...ใจกลางแดนโบราณที่รกร้างหนุ่มน้อยหวังอี้นั่งสมาธิเข้าฌานอย่างตั้งใจ รากปัญญาที่หน้าผากเขาส่องแสงสว่างอ่อนๆในยามค่ำคืนจะพอเห็นได้
ดินแดนนี้โบราณมากกว่าที่คิด และใน่หลายพันปีที่ถูกสำนักใหญ่ผนึกไว้เหล่าเซียนตัวเล็กๆระดับ 2 สร้างรากฐาน – ระดับ 3 แกนปราณขั้นต้นมากมายมาตายที่นี่บ้างถูกฆ่าชิงสมบัติ บ้างตายเพราะสัตว์อสูร พวกเขาไม่มีใครอยากตาย เศษเสี้ยวจิตยังมีบ่วงและคงค้างอยู่ที่นี่
ปราณในตัวพวกเขาก็ถูกแดนโบราณนี้ซึมซับเก็บไว้กลายเป็ว่าสมบัติและสมุนไพรล้ำค่าเ่าั้คือเหยื่อล่อชั้นดีให้เหล่าเซียนมาเพื่อตายและถูกกลืนกินปราณ
“พวกเราคืออาหารเพื่อหล่อเลี้ยงดินแดนนี้หรือนี่?”
หวังอี้ใจหายวาบ เขาลืมตาขึ้นนั่งเหยียดขาออกบีบนวดเพราะตะคริวกิน
“มันมีแต่พลังปราณหลากหลายของเหล่าเซียนที่ตาย ซึ่งมีอารมณ์บ่วงและอาฆาตติดอยู่ด้วย ข้าไม่อยากได้ของแถมพวกนั้น”
“แต่ข้ากลับััปราณโบราณของดินแดนนี้ไม่ได้แค่พลังปราณฟ้าดินเหมือนทั่วไปก็ไม่มี นี่มันแย่กว่าดินแดนปกติเสียอีก...”
“ทำไม?”
แล้วหวังอี้ก็เริ่มสันนิษฐาน
เดา 1 = ในคัมภีร์เต๋ากล่าวว่า "ความว่างเปล่าของถ้วยชาคือสิ่งที่ทำให้ถ้วยชานั้นใส่น้ำได้" ดินแดนนี้คือความว่างเปล่าที่คอยเป็ภาชนะรองรับปราณของเหล่าเซียน
เดา 2 = มันถูกใครบางคนเอาไปนานแล้ว
เดา 3 = สุภาษิตโบราณกล่าวว่า "มดปลวกไม่อาจััลมหายใจของั"ปราณโบราณของดินแดนนี้ไม่ได้หายไปแต่ระดับพลังของมันสูงส่งและกว้างใหญ่เกินกว่าที่ รากปัญญาของข้าผู้เป็แค่เซียนระดับ1 รวมปราณขั้นต้นจะััได้
หนุ่มน้อยหวังอี้เริ่มคิดมากอีกแล้วเขาจึงเอาตำราเต๋าท่านเซียนขนมเคลือบน้ำตาลมาอ่าน เผื่อเจอคำชี้แนะ
แล้วเขาก็เจอจริงๆ
“สิ่งที่เพ่งมองแต่มิอาจเห็น เรียกว่าไร้รูป
สิ่งที่เงี่ยหูฟังแต่มิอาจได้ยิน เรียกว่าไร้เสียง
สิ่งที่ไขว่คว้าแต่มิอาจจับต้อง เรียกว่าไร้ัั”
“น้ำขุ่นมัวหากปล่อยไว้นิ่งๆ ย่อมตกตะกอนจนใสสะอาด
ผู้แสวงหาเต๋าหากมัวแต่ไขว่คว้าหาสิ่งที่เคลื่อนไหว ย่อมพลาดพลั้งต่อความสงัดอันเป็นิรันดร์”
หวังอี้ร้องอ๋อตาเฒ่าคนเขียนตำรานี่เขาเป็ผู้ใดกันแน่? ตัวอักษรที่เขาเขียนในตำราถึงเป็สมบัติความรู้ที่ล้ำค่าได้เช่นนี้
ถ้าเขาไม่ติดชอบขนมเคลือบน้ำตาลและปลาย่างไปหน่อยนะเหอะ เ้าเฒ่าเห็นแก่กิน
หนุ่มน้อยพึมพำลืมความเ็ปจากตะคริวไปชั่วครู่
