ตอนที่ 31 ใต้ร่มเงา
เจียวอ้าวยกหนึ่งฝ่ามือปิดบังบริเวณแผลเป็ตรงหน้าผาก หญิงสาวเบี่ยงหน้าหลบ อีกฝ่ามือลูบปาดน้ำตาอย่างรวดเร็ว “ข้าไม่ได้ตั้งใจจะชนเ้า…” น้ำเสียงของนางแห้งแหบ ถึงกระนั้น มันแฝงไปด้วยความเย่อหยิ่งของผู้สูงศักดิ์ หญิงสาวลุกยืนขึ้นก่อนก้าวขาเดินต่อไป
เฟยอวี่ปราดมองเจียวอ้าวหนึ่งครา ั้แ่ศีรษะจรดฝ่าเท้า ชายหนุ่มพึงตระหนักถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับนาง คราบน้ำตา เจตนาที่ปกปิดแผลเป็ นางอาจผิดหวังจากการเลือกคู่กระมัง… ความมั่นใจนี้มีมากถึงแปดในสิบส่วน “แม่นาง ท่านยังไม่มีคู่ใช่หรือไม่?”
เจียวอ้าวที่เดินผ่านเฟยอวี่ไปนั้น ฝ่าเท้าของนางจำต้องชะงักงันครู่หนึ่ง “มันไม่ใช่กงการอันใดของเ้า” ทันใดนั้น หญิงสาวพลันสาวเท้าเดินตรงไปทางประตูตำหนักหลัก อากัปกิริยาของนางนั้นไม่มีความเป็มิตรแม้เพียงเสี้ยว อย่างไรก็ตาม เฟยอวี่หาได้มีทางเลือกอื่นอีก ไม่ช้าก็เร็ว มันจะเหลือเพียงคู่สุดท้ายเท่านั้น เขาได้สอบถามกับศิษย์ใหม่ด้วยกันจึงทราบว่าคู่นั้นถูกจับกันไปถึงยี่สิบสี่คู่แล้ว นี่เหลืออีกเพียงสามคู่เท่านั้น…
ท่ามกลางสายตาของฝูงชนที่จับจ้องมาทางเจียวอ้าว บุตรีของตระกูลเจียวมีรูปร่างอันเป็เอกลักษณ์ เผ้าผมสีเงินราวกับแพลตตินั่ม คิ้วสีเงินโค้งโก่งดุจพระจันทร์เสี้ยว ใบหน้างามล้ำที่ประณีตประดุจประติมากรรมที่ถูกรังสรรค์จากสรวง์ ทุกผู้คนล้วนจดจำเจียวอ้าวได้ดีในฐานะของโฉมงามอันดับหนึ่งในทวีปั… ครั้นได้เห็นแผลเป็บริเวณหน้าผาก พวกเขาต่างพากันขมวดคิ้วมุ่น ประกายความรู้สึกแรก มันเป็สิ่งที่ไม่น่าเชยชม ไม่ใช่ว่านางไม่งดงามแต่แผลเป็นั้นเด่นชัดเกินไป มันกลบความงามของนางเกือบทั้งหมด…
“นั่นคุณหนูเจียวมิใช่หรืออย่างไร? นายน้อยไป๋อยู่ไหน? แล้วแผลนั่นมันอะไร…”
“นางดู… เอ่อ… สภาพของนางดูไม่ดีเลย”
“แผลนั่นอัปลักษณ์ชะมัด!”
