"หากกลับไปถึงแล้วเจ้าจะทำอย่างไรต่อ"จงหมิ่นถามอูหลินเฟิง
"อย่างแรกเสริมพลังให้กับคนในตระกูล อาจได้จำนวนไม่มากแต่หากให้ห้าผู้อาวุโสดูดซับดอกแก้วทมิฬ ไม่แน่ว่าอาจทำให้ทั้งห้าที่ติดอยู่ระดับหกขั้นสูงสามารถทะลวงสู่ชนชั้นจอมยุทธ์ได้ ส่วนท่านพ่อด้วยความสามารถของท่าน อาจเข้าสู้จอมยุทธ์ขั้นสูงได้ภายในเวลายี่สิบวันที่เหลือ อย่างที่สองข้าในเวลายี่สิบวันนี้ ข้าจะสร้างค่ายกลขนาดใหญ่ครอบทั้งบริเวณของตระกูลอู อย่างสุดท้ายต้องหาไส้ศึกให้ได้ภายในเวลาอันสั้น"อูหลินเฟิงอธิบาย
"ไส้ศึก เข้าคิดว่าในตระกูลอูมีสายลับของอีกฝ่ายงั้นหรือ"
"หากไม่มีเลยสิแปลก ตระกูลระดับกลางประกอบไปด้วยสายเลือดหลัก สายรอง และ ในนั้นยังแบ่งเป็นสายเลือดระดับสูงที่มีความเข้มข้นของพลังสายเลือดในระดับสูง สายเลือดระดับล่างที่มีความเข้มข้นของสายเลือดที่ต่ำ รวมถึงพวกไร้แซ่ที่ตระกูลรับเข้ามาแล้วมอบแซ่ให้ ตระกูลอูก็มีพวกนั้นเยอะเช่นกัน
คิดว่าพวกที่มีสายเลือดระดับสูงในตระกูลคงไม่ใช่ไส้ศึก แต่ในจำนวนพวกระดับล่าง หรือพวกไร้แซ่ที่มาเข้าร่วมตระกูลอูก็ไม่แน่ที่จะมีสายลับซ่อนอยู่"
"แล้วเจ้าจะหาสายลับเจองั้นหรือในเวลาเพียงน้อยนิด"จงหมิ่นถามเพราะว่าการจะเป็นสายลับได้นั้นต้องไม่ทำตัวโดนเด่นให้คนสงสัยส่วนมากคนพวกนี้มักเข้ากับคนง่าย หลายคนเชื่อใจ เป็นคนที่ดูแล้วต้องไม่มีพิษภัยอะไร เวลาไม่กี่วันก่อนเปิดศึกจะหาเจอสายลับที่ซ่อนตัวมานานได้อย่างไร
"หากเป็นคนอื่นย่อมยากแต่หากเป็นข้า ขอเวลาเพียงสามวันหากค่ายกลของข้าเสร็จจะสามารถหาสายลับเจอได้แน่"
"มีค่ายกลที่ดีแบบนั้นบนโลกด้วยงั้นหรือ"
“ตัวค่ายกลมีหน้าที่เสริมพลังของข้าเท่านั้น คนที่จะหาสายลับได้ย่อมเป็นตัวของข้า เอาไว้พอถึงเวลาเจ้าก็จะรู้เอง"อูหลินเฟิงตัดบทเขาขี้เกียจอธิบายวิธีการทำงานของค่ายกลที่เขาจะใช้
“เช่นนั้นข้าจะถามเรื่องอื่น” จงหมิ่นเมื่อเห็นว่าอูหลินเฟิงขี้เกียจอธิบายพลังของค่ายกลจึงเลือกถามเรื่องอื่นแทน
“ในนิยายหากจบเรื่องนี้จะเกิดอะไรขึ้นต่อไปงั้นหรือ” จงหมิ่นถามเรื่องนี้เขาก็เคยถามไปแล้วแต่ตอนนั้นอูหลินเฟิงไม่ยอมตอบบอกแต่ว่ารอใกล้ถึงเวลาค่อยบอกทีละส่วน
“หากไม่นับเรื่องการต่อสู้ที่จะถึงนี้เพราะกว่าเจ้าจะออกมาตระกูลอู ถง และ กวนก็ไม่มีแล้ว เมื่อเจ้าออกมาได้ก็ได้มีคนมาพบพรสวรรค์ของเจ้าและรับเป็นศิษย์ คนๆนั้นปราชญ์เพลิงเหมันต์ เป็นคนผู้เดียวที่สามารถฝึกธาตุที่ต่างกันสุดขั้วได้โดยไม่โดนการตีกลับของกระแสพลังธาตุ เพราะเขาได้รู้ความลับของการประสานพลังนั่นและได้ถ่ายทอดรูปแบบการฝึกนั้นให้กับเจ้า” อูหลินเฟิงตอบ
