วันแรกที่เนรุ
เช้าวันใหม่เริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง สิ่งมีชีวิตประหลาดที่เหมือนนกทว่าลำตัวเต็มไปด้วยเกล็ดยังคงมาเกาะอยู่ที่ริมหน้าต่างและส่งเสียงร้องเหมือนเหล็กขูดปลุกมาร์โก้อย่างแข็งขันเหมือนทุกเช้า ชายหนุ่มคว้าเศษไม้ข้างตัวขึ้นมาก่อนจะขว้างใส่พวกมันจนพวกมันต้องบินหนีและส่งเสียงร้องระคายหูตามมาเป็ครั้งสุดท้ายเหมือนกับด่าทิ้งทวน เด็กชายมองดูแสงอ่อนๆ ของอาทิตย์ยามเช้าก่อนจะลุกขึ้นมาอย่างเกียจคร้าน
วันนี้ต้องไปเข้าโรงเรียนแล้วสินะ
มาร์โก้ครุ่นคิดถึงชีวิตในรั้วโรงเรียนที่ไม่ได้เจอมาหลายสิบปีพลางกวาดมือไปมาในอากาศเพื่อให้มานารวบรวมไอน้ำใบบรรยากาศมากองรวมกันก่อนที่เขาจะบีบอัดจนได้ลูกบอลน้ำลูกหนึ่งขึ้นมาเพื่อล้างหน้าและบ้วนปาก เด็กชายแอบรู้สึกแย่นิดหน่อยที่โลกนี้ไม่มียาสีฟันให้ใช้ นี่ถ้าเกิดเขาฟันผุขึ้นมาละก็จะให้ทำยังไง?
มาร์โก้จัดการผมเผ้าให้เข้าที่เข้าทางอยู่สักพักเขาก็เริ่มได้ยินเสียงการเคลื่อนไหวดังมาจากฝั่งของเอเลน่า เด็กชายแอบแปลกใจเล็กน้อยที่เธอไม่ตื่นเนื่องจากเสียงร้องอันแสบประสาทของเ้านก (?) พิลึกพวกนั้น แต่ในทางกลับกันเธอจะตื่นตรงเวลาได้เสมอในทุกๆ เช้าแทน (สมแล้วที่เป็ลูกคุณหนูมาก่อน)
หลังจากเตรียมตัวเรียบร้อยพวกเขาก็ลงมาและรับประทานอาหารกันอย่างไม่เร่งรีบก่อนจะเริ่มออกเดินทางไปโรงเรียน แม้จะมาอยู่ในเมืองนี้ได้หลายวันแล้วแต่นี่ก็เป็ครั้งแรกที่พวกเขาได้ออกมาเดินในเมืองตอน่เช้าเนื่องจากทั้งสองใช้เวลาแทบทั้งหมดไปกับการฝึก เมืองนารารันยามเช้าดูคึกคักและสดใสต่างจากตอนเย็นน่าดู ่เย็นผู้คนส่วนใหญ่จะเป็ผู้ชายที่เพิ่งกลับจากการทำงานและร่ำร้องหาเครื่องดื่ม ส่วนในตอนเช้านี้ตัวเมืองเต็มไปด้วยเหล่าผู้หญิงและเด็กที่ออกจะสดใสกว่า และดูเหมือนบางส่วนจะเดินทางไปยังโรงเรียนเหมือนพวกเขาด้วย
ยิ่งเดินทางเข้าไปใกล้โรงเรียนมากเท่าไหร่เด็กๆ ที่เข้าเรียนก็เริ่มสังเกตเห็นได้เด่นชัด พวกเขามากันจากถนนทุกสายและเริ่มรวมตัวกัน บางกลุ่มที่เหมือนจะรู้จักกันมาก่อนก็ทักทายกันบ้าง โบกไม้โบกมือให้กันบ้าง พวกเขานั้นมีั้แ่เด็กที่เหมือนจะ10ขวบเท่ามาร์โก้ไล่ไปจนถึงบางคนที่เหมือนจะอายุกว่า20เห็นจะได้
และในบรรดาผู้คนเหล่านี้นั้นมาร์โก้บอกได้เลยว่ามีมนุษย์อยู่ไม่ถึง1ใน10ด้วยซ้ำ
มาร์โก้ยักไหล่ก่อนจะเปลี่ยนจากการมองรอบๆ มาเป็มองพื้นให้มากขึ้น เนื่องจากตอนนี้ผู้คนเริ่มเบียดเข้ามาจากด้านข้างจนทำให้เขาไม่สามารถรักษาระยะจากเอเลน่าได้อีกต่อไป เขาจึงต้องระวังเต็มที่ไม่ให้เผลอไปเหยียบชายกระโปรงที่ยาวจนแทบลากพื้นของเด็กสาวเข้า
แต่งตัวสมกับเป็ลูกสาวท่านเคานต์ซะจริง
ชุดหรูหราราวกับจะไปเข้าวัง เสื้อสีฟ้าอ่อนเปิดแผ่นหลังขาวเนียนเกือบครึ่งกับกระโปรงยาวสีเดียวกัน และยิ่งรวมกับหมวกปีกกว้างสีขาวบริสุทธิ์และเส้นผมยาวสีทองนั่นก็ทำให้หลายๆ คนแอบเหล่มองเธอเป็ระยะๆ บางส่วนถึงกับมองตรงๆ อย่างไม่เก็บอาการเลยด้วยซ้ำ
และในที่สุดพวกเขาก็มาถึงโรงเรียน มาร์โก้สังเกตเห็นได้แค่ยอดหลังคาทรงแหลมนิดๆ หน่อยๆ เท่านั้นเนื่องจากทุกอย่างถูกล้อมไว้ด้านหลังของกำแพงหินสูงเกือบห้าเมตร ประตูใหญ่ที่เปิดอยู่มีคนยืนเฝ้าอยู่หลายคนจนมาร์โก้ยังแปลกใจ นี่ขนาดเนรุเป็โรงเรียนระดับ4ยังอลังการขนาดนี้เชียว
“ปี1! ปี1เชิญทางนี้”
เสียงเรียกดังขึ้นควบคู่กับเสียงกระดิ่งที่สั่นจนน่าปวดหัว มาร์โก้หันมองตามเสียงและพบกับเด็กหนุ่มร่างโตสองคน ดูท่าทางคนหนึ่งอาจจะเป็พวกครึ่งั์ด้วยถึงได้มีร่างกายที่สูงเกือบสองเมตรครึ่ง แต่ถ้าว่ากันจริงๆ แล้วท่าทางหมอนั่นน่าจะเป็พวกครึ่งโทลล์มากกว่าถ้านับแค่ท่าทางที่ดูโง่ๆ นั่น
“เฮ้” เขาหันไปหาเพื่อนข้างตัว “แล้วเราจะรู้ได้ยังไงว่าคนไหนเป็ปี1”
“ง่ายๆ” ผู้เป็เพื่อนออกความเห็น “นายก็ดูว่าใครหันซ้ายหันขวาหรือคำตาโต นั่นแหละปี1”
“โอเค งั้นหมอนั่นปี1” ชายร่างโตชี้ไปที่บุคคลที่กำลังเดินมาทางประตู
“ไม่ๆ หมอนั่นเผ่าตาเดียว ตาเค้าโตแบบนี้แต่เกิดแล้ว”
“อ้าว” ชายร่างโตขมวดคิ้วก่อนจะสะดุ้งเฮือกเมื่อเห็นเด็กคนหนึ่งที่มาอยู่ข้างตัวั้แ่เมื่อไหร่ไม่รู้ “เฮ้! ใหมด มายืนทำอะไรตรงนี้?”
“ก็ผมปี1” เด็กชายตัวเขียวตอบ
“ปี1?” ชายร่างโตอุทาน “นายไม่เห็นทำตาโต หรือหันซ้ายหันขวาเลยนี่”
“ขอโทษครับรุ่นพี่ แต่ผมเป็เผ่าครึ่งอสูรเชื้อสายกิ้งก่า” เด็กชายตอบพลางกลอกลูกตานูนๆ นั่นไปมา “ไม่ต้องหันซ้ายหันขวาผมก็มองทั่วครับ”
มาร์โก้ที่เดินตามหลังเด็กกิ้งก่านั่นมาถึงกับอยากจะกุมขมับ ดูท่าทางการที่โรงเรียนนี้เลือกชายสองคนนี้มาทำงานอาจจะเพราะแต่ให้ตัวสูงสะดุดตาปี1เท่านั้นก็เป็ได้
“โอเคพวกปี1ฟังให้ดี” ชายที่ตัวเล็กกว่าพูดขึ้น “เข้ามาด้านในประตูทางนี้จะมีลำดับรายชื่อของพวกเ้า จงเซ็นชื่อและเดินตามป้ายไปเรื่อยๆ จนถึงหอประชุมแล้วนั่งรออย่างสงบข้างในซะ ปี1มาทางนี้ เข้ามาด้านในประตู....ทำไมพวกนายไม่มาพร้อมๆ กันล่ะ แบบนี้ฉันต้องพูดกี่รอบกันแน่ ข้างหลังน่ะเดินไวๆ หน่อย!”