ผู้คนส่วนใหญ่เลี่ยงการด่าเจียวอ้าวตรงๆ แต่ย่อมปฏิเสธไม่ได้ มันมีคนที่พูดจาทิ่มแทงได้เจ็บแสบราวกับถูกหอกยาวแทงทะลุหัวใจ นางเร่งฝีเท้าเร็วยิ่งขึ้น หนึ่งฝ่ามือของนางพยายามปกปิดแผลเป็บริเวณหน้าผากไว้ หญิงสาวแหวกผ่านฝูงชนประหนึ่งปลาว่ายทวนกระแสน้ำ เสียงกระซิบกระซาบสามารถได้ยินตลอดเส้นทางที่มุ่งหน้าสู่ประตู จวบจนกระทั่ง นางได้มายืนอยู่เบื้องหน้าประตูตำหนักหลัก หญิงสาวออกแรงผลักประตูอย่างไม่ลังเล แต่ทว่า ประตูนั้นกลับไม่ขยับเคลื่อน…
“ท่านมิอาจหลบหนีพิธีงานจับคู่ได้” เฟยอวี่กล่าวขึ้น ชายหนุ่มเดินตามนางมาตลอดเส้นทาง
เจียวอ้าวลดฝ่ามือลง หนีไม่ได้… นางหันขวับมาทางเฟยอวี่อย่างเชื่องช้า ทรวดทรงองเอวอรชรผาดเผย ั์ตาที่ไร้อารมณ์คู่นั้นจ้องกลับมาทางชายหนุ่ม “นี่เ้าตามข้า? ข้าไม่รู้จักเ้า ท่านปู่บอกว่าอย่าสุงสิงกับคนแปลกหน้า”
คำกล่าวของเจียวอ้าวยิ่งทำให้เฟยอวี่มั่นใจ นางคงถูกเลี้ยงดูมาแบบไข่ในหิน ประสบการณ์ทางโลกย่อมน้อยกว่าเด็กที่ดิ้นรนอย่างเอาเป็เอาตายเพื่อที่จะมีชีวิตรอดไปวันๆ คุณหนูตระกูลสูงศักดิ์ล้วนได้รับการศึกษาที่ดี นางดูไม่เหมือนนายหญิงที่โง่เขลาหรือตามความคิดความอ่านของใครไม่ทัน แต่ในแววตาเ็าคู่นั้นกลับแฝงด้วยความใสซื่อบริสุทธิ์ของเด็กสาวคนหนึ่ง ความบริสุทธิ์นั้นเองที่จะทำให้นางถูกทรยศได้โดยง่าย เนื่องจากไว้ใจผู้อื่นมากไป…
“นามของข้าคือเฟยอวี่ …ท่านปู่ของท่านนั้นกล่าวได้ถูกต้อง ท่านไม่ควรสุงสิงกับคนแปลกหน้า อย่างไรก็ตาม พิธีงานจับคู่เป็สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ข้าหวังว่าข้าจะเป็ตัวเลือกที่ดีที่สุดในความคิดของท่าน”
“ซูอวี่… เฟยอวี่…” เจียวอ้าวกล่าวพึมพำ คิ้วของนางเลิกสูงขึ้นด้วยความประหลาดใจ “เ้าคือคนที่เหล่าศิษย์พี่ลือกัน… เป็เ้านี่เองที่ได้พร์สีขาวบนแท่นประลอง ข้าอยู่ไกลจึงมองหน้าของเ้าไม่ชัดนัก”
สีหน้าของเฟยอวี่ราบเรียบสงบ ข่าวลือว่าร้ายนั้นราวกับดาบสองคม มันช่วยคัดกรองคู่ที่เข้ามาและทำร้ายตัวเขาเองไปในเวลาเดียวกัน แต่ด้วยข่าวลือนั้นจึงทำให้เขาต้องเข้าหาสตรีด้วยตัวเอง ไม่มีอิสตรีคนใดที่อยากเป็คู่กับบุรุษที่ไร้ค่า เป็เวลากว่าสิบลมหายใจแล้วที่ชายหญิงทั้งสองเผชิญหน้ากัน เจียวอ้าวปรากฏความสงสัยในจิตใจ ในตอนเด็ก นางเคยเห็นพวกที่ทำผิดกฎในตระกูล คนเ่าั้ต่างอ้างเหตุผลต่างๆ นานา เพื่อให้ตัวเองหลุดพ้นจากความผิด
…ชายผู้นี้กลับไม่กล่าวอ้างเหตุผลใด?
ภายใต้ความเงียบ เป็เจียวอ้าวเสียเองที่เอ่ยพูดขึ้น “นี่เ้าไม่คิดแก้ต่างข่าวลือนั่นหรือ? ไม่พูดอะไรสักหน่อย?”
