ตอนที่ 10 แขกที่ไม่ได้รับเชิญ
คนสกุลม่อกำลังยุ่ง เป็ครั้งแรกที่ตื่นมาแล้วไม่มีใครอุ้มเก้าน้อย ในที่สุด สวีจิ้งเหนียงก็มีโอกาสเสพสุข่เวลาแห่งการเป็แม่อันหาได้ยาก มองเก้าน้อยที่ตื่นขึ้นมามองตัวเองเงียบๆ ในดวงตาสีดำสุกใสเห็นภาพกลับด้านของตัวเองชัดเจน สวีจิ้งเหนียงก็อดที่จะลูบแก้มเล็กๆ ของนางไม่ได้
ิัที่นุ่มเนียนทำให้สวีจิ้งเหนียงควบคุมตัวเองไม่ได้หอมลงไปหนึ่งที ว้าว! นุ่มนิ่มมาก แอบขโมยหอมอีกทีเห็นจะไม่เป็ไรกระมัง
จนเมื่อหญิงรับใช้พาคนเข้ามาปรนนิบัติล้างหน้าล้างตาสวีจิ้งเหนียง พบว่าแก้มของเก้าน้อยแดงเล็กน้อย ก็อดแปลกใจไม่ได้ “เผาฝืนแรงไปหรือเปล่าเ้าคะ ทำไมหน้าของคุณหนูเก้าน้อยแดงๆ นะ”
แม่นมสะดุ้งโหยง รีบเข้ามาตรวจสอบดู พบว่าไม่ได้เป็อะไรทั้งนั้น ทุกคนจึงถอนหายใจโล่งอก ในใจคิดว่าบางทีเก้าน้อยอาจขยับตัวมากไปจนร้อนแล้ว
สวีจิ้งเหนียงแอบถอนหายใจอย่างหวาดผวามาก แม่ที่หอมบุตรสาวแท้ๆ ของตัวเองยังต้องหวาดผวา บนโลกนี้คงมีแค่นางคนเดียวกระมัง
วันนี้สวีจิ้งเหนียงเข้าร่วมงานสังคมชั้นสูงอีกครั้งในรอบสิบเอ็ดปี แล้วยังเป็ครั้งแรกที่เก้าน้อยปรากฏตัวสู่งานสังคม ดังนั้นย่อมผิดพลาดไม่ได้
สวีจิ้งเหนียงทำผมทรงมวยเมฆลอยหงส์[1]คู่ที่ซับซ้อน เสียบปิ่นระย้าทอง ห้อยตุ้มหูไข่มุกทางใต้ สวมกำไลหยกแดงที่ข้อมือ สวมชุดปักลายสีสันสวยงาม เข้าคู่กันกับกระโปรงผ้าไหมขาวแดงสีเดียวกัน ภายนอกคลุมด้วยผ้าไหมโปร่งบางปักลายสีแดงสดหนึ่งชั้น ทั้งร่างงดงามเหนือคำบรรยาย แผ่กลิ่นอายสูงส่ง
เก้าน้อยสวมเสื้อตัวนอกสำหรับหน้าหนาวทำจากไหมเสฉวนสีแดง ข้างบนปักลายเสือตัวน้อยเสมือนจริงด้วยด้ายทอง ขับใบหน้าน้อยแบบบางน่ารักให้โดดเด่น ราวกับเด็กชายที่นั่งอยู่ใต้พระแม่กวนอิมอย่างยิ่ง
แม่นมป้อนอาหารเก้าน้อยก่อนเวลา เช็ดหน้าและมือให้นางอย่างแ่เบา ฮูหยินผู้เฒ่าแต้มจุดแดงที่หว่างคิ้วให้เก้าน้อย ทั้งหมดก็เป็อันพร้อมแล้ว
ม่อไท่เหวินพาสวีจิ้งเหนียงและเก้าน้อยเข้าไปในศาลบรรพบุรุษ