“เหตุที่ข้าััปราณโบราณ ณ ที่แห่งนี้ไม่ได้บางทีอาจเพราะข้าตั้งใจมากเกินไป”
เด็กหนุ่มตระหนักถึงสัจธรรมปราณของเหล่าเซียนที่ตาย เต็มไปด้วยความโลภ ความกลัว และความแค้นสิ่งเหล่านี้คือน้ำขุ่น ที่เคลื่อนไหวและส่งเสียงอึกทึกอยู่ตลอดเวลาในขณะที่ปราณดั้งเดิมของแดนโบราณคือความสงัด
ตราบใดที่รากปัญญาของข้ายังคงเปิดรับความรู้สึกและจดจ่ออยู่กับพลังที่หลงเหลือของผู้ตายเหล่านี้ข้าย่อมไม่มีวันััถึงความยิ่งใหญ่ที่แท้จริงของดินแดนนี้ได้เลย
เหมือนคนที่พยายามฟังเสียงเข็มตกพื้นท่ามกลางเสียงกลองรบนับหมื่น
“ซ่อนใบไม้ต้องซ่อนในป่าซ่อนความยิ่งใหญ่ต้องซ่อนในความอึกทึก”
เมื่อคิดได้ดังนั้นหวังอี้ตัดสินใจทำในสิ่งที่สวนทางกับสามัญสำนึกของผู้ฝึกตนทันทีแทนที่จะเปิดรากปัญญาเพื่อดูดซับ เขากลับปิดทวารทั้ง 7 ตัดขาดััการรับรู้ปราณภายนอกทั้งหมดอย่างสิ้นเชิง
แถมยังกลั้นหายใจทิ้งสติให้ดิ่งลึกลงสู่ความมืดมิดภายในจิตใจ ปล่อยวางความอยากรู้ปล่อยวางแม้กระทั่งความกลัวตาย
1 ลมหายใจ...2 ลมหายใจ... 3 ลมหายใจ...
เมื่อร่างกายขาดอากาสมองก็เริ่มตื้อหวังอี้จึงหายใจหนึ่งครั้งและกลั้นหายใจต่ออีก ทำเช่นนี้ไปเรื่อยๆจนค่อยๆทิ้งระยะเวลาหายในนานออกไปหัวใจเขาเริ่มเต้นช้าลง ไอหยินแห่งความตายเข้ามาััที่เปลือกนอกกายละเอียดของเขา
กระนั้นใจห้วงจิตเขากลับเงียบสงัดลงจมดิ่ง ทุกอย่างรอยตัวมลายหายไปสิ้น
เขากำลังเข้าสู่สภาวะไร้ตัวตนตามวิถีเต๋า
ตึกตัก
เสียงบางอย่างดังก้องขึ้นไม่ใช่จากหู แต่ดังะเืมาจากใต้พื้นดินลึกลงไป มันคือจังหวะชีพจรที่เชื่องช้า หนักแน่น และเก่าแก่ราวกับกาลเวลา
รากปัญญาที่หน้าผาก ซึ่งบัดนี้ปิดรับปราณขุ่นมัวแล้ว กลับส่องแสงอีกครั้ง มันกำลังสั่นประสานกับปราณของแดนโบราณที่ฝังลึกในห้วงแห่งความว่าง
แผ่นดินใต้ร่างของหนุ่มน้อยเริ่มอุ่นขึ้นและสั่นะเืเล็กน้อย
ทันใดนั้น! ภาพนิมิตมหาศาลไหลทะลักเข้าสู่ห้วงจิตหวังอี้เขาตกตะลึงสุดขีด แผ่นดินโบราณกว้างใหญ่นี้ผ่านการเกิดและการตายมานับไม่ถ้วน
ที่นี่เคยมีาครั้งใหญ่ของเซียนมากมายและพวกเขาทั้งหมด ...ตาย!
สมบัติเซียนเหล่านี้คือของผู้ตายเ่าั้ที่นี่ไม่ใช่ดินแดนสมบัติ แต่เป็ดินแดนแห่งความตาย!
อารมณ์มากมายทะลุทะลวงเข้าจนหวังอี้ตัวสั่นรุนแรงเหงื่อโชก แต่เขายังไม่ออกจากห้วงสมาธิ
“ผู้าุโ! โปรดช่วยข้าด้วย ข้าไม่ไหวแล้ว ธาตุไฟจะแตกแล้ว!”