“มันไม่จำเป็ แม่นางยังไม่มีคู่ใช่หรือไม่? ข้าหวังว่าแม่นางจะไม่รังเกียจที่จะต้องมาจับคู่กับข้า… ข้าคิดว่าเรามีหลายสิ่งที่คล้ายคลึงกัน พวกเราคงเข้ากันได้ดี”
เจียวอ้าวเงียบงันอยู่ครู่หนึ่ง “หลายสิ่งคล้ายกัน?” ทันใดนั้น หญิงสาวพึงตระหนักเข้าใจได้ในทันที ท่าทางของชายหนุ่มไม่เหมือนกับในข่าวลือ อากัปกิริยาของเขาองอาจมั่นใจ ั์ตาคู่นั้นทั้งหนักแน่นทั้งเข้มแข็ง ไร้ซึ่งความหวาดกลัว คล้ายเขาสามารถเป็ที่พึ่งพิงให้กับผู้อื่นได้ เปรียบประหนึ่งว่าเฟยอวี่ได้ข้ามผ่านปราการจิตใจของนางได้ก้าวหนึ่ง
เมื่อเจียวอ้าวลองพิจารณาสถานะของตัวเองและเขา สังเกตจากคำพูดและการวางตัว มันไม่เกินเลยที่จะบอกว่าเขาคือคนที่เหมาะสมที่สุดในตอนนี้ อย่างน้อยก็ในฐานะบุคคลไร้ความสามารถเหมือนกัน และอย่างน้อยนางก็มั่นใจได้ในเื่สภาพจิตใจ หากนางต้องจับคู่กับคนที่เก่งกว่าแต่พร้อมเย้ยหยันทับถมนางอยู่ตลอดเวลา …ข้าขอเลือกเขาจะดีกว่า
ฝ่ามือบอบบางเคลื่อนผ่านบริเวณรอยแผลเป็บนหน้า หญิงสาวกดเสียงตัวเองต่ำลงจนแ่เบา “เ้าไม่รังเกียจนี่รึ…”
เฟยอวี่เผยรอยยิ้มบาง แผลเป็บนใบหน้าของนางล้วนไม่สะทกสะท้านจิตใจของชายหนุ่มแม้แต่น้อย นางอาจดูเย่อหยิ่งถือดีไปบ้าง แต่ทว่า เนื้อแท้นั้นกลับเป็สตรีใสซื่อผู้หนึ่ง สิ่งที่น่าชื่นชมคือนางไม่ดูิ่เขา เป็ความจริงที่เจียวอ้าวไร้ความสามารถที่สุดในบรรดาลูกหลานตระกูลเจียว ชนิดที่เกือบถูกขับไล่ออกจากตระกูล ถึงกระนั้น สายเืของนางก็คือบุตรีผู้สูงศักดิ์แห่งหนึ่งในเจ็ดตระกูลใหญ่อยู่ดี นางมีสิทธิ์ที่จะเย้ยหยันเขาในเื่นี้ซึ่งนางไม่ทำ…
“ข้าขอยอมรับว่าข้าชื่นชอบอิสตรีที่เลอโฉม แต่ข้าไม่ได้ชมชอบอย่างไม่ลืมหูลืมตา ทั้งนี้ข้าดูนิสัยพวกนางประกอบการตัดสินใจ… และแม่นางเป็คนที่งดงามอย่างมาก แผลเป็นั้นมิอาจกลบรัศมีความงามที่แท้จริงของท่านได้ แม่นางจะมองว่าข้าเลือกท่านเพราะท่านสวยก็ได้” ชายหนุ่มอธิบาย
หญิงสาวไม่มีท่าทีเขินอาย นางฟังคนชมคนยกยอในเื่ความงามมาตลอดชีวิต เหตุผลของเขาเชื่อถือได้ ผีเสื้อและบุปผาคือสิ่งคู่กัน หากบุปผานั้นหอมหวานเย้ายวนใจ มันย่อมพาฝูงผีเสื้อมารุมล้อมดอมดม พิธีงานจับคู่ขึ้นชื่อเื่คู่ที่จับกันไปนั้นมีโอกาสกว่าแปดในสิบส่วนที่จะตกลงปลงใจแต่งงานกันในภายภาคหน้า ปัจจัยแรกในการเลือกคู่คือหน้าตาและความสามารถ
