วินาทีที่ดวงตาสีน้ำเงินอันลุกโชนของภูติิญญาสบเข้ากับดวงตาของเฟยหลง โลกทั้งใบพลันเงียบงัน เสียงจอแจของชาวบ้าน เสียงลมที่พัดผ่านยอดไม้ เสียงหัวใจของเขาเอง...ทุกอย่างจางหายไปสิ้น เหลือเพียงสายตาของเขากับมันที่ตรึงกันอยู่กลางอากาศ
เฟยหลงไม่รู้สึกถึงความดุร้ายหรือน่าสะพรึงกลัวจากแววตานั้น ตรงกันข้าม เขากลับััได้ถึงความเศร้าสร้อยอ้างว้างที่ลึกเกินหยั่งถึง ราวกับเสียงร่ำไห้ที่ไร้เสียง กังวานสะท้อนอยู่ภายในกรงเหล็กสีดำทมิฬนั้น ความรู้สึกผูกพันอันแปลกประหลาดแล่นวาบเข้ามาในใจ...ความรู้สึกราวกับว่า เขาเคยเห็นดวงตาคู่นี้มาก่อน
"ถอยไป! พวกชาวบ้านป่า! อย่ามาเกะกะขวางทาง!" เสียงตวาดอันแหลมสูงและเย่อหยิ่งดังขึ้น ทำลายภวังค์ของเฟยหลงจนสิ้น ชายวัยกลางคนในอาภรณ์หรูหราก้าวลงมาจากรถม้า เขาคือ ไป๋อี้ ผู้ควบคุมขบวนคาราวานของตระกูลไป๋ สายตาของเขากวาดมองเหล่าชาวบ้านด้วยความรังเกียจเดียดฉันท์ ราวกับมองมดปลวกบนพื้นดิน
"ท่านหัวหน้าหมู่บ้าน" ไป๋อี้เอ่ยกับชายชราที่รีบวิ่งเข้ามาต้อนรับ "พวกเราตระกูลไป๋จะขอพักที่หมู่บ้านของท่านสักหนึ่งคืน เตรียมห้องพักที่ดีที่สุดและอาหารเลิศรสมาให้พร้อม ส่วนเ้าสัตว์อัปมงคลนี่... หาที่สงบๆ ให้มันด้วย อย่าให้เสียงของมันมารบกวนการพักผ่อนของข้า"
ภูติิญญาในกรงคำรามในลำคอเบาๆ เปลวไฟสีน้ำเงินในดวงตาสั่นไหวรุนแรงขึ้นเมื่อถูกเรียกว่า 'สัตว์อัปมงคล'
"เฟยหลง!"
เสียงเรียกที่เต็มไปด้วยความตื่นตระหนกดังขึ้นจากด้านหลัง ลี่อินวิ่งหน้าตาตื่นมาคว้าแขนบุตรชายไว้แน่น "มาทำอะไรตรงนี้! กลับบ้านเดี๋ยวนี้!"
"ท่านแม่ แต่ว่า..." เฟยหลงพยายามจะหันกลับไปมอง แต่แรงดึงของมารดาหนักแน่นและเด็ดขาดกว่า นางลากเขาฝ่าฝูงชนกลับไปยังเส้นทางสู่กระท่อมท้ายหมู่บ้านทันที โดยไม่แม้แต่จะชายตามองขบวนคาราวานนั้นอีก
เมื่อกลับมาถึงกระท่อม ลี่อินก็ปล่อยมือจากแขนลูกชายแล้วปิดประตูลงดาลทันที ราวกับจะกั้นโลกภายนอกอันน่าหวาดหวั่นนั้นออกไปให้หมดสิ้น นางหันกลับมาเผชิญหน้ากับเฟยหลง ใบหน้ายังคงซีดเผือด
"แม่บอกแล้วใช่ไหม ว่าอย่าเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเื่พวกนั้น!"
