู่บ้าง มันััได้ว่าฉู่ซิวตึงมือไม่น้อย จึงเดินวนรอบตัวฉู่ซิวเพื่อหาจังหวะโจมตี
ฉู่ซิวเองก็ผ่านการต่อสู้ความเป็ตายมาหลายครั้งจนจัดจ้านเจนโลก เขาไม่ได้บุ่มบ่ามลงมือ แต่อดทนวัดความอดทนกับเสือตาเขียว แม้เสือตาเขียวจะเริ่มมีสติปัญญา แต่สมองของมันกลับไม่แล่นนัก เพียงผ่านไปสองนาทีก็ทนไม่อีกต่อไป มันอ้าปากกว้างอวดเขี้ยวโง้งพุ่งโถมเข้าใส่ฉู่ซิวทันที เขี้ยวสีขาววาววับประกายคมกริบกลางอากาศ หากโดนกัดเข้า ต่อให้ไม่ตายก็ต้องาเ็สาหัส!
ยามเห็นเสือตาเขียวโถมเข้ามาใกล้ ฉู่ซิวจึงขยับเรือนร่าง ใช้ทักษะย่างก้าวอสรพิษฉากหลบออกไปได้อย่างหมุดหมัด ไม่รอให้เสือตาเขียวตั้งหลักได้ ิัของฉู่ซิวก็แปรเปลี่ยนเป็สีทองแดงเข้มในทันใด หมัดเหล็กสยบขุนเขาซัดเข้าใส่ลำตัวเสืออย่างจัง จนแผ่นหลังของเสือตาเขียวบุ๋มลึกลงไป ส่งเสียงร้องโหยหวนด้วยความเ็ป
เมื่อจู่โจมสำเร็จ เพื่อป้องกันไม่ให้เสือตาเขียวแว้งกัดก่อนตาย ฉู่ซิวจึงใช้ทักษะย่างก้าวอสรพิษถอยฉากทิ้งระยะห่างอย่างเด็ดขาด แล้วเดินหลอกล่อเสืออยู่บนเวทีประลอง
“โฮก” เสือตาเขียวคำรามด้วยความคลั่งแค้น เมินเฉยต่อาแบนร่างกาย พุ่งโจมตีฉู่ซิวอย่างไม่คิดชีวิต
แม้ทักษะย่างก้าวอสรพิษของฉู่ซิวจะยังหยุดอยู่ที่ขั้นสำเร็จขั้นต้น แต่ความชำนาญกลับจัดจ้านกว่าเมื่อเจ็ดวันก่อนมากนัก ไม่ว่าเสือตาเขียวจะบ้าคลั่งเพียงใด ก็ไม่อาจเข้าใกล้ตัวเขาได้เลยแม้แต่กระเบียดนิ้ว
เวลาผ่านไปประมาณครึ่งชั่วโมง เสือตาเขียวเริ่มเรี่ยวแรงถดถอย ความเร็วช้าลงเรื่อย ๆ หอบหายใจแฮก ๆ ไม่หยุด
ฉู่ซิวรู้ว่าถึงเวลาแล้ว จึงใช้วิชาย่างก้าวอสรพิษและหมัดเหล็กสยบขุนเขาพร้อมกัน หมัดทรงพลังพันชั่งซัดทะลวงร่างเสือตาเขียวจนเป็รู เืสด ๆ ฉีดกระเซ็นย้อมทั่วทั้งเวทีประลอง เสียงโห่ร้องยินดีดังกระหึ่มข่มขวัญไปทั่วลาน!
ผ่านการเคี่ยวกรำมานานเพียงนี้ ฉู่ซิวไม่เพียงแต่หาเงินได้เท่านั้น แต่พละกำลังยังยกระดับขึ้นหลายเท่าตัว อีกสองสัปดาห์ก็จะถึงวันประลองใหญ่ประจำเดือน หากสามารถเร่งความเร็วได้อีกสักครั้ง ฉู่ซิวก็มั่นใจว่าจะสามารถคว้าสามอันดับแรกมาครองได้อย่างแน่นอน!
ทว่าการเร่งความเร็วหมัดชุบกายจักรพรรดิมนุษย์และวิชากายาไม่ดับสูญสู่ขั้นถัดไปนั้นต้องใช้เงินมหาศาล เงินที่เขามีในยามนี้ยังไกลเกินกว่าจะพอ
เงินทองของตนยังมีน้อยเกินไปจริง ๆ ต้องรีบหาเงินให้ได้มากกว่านี้!
[1] ฉายาของ หลินเหยียน