ส่วนความสัมพันธ์ของทั้งสองคนที่จับคู่กันจะเกิดขึ้นจากการผ่านพ้นสถานการณ์ต่างๆ เจียวอ้าวรับรู้เื่นี้ดี ในเมื่อหลีกเลี่ยงพิธีงานจับคู่ไม่ได้ นางครุ่นคิดถึงเงื่อนไขที่จะได้ไม่ต้องมาพัวพันกับเขาในอนาคต
“ข้ามีเงื่อนไข…” เจียวอ้าวกล่าวขึ้น นางสืบเท้าออกไปก้าวหนึ่ง จนระยะห่างของทั้งคู่เหลือเพียงหนึ่ง่ก้าวเท่านั้น นางกล่าวต่อด้วยสีหน้ามาดมั่นว่า “ข้าจะไม่ขอยุ่งเกี่ยวอันใดกับเ้า ข้าไม่รู้จักเ้า เ้าไม่รู้จักข้า พวกเราทั้งคู่ล้วนเป็เพียงคนแปลกหน้า หลังพิธีงานจับคู่นี้สิ้นสุดต่างฝ่ายต่างแยกย้ายกันไปฝึกในสำนักของตนเอง มันจะไม่มีการนัดพบเจอหน้า ข้าอยากหลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่ทำให้เกิดความหวั่นไหวในจิตใจ หากไม่มีสถานการณ์ ความสัมพันธ์ย่อมไม่พัฒนา”
สิ้นคำกล่าวของเจียวอ้าว ใบหน้าของเฟยอวี่พาดผ่านด้วยรอยยิ้มขี้เล่น เขาชะโงกศีรษะเข้าชิดใกล้ เนื่องจากระยะห่างหนึ่ง่ก้าว ทำให้ใบหน้าของชายหญิงทั้งสองอยู่ห่างกันเพียงหนึ่งฝ่ามือคั้น พวกเขาประสานสายตาจับจ้องกันและกัน สิ่งที่น่าเหลือเชื่อที่สุดคงเป็สีหน้าอันราบเรียบของเจียวอ้าว แววตาของนางเยือกเย็นอย่างถึงที่สุด มันมาพร้อมกับบรรยากาศของผู้สูงศักดิ์เปี่ยมศักดิ์ศรี
นางมีอายุสิบห้าปีเป็อิสตรีที่อยู่ในวัยกำลังโต หญิงสาวทั่วไปในวัยสิบห้าปีหากถูกบุรุษจ้องมองในระยะที่ใกล้เพียงหนึ่งฝ่ามือคั้น ท่าทีของพวกนางล้วนแสดงออกถึงความเขินอายไม่น้อยก็มาก ซึ่งเจียวอ้าวไม่เป็เช่นนั้น… นี่บ่งบอกถึงสภาพจิตใจที่เข้มแข็งของนาง มุมมองของเฟยอวี่ที่มีต่อนางยกระดับสูงขึ้นอย่างมาก
ชายหนุ่มเคลื่อนศีรษะกลับ เขากล่าวต่อด้วยท่าทางหยอกล้อว่า “แม่นาง สิ่งที่ท่านพูดมานั้นมิใช่หมายความว่า ท่านมีโอกาสจะมาชมชอบข้าไม่ใช่หรืออย่างไร? นั่นนับเป็เื่ที่ดีต่อข้าเชียว…”
คำพูดของเฟยอวี่นั้นสื่อเจตนาที่ชัดเจน ใบหน้าของเจียวอ้าวยังคงนิ่งสงบดุจผิวน้ำ “เ้าจะยอมรับเงื่อนไขหรือไม่?” นางเอ่ยย้ำ หญิงสาวไม่มีอาการตอบสนองต่อคำพูดของเฟยอวี่เลยแม้แต่น้อย
“ได้ ข้ายอมรับเงื่อนไขของท่าน”
ท่ามกลางเสียงเฮฮาจากผู้คนทั่วทั้งงาน เ้าสำนักแห่งสำนักกระบี่ดารา์สูดลมหายใจลึก นางนำหนึ่งมือไขว้หลังท่วงท่าราวกับผู้าุโ ลู่หลินกวาดสายตาไปทางศิษย์ใหม่ “หากใครคนใดเลือกคู่ได้แล้ว พวกเ้าจงขึ้นมาบนแท่นประลองและกล่าวสัตย์สาบานอันเป็ธรรมเนียมปฏิบัติของเหล่าอัศวินที่ทรงเกียรติ จงพึงตระหนักไว้ในใจ คู่ที่พวกเ้าเลือกมิอาจเปลี่ยนแปลงได้จนสัตย์สาบานที่ตั้งไว้เป็อันสิ้นสุดลง”