มาร์โก้เดินตามหลังเอเลน่าไปเงียบๆ อย่างไม่คิดที่จะสนใจอะไรรุ่นพี่ที่ดูโง่เง่าทั้งสองมากไปกว่านี้ เขารอจนเอเลน่าเซ็นชื่อเสร็จก็เดินตามเข้าไปเซ็นชื่อต่อ แต่ฉับพลันมือข้างหนึ่งก็พุ่งปราดมาขวางหน้าเขาไว้
“ใจเย็นเ้าหนู ผู้ติดตามเข้าไปข้างในด้วยไม่ได้” ชายผู้เฝ้าประตูบอกเช่นนั้น
“ผมไม่ใช่ผู้ติดตาม ผมเป็นักเรียนคนหนึ่ง”
“นักเรียน???” ชายคนนั้นทวนคำเสียงสูงก่อนจะต่อด้วยการหัวเราะร่วน “เลิกใช้มุกตลกแบบนี้ซะทีเถอะ ถ้าโกหกแค่นี้แล้วเข้าไปได้ละก็ข้างในคงมีแต่พวกผู้ติดตามที่ไม่คู่ควรกับโรงเรียนนี้เพ่นพ่านอยู่ทั่วแล้ว ถ้านายเป็นักเรียนจริงก็ลองบอกชื่อของนายมาสิ”
“...มาร์โก้...” เด็กชายตอบ
“มาร์โก้..มาร์โก้....” ชายคนนั้นไล่นิ้วไปตามรายชื่อทะเบียนก่อนจะส่ายหน้า “ไม่เห็นมีชื่อนายเลย”
“อะไรนะ?” มาร์โก้ขมวดคิ้วก่อนจะชิงทะเบียนรายชื่อมาไล่ดูด้วยตัวเอง
“เฮ้ๆๆ อย่าเยอะน่าเ้าหนู คนเค้ารอต่อคิวนายอยู่นะ เป็แค่มนุษย์ธรรมดาๆ ก็รู้จักประเมินฐานะตัวเองให้เป็หน่อยเถอะ”
สิ้นเสียงของเขาตัวเขาเองและคนรอบๆ ก็พากันหัวเราะร่วน มีเพียงแต่เอเลน่าที่ยืนรออยู่ที่ไม่หัวเราะ เด็กสาวขมวดคิ้วน้อยๆ อย่างแปลกใจ ไม่มีทางที่มาร์โก้จะไม่ใช่นักเรียนของโรงเรียนนี้แน่ๆ เพราะอย่างน้อยคนที่มาส่งเขาที่เมืองนี้ก็คือเมอดีล อาจารย์ใหญ่ของโรงเรียนนี้ น่าจะเป็เอกสารที่ผิดพลาดซะมากกว่า
“เกะกะน่า หลบไปไอ้มนุษย์”
ระหว่างที่กำลังไล่หาชื่อตัวเองอยู่นั้นมาร์โก้ก็พลันถูกผลักจากด้านหลัง มือข้างหนึ่งพุ่งปราดมาและชิงกระดาษรายชื่อออกไปจากมือของเขา มาร์โก้เซออกไปเล็กน้อยและหันมามองด้านหลัง เด็กชายคนหนึ่งยืนอยู่ตรงนั้นพร้อมๆ กับเพื่อนเขาอีกสองคน พวกเขาเป็พวกครึ่งอสูรที่กำลังหัวเราะร่วน แม้จะพยายามสงบนิ่งแค่ไหนแต่เหมือนว่าสมองแบบเด็กๆ ของเขาจะไม่ค่อยยอมทนกับการโดนดูถูกแบบนี้ซักเท่าไหร่เลย
“โอ๊ะโอ๋ ทำตาขวางซะด้วย” เด็กครึ่งมนุษย์ครึ่งลิงคนหนึ่งพูดขึ้น “ให้ผมสั่งสอนมันสักทีดีรึเปล่าครับ ท่านแลสเซิลส์”
“สองทีดีกว่า” เด็กชายครึ่งมนุษย์ครึ่งสุนัขพูดเสริม
“หยุดน่า จอร์ดี้ นอร์ม่า” เด็กชายที่ชื่อแลสเซิลส์พูดเรียบๆ โดยไม่หันหน้ามองมาทางนี้ด้วยซ้ำ “พวกที่ไม่รู้จักกาลเทศะน่ะ แค่มีชีวิตอยู่ก็น่าสงสารแล้ว”
จอร์ดี้กับนอร์ม่าะเิเสียงหัวเราะรับเป็ลูกคู่ออกมาอย่างพร้อมเพรียงรวมถึงคนอื่นๆ ด้านข้างเองก็เริ่มหัวเราะตาม เหล่ารุ่นพี่ที่เดินผ่านเข้าไปก็ยังหันมาชี้ชวนและหัวเราะใส่เขาราวกับเขาเป็ของจำอวดประหลาดๆ ชิ้นหนึ่ง เอเลน่าที่ตอนแรกยืนคอยอยู่ก็เดินก้มหน้าก้มตาจ้ำเท้าหายเข้าไปในโรงเรียนก่อนแล้ว แต่ข้อนี้มาร์โก้เองก็ไม่แปลกใจนักหรอก คงไม่ใช่เื่ที่ชนชั้นสูงอย่างเธอจะมาแสดงตัวเป็พวกเขาและโดนหัวเราะไปด้วยกัน
“...นายนี่ไม่รู้ความจริงๆนะ มนุษย์”
ในที่สุดแลสเซิลส์ก็หันมาสบตากับมาร์โก้หลังจากที่เด็กชายยังคงกอดอกยืนอยู่ตรงนั้น มาร์โก้ต้องเงยหน้าขึ้นเล็กน้อยเพื่อสบตากับดวงตาสีเหลืองทองคู่นั้นเนื่องจากแลสเซิลส์น่าจะเป็พวกครึ่งมนุษย์ครึ่งอัลปาก้า คอที่เต็มไปด้วยขนหยิกๆ สีขาวนั่นถึงยืดยาวจนศีรษะอยู่สูงกว่าศีรษะของมาร์โก้เกือบฟุตทั้งๆ ที่ร่างกายของทั้งสองสูงพอๆ กัน
“ฉันชื่อมาร์โก้” เด็กชายพูดเรียบๆ
“ฮึ!” เด็กชายอัลปาก้าพ่นลมออกจากจมูก “ฉันไม่สนใจจะจำชื่อของนาย มนุษย์ ฉันมีเื่อื่นๆ ให้ทำมากกว่านั้นเยอะ”
“เหรอ? อย่างเช่นหัดเก็บน้ำลายไม่ให้กระเซ็นเวลาพูดงั้นสิ”
สิ้นเสียงของมาร์โก้รอบข้างก็พลันเงียบกริบก่อนที่เสียงพึมพำจะค่อยๆ ดังขึ้น ดูท่าทางรอบนี้มาร์โก้จะพูดแรงไปซะแล้ว
แต่นั่นใช่เื่ที่เขาจะมาสนใจซะเมื่อไหร่ล่ะ?
“ตบปากตัวเองซะก่อนที่ฉันจะตบมันให้” จอร์ดี้กับนอร์ม่าเดินเข้ามาอย่างข่มขู่ “ท่านผู้นี้คือบุตรชายคนเล็กแห่งดยุค จอร์จ แลสเซิลส์แห่งเมืองมิรันด้า ท่าน กอริ่ง จอร์จ แลสเซิลส์ มนุษย์อย่างนายไม่มีสิทธิ์มาพูดแบบนี้กับเค้านะ”
“โอ้ บุตรแห่งดยุค?” มาร์โก้ทำตาโตก่อนจะก้มหัวลงอย่างล้อเลียน “ขออภัยให้แก่ความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของข้าด้วยท่านวีเซิลส์ ข้าไม่อาจนึกฝันได้เลยว่าผู้เป็ชนชั้นสูงอย่างท่านจะมาอยู่ในโรงเรียนระดับ4แบบนี้”
ฝูงชนที่เฝ้าดูอยู่รอบๆ สูดลมหายใจเข้าอย่างพร้อมเพรียง หนแรกทุกคนยังนึกแค่ว่าเด็กคนนี้เป็พวกกล้าเกินตัวเฉยๆ แต่หนหลังที่เขาท้าทายกับอีกฝ่ายซึ่งๆ หน้าแบบนี้ทุกคนก็คิดขึ้นมาในหัวพร้อมกันทันทีว่าเด็กคนนี้มันบ้าไปแล้ว
“หมอนี่ ไม่รักชีวิตเอาซะเลย”
“ท้าทายกับตระกูลใหญ่อย่างแลสเซิลส์แบบนั้นคงจบไม่สวยแน่ ถึงจะบอกว่าดยุคจอร์จมีคุณธรรมแค่ไหนก็เถอะ แต่กับเด็กรับใช้ธรรมดายังไงก็ไม่รอดหรอก”
“แต่ข้าชอบตรงที่มีการเรียกชื่อผิดแฮะ หมอนั่นเหมาะจะชื่อวีเซิลส์มากกว่าเห็นๆ”
ท่ามกลางเสียงพูดคุยของคนรอบๆ ประโยคดังกล่าวพูดขึ้นมาแบบไม่เก็บออมเสียงและทำเอารอบข้างเงียบกริบอีกหนก่อนที่เ้าของเสียงนั้นจะเดินแหวกฝูงชนออกมา เขาเป็ครึ่งมนุษย์ครึ่งสิงโตที่ดูสง่างามด้วยแผงคอหนาสีทอง ใต้เสื้อคลุมนั้นแม้จะพยายามปกปิดแต่มาร์โก้ก็รู้ตัวได้ทันทีว่ามัดกล้ามของเขาแทบจะใหญ่ระดับนักเพาะกายทว่าดูจะแข็งแรงกว่ามาก มานารอบตัวเขาแสดงพฤติกรรมแปลกๆ ออกมาเล็กน้อยจนมาร์โก้เองยังประหลาดใจ เหมือนกับว่าผู้มาใหม่คนนี้จะไม่ใช่ธรรมดาซะแล้ว
“นั่นมัน...เซบาสเตียน...เซบาสเตียน บราวน์นี่นา”
“เซบาสเตียน บุตรของมาควิสบราวน์คนนั้นน่ะเหรอ”
“ชายผู้พระเ้ารักใคร่ ฉันนึกว่าเขาสอบเทียบเข้าโรงเรียนระดับ3ไปแล้วซะอีก”
ฟังจากเสียงพึมพำรอบๆ มาร์โก้ก็พอจะเดาออกว่าชายที่ชื่อเซบาสเตียนคนนี้โด่งดังอยู่ไม่ใช่น้อย และเหมือนไม่ใช่ชื่อเสียงจอมปลอมอะไรซะด้วย มานารอบตัวเขามีบางส่วนที่ถูกพลังเวทย์ของเขาควบคุมอยู่ การที่ใช้พลังเวทย์ควบคุมมานารอบตัวอยู่ตลอดอาจจะถูกมองว่าเป็การสิ้นเปลืองพลังแต่ก็ทำให้เขาสามารถร่ายเวทย์ได้ไวขึ้นและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งนี่เป็ปกติที่พวกนักเวทย์ระดับสูงทำกันทั้งนั้น
ไหนจะกล้ามพวกนั้นอีก จะบอกว่าหมอนี่เก่งทั้งเวทย์เก่งทั้งกายภาพงั้นเหรอ
“บราวน์แห่งเนรุ ได้ยินชื่อมานานแล้ว” แลสเซิลส์ก้มหัวน้อยๆ “อายุเพียง12แต่ขึ้นเป็นักเรียนระดับ1ของโรงเรียนนี้ได้แถมยังถูกเชิญให้ไปเรียนต่อที่โรงเรียนระดับ3หลายโรงเรียน เป็เกียรติที่ได้พบ ผมกอริ่ง จอร์จ แลสเซิลส์ บุตรแห่ง...”