ราวกับมีผู้รับฟังกระบี่เซียนที่สะพายหลังเหมือนมีลมพัดหรืออย่างไรไม่ทราบ ร่างหวังอี้สั่นจนมันเอียงไปกระทบก่อนหินใหญ่แล้วเด้งมากระแทกจุดอวี้เจิ่น(หมอนหยก)ตรงด้านหลังศีรษะค่อนไปทาง้า
รากปัญญารีบส่งพลังจุดนี้ทันทีเพื่อเปิดประตูสู่ทะเลแห่งจิตเชื่อมโยงปัญญาญาณ ความทรงจำ และการหยั่งรู้
แล้วในห้วงจิตที่ใกล้จะธาตุไฟแทรกนั้นก็เกิดอักษรสีทองขึ้นมา
"เมื่อเห็นแม่น้ำจงอย่ามองเพียงสายน้ำ
เมื่อเห็นต้นไม้จงอย่ามองเพียงกิ่งใบ
เมื่อเห็นปราณจงอย่ามองเพียงปราณ"
หวังอี้ขยับมือไปมาโดยไม่รู้ตัวใช้เศษพลังปราณฟ้าดินธรรมาติทีพอมีหลงเหลือในกายเข้าควบคุมพลังฟุ้งซ่านจากแดนโบราณเขาจึงเริ่มสงบลงได้ช้าๆ
ปัญญานั้นเกิดเป็ไฟเทียนสว่างเล็กๆในห้วงจิตค่อยๆทะลวงความมืดเข้าไปสู่จุดที่ลึกที่สุด
“นี่คืออะไร?”
สิ่งนั้นเป็ก้อนกลมๆสีดำปราณคน,สัตว์ที่ตายไหลเป็สายธารสู่ตัวมัน
หวังอี้ไปมองใกล้ๆ นั่นทำให้มันรู้ตัว และค่อยๆลืมตาดวงเดียวนั้น
“เ้าเข้ามาได้ยังไง?”
หวังอี้รีบถอยจิตหนีออกมาอย่างรวดเร็วและออกจากสมาธิฌานทันทีเขาหายใจเหนื่อยหอบเหงื่อโชก
“แฮ่กๆเกือบไปแล้ว!”
“นั่นคืออะไรไม่รู้แต่มันไม่ใช่มนุษย์แน่”
“ไม่เอาแล้วอยู่ที่นี่ต่อไปไม่ได้แล้ว!”
“หนี!”
หวังอี้หยิบสมบัติที่ท่านผู้เฒ่ามอบให้มาทำลายทันทีแล้วร่างเขาก็ถูกดูดออกมานอกมิติด้วยความเร็วสูง
หวังอี้กระเด็นหลุดออกมาจากมิติดินแดนโบราณในแบบที่ร่างตัวเองกระแทกพื้นกลิ้งหลายตลบ
เซียนคนหนึ่งที่มาเข้าเวรเฝ้า เข้าไปช่วยประคอง
“เ้าออกมาได้ยังไงเ้าหนู? ยังไม่ครบเวลาเลย”
เมื่อสังเกตดีๆเห็นใบหน้าหวังอี้ตื่นกลัวมากๆเขารู้สึกแปลกใจ และคิดว่าสภาพนี้ถามอะไรไปก็คงไม่ได้ความ
“ช่างเถอะดีแล้วที่เ้ายังมีชีวิตอยู่”
หวังอี้โค้งศีรษะขอบคุณแล้วรีบวิ่งหนีไปเลย
ครบกำหนดเปิดประตูมิติเหล่าเซียนชั้นผู้ใหญ่ก็มาร่วมกันเปิดประตูค่ายกลพวกเขายืนรอตังแต่เช้ายันหัวค่ำ แต่ไม่มีใครออกมาเลย
“เกิดอะไรขึ้น?”
เ้าตระกูลจี้ผู้เป็ระดับ 3 แกนปราณขั้นกลาง ใบหน้ากังวลมาก เพราะหลานชายสุดที่รักก็เข้าไปข้างในนั้นด้วย
“ข้าจะเข้าไปตามหลานข้า!”