แทบจะในทันทีที่ชายหญิงคู่หนึ่งสาวเท้าขึ้นไปบนแท่นประลองอย่างไม่ลังเล บุรุษหนุ่มรูปร่างสง่างาม ผู้ผมสีขาวและดำ…โม่กุ่ยเสิน ข้างกายของเขาคืออิสตรีผู้เลอโฉม ผู้ผมสีดำขลับ…โจวเหว่ยหู เหล่าศิษย์ภายนอกและศิษย์ภายในเปรยมองไปทางคู่ชายหญิงที่เหมาะสมกันราวกับกิ่งทองใบหยก โม่กุ่ยเสินคือว่าที่ราชันจักรพรรดิ ในภายภาคหน้า เขาคือตัวตนที่มิอาจประเมินค่าได้ โจวเหว่ยหู…หากไม่นับเจียวอ้าวเมื่อครั้นอดีต นางคือโฉมงามไร้ต้านในสำนักกระบี่ดารา์ โดยไร้ซึ่งข้อกังขา! นอกจากรูปโฉม ความสามารถของนางล้วนเป็อัจฉริยะในรอบร้อยปี ด้วยอายุเพียงสิบห้าปีกลับบรรลุระดับเชี่ยวชาญขั้นต่ำ!
“โม่กุ่ยเสิน…” เ้าสำนักกระบี่ดารา์เอ่ยนามของชายหนุ่มขึ้น ลู่หลินจำจดชื่อของศิษย์ใหม่ทั้งหมดได้ดี “เ้าจงกล่าวสัตย์สาบานต่อทวยเทพ เอ่ยนามของเ้าให้ทวยเทพได้รับรู้ ว่าตลอดการอยู่ร่วมในสำนักกระบี่คู่์ ต่อไปนี้จะเป็ดาบให้กับโจวเหว่ยหู ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับผู้เป็นายดาบ คอยปกป้องนางไม่ว่ายามสบายหรือลำบาก”
โม่กุ่ยเสินที่ได้ยินว่าให้กล่าวสัตย์สาบานต่อทวยเทพพลันขมวดคิ้วเป็ปมแน่น ชายหนุ่มกุมฝ่ามือแแ่ เล็บจิกเนื้อปานจะหลั่งเื โจวเหว่ยหูเข้าใจความรู้สึกของเขาดี “คุณชายโม่…”
ชายหนุ่มส่ายศีรษะรุนแรงเพื่อฟื้นคืนสติ …เพื่ออาณาจักรที่ข้าใฝ่ฝัน …สัตย์สาบานน่าโสโครกนี่ย่อมไม่นับเป็อะไร ความขุ่นเคืองถูกแทนที่ด้วยสีหน้าเรียบนิ่งในชั่วพริบตา ชายหนุ่มคุกเข่าต่อหน้าโจวเหว่ยหู ร่ายคำว่า “ข้าโม่กุ่ยเสิน ขอมอบสัตย์สาบานนี้แก่ทวยเทพทั้งปวงให้เป็สักขีพยานว่า ตลอดการร่วมสำนักกระบี่คู่์ โม่กุ่ยเสินผู้นี้จะเป็ดาบให้แก่โจวเหว่ยหู ร่วมทุกข์ร่วมสุขไปด้วยกัน เคียงข้างปกป้องไม่ว่ายามสบายหรือลำบาก”
โม่กุ่ยเสินคืุ์ครึ่งเทพครึ่งมาร มีสายเืของสามเผ่าพันธ์ในตัวคนเดียว แต่ทว่า ดวงใจทั้งดวงของเขากลับมอบให้ฝั่งมารจนหมดสิ้น โม่กุ่ยเสินเกลียดเผ่าเทพเข้ากระดูกดำ เกลียดปานมิอาจอยู่ร่วมโลกกันได้… การที่ต้องมาเอ่ยสัตย์สาบานแก่พวกมัน นี่ล้วนเหมือนเหยียบหัวเผ่ามารทั้งหมด!! อย่างไรก็ตาม โม่กุ่ยเสินไม่มีทางให้เลือก ความทะเยอทะยานและอุดมการณ์อันแน่วแน่ของเขาไม่มีวันแปรเปลี่ยน!!