“พอแค่นั้นแหละ” เซบาสเตียนตัดบท “ที่นี่คือเนรุ ไม่ใช่ที่ๆ นายจะเที่ยวเอาคนในบ้านมาอวดเบ่ง”
แลสเซิลส์คิ้วกระตุกเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำพูดอีกฝ่าย “โอ้ งั้นท่านเซบาสเตียนผู้มีชื่อเสียง้าอะไรไม่ทราบ”
“้าอะไรงั้นเรอะ?” เซบาสเตียนทวนคำก่อนจะหันมาหามาร์โก้ “ฟังนายเถียงกับไอ้หมอนี่แล้วมันหงุดหงิด จะดีจะร้ายแต่ตอนนี้พวกนายก็อยู่ในเขตของโรงเรียนเนรุแล้ว แต่นายกลับปล่อยให้ไอ้ขี้ประสบสองตัวนี่ออกหน้าให้แทนแล้วตัวเองยืนดูอยู่เฉยๆ รึไง”
แลสเซิลส์เลิกคิ้วเล็กน้อยก่อนจะหัวเราะแหลมๆ ออกมา “จริงสิ นักรบแห่งเนรุ เมื่อถูกท้าก็ต้องต่อสู้ให้สมเกียรติสินะ” เขากลืนน้ำลายอึกหนึ่งและพูดต่อ “แต่ใจร้ายจังนะ ต่อให้หมอนี่เป็นักเรียนของที่นี่จริงแต่ก็ยังเป็มนุษย์ ให้สู้กับผมเขาคงไม่ไหวหรอกครับ”
“นั่นมันไม่ใช่เื่ที่นายต้องกังวล เพราะทั้งหมดที่พวกนายพูดกันมาคนที่ปากเสียก่อนคือทางนายกับลูกน้องก็จริง แต่เด็กคนนี้ก็ตอบกลับแรงซะกว่า แถมยังตั้งสองหนด้วย ถ้ามันมีสมองมากพอที่จะคิดหนีมันก็คงเลือกที่จะหนีไปนานแล้วจริงมั๊ย”
ไอ้หน้าขนนี้
มาร์โก้แอบหัวเราะในใจอยู่คนเดียว ทีแรกที่อีกฝ่ายโผล่มาเขาก็นึกว่าจะแสดงตัวว่าอยู่ข้างเขาที่กำลังโดนกลั่นแกล้งจากผู้มีอำนาจ ที่ไหนได้หมอนี่มาเพื่อเปิดทางให้อีกฝ่ายได้เชือดเขากลางสาธารณะแบบชอบธรรม แถมยังอาศัยกฎของที่นี่เพื่อให้เขาและใครก็ตามที่ชนะได้หน้าขึ้นไปอีกด้วย
ตัวเองมีแต่ได้ประโยชน์จากการกระทำของคนอื่น แถมต่อให้เขาทำปากดีใส่บุตรของดยุคไปแต่ถ้าแลสเซิลส์ชนะได้ทุกอย่างก็จบลง ถือว่าให้แลสเซิลส์ได้ระบายอารมณ์ว์ความสามารถต่อหน้าฝูงชนและผูกไมตรีกันต่อจากนั้น หรือต่อให้มาร์โก้ชนะเซบาสเตียนก็ยังคงได้หน้าจากการผดุงความยุติธรรมจากการยื่นมือมาเปลี่ยนการกลุ้มรุมเป็การประลองตัวต่อตัวอันขาวสะอาดอยู่ดี
คิดแผนได้สมกับที่เืครึ่งหนึ่งเป็เืสิงโตจริงๆ
แต่ทุกอย่างที่กำลังเกิดขึ้นคือสิ่งที่มาร์โก้้า เมื่อครู่เขากวาดตาดูตลบเดียวก็รู้แล้วว่าในใบทะเบียนไม่ได้มีชื่อเขาอยู่จริงๆ อาจจะเป็เพราะข้อมูลของเขาเป็ข้อมูลใหม่ที่เพิ่งเพิ่มเข้ามามันจึงมีปัญหานิดหน่อย ขนาดที่พักยังระบุว่าเขาเป็เด็กผู้หญิงเลย เพราะฉะนั้นคนที่ไม่มีรายชื่ออย่างเขาจะเข้าไปได้ก็ต่อเมื่อมีคนมายืนยัน ซึ่งบุคคลเดียวที่น่าจะยืนยันให้เขาได้ก็คือตัวอาจารย์ใหญ่ เมอดีลเท่านั้น
และวิธีเรียกเมอดีลออกมาที่มาร์โก้คิดออกก็คือ สร้างความวุ่นวายมันที่ประตูหน้านี่แหละ!
ถึงคำว่าบุตรแห่งดยุคจะฟังดูน่าเกรงขามก็จริงแต่แลสเซิลส์เองก็อยู่ในโรงเรียนระดับเดียวกับเขา เพราะฉะนั้นฝีมือไม่น่าห่างกันมาก แต่ถ้ารวมกับไอ้ลูกกระจ๊อกสองคนเข้าไปล่ะก็อาจจะเป็เื่ยากหน่อย ดีที่มีเซบาสเตียนออกตัวให้มาร์โก้จึงไม่ต้องเปลืองลมปากสรรหาวิธีปะทะตัวต่อตัวกับแลสเซิลส์เสียเอง
“และจงอย่าลืมกฎเหล็กสามข้อ ห้ามสาหัส ห้ามพิการ ห้ามถึงแก่ชีวิตล่ะ”
เซบาสเตียนประกาศย้ำอีกหนเมื่อเห็นทั้งสองคนยืนจ้องหน้ากันในขณะที่ผู้คนรอบๆ แหวกออกเป็วงกว้าง มาร์โก้มองท่าทีของเซบาสเตียนที่หันไปทางแลสเซิลส์เหมือนจะส่งคำพูดนั้นให้เ้าอัลปาก้าฝ่ายเดียวอย่างฉุนนิดๆ นี่จะเห็นหัวกันหน่อยไม่ได้รึไง
“การประลองแลกฝีมือจะยุติลงเมื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งยอมแพ้หรือหมดสติหรือได้รับความเห็นจากกรรมการว่าให้ยุติ ข้าจะเป็กรรมการให้พวกเ้าในครั้งนี้เอง เริ่มได้!”
“โทษพ่อแม่นายที่คลอดนายออกมาแบบไร้พร์ซะเถอะ มนุษย์” แลสเซิลส์หัวเราะจนน้ำลายฟุ้ง “ในนามแห่งข้า นายเหนือแห่งมานา มานาทั้งหลายจงตอบรับเสียงเรียกของข้า จงรวมตัว...”