ศาลบรรพบุรุษนี้ของสกุลม่อนายท่านใหญ่เป็คนสั่งให้สร้างขึ้นมาหลังจากตั้งรกรากที่เมืองหลวง บรรพบุรุษสกุลม่อส่วนใหญ่อยู่ที่จังหวัดจางเย่เขตปกครองหล่งโย่ว ด้วยเหตุนี้ในศาลบรรพบุรุษจึงมีแต่คนสกุลม่อ แต่ทุกคนยังคงสวมชุดพิธีการที่จะสวมเมื่อเข้าเฝ้าฮ่องเต้ เนื่องจากยังมีการเชิญเสด็จอาและอวี้ชินอ๋องมาเป็สักขีพยาน จึงต้องแสดงความจริงจังเป็พิเศษ
นายท่านใหญ่อุ้มเก้าน้อยมาจากในอ้อมกอดของสวีจิ้งเหนียง นำทุกคนไปอธิษฐานต่อหน้าป้ายบรรพบุรุษหนึ่งรอบ ภายใต้การเป็สักขีพยานของ อวี้ชินอ๋อง ชื่อจริง ‘ม่ออี๋เหนียน’ถูกเขียนลงไปในแผนผังตระกูลอย่างตั้งใจจริงแล้ว
ตามประเพณีของเมืองหลวง พิธีหม่านเย่ว์ต้องจัดเป็เวลาสามวัน เชิญแขกผู้มีเกียรติชั้นสูง ญาติสนิทมิตรสหาย ญาติที่เกี่ยวดองจากการแต่งงาน คนที่ได้รับบัตรเชิญจากสกุลม่อ ส่วนใหญ่เป็บุคคลที่มีตำแหน่งสำคัญขั้นสามขึ้นไปในกองทัพ แล้วก็มีเชื้อพระวงศ์ของฮ่องเต้ชินอ๋องจำนวนหนึ่ง คนสกุลม่อมีไม่มาก แต่ครอบครัวของฮูหยินผู้เฒ่าเป็ขุนนางเลื่องชื่อ ญาติที่อยู่เมืองหลวงมีไม่น้อย บวกกับญาติที่เกี่ยวดองจากการแต่งงานในจวน พ่อค้าที่ไปมาหาสู่กับม่อไท่เหวินอีก จำนวนคนจึงมากเป็ธรรมดา
โชคดีที่เรือนที่พักแห่งนี้ของม่อไท่เหวินใหญ่โตโอฬาร ถึงแม้ไม่ถึงขั้นสามเก้าหนึ่งฉากห้าก้าวหนึ่งทิวทัศน์ แต่ก็มีทางเดินที่เชื่อมต่อกัน มีูเาหินจำลอง มีสถานที่จัดงานเพียงพอต่อการรองรับแขก
ตอนต้นของยามซื่อ[2] เริ่มมีแขกมาเยือน รอจนหมดยามซื่อใกล้ยามอู่[3]คนจำนวนมหาศาลก็หลั่งไหลกันปรากฏตัว ราชนิกุล ภรรยาชั้นเก้ามิ่งขั้นหนึ่ง[4]นายพลและเ้ากระทรวง...มาถึงงาน
ตัวเอกของงานวันนี้...เก้าน้อย ถูกสวีจิ้งเหนียงและม่อไท่เหวินอุ้มออกมา ให้ทุกคนได้เห็นโฉมหน้าที่แท้จริง
เก้าน้อยนอนอยู่ในอ้อมกอดของท่านพ่อกับท่านแม่อย่างนิ่งสงบ เบิกตา กลมโตทั้งสองข้าง มองทุกสิ่งอย่างรอบด้านอย่างสนใจใคร่รู้
เห็นเก้าน้อยไม่ใกับคนที่มากขนาดนี้แม้แต่น้อย ทั้งยังมองทั่วทิศทางอย่างเปี่ยมด้วยชีวิตชีวามาก บางครั้งปากน้อยพ่นฟองน้ำลายออกมา นายท่านใหญ่ม่อก็ภูมิใจอย่างสุดๆ แล้ว