“เช่นนั้นที่ข้าได้เป็นศิษย์ปราชญ์เพลิงเหมันต์ก็เป็นไปตามนิยายสินะ”
“แต่ในนิยายเจ้าไม่ได้เป็นศิษย์ปราณดาบ วิถีดาบของเจ้าไม่ได้ดีเท่ากับตอนนี้ด้วยซ้ำ ตอนนี้ที่เจ้ามีอาจารย์สองคนอาจดีต่ออนาคตของเจ้ามากกว่าในนิยาย” อูหลินเฟิงตอบ
“แล้วความลับของการประสานธาตุที่ต่างกัน เจ้าที่เคยอ่านนิยายมาต้องรู้สิ มันคืออะไรงั้นหรือ” จงหมิ่นถามด้วยความอยากรู้ อูหลินเฟิงมองมายังจงหมิ่นพร้อมทำหน้าเหนื่อยแต่สุดท้ายก็ยอมบอก
“ก็ได้....ข้าบอกเจ้าก็ได้ การฝึกปราณที่ขัดแย้งกันอย่างเพลิงวารีไม่ให้สองธาตุที่ตีกลับ มีสองวิธีเท่านั้นอย่างแรกเป็นสิ่งที่คนทั่วไปทราบดีคือการหาบัวหิมะเพลิง เป็นสมุนไพรที่เกิดขึ้นจากพลังที่เหนือกฎเกณฑ์ทำให้พูดที่ดูดซับพลังของมันจะไม่ถูกลมปราณตีกลับ เป็นสมุนไพรในตำนาน เป็นที่ต้องการของทุกคนที่เกิดมาพร้อมกับปราณเพลิงและปราณวารี หากในชีวิตไม่อาจพบเจอก็ต้องฝึกธาตุใดธาตุหนึ่ง ไม่อาจฝึกสองธาตุพร้อมกันได้”
“เช่นนั้นปราชญ์เพลิงเหมันต์ก็มีบัวหิมเพลิงงั้นหรือ”
“ไม่....ในนิยายบอกว่าปราชญ์เพลิงเหมันต์ไม่เคยดูดซับพลังของบัวหิมะเพลิง แค่เขาค้นพบพลังที่จะทำให้ปราณไม่เกิดการตีกันจนย้อนกลับมาทำร้ายตัวเอง” อูหลินเฟิงพูดหันไปมองจงหมิ่นที่ฟังอย่างตั้งใจ พร้อมถอนหายใจแล้วค่อยพูดต่อ “พลังที่เขาพบคือปราณไร้ธาตุ ธาตุไร้ธาตุที่มีคุณสมบัติเป็นกลางจะทำให้ลดการตีกลับของปราณเพลิงเหมันต์ ทำให้เขาสามารถฝึกปราณเพลิงและเหมันต์ไปพร้อมๆ กันจนในที่สุดก็ประสานเพลิงและเหมันต์เขาด้วยกันโดยอาศัยพลังลมปราณธาตุช่วยเหลือ” อูหลินเฟิงอธิบาย เขาเห็นได้ชัดถึงใบหน้าที่ไม่พอใจของจงหมิ่นอย่างชัดเจน
“แล้วทำไมเจ้าไม่ช่วยข้าตั้งแต่ต้นทั้งๆ ที่เจ้าก็มีปราณไร้ธาตุ” จงหมิ่นบอกด้วยความไม่พอใจ หากอูหลินเฟิงบอกเรื่องนี้ตั้งแต่ที่เขาเริ่มฝึกด้วยกันไม่แน่ว่าตอนนี้เขาจะสามารถบรรลุขั้นจตุรลักษณ์ ใช้สี่ธาตุได้ออกมาพร้อมกันแล้วก็ได้ จงหมิ่นได้จ้องเขม็งไปยังอูหลินเฟิง แต่อูหลินเฟิงได้ชูสองนิ้วขึ้นมาแทน
“หนึ่งลมปราณของข้าด้อยกว่าเจ้า ทำให้ไม่สามารถป้องกันการสะท้อนได้ทั้งหมด หากเจ้ารู้เรื่องนี้เจ้าจะต้องหาทางบังคับให้ข้าใช้ปราณไร้ธาตุฝืนช่วยเจ้าฝึก สุดท้ายด้วยลมปราณที่ด้อยกว่าก็ยังจะเกิดการสะท้อนกลับอย่างรุนแรงอยู่ดี เจ้าก็จะบาดเจ็บจนอาจตายหรือเสียสติ ข้าที่ต้องการพลังของเจ้าย่อมไม่ต้องการให้เจ้าทำอะไรโง่ๆ