มาร์โก้ปล่อยให้อีกฝ่ายร่ายเวทย์ออกมาเสียหลายวินาที ตอนแรกเด็กชาย้าเพียงที่จะสร้างความแตกตื่นเล็กน้อยเท่านั้น แต่ประโยคล่าสุดนั้นแลสเซิลส์ไม่ได้รู้ตัวเลยว่าเขาได้กล่าววาจาล้ำเส้นมาร์โก้ไปเสียแล้ว
ถ้ามีใครตรวจสอบอยู่ในวินาทีนั้นเขาก็คงจะช๊อคเมื่อพบว่ามานารอบตัวมาร์โก้นั้นหายไปแทบจะในทันทีทันใด เหล่ามานาในรัศมีหนึ่งฟุตรอบตัวมาร์โก้ถูกสูบเข้ามาในร่างตามพลังเวทย์บงการ ใช้เวลาเล็กน้อยเพื่อผนึกมันไปทั่วกล้ามเนื้อ ด้วยการฝึกเป็ประจำและเตรียมความพร้อมอยู่เสมอทำให้ทุกวันนี้มาร์โก้สามารถเข้าสู่สภาวะพร้อมต่อสู้ด้วยเวลาเพียงหนึ่งลมหายใจเท่านั้น
“มานาจงมา เวทย์เสริมพลัง”
มาร์โก้ฝืนอายพูดขึ้นมาได้มากสุดแค่นี้เพื่อกันคนรอบๆ สงสัยก่อนที่เขาจะพุ่งตัวเข้าประชิด ตอนแรกเขาอยากจะเตะปากเน่าๆ นั่นซักทีอยู่หรอก แต่อีกฝ่ายคอสูงขนาดนั้นถ้าเขาพลาดไปเตะคอเข้ากระดูกคออีกฝ่ายอาจจะหักเอาได้ ดังนั้นเป้าหมายแรกของเขาคือสีข้างที่เปิดโล่งอย่างยั่วยวนตรงหน้านั่นเอง
ลมหายใจของแลสเซิลส์ชะงักไปเมื่อมาร์โก้เข้าประชิดตัวโดยที่เขามองตามไม่ทันด้วยซ้ำ เด็กชายปักหลักบิดเอวก่อนจะส่งหมัดขวาเสียบเข้าชายโครงอีกฝ่ายอย่างถนัดถนี่จนแลสเซิลส์ตัวงอ และเมื่อหัวของเขาลดต่ำลงมาแค่นั้นมาร์โก้ก็สลับเท้าถอยออกมาสร้างระยะและตวัดเตะสูงไปอย่างไม่รอช้า
แต่พริบตาก่อนที่เท้าของเขาจะได้ฟาดใส่ปากอีกฝ่ายมานาในอากาศก็พลันปั่นป่วน รากไม้ขนาดใหญ่แทงขึ้นมาจากพื้นและขวางอยู่ระหว่างเด็กชายทั้งสอง มาร์โก้กัดฟันน้อยๆ อย่างไม่สบอารมณ์พลางรั้งแรงตัวเองไว้ แลสเซิลส์จึงรอดออกไปจากการโดนเตะปากอย่างหวุดหวิด
มาช้ากว่านี้ซักวิหนึ่งก็ไม่ได้นะ
มาร์โก้สลายเวทย์เสริมพลังก่อนจะเบ้หน้าเมื่อเห็นแลสเซิลส์นอนดิ้นกุมชายโครงอยู่ที่พื้น ฝุ่นดินเปรอะตามขนหยิกๆ นั่นจนแทบจะไม่เหลือสีขาวให้เห็นแล้ว ลูกน้องทั้งสองรีบระงับอาการใและก้มลงไปช่วยเหลืออีกฝ่าย ส่วนเซบาสเตียนนั้นยืนกอดอกอยู่นิ่งๆ ไม่ใช่เพราะไม่คิดยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือ แต่เขากำลังซ่อนอาการใของตัวเองอยู่ต่างหาก
การรุกของมาร์โก้เมื่อครู่เขาเห็นได้ชัดเจนทุกอิริยาบถ แม้จะเทียบกับเขาไม่ได้ทั้งในแง่ของพลังหรือความเร็วแต่เมื่อคนลงมือเป็เพียงเด็กอายุ10ปีแถมยังเป็แค่มนุษย์เท่านั้น ข้อเท็จจริงดังกล่าวก็สะกดเขาให้ตะลึงงันโดยไม่ทันได้ออกไปหยุดการต่อสู้ที่รู้ผลในหมัดเดียวนั่นไป
“พอแค่นี้แหละ ทั้งคู่” เสียงนุ่มๆ ดังขึ้น
“อาจารย์ใหญ่เมอดีล??”
หลายเสียงทักทายขึ้นจนเซ็งแซ่ เอล์ฟหนุ่มในชุดลายปักสีเขียวอ่อนเดินแหวกฝูงชนเข้ามาจนถึงพื้นที่ประลองชั่วคราวตรงหน้าประตู เขาสะบัดมือเบาๆ พลางกระซิบถ้อยคำบางอย่างมานารอบๆ ก็เคลื่อนไหวเข้าหาแลสเซิลส์ที่ยังคงนอนดิ้นอยู่ และไม่กี่วินาทีอาการของเ้าหนูอัลปาก้าก็สงบลง เขาถ่มน้ำลายเปื้อนเศษกรวดออกจากปากก่อนจะพยุงกายขึ้นด้วยขาที่สั่นพั่บๆ เหมือนลูกอัลปาก้าเกิดใหม่และก้มหัวให้กับอีกฝ่าย
“ขอบพระคุณ ท่านเมอดีล”
“เรียกข้าว่าอาจารย์ใหญ่เถอะ” เมอดีลตอบ “ข้าได้ยินว่ามีเื่วุ่นวายเกิดขึ้นเลยรีบมาดูแล้วเข้ามาขวางการประลองของพวกเ้าไว้ หวังว่าจะไม่ถือสากันนะ”
“ม...ไม่เลยครับ ท่านอาจารย์ใหญ่” แลสเซิลส์ตอบตะกุกตะกัก ใครจะไปถือสาได้ล่ะหลังจากอีกฝ่ายเพิ่งปกป้องปากพล่อยๆ ของตัวเองจากเด็กมนุษย์คนนั้น
“เป็ธรรมดาที่เด็กใหม่้าพิสูจน์ตัวเอง แต่ข้าว่าการที่พวกเ้ามาประลองกันั้แ่ก้าวแรกที่พ้นประตูรั้วมานี่ก็เกินไปหน่อยล่ะนะ”
“มนุษย์คนนี้อ้างว่าตัวเองเป็ศิษย์ของที่นี่ครับ ผมจึง้าที่จะสั่งสอนเขาเป็เยี่ยงอย่าง” แลสเซิลส์สูดน้ำลายกลับเข้าปากก่อนจะพูดต่อ “ผมแค่้าจะข่มขวัญเขาเล็กๆ น้อยๆ จึงยังไม่ได้เอาจริง แต่เค้ากลับเล่นขี้โกงเข้าโจมตีตอนที่ผมยังไม่ทันระวังตัวผลจึงออกมาอย่างที่ท่านเห็น ได้โปรดให้ข้าประลองกับเขาอย่างถูกต้องอีกครั้งเถอะครับ”
“ไม่จำเป็” เมอดีลส่ายหน้า “พวกเ้าไม่มีเหตุผลให้ต้องต่อสู้กันแล้ว มาร์โก้เป็ศิษย์ที่ผ่านการทดสอบพิเศษเมื่อไม่กี่วันก่อนจึงเกิดความผิดพลาดด้านข้อมูลของฝ่ายทะเบียนขึ้น แต่เขาเป็ลูกศิษย์ของที่นี่จริงๆ”
คำพูดของเมอดีลทำเอาแทบทุกคนในที่นี้อ้าปากค้าง ที่แท้เด็กคนนี้เป็ลูกศิษย์ของเนรุอย่างถูกต้องหรือนี่ แถมอาจารย์ใหญ่อย่างเมอดีลคนนั้นยังพูดออกมาเองอีกต่างหาก
“แล้วก็นะ มาร์โก้ ข้าขอบ่นเ้าหน่อย” เมอดีลพูดต่อพลางหันมาทางมาร์โก้ “ทำไมเ้าไม่แสดงหลักฐานให้พวกเขาดูซะล่ะ เท่านี้ต่อให้ไม่มีชื่อในรายทะเบียนแต่เ้าก็ผ่านเข้าไปได้แล้ว”
“หลักฐาน?” มาร์โก้ขมวดคิ้วก่อนจะร้องอ๋อ “หรือท่านจะหมายถึงสิ่งนี้”
มาร์โก้บางอย่างออกมาจากกระเป๋ากางเกงและชูขึ้น หลายๆ คนมองเข็มกลัดใบไม้สีเขียวเข้มนั้นอย่างไม่เข้าใจ มีเพียงเซบาสเตียนที่สูดลมหายใจเข้าเสียงดังเท่านั้นที่เหมือนจะรู้ความหมายของเข็มกลัดนี้
“เข็มกลัดใบไม้ขจี...สัญลักษณ์ของศิษย์สายตรงของท่านอาจารย์ใหญ่เมอดีล!”
คำพูดของเซบาสเตียนสร้างเสียงฮือฮาขึ้นมาได้อีกระลอก มาร์โก้มองดูอาการของคนรอบๆ ก่อนที่จะต้องพิจารณาเข็มกลัดอันนี้ใหม่อีกหน ดูท่าทางว่ามันจะไม่ธรรมดาจริงๆ เสียด้วยสินะ ไอ้คำว่าศิษย์สายตรงเนี่ย
“เอาล่ะ ไม่อยากขัดจังหวะแต่วันนี้เปิดเรียนครั้งแรกและเราทำท่าว่าจะสายแล้ว ปี1รีบลงรายชื่อและเดินไปที่หอประชุม พวกปีสูงก็รีบไปส่งภารกิจกับจัดการเื่สเตล่าให้เรียบร้อยซะ อย่ามายืนออกันอยู่ตรงนี้”
เมื่อถูกเอ่ยปากไล่ในที่สุดผู้คนก็ค่อยๆ สลายไป มาร์โก้เองที่เหมือนกับว่าไม่ต้องลงชื่ออะไรก็เลยเดินตามหลังเมอดีลไป เพราะดูเหมือนว่าเขาก็กำลังจะไปที่หอประชุมอะไรนั่นอยู่เหมือนกัน
“ได้เพื่อนที่ดีนะ มาร์โก้”
“ครับ?”