"ข้าก็ไม่ได้ทำอะไรเลย!" เฟยหลงเถียงกลับ ความอัดอั้นที่เก็บไว้ปะทุขึ้นมาอีกครั้ง "ข้าก็แค่มองดูมันเท่านั้น! ท่านแม่...สิ่งนั้น...ภูติิญญานั่น...มันคืออะไรกันแน่? ทำไมมันถึงดูเศร้านัก? แล้วทำไม...ทำไมข้าถึงรู้สึกเหมือนเคยรู้จักมันมาก่อน?"
คำถามสุดท้ายของเฟยหลงแทงใจลี่อินอย่างจัง นางเบือนหน้าหนี "เ้าคิดไปเอง"
"ข้าไม่ได้คิดไปเอง!"
"มันคือสิ่งอัปมงคลเฟยหลง!" ลี่อินหันกลับมาจ้องบุตรชายเขม็ง "มันคือปีศาจ คือความชั่วร้ายที่ถูกล่ามไว้ ตระกูลใหญ่ๆ เลี้ยงพวกมันไว้เพื่อแสดงอำนาจบาตรใหญ่ เพื่อใช้มันเป็เครื่องมือในการเข่นฆ่า อย่าได้เอาตัวเข้าไปใกล้ อย่าได้มอง อย่าได้คิดถึงมันอีก ลืมมันไปซะ... นี่คือคำสั่ง"
สิ้นเสียงของนาง ความเงียบอันน่าอึดอัดก็เข้าครอบงำกระท่อมหลังน้อย เฟยหลงกำหมัดแน่น เขารู้สึกถึงกำแพงที่มองไม่เห็นที่มารดาสร้างขึ้นมากั้นระหว่างนางกับเขา มันเป็กำแพงแห่งความลับและความกลัวที่เขาไม่สามารถเข้าใจได้เลย เขาก้มหน้าลง ไม่ตอบโต้อะไรอีก ทำเพียงพยักหน้ารับเบาๆ แล้วเดินเลี่ยงเข้าไปในห้องนอนเล็กๆ ของตน
คืนนั้น เฟยหลงนอนไม่หลับ ภาพของดวงตาสีน้ำเงินคู่นั้นยังคงวนเวียนอยู่ในความคิด ความรู้สึกอ้างว้างของมันยังคงติดตรึงอยู่ในใจ คำพูดของมารดาที่ว่า 'มันคือสิ่งอัปมงคล' ขัดแย้งกับสิ่งที่เขารู้สึกโดยสิ้นเชิง และความรู้สึกไร้พลังของตัวเอง...ที่ไม่สามารถทำอะไรได้เลย...มันกัดกินหัวใจของเขา
หลายวันผ่านไป ขบวนคาราวานของตระกูลไป๋จากไปแล้ว ทิ้งไว้เพียงเสียงซุบซิบนินทาของชาวบ้านและความทรงจำที่ชัดเจนในใจของเฟยหลง เขาเชื่อฟังมารดา ไม่พูดถึงเื่ภูติิญญาอีก และทำตัวเป็เด็กหนุ่มที่ว่าง่ายเหมือนเดิมในสายตาของนาง
แต่ภายในใจของเขา...บางสิ่งได้เปลี่ยนไปแล้ว
ทุกๆ รุ่งสาง ก่อนที่ตะวันจะโผล่พ้นขอบฟ้า เฟยหลงจะลุกจากเตียงอย่างเงียบเชียบที่สุด เขาแอบออกจากกระท่อม มุ่งหน้าลึกเข้าไปในป่า ไปยังสถานที่ลับของเขา...ลานหินกว้างท้ายลำธารที่ซ่อนตัวอยู่หลังม่านน้ำตกเล็กๆ
ที่นั่น...เขาเริ่มต้นการฝึกฝนของตัวเอง
เขาไม่มีอาจารย์ ไม่มีตำรา เขาจึงเริ่มต้นจากสิ่งเดียวที่เขารู้ดีที่สุด...การจามฟืน
เฟยหลงหลับตาลง ระลึกถึงท่วงท่าการเหวี่ยงขวานของตนเอง เขาวิเคราะห์มันทีละส่วน...การวางเท้าเพื่อสร้างรากฐานที่มั่นคง การบิดเอวเพื่อส่งแรง การทำงานของกล้ามเนื้อหลังและหัวไหล่ และการผ่อนลมหายใจในจังหวะสุดท้ายที่คมขวานกระทบเป้าหมาย