เจ้าจำตอนนั้นที่ข้าทดลองสร้างเขตแดนไร้ธาตุได้หรือไม่ ตอนนั้นเจ้าสามารถใช้ปราณธาตุได้ครั้งละหนึ่งธาตุ ข้าที่พยายามสร้างเขตแดนไร้ธาตุไม่ว่าอย่างไรก็ไม่สามารถสร้างเขตแดนที่จะบังคับให้ปราณธาตุของเจ้ากลายเป็นปราณไร้ธาตุได้อย่างสมบูรณ์ ทำได้เพียงลดความรุนแรงของพลังธาตุเหลือเพียงสามส่วนเท่านั้น มันเกิดจากที่ลมปราณของข้าน้อยกว่าเจ้า ตอนนั้นระดับของเราห่างเพียงหนึ่งระดับเท่านั้น แต่หลังจากที่เจ้าสามารถใช้ปราณได้สองธาตุพร้อมกันระดับของเราก็ห่างถึงสองระดับ ข้าถึงเลือกที่จะไม่บอกเจ้า"
“แต่ว่าในตอนที่เจ้าสร้างโกเลมรวมธาตุ ลมปราณเจ้าก็ด้อยกว่าพวกข้าไม่ใช่หรือ” จงหมิ่นไม่รอให้อูหลินเฟิงพูดจบข้อที่สองก็พูดแทรกขึ้นมาก่อน
"ปราณปฐพี วายุ เพลิง อัสนี แต่ละอันไม่ได้ขัดแย้งกันจนเกิดการตีกลับรุนแรงอย่างเพลิงวารี ปราณไร้ธาตุของข้าจึงสามารถประสานมันได้ แต่ปราณเพลิงวารีกระแสพลังที่ตีกลับนั้นรุนแรงมากว่าหลายเท่านัก ปราณไร้ธาตุของข้าจึงไม่อาจช่วยประสานมันได้"อูหลินเฟิงตอบ
“เจ้าบอกมีสองข้ออีกข้อคืออะไร” จงหมิ่นที่เริ่มใจเย็นลงถามอีกข้อที่อูหลินเฟิงบอก
“อีกข้อคือข้าไม่อยากให้เจ้าพัฒนาเร็วเกินไป มันจะทำให้เข้าพึ่งพาการประสานพลังหลายธาตุ มากเกินไปจนความแข็งแกร่งของธาตุเดียวนั้นแทบจะไม่มี” อูหลินเฟิงกล่าว
“หมายความว่าอย่างไร”
“ก็ตามที่บอกเหมือนเจ้าสามารถประสานธาตุได้หลายธาตุ เจ้าก็อาศัยพลังเพียงธาตุประสาน ไม่ฝึกการใช้พลังจากธาตุเดียวอีกต่อไป จนในที่สุดหากปะทะกันโดย ชนธาตุต่อธาตุ ที่เหมือนกัน เจ้าจะพ่ายแพ้ แม้ลมปราณของเจ้าจะมีความหนาแน่นมากกว่าอีกฝ่าย” อูหลินเฟิงที่มองจงหมิ่นเริ่มเห็นจงหมิ่นทำหน้างง คงสงสัยว่าหากมีปราณหลายธาตุแล้วเหตุใดต้องใช้ปราณเพียงธาตุเดียวด้วย
“ในนิยายหลังจากที่เจ้าสามารถบรรลุขั้นจตุรลักษณ์ได้แล้ว ชื่อเสียงที่มากมายของเจ้านำพาให้พบกับศัตรูผู้หนึ่ง ตอนนั้นเจ้ามีระดับเป็นถึงชนชั้นจอมยุทธ์ ส่วนศัตรูของเจ้าคือชายที่เป็นเพียงนักสู้ระดับหกขั้นสูงเท่านั้น จอมยุทธ์ที่สามารถใช้ปราณจตุรธาตุได้กับนักสู้ขั้นหก เจ้าคิดว่าใครจะชนะ” อูหลินเฟิงถาม แต่เป็นคำถามที่อูหลินเฟิงรู้ได้เลยว่าจงหมิ่นต้องคิดว่าตนเองชนะแน่นอน เพราะสีหน้ามั่นใจที่แสดงออกมาของจงหมิ่นบอกได้อย่างชัดเจน