มาร์โก้ทวนคำอย่างแปลกใจก่อนจะมองตามสายตาของเมอดีลไปและพบว่าตรงทางเดินข้างหน้านั้นมีเอเลน่ายืนรออยู่ ตอนแรกเขานึกว่าเธอจะชิงหลบไปยังหอประชุมก่อนแล้วซะอีก
“เธอไปตามข้ามาน่ะ” เมอดีลเฉลย
มาร์โก้เลิกคิ้วก่อนจะหันไปหาเอเลน่าที่เดินอยู่ข้างๆ เด็กสาวหลบสายตาเขาอย่างจงใจและพึมพำออกมาเบาๆ
“ฉันยุ่งไม่เข้าเื่รึเปล่า”
“ไม่เป็ไร” มาร์โก้กระซิบตอบ “ขอบใจ”
และไม่รู้ว่าเป็เพราะเพิ่งวิ่งไปตามเมอดีลมาจนเหน็ดเหนื่อยหรือเปล่า แต่วินาทีนั้นใบหูของเอเลน่าก็ค่อยๆ กลายเป็สีชมพูขึ้นมา
ในหอประชุมนั้นมีผู้คนอยู่ราวๆ 100คนเห็นจะได้ เมอดีลแยกกับเด็กทั้งสองตรงหน้าทางเข้าและเดินหายไปด้านข้าง เขาคงไปเตรียมตัวที่จะขึ้นพูดหน้าเวทีในวันนี้ เมื่อก้าวเข้าประตูไปรุ่นพี่คนหนึ่งก็ชี้บอกให้เขาไปหาที่นั่งตรงเก้าอี้ว่างทางด้านขวามือ
“ห้ามไปนั่งทางซ้ายล่ะ นั่นไม่ใช่ที่ของปี1แบบพวกนาย”
มาร์โก้อาศัย่เวลาระหว่างเดินมองไปทางเก้าอี้ที่อีกฝ่ายบอกอย่างแปลกใจ ทางซ้ายมือของหอประชุมที่เก้าอี้เรียงรายอยู่ราวๆ 50ตัว ส่วนทางขวานั้นกลับมีอยู่เป็ร้อยๆ ตัวเห็นจะได้ แต่แค่นี้มาร์โก้ก็บอกไม่ได้เหมือนกันว่าที่ตรงนั้นเตรียมเอาไว้ให้ใคร จะบอกว่าเป็ที่นั่งของอาจารย์คงอื่นๆ ในโรงเรียนก็คงไม่ใช่ล่ะนะ
นั่งรอไปราวๆ 5นาทีเก้าอี้ฝั่งขวาก็มีคนตามมานั่งกันจนแทบเต็มไปหมด เมื่อมาร์โก้ของหันไปทางซ้ายเขาก็พบว่ามีบางคนมาจับจองกันบ้างแล้ว แต่ดูๆ แล้วพวกเขาก็ไม่เหมือนปี1ซักเท่าไหร่ ไม่สิ ไม่เหมือนสักนิดเดียว แต่ถึงจะดูโตกว่าแต่ก็ยังคงเด็กเกินจะเป็อาจารย์ แล้วงั้นพวกเขาเป็ใครกันแน่
“เอเลน่า” ในที่สุดมาร์โก้ก็ห้ามความสงสัยไม่อยู่ “พวกที่นั่งเก้าอี้ทางซ้ายนั่นคือใครกัน” เขากระซิบถาม
“นายไม่รู้จริงๆ เหรอ ไม่ได้อ่านระบบของโรงเรียนเวทมนตร์มาก่อนเลยรึไง” เอเลน่ากระซิบตอบพลางเอียงตัวหลบออกมาเล็กน้อยเมื่อเห็นว่ามาร์โก้ยื่นหน้าเข้ามาใกล้เธอมากเกินไป “พวกจากโรงเรียนระดับ3ขึ้นไปน่ะ”
“จากโรงเรียนระดับ3? หมายความว่าไง?”
แต่ก่อนที่เอเลน่าจะได้ตอบเสียงพูดคุยในหอประชุมก็ค่อยๆ ซาลงจนกระทั่งกลายเป็เงียบกริบเมื่อเมอดีลเดินก้าวออกมาข้างหน้าเวที เอล์ฟหนุ่มไขว้มือไว้ข้างหลังพลางเดินอย่างภูมิฐานและกวาดตามองเด็กใหม่ของปีนี้ตลบหนึ่งก่อนจะเริ่มแนะนำตัว
“ยินดีต้อนรับสู่โรงเรียนเนรุ” เขาพูดเสียงกังวาน “ข้าชื่อเมอดีล อาจารย์ใหญ่ของโรงเรียนเวทมนตร์ระดับ4นี้ อย่างที่ทุกคนรู้กันดี เรามุ่งเน้นที่จะพัฒนาเด็กรุ่นใหม่ในทุกๆ ด้านเพื่อให้พวกเธอทุกคนพร้อมสำหรับการเผชิญหน้ากับโลกกว้างใบนี้ ดังนั้นอย่าคาดหวังว่าที่นี่จะเป็เหมือนบ้านอีกหลังที่จะคอยตามใจพวกเธอ ไม่เช่นนั้นรู้ตัวอีกทีพวกเธออาจจะมีจุดจบที่ไม่สวยนักก็ได้
การเรียนที่นี่พวกเธอมีสิทธิ์ที่จะศึกษาได้สูงสุด15ปี หากพวกเธอไม่สามารถจบหลักสูตรได้ก่อนเวลาที่กำหนดจะถือว่าเธอขาดคุณสมบัติและโรงเรียนจะไม่้าเธออีกต่อไป จำข้อนี้ไว้ให้ดี”
15ปี?
มาร์โก้แอบเลิกคิ้วเล็กน้อย เวลานานขนาดนี้มันนับรวมๆ แล้วเท่ากับเด็กคนหนึ่งเข้าเรียนชั้นประถมและไปจบมหาวิทยาลัยเชียวนะ หลักสูตรของที่นี่กินเวลาขนาดนั้นเลยเหรอ
“หลักสูตรภายในของเราจะมีการแบ่งออกเป็สาขาทั้งหมดสามสาขา หนึ่งคือสาขาผู้สนับสนุน มุ่งเน้นการศึกษาเกี่ยวกับตำราและวิชาการต่างๆ รวมไปจนถึงวิชาชีวิตประจำวัน การประกอบอาชีพบริการต่างๆ อีกด้วย สาขาที่สอง สาขาผู้ประดิษฐ์ เรียนรู้การวางรากฐานของวงเวทย์เป็หลักซึ่งเป็จุดเด่นของโรงเรียนเรา นักประดิษฐ์จะมีรูปแบบการเรียนที่หลากหลายขึ้นอยู่กับความสามารถและความสนใจของตัวผู้เรียนเอง ถ้าใครสนใจในสาขานี้ฉันขอให้เธอศึกษาข้อมูลและวางแผนการให้ดีเสียก่อน ส่วนสาขาสุดท้ายคือสาขาของนักรบ มุ่งเน้นฝึกไปที่พลังเวทย์และการต่อสู้เป็หลัก ทุกปีแน่นอนว่ามีคนเลือกเข้าที่สาขานี้เยอะมากที่สุด แต่ข้าก็จะยังขอกล่าวเตือนเหมือนกับครั้งก่อนๆ หน้า พึงระวังไว้ให้ดีว่านี่คือสาขาที่มีความเสี่ยงสูง บางครั้งก่อนที่จะไปถึงความฝันสวยหรูที่วาดไว้บางทีเ้าอาจจะพบว่าตัวเองต้องนอนติดเตียงไปตลอดระยะเวลาที่เหลือในชีวิตก่อนที่วันนั้นจะมาถึงก็เป็ได้
พวกเราให้อิสระนักเรียนอย่างเต็มที่ตลอดหนึ่งสัปดาห์นี้ พวกเธอสามารถเข้าเรียนวิชาเบื้องต้นตัวไหนหรือของสาขาไหนก็ได้ แต่หลังจากหนึ่งสัปดาห์แล้วพวกเธอต้องเลือกสาขาให้เรียบร้อย หลังจากนี้จะมีการแจกเข็มกลัดของปี1ให้พวกเธอติดตัวไว้ ตราบใดที่เธอสวมเข็มกลัดนี้อยู่ สัปดาห์แรกในโรงเรียนเราข้ารับประกันว่าเ้าจะปลอดภัยจากพวกรุ่นพี่
คิดว่าหลายๆ คนคงรู้มาก่อนแล้ว โรงเรียนเรามีนโยบายที่จะให้นักเรียนสามารถท้าสู้กันได้อย่างอิสระ แต่คำว่าอิสระนั้นก็ไม่จริงทีเดียวเนื่องจากเราก็มีกฎอยู่ ขอให้พวกเ้าจำเอาไว้ให้ดี กฎเหล็กข้อที่1 ห้ามทำร้ายอีกฝ่ายจนสาหัส พิการ หรือถึงแก่ความตายเด็ดขาด ข้อสอง ไม่อนุญาตให้ลงมือกับเด็กปี1ใน่เวลาสัปดาห์แรกของการเปิดเรียน หลังจากนั้นเงื่อนไขจะเป็ไปตามปกติ จำกฎข้อสองนี้ติดตัวไปจนเธออยู่ปีสูงๆ กันด้วยล่ะ
เงื่อนไขในการประลองนั่นคือ ต้องท้าสู้ซึ่งๆ หน้า และเริ่มได้เมื่ออีกฝ่ายรับคำท้าและมีกรรมการกลางที่ทั้งสองฝั่งยินยอมร่วมกัน สาขานักประดิษฐ์ไม่สามารถท้าสาขาผู้สนับสนุนได้ ส่วนสาขานักรบจะไม่สามารถท้าสู้ได้ทั้งสาขาผู้สนับสนุนและสาขานักประดิษฐ์เด็ดขาด เ้าจะสู้กับคนสาขาอื่นได้ก็ต่อเมื่ออีกฝ่ายเริ่มประกาศคำท้าขึ้นมาก่อน เงื่อนไขนี้มีไว้เพื่ออะไรคิดว่าทุกคนคงรู้กันดี”
สีหน้าของเด็กตัวเล็กๆ หลายคนดูผ่อนคลายลงเมื่อได้ฟังข้อความนี้ อย่างน้อยถึงพวกเขาจะต่อสู้ไม่เก่งและเข้าโรงเรียนมาด้วยสมองอย่างน้อยแค่เลือกเข้าสาขาผู้สนับสนุนซะก็จะปลอดภัยจากการโดนท้าสู้ของพวกนักรบเืร้อนได้แล้ว
“จากนั้น” เมอดีลกระแอมเล็กน้อย “เงื่อนไขในการเรียนจบคือ สเตล่า สเตล่าคือแต้มที่พวกเธอจะได้จากสิ่งต่างๆ ที่ทำในโรงเรียนแห่งนี้ ทั้งการเข้าเรียนหลักสูตรหนึ่งจนจบ การทำภารกิจของโรงเรียน ภารกิจจากภายนอก เมื่อใดก็ตามที่เธอเก็บสเตล่าครบ1000แต้มเราจะถือว่าเธอสำเร็จการศึกษาอย่าเป็ทางการ พึงระวังกับเื่นี้ให้ดี อย่ารีบฝืนตัวเองลงเรียนวิชาที่หนักหนาหรือรับภารกิจที่ยากเพื่อการจบที่เร็วขึ้น เชื่อเถอะว่าผลลัพธ์จากการฝืนตัวเองมันไม่ได้สวยหรูเหมือนที่ฝัน
และขอให้ทุกคนรับรู้ไว้ว่าเราไม่สนับสนุนการนำสเตล่าไปเป็เครื่องมือพนันในกิจกรรมใดๆ ทั้งสิ้น”
ไม่สนับสนุนก็คือไม่ห้ามสินะ มาร์โย้ยิ้มบางๆ ดูท่าทางโรงเรียนนนี้จะสนุกกว่าที่คิดเอาไว้ซะแล้ว
“และเื่สุดท้าย” เมอดีลพูดต่อ “เหล่าผู้ที่มาจากโรงเรียนระดับ3และระดับ2ทั้งหลายที่ย้ายเข้ามาอยู่โรงเรียนเรา ขอให้จำเอาไว้ว่าอย่ามาถืออำนาจบาตรใหญ่ที่นี่ ทางเราให้สิทธิ์แก่นักเรียนทุกคนอย่างเท่าเทียมภายใต้กฎร่วมกัน เพราะฉะนั้นขอให้ทำตัวให้ดีด้วย อย่ามาเที่ยววางตัวเหมือนกับอยากจะบอกคนทั้งโรงเรียนว่าตัวเองเก็บกดจากการที่ถูกโรงเรียนระดับสูงขับไล่ออกมาเพราะความสามารถของเธอไม่สูงพอ....”