นายท่านใหญ่รับเก้าน้อยมาอุ้ม อวดหลานสุดที่รักของบ้านตัวเองกับเหล่าเพื่อนเก่าแก่อย่างภาคภูมิใจ เก้าน้อยไม่ร้องไห้ไม่งอแงสร้างความประทับใจแก่ผู้คนมาก ปล่อยให้พวกนายท่านใหญ่หนวดเครายาวเหล่านี้อุ้มไปอุ้มมา แถมยังยื่นมือน้อยออกไปดึงหนวดเคราของอีกฝ่ายอย่างอยากรู้อยากเห็นอีกด้วย
เหล่านายท่านใหญ่มองทารกอ้วนไม่ร้องไห้งอแงนี้อยากประหลาดใจ นายท่านใหญ่ผู้หนึ่งหยิกแก้มของเก้าน้อยอย่างเบา ๆ ด้วยความเอ็นดู ทำเอานายท่านใหญ่ม่อรีบชิงด่าขึ้นก่อนทันทีอย่างรักห่วงหลาน “เ้าคนชั่ว ไม่หัดดูหน้าหนังหมูของตัวเอง ถ้าหยิกจนหลานสาวข้าช้ำจะรับผิดชอบอย่างไร”
นายท่านใหญ่ผู้นั้นก็มิได้โกรธ แต่พูดกลั้วหัวเราะฮ่าๆ “เ้าแก่ม่อ เ้าก็ไม่ดูหน้าหนังหมูของตัวเองเหมือนกันนั่นแหละ ผิวหยาบขนาดนั้น ยังไม่ทำให้เด็กร้องไห้ได้ ยังมาสงสัยมือหยาบข้า ข้าจะบอกเ้าให้ บิดามือหยาบก็หยาบไม่เท่าหนังหน้าเ้า”
ทั้งหมดต่างเคยเป็ทหาร เป็สหายร่วมรบที่ผ่านความเป็ความตายมาตลอดทางด้วยกันหลายสิบปี ปกติต่างโกรธเคืองโต้เถียงเล่นทะเลาะกันจนชินแล้ว ลืมเสียสนิทว่าเก้าน้อยยังเป็เด็กทารกที่เพิ่งเกิดครบเดือน จะถูกเสียงดังของพวกเขาทำให้ใหรือเปล่า
แต่ไหนเลยจะรู้ว่าเก้าน้อยที่จ้องมองสิ่งต่างๆ อย่างสนใจ พลันบุ้ยปากอย่างร่าเริง แล้วพ่นฟองน้ำลายฟอดใหญ่ออกมา พาตัวเองสนุกจนยกยิ้มมุมปากขึ้นมา เหล่านายท่านใหญ่มองอย่างแปลกใจมาก ทารกนี้ช่างกล้าหาญยิ่งนัก พวกเขาทั้งกลุ่มโหวกเหวกโวยวายเพียงนี้ แต่กลับทำให้นางใกลัวไม่ได้
นายท่านใหญ่ม่อภูมิใจจนหนวดเคราจะกระดกขึ้นอยู่แล้ว ก็ช่างไม่ดูเสียเลยว่าเป็หลานสาวของใคร เกิดมาก็กล้าหาญมีวิสัยทัศน์เกินคนแล้ว!
“ทารกนี่น่าสนใจ ให้เราอุ้มบ้าง!” ฉับพลันมีเสียงหนึ่งดังขึ้นมา ทำให้นายท่านใหญ่ทุกคนนิ่งชะงัก
นายท่านใหญ่ม่อหันไปมอง อดขมวดคิ้วไม่ได้ เ้าบุรุษผู้นี้มานี่ได้อย่างไร ์ ใครพาเ้าเด็กเหลือขอนี่มา!
คนทั้งกลุ่มรีบคุกเข่าคำนับร้องเสียงดัง “ขอจงทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นปี หมื่นหมื่นปี!” มีเพียงเก้าน้อยที่ถูกนายท่านใหญ่อุ้มอยู่เท่านั้น ที่มองร่างหนึ่งใหญ่ร่างหนึ่งเล็กที่ปรากฏตัวขึ้นกะทันหันอย่างสนใจใคร่รู้
ผู้ที่มามิใช่ใครอื่น แต่เป็โอรสแห่ง์องค์ปัจจุบันหลี่จี๋กับองค์รัชทายาทหลี่เหิง!