เขาเริ่มเคลื่อนไหวอย่างเชื่องช้า ทิ้งขวานในจินตนาการไป เหลือเพียงร่างกายเปล่าๆ เขาจำลองท่วงท่านั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่ใช่เพื่อความรุนแรง แต่เพื่อความเข้าใจ...เพื่อค้นหา 'แก่น' ของการเคลื่อนไหว
สายลมยามเช้าพัดมาปะทะผิวกาย เสียงน้ำตกขับกล่อมเป็เพื่อน ความคิดของเขาปลอดโปร่ง มีเพียงสมาธิที่จดจ่ออยู่กับการเคลื่อนไหวของร่างกายตนเอง เขาเริ่มรู้สึกถึง 'บางสิ่ง' ที่ไหลเวียนอยู่ภายใน...พลังงานที่อุ่นซ่านที่เคลื่อนไปตามการขยับของกล้ามเนื้อ มันเป็ความรู้สึกที่เขาไม่เคยสังเกตมาก่อน
วันแล้ววันเล่า สัปดาห์แล้วสัปดาห์เล่า เฟยหลงมาที่นี่ทุกเช้า การเคลื่อนไหวของเขาเริ่มเปลี่ยนไป จากที่เคยแข็งทื่อแบบการทำงาน ก็เริ่มแฝงไว้ด้วยความลื่นไหลและนุ่มนวล เขาไม่ได้แค่เหวี่ยงแขน แต่เรียนรู้ที่จะใช้ทั้งร่างกายเป็หนึ่งเดียว
วันหนึ่ง อาิ เด็กหนุ่มรุ่นราวคราวเดียวกันในหมู่บ้านซึ่งเป็เพื่อนสนิทเพียงคนเดียวของเขา วิ่งหน้าตาตื่นมาหา
"เฟยหลง! เฟยหลง! ไปล่ากระต่ายป่ากันเถอะ พรุ่งนี้จะมีงานเลี้ยงเล็กๆ ที่บ้านผู้ใหญ่บ้าน" อาิเป็เด็กหนุ่มร่างท้วม อุปนิสัยร่าเริงและมองเฟยหลงเป็เหมือนพี่ชายที่เก่งกาจเสมอ
เฟยหลงพยักหน้ารับ เขากลับไปหยิบธนูไม้ที่ทำขึ้นเองแล้วเดินเข้าป่าไปกับอาิ
ทั้งสองซุ่มอยู่หลังพุ่มไม้หนา อาิใจร้อนและขยับตัวยุกยิกอยู่ตลอดเวลา แต่เฟยหลงกลับนิ่งสงบราวกับก้อนหิน ลมหายใจของเขาแ่เบาจนแทบไม่ได้ยิน สายตาคมกริบกวาดมองไปรอบๆ อย่างอดทน
แล้วเขาก็เห็นมัน...กระต่ายป่าตัวอ้วนพีตัวหนึ่งกำลังแทะเล็มหญ้าอ่อนอยู่ไกลออกไปประมาณสี่สิบก้าว
อาิก็เห็นมันเช่นกัน เขารีบยกคันธนูขึ้นอย่างร้อนรน แต่เฟยหลงยกมือขึ้นห้ามไว้เบาๆ "ช้าก่อน...รอจังหวะ"
เฟยหลงไม่ได้มองแค่ตัวกระต่าย เขามองเห็นเส้นทางลมที่พัดผ่านใบไม้ เขาสังเกตการขยับตัวของมัน เขารอ...รอจนกระทั่งกระต่ายตัวนั้นหยุดนิ่งเพื่อเงยหน้าขึ้นฟังเสียงรอบตัว
วินาทีนั้นเอง...เฟยหลงปล่อยลมหายใจออกช้าๆ พร้อมกับปล่อยลูกธนูออกจากสาย มันพุ่งแหวกอากาศไปเป็เส้นตรง ไม่มีเสียงหวีดหวิวที่น่าใ มีเพียงเสียง 'ฟุ่บ' เบาๆ เมื่อลูกธนูพุ่งปักเข้าที่ลำคอกระต่ายอย่างแม่นยำ มันล้มลงโดยไม่มีโอกาสได้ส่งเสียงร้องด้วยซ้ำ
อาิอ้าปากค้าง "สุดยอดไปเลยเฟยหลง! เ้ายิงธนูแม่นขึ้นอีกแล้วนะ!"