แล้วเซียนคนอื่นก็รีบเข้ามาห้าม
“ไม่ได้นะท่านจี้หากพวกเราระดับ 3 แกนปราณขั้นกลาง - ปลายเข้าไปดินแดนจะเกิดความไม่เสถียรรุนแรง ค่ายกลที่ผนึกไว้อาจพังได้”
“ช่างมันสิ! หลานข้าอยู่ในนั้น!”
เขาสะบัดแขนทุกคนและกำลังจะพุ่งเข้าไปแต่แล้วก็มีไอปราณบางอย่างกระแทกเขากระเด็นถอยหลัง
“นั่นอะไร! อันตราย! ปิดมิติเดี๋ยวนี้!”
เซียนาุโทั้งหมดรีบปิดประตูมิติทันที
“ไม่มีใครรอดชีวิตหรือนี่!”
ทุกคนก้มหน้าอย่างสลดใจผู้เฒ่าจี้ร้องไห้เรียกชื่อหลานชายปานใจจะขาด
“พลังเมื่อครู่นี่ ไม่ต่ำระดับ 4 หยวนอิงไม่ผิดแน่”
“แต่มันไม่ใช่พลังมนุษย์!”
“ปีศาจหรือ?”
ผู้เฒ่าคนหนึ่งใบหน้าเคร่งขรึมลูบเคราด้วยใบหน้าเคร่งเครียดก่อนจะพูดสั้นๆ
“มาร”
“หา!”
ผู้เฒ่าสกุลอิงและสกุลเจียงหันหน้าคุยกัน
“ไม่ใช่เื่เล็กแล้วนะมีมารอยู่ในดินแดนโบราณ”
“ต้องส่งสานส์ถึงสายตระกูลหลักด่วน! ให้พวกเขาส่งคนมากำจัด”
แล้วทุกคนก็แยกย้ายมีแค่ผู้เฒ่าจี้ที่ยังนั่งร้องไห้อยู่ตรงนั้นทั้งคืนไม่กลับบ้าน
เมื่อถึงเรือนผู้เฒ่าตระกูลอิงกำลังนั่งในห้องหนังสือคนเดียว ก็มีคนมาเคาะประตู เขาก็คือเซียนที่เข้าเวรวันนั้น
“เ้ามีสิ่งใด?”
เซียนผู้นั้นมองซ้ายขวาด้วยความหวาดกลัวท่านผู้เฒ่าจึงกางม่านพลังปิดเสียงทั้งหมดไม่ให้เล็ดรอดออกไป
“พูดมาได้เลยตอนนี้มีแค่ข้าเท่านั้นที่ได้ยิน”
“คือ...เอ่อ...คือ....มีคนออกมาได้คนนึงขอรับ”
ชายชราแม้จะใตาเขายังคงรักษาใบหน้าเคร่งขรึมของตนไว้ ไม่ให้ผู้อื่นรู้
“จำหน้าเขาได้ไหม?”
“ได้ขอรับ”
แล้วผู้เฒ่าก็วาดภาพหวังอี้ตามที่เซียนผู้เฝ้าเวรพูดเมื่อภาพวาดเสร็จแล้ว
“เด็ก?”
“ใช่ขอรับเด็กอายุไม่น่าเกิน16-17 ปี แต่ตัวเขาสูงมาก ผิวก็ขาวซีดต่างจากคนทั่วไป ข้าเลยจำได้”
“เื่นี้ห้ามบอกใครเด็ดขาดเข้าใจไหม?”
“ขอรับ”
“เข้ามาใกล้ๆมารับรางวัล”
เซียนผู้นั้นดีใจเข้าไปจะเอารางวัลแต่ที่ไหนได้ผู้เฒ่าเอายาลบความทรงจำให้กิน
พอเซียนผู้นั้นสะดุ้งอีกทีเขาก็อยู่ในห้องพักแล้ว และมีทองคำวางบนโต๊ะด้วยแบบงงๆ
ผู้เฒ่าดูรูปหวังอี้อย่างพิจารณา
“อืมระดับ 1 รวมปราณเองหรือ ไม่น่าเชื่อว่าเขาเป็ผู้เดียวที่รอดชีวิตออกมาได้”
“ไม่สิเขาต้องมีอะไรพิเศษแน่ ระดับนั้นแค่เปลือกหลอกตาเฉยๆ”
“ข้าควรหาเขาให้เจอ”