เมื่อเห็นฮ่องเต้ทรงพาองค์รัชทายาทสวมชุดสามัญชนเสด็จมาเข้าร่วมงานหม่านเย่ว์ของสกุลม่อ ทุกคนก็ตกตะลึงตาค้าง ครั้งก่อนตอนงานสี่ซาน ฮ่องเต้ก็ทรงแสดงพระมหากรุณาธิคุณพระราชทานชื่อด้วยลายพระหัตถ์ของพระองค์ นึกไม่ถึงว่าคราวนี้ถึงกับพาองค์รัชทายาทเสด็จมาเข้าร่วมงานด้วยตัวพระองค์เอง เห็นได้ชัดว่าถึงแม้สิงกั๋วกงเกษียณไม่สนใจงานราชการมาหลายปี แต่ฮ่องเต้ก็ยังทรงรักและไว้พระทัยอีกฝ่ายอย่างลึกซึ้ง
นายท่านใหญ่ถูกฮ่องเต้พยุงขึ้น ชายชราเอ่ยอย่างไม่พอใจ “ฮ่องเต้ ทำไมพระองค์เสด็จมาไม่รับสั่งล่วงหน้าสักคำพ่ะย่ะค่ะ ที่นี่มากคนมากตานะพ่ะย่ะค่ะ หากเกิดอะไรขึ้น ใครจะรับผิดชอบไหวเล่าพ่ะย่ะค่ะ”
ทุกคนหลุดขำ หากบอกว่าราชวงศ์ซย่ามีอะไรที่ไม่เปลี่ยนแปลง ก็น่าจะเป็นิสัยอารมณ์ของนายท่านใหญ่นี่แหละ เกลียดฟ้าเกลียดดินเกลียดฮ่องเต้ แต่ไหนแต่ไรมาไม่รู้จักคำว่ากลัว
แต่ฮ่องเต้หาได้โกรธไม่ กลับกันยังยิ้มแย้มตรัสว่า “ถ้าเราแจ้งเ้าล่วงหน้า เกรงว่าเ้าก็จะไม่ให้ข้ามาน่ะสิ อีกอย่าง ที่นี่คือจวนสกุลม่อ หากที่แห่งนี้ไม่ปลอดภัย เช่นนั้นก็ไม่มีที่ไหนปลอดภัยในราชวงศ์ซย่าแล้วกระมัง ใครใช้ให้เ้าหวงแหนหลานสาว ไม่ยอมพาไปให้ข้าดูที่พระราชวังกันเล่า ข้าเลยจำต้องมาเยี่ยมเยือนด้วยตัวเอง เร็วสิ อุ้มมาให้ข้าดูหน่อย เ้าหนูน้อยความกล้ามากล้น เมื่อครู่นี้ก็มองมาที่ข้าด้วย”
ให้มันได้อย่างนี้สิ นายเหนือหัวท่านนี้มิเพียงไม่โกรธ แต่ยังพูดเอาๆ พูดทีก็ ‘ข้า’ ทีแล้ว
คนในเหตุการณ์ทั้งหมดต่างอิจฉาตาร้อนแล้ว ก็รู้แหละว่ามิตรภาพของสิงกั๋วกงกับฮ่องเต้อิจฉาไปก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา นึกถึงตอนนั้น ตอนที่ฮ่องเต้หญิงตเฉียบพลัน ก็เป็สิงกั๋วกงที่สนับสนุนฮ่องเต้วัยสิบขวบให้ขึ้นครองบัลลังก์เป็จักพรรดิด้วยตนเอง หลังจากนั้นอีกยี่สิบกว่าปี มีาทุกหย่อมหญ้า สิงกั๋วกงก็ยังสร้างความดีความชอบที่เสริมสร้างความมั่นคงให้แคว้นอีกด้วย
**ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่ https://www.readawrite.com/a/0278e9df5d182182d98848bc2c6b22f2
[1] ทรงผมของผู้หญิงโบราณมีลักษณะม้วนเป็วงกลมตั้งขึ้น ปล่อยผมด้านหลัง ประดับด้วยเครื่องประดับทอง มุก อัญมณี
[2] เวลาเก้านาฬิกาถึงสิบเอ็ดนาฬิกา
[3] เวลาสิบเอ็ดนาฬิกาถึงบ่ายโมง
[4] เป็บรรดาศักดิ์ที่ฮ่องเต้พระราชทานให้แก่ภรรยาของขุนนาง ขั้นที่หนึ่งถึงห้าเรียกเก้ามิ่ง ขั้นที่หกถึงเก้าเรียกชื่อมิ่ง