“ย่อมต้องเป็นข้า” จงหมิ่นตอบอย่างมั่นใจ ตอนนี้เขามีระดับลมปราณระดับหกขั้นต้นแต่พลังโจมตีพอๆ กับระดับหกขั้นสูง ยิ่งหากบรรลุขั้นจอมยุทธ์อีกทั้งยังบรรลุชนชั้นจอมยุทธ์จะแพ้ให้กับคนที่ทั้งลมปราณอ่อนกว่าและใช้ได้เพียงธาตุเดียวได้อย่างไร
“ไม่ เจ้าแพ้ แล้วยังเป็นการแพ้ที่เกือบถึงชีวิต หากไม่มีคนมาช่วยเจ้าในนิยายเกือบจะตายจากการต่อสู้ครั้งนั้น” อูหลินเฟิงตอบ เมื่อพูดจบเขาเห็นสีหน้าที่ไม่เชื่อของจงหมิ่นได้อย่างชัดเจน
“เป็นไปได้อย่างไร” จงหมิ่นถามกลับด้วยความไม่เชื่ออย่างแรง ว่าตนเองจะ แพ้คนที่ระดับต่ำกว่า นี่เป็นเรื่องที่ไม่น่าเชื่อที่สุดที่อูหลินเฟิงพูดให้เขาฟัง
“สาเหตุที่เจ้าแพ้ อย่างแรกอีกฝ่ายใช้ค่ายกลผนึกธาตุ บังคับให้เจ้าใช้เพียงปราณเพลิงเท่านั้น แม้เจ้าจะมีปราณหนาแน่นกว่า ระดับลมปราณสูงกว่า แต่ว่าสำนึกของปราณธาตุเพลิงเจ้าสู้อีกฝ่ายไม่ได้เลยเพราะอีกฝ่ายบรรลุแก่นแท้แห่งเพลิง แต่เจ้าบรรลุแก่นแท้แห่งการประสาน แต่เมื่อเจ้าไม่อาจประสานพลังธาตุได้ย่อมไม่อาจดึงพลังของแก่นแท้ออกมาได้ เพลิงของเจ้าพ่ายแพ้ในการปะทะเพลิงจากคนที่มีระดับด้อยกว่า เป็นเพราะเจ้าอาศัยการประสานมากเกินไปจนไม่ยอมฝึกรูปแบบพื้นฐานของแต่ละธาตุ พอต้องใช้ปราณเพลิงเพียงธาตุเดียวเจ้าเลยพ่ายแพ้อย่างง่ายดาย ข้าไม่อยากให้เป็นแบบนั้นจึงพยายามให้เจ้าฝึกพื้นฐานของแต่ละธาตุให้แข็งแกร่งก่อน แต่เจ้าพยายามที่จะประสานธาตุเพียงอย่างเดียวเท่านั้น” อูหลินเฟิงอธิบายจนหมดสุดท้ายแล้วเหมือนว่าจงหมิ่นจะเข้าใจมากขึ้น อารมณ์ที่เสียของจงหมิ่นลดลงจนกลายเป็นความรู้สึกผิดที่โมโหสหายของตน
“ต้องขอโทษเจ้าด้วยที่ข้าโมโหใส่” จงหมิ่นยอมขอโทษหากเป็นดั่งที่อูหลินเฟิงบอก เขาต้องใส่ใจกับการฝึกธาตุเดียวมากกว่านี้
“ไม่เป็นไรข้าเอง ก็ไม่ยอมบอกเจ้าตั้งแต่แรกเอง ข้าเข้าใจจะเข้าจะโมโห แต่ข้าจะบอกอะไรให้ หากว่าสามารถบรรลุระดับแก่นแท้ของแต่ละธาตุได้ แล้วค่อยนำมาประสานกันความรุนแรงของมัน ไม่อาจจะจินตนาการได้เลย”
“ข้าจะจำคำของเจ้าไว้” จงหมิ่นตอบ สุดท้ายแล้วที่อูหลินเฟิงไม่ยอมบอกเป็นเพราะรู้ทั้งนิสัยของเขาและหวังดีกับเขาเพียงแต่เขาต้องการพลังเพื่อแก้แค้นจึงทำให้ เขามองหาเพียงการเลื่อนระดับพลังอย่างรวดเร็ว ไม่ได้มองไปยังพื้นฐานของพลังแต่ละธาตุเลย
“มีอะไรต้องการจะรู้อีกหรือไม่”
“มีอีกเยอะเลย”
“ข้าขอเตรียมน้ำก่อนได้หรือไม่”
..
..
จบตอน