เมอดีลหยุดเล็กน้อยเมื่อััของเอล์ฟรับรู้ถึงอารมณ์ขันที่เพิ่มขึ้นอย่างกะทันหันจากหอประชุม เอล์ฟหนุ่มหรี่ตาลงเล็กน้อยก่อนจะพูดต่อ
“นักเรียนใหม่ ข้ารู้ว่าพวกเ้ากำลังคิดอะไรกันอยู่ในใจ พวกเธอคงกำลังยิ้มเยาะคนเหล่านี้ว่าเป็พวกที่ถูกขับไล่ออกจากโรงเรียนระดับสูงเพราะเรียนไม่ไหวหรือความรู้ไม่ถึง นั่นไม่ใช่เื่ที่พวกเ้าต้องไปคำนึง สถานะของคนๆ หนึ่งก็คือสถานะของคนๆ หนึ่ง แต่ถ้าเธออยากจะยิ้มเยาะก็ขอให้พึงระลึกไว้ว่าบุคคลเหล่านี้ครั้งหนึ่งเคยสอบเข้าโรงเรียนระดับสูงกว่าเธอได้ พวกเค้าย่อมน่ายกย่องกว่าพวกเธออย่างชัดเจน และถ้าใครอยากจะหัวเราะใส่เขาก็จงบอก เพราะหลังจากนี้หากพวกเ้าไม่มีคุณสมบัติที่จะศึกษาต่อที่นี่ ข้าจะเป็คนหัวเราะใส่เ้าตอนเซ็นเอกสารย้ายโรงเรียนเอง”
เอาเื่แฮะ
หอประชุมเงียบกริบไปในทันที แม้แต่คนที่ซื่อบื้อที่สุดก็ยังสามารถดูออกได้ว่าชายผู้มาจากเผ่าที่ขึ้นชื่อเื่ความรักสงบกำลังไม่พอใจ และการไปยั่วโมโหเอล์ฟนั้นไม่ใช่เื่ที่ดีเอาเสียเลย
“...ถ้าไม่มีปัญหาอะไรแล้ว พวกที่ย้ายมาก็ทำเื่เทียบโอนสเตล่าให้เรียบร้อย พวกปี1ก็จงไปหาความรู้เกี่ยวกับที่นี่ซะ จำไว้ให้ดี พื้นที่ต้องห้ามของโรงเรียนนี้ทั้งสามที่ไม่ใช่ที่ๆ ปี1สามารถเหยียบย่างเข้าไป ผู้คุมกฎมีหน้าที่ต้องเอ่ยเตือนพวกเธอเพียงหนึ่งครั้ง และหลังจากนั้นหน้าที่ของพวกเขาคือการลงมือเพื่อหยุดพวกเธอ ดังนั้นถ้าเธอไม่ว่าอะไร ข้าก็ขอให้พวกเธอไม่นึกสนุกไปเย้าแหย่พวกเขาเล่น ขอให้ทุกคนจงตั้งใจให้ดี แยกย้ายได้”
เสียงเลื่อนเก้าอี้ดังขึ้นทั่วหอประชุมทันที ทว่ากลับไร้ซึ่งเสียงพูดคุยเฮฮาเหมือนอย่างเคย ดูเหมือนสุนทรพจน์ของเมอดีลเมื่อครู่จะทำเอาความฮึกเหิมของเด็กใหม่ลดลงไปมากพอดู พวกเขาลุกขึ้นและทยอยเดินออกไปจากหอประชุมกันอย่างเงียบกริบ มาร์โก้เหลือบมองฝูงชนที่แน่นประตูก่อนจะตัดสินใจนั่งรอเพื่อให้ความแออัดลดลงไปก่อน เอเลน่าเห็นดังนั้นจึงกลับลงมานั่งข้างๆ เขาดังเดิม
“นายจะเอายังไง? มาร์โก้”
“เื่สาขาน่ะเหรอ?” เมื่อเห็นอีกฝ่ายพยักหน้ารับมาร์โก้ก็พูดต่อ “ตอบทันทีไม่ได้ แต่ฉันอยากจะเข้าสาขาไหนก็ได้ที่ไม่จู้จี้กับฉันมากนัก บางทีอาจจะเป็สาขาของนักประดิษฐ์ เพราะดูท่าทางสาขาผู้สนับสนุนจะไม่เหมาะกับการพัฒนาตัวเองแบบที่ฉัน้าเท่าไหร่ ส่วนสาขานักรบก็ดูดี เพียงแต่มันออกจะคนเยอะไป แล้วก็คงมีแต่พวกขี้โวยวายเต็มไปหมดด้วย เธอล่ะ คิดจะจะเข้าสาขาไหน”
เอเลน่าส่ายหัว “ฉันจะเข้าสาขาเดียวกับนาย นายเข้าสาขาไหนฉันก็จะเข้าด้วย”
“เห?” มาร์โก้เลิกคิ้ว “ต่อให้ฉันเข้าสาขาผู้สนับสนุนน่ะเหรอ”
“ใช่ เพราะนายสัญญาแล้วว่าจะช่วยฉันเข้าโรงเรียนระดับ3 นอกเสียจากนายจะคืนคำ”
“เชื่อใจกันอะไรจะขนาดนั้น”
มาร์โก้หัวเราะเบาๆ และลุกขึ้นเมื่อเห็นว่าผู้คนตรงทางเข้าเริ่มเบาบาง เด็กชายเดินผ่านประตูและเริ่มพิจารณาแผนที่โรงเรียนที่สลักอยู่บนแผ่นไม้ขนาดใหญ่ข้างหอประชุม โรงเรียนนี้มีตึกหลักๆ ในการเรียนอยู่หกตึก และพื้นที่ด้านหนึ่งเป็หอพัก อีกด้านเป็สนาม ป่า และแม่น้ำ ที่ดูเหมือนเป็พื้นที่ฝึกเสียมากกว่าเป็พื้นที่ธรรมชาติไว้ให้หย่อนใจ
“สามตึกใหญ่นั่นคือตึกประจำสาขาทั้งสาม ตึกอีกสามที่คั่นระหว่างตึกพวกนี้เป็วิชาที่เป็ตัวเลือกแยกออกมา ถ้านาย้าข้อมูลฉันแนะนำให้ไปหาที่ตึกหลักของสาขาที่นายสนใจได้เลย”
“ดูท่าทางเธอจะรู้จักที่นี่ดีจังนะ เอเลน่า”
“ถึงจะเป็อย่างที่เล่าให้นายฟังไปก็จริง แต่อย่าลืมสิว่าฉันคือลูกสาวของตระกูลมาร์จอวิชนะ ถึงยังไงข้อมูลเกี่ยวกับโรงเรียนก็พอจะมีอยู่บ้างแหละ มีที่ไหนที่นายอยากจะไปรึเปล่าล่ะ”
“จุดสีแดงในแผนที่ตรงนั้นคืออะไร”
เอเลน่ามองตามนิ้วอีกฝ่ายก่อนจะเอ่ยตอบ “ตรงนั้นคือดันเจี้ยน หนึ่งในสถานที่หวงห้ามของโรงเรียน”
“ดันเจี้ยน? ในโรงเรียนเนี่ยนะ”
“ใช่ แต่ชื่อเสียงของมันไม่ดีเท่าไหร่นะ” เอเลน่าลดเสียงลงเล็กน้อย
“ขยายความที” มาร์โก้พูดเรียบๆ
“โรงเรียนอื่นที่มีดันเจี้ยนน่ะจะจัดการดันเจี้ยนให้เหมาะสมสำหรับเด็กในโรงเรียนอยู่เรื่อยๆ ทั้งการกวาดล้างตามระยะเวลา การผนึกหลังกวาดล้าง หรืออะไรก็ตามเพื่อให้ดันเจี้ยนนั้นไม่ยากเกินไป แต่ที่นี่น่ะดันเจี้ยนเพียงแค่ถูกควบคุมเอาไว้เฉยๆ อาจารย์ใหญ่จะรวมพวกอาจารย์เข้าไปเคลียร์แค่่ต้นๆ ของดันเจี้ยนเท่านั้น แต่ข้างในน่ะไม่ได้ทำอะไรเลย”
“ไหงงั้น แบบนั้นความยากของดันเจี้ยนก็ต้องสูงมากเลยน่ะสิ”
“ไม่มีใครรู้สาเหตุ” เด็กหญิงส่ายหน้า “แต่ว่ากันว่าอาจารย์ใหญ่เมอดีลน่ะชอบสาขานักประดิษฐ์และไม่ชอบสาขานักสู้เท่าไหร่ ดันเจี้ยนที่เป็สถานที่จำเป็สำหรับสาขานักสู้เลยถูกปล่อยให้เติบโตเต็มที่ พวกนักสู้จะได้พัฒนาช้าและมีคนหันมาสนใจสาขานักประดิษฐ์กันมากขึ้น”
“เอล์ฟไม่น่ามีนิสัยแบบนั้นรึเปล่า”
“ฉันก็ว่างั้น แต่นี่ก็คือที่ฉันได้ยินเค้าเล่ากันต่อๆ มา” เอเลน่าตอบ “มีที่ไหนที่นายอยากรู้หรืออยากไปอีกมั๊ย”
“มีสิ” มาร์โก้ตอบในทันใด “นำทางไปหอสมุดหน่อย”
หอสมุดโรงเรียนเนรุนั้นเป็อะไรที่ทำเอามาร์โก้ตื่นตาตื่นใจไม่ใช่น้อย ขนาดของมันนั้นเรียกได้ว่าเป็ตึกตึกหนึ่งด้วยซ้ำ ข้างในคือห้องโถงกลางกว้างๆ และโต๊ะอ่านหนังสือกว่าร้อยตัว ด้านข้างสองฝั่งเป็บันไดโค้งไปตามผนังขึ้นไปยังชั้นบนๆ คะเนดูจากสายตาคร่าวๆ แล้วที่นี่น่าจะมีหนังสืออยู่ไม่ต่ำกว่าล้านเล่มเป็แน่ๆ