โจวเหว่ยหูรู้สึกะเืใจราวกับถูกค้อนทุบจิตใจ นางแทบหลั่งน้ำตาให้กับภาพตรงหน้า “คุณชายโม่…” นางเข้าใจสถานะของโม่กุ่ยเสินดี นี่ยิ่งทำให้นางแทบบ่อน้ำตาแตก…
ลู่หลินพยักศีรษะรับด้วยความยินดี ในฝ่ามือของนางปรากฏแท่นประทับตรา ซึ่งเป็สมบัติวิเศษของพระมหาจักรพรรดิที่มอบไว้ให้ใช้ในพิธีงานจับคู่ แท่นประทับตรานี้จะสลักอักขระชนชั้นราชันจักรพรรดิลงไปบนร่าง “ยื่นฝ่ามือของพวกเ้าออกมา”
โม่กุ่ยเสินและโจวเหว่ยหูยื่นแขนออกไปอย่างไม่รอช้า แทบจะในทันทีที่ลู่หลินประทับตราลงบนหลังฝ่ามือของชายหญิงทั้งสอง ในชั่วเสี้ยววินาทีนั้น พวกเขารู้สึกเหมือนมีบางอย่างแล่นผ่านไปทั่วทั้งร่าง ในโลหิต ในไขกระดูก ไหลผ่านไปในทุกสัดส่วนในร่างกาย ประหนึ่งฝังรากลึกลงไป…
ลู่หลินแย้มยิ้มให้กับสถานการณ์ตรงหน้า นางผายมือไปทางบันไดลงแท่นประลอง “เชิญพวกเ้าลงจากแท่นประลองได้”
ไม่ต้องรอให้ลู่หลินได้ป่าวประกาศ คู่ต่อไปต่างขึ้นมาบนแท่นประลองในทันที ทุกคู่ล้วนกล่าวสัตย์สาบานในลักษณะเดียวกัน บางคู่มีปรากฏอาการเขินอายให้เห็น การพูดตะกุกตะกัก ความไม่มั่นใจที่แสดงออกผ่านน้ำเสียง หลายยี่สิบคู่ผ่านพ้นไปใน่เวลาอันรวดเร็ว ความสนใจจากทางศิษย์พี่นั้นได้หมดไปั้แ่จบลงที่คู่ของไป๋เติ่งแล้ว ทางศิษย์ภายนอกและศิษย์ภายในต่างหันมาคุยกันกับคู่และในโต๊ะตัวเองเกี่ยวกับประสบการณ์ที่ผ่านมา
มันมีเพียงสามคู่เท่านั้นที่ทำให้ทั่วทั้งตำหนักหลักให้ความสนอกสนใจ โม่กุ่ยเสิน เหลียงเซินและไป๋เติ่ง แต่ทว่า เมื่อเสียงของเ้าสำนักกระบี่ดารา์ที่ดังขึ้นในคู่สุดท้าย ผู้คนทั่วทั้งตำหนักหลักล้วนหันขวับมองมาทางแท่นประลองอย่างพร้อมเพรียง
“เฟยอวี่…”