เฟยหลงเพียงแค่ยิ้มบางๆ เขาเดินไปเก็บกระต่ายขึ้นมา ในใจของเขารู้ดีว่าความแม่นยำนี้ไม่ได้มาจากโชคช่วย แต่มันคือผลลัพธ์ของการฝึกควบคุมลมหายใจและสมาธิที่ลานหินลับของเขาทุกๆ เช้า
ในเย็นวันนั้น ขณะที่ลี่อินกำลังเก็บเสื้อผ้าที่ตากไว้ของบุตรชาย มือของนางพลันชะงักเมื่อััได้ถึงความเปลี่ยนแปลงบางอย่างบนฝ่ามือของเฟยหลงที่นางเคยซักเสื้อผ้าให้เขา...หนังที่เคยด้านจากการจับด้ามขวาน มันกลับมีลักษณะที่แตกต่างออกไป มันแข็งแกร่งขึ้นในจุดที่ควรจะแข็งแกร่ง และอ่อนนุ่มลงในจุดที่ไม่จำเป็ต้องใช้แรง...มันคือฝ่ามือของคนที่ฝึกฝนการใช้พลังอย่างเข้าใจ ไม่ใช่แค่คนทำงานหนักเพียงอย่างเดียว
แววสงสัยฉายขึ้นในดวงตาของลี่อิน
หลายวันต่อมา ในยามเช้ามืดที่สายหมอกยังคงปกคลุมหนาแน่น ลี่อินตื่นขึ้นมาแล้วไม่พบบุตรชายบนเตียง ด้วยลางสังหรณ์บางอย่าง นางไม่ได้ทำอะไรวู่วาม แต่กลับเดินตามรอยเท้าจางๆ ที่ทิ้งไว้บนพื้นดินชื้นเข้าไปในป่าลึก
นางเคลื่อนไหวได้เงียบกริบราวกับภูตพราย ไร้เสียงฝีเท้าโดยสิ้นเชิง...นี่คือทักษะที่ติดตัวมาั้แ่อดีตที่นางไม่เคยลืมเลือน
และแล้วนางก็ได้เห็น...
ณ ลานหินกว้างหลังม่านน้ำตก ร่างของเฟยหลงกำลังเคลื่อนไหวอยู่กลางสายหมอก เขาทวนท่าพื้นฐานที่ดัดแปลงมาจากการจามฟืนอย่างตั้งอกตั้งใจ ท่าร่างของเขายังดูขาดๆ เกินๆ และไม่เป็รูปแบบ แต่ในความไม่เป็รูปแบบนั้น...ในจังหวะการบิดตัวเพื่อส่งแรง...ในท่วงท่าการตั้งมั่นที่แน่วแน่...
ลี่อินเห็นเงาของคนผู้หนึ่งซ้อนทับอยู่บนร่างของบุตรชาย...
เงาของบุรุษผู้เดียวที่นางรักสุดหัวใจ...เงาของนักรบัคนนั้น
หัวใจของนางพลันบีบรัดอย่างรุนแรง ความรู้สึกมากมายถาโถมเข้ามาจนแทบยืนไม่ไหว ทั้งความภาคภูมิใจ ความรัก และความหวาดกลัวที่เย็นเยียบจับขั้วหัวใจ...มรดกที่นางพยายามฝังกลบให้ลึกที่สุด มันกำลังผลิหน่อขึ้นมาด้วยตัวของมันเอง
นางยกมือขึ้นปิดปากเพื่อกลั้นเสียงสะอื้น ยืนนิ่งหลบอยู่หลังต้นไม้ใหญ่ มองดูบุตรชายฝึกฝนต่อไปด้วยหยาดน้ำตาที่ไหลอาบแก้ม
ชะตากรรม...หรือว่ามันคือสิ่งที่ไม่อาจหลีกหนีได้จริงๆ?