เคานท์เตอร์หน้าสุดมีมนุษย์ครึ่งแพะร่างท้วมนั่งประจำอยู่ เขาเหลือบตาที่เป็ขีดๆ ขึ้นมาดูเด็กผู้มาใหม่ทั้งสองตลบหนึ่งก่อนจะหยิบใบไม้ใบหนึ่งจากตะกร้าข้างตัวมาใส่ปาก
“ปี1? มาทำอะไรที่นี่”
“เที่ยวชมครับ” มาร์โก้ตอบไปแบบนั้น
“เที่ยวชม?” แพะร่างฉุทวนคำเสียงสูง “สัปดาห์แรกน่ะพวกเธอควรไปตามตึกเรียนแล้วเข้าไปศึกษาวิชาพื้นฐาน ไม่ใช่มาเดินเที่ยวเตร่แบบนี้”
“ผมค่อนข้างชอบหนังสือน่ะครับ” เด็กชายตอบยิ้มๆ “หนังสือในนี้มีเยอะน่าดูเลยนะครับ”
“เยอะสิ เยอะขนาดที่ว่าต่อให้ข้างนอกเกิดอะไรแย่ๆ ขึ้นจนฉันติดอยู่ในนี้ฉันก็คงอยู่รอดได้ มีอาหารกินไปจนแก่ตายนั่นแหละ”
“สุดยอดไปเลยนะครับ แล้วที่นี่คือไม่ว่าเรียนสาขาไหนก็เข้ามาใช้บริการได้หมดรึเปล่าครับ?”
“ไม่ๆๆๆ” บรรณารักษ์แพะร่างอ้วนส่ายหน้ารัวเร็ว “เธอลองจินตนาการว่าปล่อยให้ทุกสาขาเข้ามาเพ่นพ่านในนี้แล้วมีพวกคนแคระขี้ฉุนจากสาขาต่อสู้สองคนทะเลาะกันในนี้ขึ้นมาสิ พวกนั้นคงเอาหนังสือมีค่าพวกนี้มาฟาดกะโหลกกันแน่ๆ”
“งั้นสาขาต่อสู้จะไม่สามารถเข้ามาใช้พื้นที่ในนี้ได้เหรอครับ?” มาร์โก้เลิกคิ้ว
“ไม่ทั้งหมด สาขาต่อสู้จะถูกจำกัดอยู่แค่พื้นที่กลางตรงนี้ ชั้นสองและชั้นสามจะขึ้นไปได้ก็ต่อเมื่อมากับอาจารย์คนใดคนหนึ่ง หรือมีหนังสือรับรองและค่าความประพฤติที่ดีเท่านั้น แต่ไม่ว่ากรณีใดๆ ก็ตามเขาจะไม่สามารถอยู่ในนี้ได้เกิน12ชั่วโมง”
“แล้วสาขาอื่นล่ะครับ”
“สาขาผู้สนับสนุนปลดล๊อคพื้นที่ได้แทบทั้งหมด ้าเพียงหนังสือรับรอง สามารถยืมหนังสือออกไปได้ไม่จำกัดในเวลาที่ไม่จำกัด แค่ต้องเอามาคืนให้ครบเท่านั้น ส่วนสาขานักประดิษฐ์สามารถเข้าไปได้ทุกพื้นที่ แต่พื้นที่ชั้น4และชั้น5ต้องมีหนังสือรับรองอย่างเป็ทางการจากอาจารย์ใหญ่เมอดีลเท่านั้น ยืมหนังสือได้สูงสุด10เล่มเป็เวลา1เดือนต่อครั้ง”
เขาหยุดพูดแค่นั้นก่อนจะมองตามาร์โก้ “เ้าหนู อย่าบอกนะว่าเธอจะเลือกสาขาที่เรียนตามเงื่อนไขการใช้หอสมุดน่ะ”
“ไม่หรอกครับ” เด็กชายรีบตอบ “ผมเพิ่งโดนอาจารย์ใหญ่ขู่มาด้วย คงต้องเลือกอย่างตั้งใจหน่อยแหละครับ”
“เฮอะ ดีแล้ว”
บรรณารักษ์แพะเอนกายกลับไปและคว้าใบไม้ส่งเข้าปากอีกกำมือหนึ่ง มาร์โก้เห็นดังนั้นก็หันไปพยักหน้าให้เอเลน่าและพากันเดินออกมาจากหอสมุด เด็กสาวเม้มปากเบาๆ ก่อนจะตัดสินใจถามออกไปในที่สุด
“มาร์โก้ นายคงไม่ได้คิดจะเลือกสาขาเพราะหอสมุดนี่หรอกนะ”
“เธอเดาถูก เอเลน่า” มาร์โก้หัวเราะหึๆ “ฉันว่าตอนนี้สาขานักประดิษฐ์นี่น่าสนใจสุดๆ ไปเลยล่ะ”
คำพูดของเขาแทบจะเอาเอเลน่ากุมขมับและเริ่มทบทวนว่าตัวเองคิดผิดหรือไม่ที่ฝากชีวิตไว้กับหมอนี่
ราว10นาทีต่อมาทั้งสองก็มาถึงด้านหน้าของตึกสาขานักประดิษฐ์อันใหญ่โต ตึกหลักของสาขาเป็ตึกทรงโบราณตามแบบโลกเก่าที่มาร์โก้จากมาทว่าแปลกตาน่าดูเนื่องจากทุกวัสดุนั้นใหม่เอี่ยม ด้านข้างเป็หอคอยสูงชะลูดขึ้นไปบนฟ้าเสียหลายหอคอย มาร์โก้เท้าเอวมองสภาพตึกและบรรดาเด็กนักเรียนในสาขานี้คร่าวๆ ส่วนใหญ่ที่เห็นคนในสาขานี้ก็มีเผ่าพันธุ์ที่หลากหลายดี มีั้แ่พวกตัวเล็กๆ อย่างภูติจิ๋วไล่ไปถึงตัวใหญ่อย่างครึ่งั์หรือเซนทอร์ เอเลน่ามองดูท่าทางของมาร์โก้ก่อนจะถอนใจเฮือก
“สรุปนายจะเลือกสาขานี้จริงๆ งั้นเหรอ”
“ฉันแค่แหย่เธอเล่นน่ะ ฉันไม่เลือกด้วยเหตุผลแค่เื่หอสมุดหรอก” มาร์โก้หัวเราะเบาๆ “แต่ที่แน่ๆ คือฉันสนใจสาขานี้ที่สุดแล้ว ลองหาวิชาอะไรสักตัวแล้วเข้าไปนั่งเรียนดูดีกว่า”
“สาขานี้เนี่ยนะ?” เอเลน่าขมวดคิ้ว “ฝีมือขนาดนายน่ะฉันว่าเข้าสาขานักรบจะไม่รุ่งกว่างั้นเหรอ”
“อาจจะ แต่ฉันว่าฉันไม่น่าจะเข้ากับที่นั่นหรอก มันดูวุ่นวายเกินไป” เด็กชายยักไหล่ “ส่วนสาขาผู้สนับสนุนน่ะฉันว่าบรรยากาศในนั้นไม่เหมาะกับการพัฒนาตัวเองเท่าไหร่ ถ้ายังไงสาขานี้ก็น่าจะดีที่สุดแล้วล่ะนะ”
“แต่ เน้นศึกษาวงเวทย์เนี่ยนะ” เอเลน่าประท้วง “วิชานั้นน่ะใช้งานยากมาก ต้องเตรียมการอะไรหลายอย่าง ใช้ฉับพลันในการต่อสู้ก็ไม่ได้ เป็แค่เวทย์ที่ยังอยู่ในขั้นตอนพัฒนาเท่านั้นไม่ใช่เหรอ หรือนายสนใจจะไปเป็ผู้สร้างบาเรียให้กับเมืองต่างๆ หรือพวกผู้ผนึกเวทย์ให้กับอาวุธกัน”
แต่ถึงจะบ่นอยู่เรื่อยๆ สุดท้ายเอเลน่าก็ยังเดินตามมาร์โก้ไปยังห้องเรียนที่เขากำลังมองหาอยู่ ชั้นล่างสุดของอาคารนี้เป็ชั้นเรียนพื้นฐานรวมไปจนถึงชั้นสอง ส่วนชั้นที่สูงกว่านั้นจะเป็วิชาชั้นสูงขึ้นไปตามลำดับ มาร์โก้จึงเริ่มจากการเดินหาห้องไปเรื่อยๆ ก่อนจะลองเดินเข้าไปในห้องเรียนหนึ่งที่ดูน่าถูกใจเนื่องจากผู้สอนเป็เผ่าครึ่งมนุษย์ที่ดูแก่ชราและเน้นสอนภาคทฤษฎีเป็หลักมากกว่าการฝึกปฏิบัติ
“โอ้ ขอต้อนรับนักเรียนใหม่”
ชายชราครึ่งเต่าพูดต้อนรับด้วยเสียงอ่อนระโหย ร่างกายเหี่ยวย่นนั่นสั่นตามแรงพูดจนมาร์โก้ยังแอบแปลกใจว่าเขาแบกกระดองอันใหญ่นั่นเอาไว้ได้อย่างไรกันแน่
“มาได้เวลาเลย คาบเรียนกำลังจะเริ่ม” เขาพูดต่อ “ข้าชื่อเฟอร์นันเดส เ้าของรายวิชาการควบคุมกระแสมานาเบื้องต้น หวังว่าหลังจากนี้จะไม่มีนักเรียนใหม่เข้ามาแล้วนะ เพราะข้าแนะนำตัวไปตั้ง5รอบแล้ว ถ้ามากกว่านี้มันจะ....โอ้ ขอต้อนรับนักเรียนใหม่....”
มาร์โก้ถึงกับกุมขมับและรีบเดินไปหาที่นั่งว่างๆ กับเอเลน่า หลังจากที่พูดวนไปวนมาต่ออีกเกือบห้านาทีเนื่องจากมีนักเรียนใหม่เข้ามาในที่สุดก็ดูเหมือนอาจารย์เฟอร์นันเดสจะได้ช่องในการบรรยายเสียที
“สาขาผู้สนับสนุนนั้นเน้นไปที่การศึกษาวงเวทย์อย่างที่อาจารย์ใหญ่เมอดีลพูดให้พวกเ้าฟังเมื่อเช้านี้ วิชาหลักๆ ที่พวกเ้าต้องเรียนให้ผ่านก่อนไปยังระดับสูงมีทั้งหมด5วิชาหลัก การควบแน่นมานาเบื้องต้น การใช้เวทย์ระดับเบื้องต้น การรับรู้วัตถุดิบเบื้องต้น จินตภาพเบื้องต้น และวิชาของข้า การควบคุมกระแสมานาเบื้องต้น พวกวิชาย่อยต่างๆ พวกเ้าไปหาความรู้ได้จากบอร์ดรายวิชาที่ด้านล่างเอาก็แล้วกัน เพราะข้าเสียเวลามามากแล้ว ขอเข้าเื่เลยก็แล้วกัน
การควบคุมกระแสมานามีความจำเป็อย่างมากในหลายๆ ทาง ไม่ใช่แค่ในเื่ของการสร้างวงเวทย์แต่ก็ยังจำเป็ต่อการต่อสู้ด้วยเหมือนกัน การไหลของมานานั้น....”
จากนั้นก็เป็การบรรยายด้วยเสียงเอื่อยๆ แหบพร่าจนเอเลน่าต้องหยิกตัวเองเพื่อไม่ให้เผลอสัปหงกไปเสียหลายรอบในขณะที่เด็กกว่าครึ่งตาปรือ ส่วนที่เหลือคือฟุบหลับไปแล้ว คนที่ยังดูนั่งหลังตรงและเรียนรู้อย่างจริงจังนั้นเหมือนจะมีอยู่แค่ไม่กี่คนเท่านั้น และมาร์โก้เองก็เป็หนึ่งในนั้น
เด็กหนุ่มฟังการบรรยายและทดลองไปแทบจะพร้อมๆ กัน ระหว่างที่เฟอร์นันเดสพูดถึงเื่เส้นทางการไหลของมานาที่น่าสนใจเขาก็จะควบคุมมานาเล็กๆ รอบตัวและสั่งให้มันโคจรตามไปได้แทบจะในทันที บางครั้งก็ยังสร้างรูปแบบที่สมบูรณ์ได้ก่อนที่อาจารย์จะสอน บางครั้งก็สร้างทางเดินรูปแบบใหม่ๆ ขึ้นมาด้วยตัวเองเสียอีก บางอันก็ดูสับสนจนเธอไม่เข้าใจมันแม้แต่น้อย แต่อย่างน้อยการติดตามการกระทำของเด็กหนุ่มข้างตัวก็เป็หนึ่งในวิธีแก้ง่วงที่ดีที่สุดสำหรับเธอล่ะนะ
ระหว่างที่เธอกำลังสนใจในอีกฝ่ายนั้นเด็กชายก็ไม่ได้สนใจเธอเลยแม้แต่น้อย ใบหน้านั้นมองตรงไปยังอาจารย์ผู้สอนตลอดเวลา คิ้วคู่นั้นบ้างเลิกสูงอย่างแปลกใจ บ้างก็ขมวดแน่นราวกับขบคิดบางอย่างหนักๆ จนใบหน้านั้นแปรเปลี่ยนไปมาอย่างน่าดู เอเลน่าเท้าคางมองดูอีกฝ่ายอยู่ได้สักพักก่อนจะรีบกลับมานั่งหลังตรงฟังที่อาจารย์สอนเนื่องจากเธอเพิ่งรู้ตัวว่านั่งมองหน้าอีกฝ่าย นิ่งๆ มาเกือบ10นาทีแล้ว
“...และนั่นคือทั้งหมดของคาบเรียนนี้” อาจารย์เฟอร์นันเดสกล่าว “คาบหน้าเราจะเริ่มเจาะลึกถึงรูปแบบการไหลสำหรับเวทย์ต่างๆ และการร่ายที่สอดคล้องกันเพื่อเริ่มฝึกในครั้งหน้า ขอให้ทุกคนทบทวนบทเรียนกันในวันนี้ดีๆ ล่ะ”
“โอเค รีบไปกันเถอะ”
เอเลน่าสะดุ้งจากภวังค์เบาๆ ก่อนจะรีบลุกเดินตามมาร์โก้ออกไปนอกห้องเรียน เด็กหนุ่มเดินจ้ำอย่างรวดเร็วจนเธอต้องวิ่งเหยาะเพื่อตามอีกฝ่ายมาจนถึงบอร์ดรายวิชาด้านหน้าของตึก มาร์โก้ยืนกุมคางไล่สายตามองบอร์ดไม้ที่สูงเกือบสามเมตรนั่นอย่างใช้ความคิดโดยไม่สนเอเลน่าที่หอบเบาๆ อยู่ด้านข้างเลยแม้แต่น้อย
“อย่างน้อยก็รอกันหน่อยสิ” เอเลน่าบ่นอุบ
“ถ้ารู้ตัวว่าไม่ทันทำไมไม่ใช้เวทย์เสริมพลังซักหน่อยล่ะ”
“ฉันใช้เวทย์ไร้ร่ายแบบนายไม่ได้นะมาร์โก้” เอเลน่ากระซิบลอดไรฟัน “แล้วนายมองหาอะไรอยู่”
“ชื่อรายวิชาทั้งหมดที่ต้องเรียนในสาขานี้ ฉันอยากจะประมาณขอบเขตของเนื้อหาไว้ก่อน...” มาร์โก้กวาดตาดูบอร์ดนั่นเป็ครั้งสุดท้ายก่อนจะพยักหน้า “โอเค สาขานี้ไว้ก่อน รีบไปดูสาขานักสู้กันดีกว่า อาจจะมีวิชาน่าสนใจที่กำลังเปิดสอนก็ได้”
เอเลน่าบ่นอีกเล็กน้อยก่อนที่รอบนี้เธอจะใช้เวทย์เสริมพลังและวิ่งตามมาร์โก้ไปพร้อมกับคิดในหัวอย่างสงสัยว่าเด็กปี1คนอื่นๆ จะวุ่นวายเหมือนพวกเธอรึเปล่านะ
ผ่านไปอีกหนึ่งตอนนะครับผม
ตอนนี้มองเผินๆเหมือนจะไม่มีความคืบหน้าของเนื้อหานะครับ(เอาน่า อย่างน้อยก็มีฉากบู๊สั้นๆ) แต่ก็อยากจะให้ทุกท่านได้เห็นภาพในโรงเรียนนี้ได้ชัดขึ้น เพราะมาร์โก้เองก็จะต้องอยู่ในโรงเรียนนี้อีกพักใหญ่เลยล่ะครับ
อีกอย่างที่อยากให้เห็นก็คือเวทมนตร์ในเชิงของความรู้น่ะครับ เพื่อทั้งท่านผู้อ่านเองและตัวผมที่จะได้ยึดมันเป็เกณฑ์เอาไว้สำหรับการต่อยอดเวทมนตร์ของตัวมาร์โก้หลังจากนี้
แล้วพบกันตอนหน้าครับ