บทที่ 6 สาวงามั์ตาสีเพลิง
หลิวชิงเห็นสหายสนิทตกอยู่ในห้วงแห่งความโศกเศร้า จึงค่อยๆ เอื้อมมือไปโอบไหล่ของนางไว้เพียงแ่เบาเพื่อเป็การปลอบประโลม "เ้าอย่าได้คิดฟุ้งซ่านไปไกลนักเลย... อย่างพี่ใหญ่น่ะหรือ จะยอมปล่อยให้เ้าต้องจมอยู่กับความรู้สึกอ้างว้างเช่นนี้ได้ลงคอ"
ทว่าจงหลิงกลับมิได้เอื้อนเอ่ยสิ่งใดตอบกลับมา นางเอาแต่สะอึกสะอื้นพรั่งพรูความอัดอั้นตันใจออกมาอย่างสุดกลั้น ในขณะที่หลิวชิงเองก็เริ่มอับจนหนทาง ด้วยตัวเขานั้นมิได้เชี่ยวชาญในเื่ความรู้สึกละเอียดอ่อนเช่นนี้ การต้องมานั่งปลอบโยนใครสักคนในยามที่ใจสลาย จึงกลายเป็เื่ยากลำบากยิ่งสำหรับเขา
"คืนนี้... หากเ้ามิอยากข่มตาหลับเพียงลำพัง จะอยู่เป็เพื่อนข้าที่นี่ก็ได้นะ" หลิวชิงเอ่ยตัดบทด้วยน้ำเสียงราบเรียบทว่าแฝงความรู้สึก "เ้าก็รู้ดี... ว่าข้าปลอบโยนผู้ใดมิเก่ง" สิ้นคำกล่าว เขาก็ละมือออกจากไหล่ของจงหลิง ก่อนจะเอนกายลงนอนราบไปกับผืนหญ้า หลับตาพริ้มปล่อยใจไปกับลมดั่งเช่นเคย
จงหลิงที่เริ่มใจเย็นลงค่อยๆ หันมองหลิวชิงที่นอนหลับตาพริ้มอยู่อย่างสงบ ในใจของนางคิดว่าการอยู่เป็เพื่อนเขาสักคืนคงเป็เื่ดี เพราะที่ผ่านมาเขาต้องแบกภาระและอยู่อย่างโดดเดี่ยวมาตลอด นี่คงพอจะช่วยชดเชยความอ้างว้างให้เขาได้บ้างไม่มากก็น้อย
นางสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อปรับความรู้สึกให้คงที่ ก่อนจะคลี่ยิ้มออกมาบางๆ “เห็นแก่ที่เ้าอุตส่าห์ชวน... คืนนี้ข้าจะอยู่เป็เพื่อนเ้าที่นี่ก็แล้วกัน”
หลิวชิงค่อยๆ ลืมตาขึ้นพลางทอดสายตามองใบหน้าอันงดงามของหญิงสาวตรงหน้า เมื่อเห็นว่าร่องรอยของหยาดน้ำตาจางหายไปแล้ว เขาจึงเอ่ยถามสั้นๆ "ดีขึ้นแล้วหรือ?"
"อืม..." จงหลิงตอบรับในลำคอพลางปรับเปลี่ยนท่าทีให้ผ่อนคลายขึ้น "ข้าขอนอนข้างๆ เ้าด้วยคนได้หรือไม่?" นางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบสบายๆ ราวกับเป็การเอ่ยปากถามสหายสนิทโดยมิได้คิดเกินเลยไปกว่านั้น
หลิวชิงหลับตาลงช้าๆ พลางพยักหน้าตอบรับโดยมิได้เอื้อนเอ่ยสิ่งใดออกมา ในยามนี้ความหนักอึ้งในใจของเขาเริ่มมลายหายไปจนหมดสิ้น ทั้งเื่ที่เหล่าสหายเริ่มทยอยกลับมา และข่าวดีที่ว่าเย่กู่อี้กับเมิงฉินฟื้นคืนสติแล้ว
ยิ่งในยามที่มีสหายโฉมงามอย่างจงหลิงมาเอนกายอยู่เคียงข้างเช่นนี้ ยิ่งทำให้เขารู้สึกสงบใจอย่างบอกไม่ถูก แม้ลึกๆ จะรู้ดีว่านางคือคนรักของพี่ใหญ่เฟยหลงก็ตาม
"หากเ้ายังนอนไม่หลับ... ข้าขอย้อนถามเื่หนึ่งได้หรือไม่?" จงหลิงเอ่ยขึ้นท่ามกลางความเงียบ "เมื่อครู่นี้เ้าบอกว่าข้าคือหญิงงาม แต่ก็มีพี่ใหญ่คอยเคียงข้างอยู่แล้ว... ที่เ้าพูดเช่นนั้น เพราะเ้าความรู้สึกเสียดายอย่างนั้นหรือ?"
หลิวชิงชะงักไปครู่หนึ่ง เขาคาดไม่ถึงเลยว่านางจะกล้าหยิบยกเื่นี้ขึ้นมาถามตรงๆ ในใจของเขานั้น จงหลิงคือสตรีที่งดงามเหนือผู้ใด ทั้งกิริยาและจิตใจที่เปี่ยมไปด้วยความเมตตาหาใครเปรียบมิได้ คำถามของนางจึงทำเอาความเงียบสงบในใจของเขาเริ่มสั่นคลอนขึ้นมาเสียดื้อๆ
หากจะถามว่าหลิวชิงรู้สึกเสียดายหรือไม่ คำตอบในใจของเขานั้นชัดเจนว่าเสียดายเหลือเกิน เพราะนิสัยส่วนตัวของเขานั้นชื่นชมในความงดงามมาแต่ไหนแต่ไร ั้แ่ครั้งแรกที่ได้พบหน้าจงหลิง เขาก็ตกหลุมรักในเสน่ห์ของนางเข้าอย่างจัง
ทว่าเมื่อกาลเวลาผันผ่าน กลายเป็พี่ใหญ่เฟยหลงที่สามารถคว้าหัวใจของนางไปครองได้สำเร็จ ความเสียดายลึกๆ จึงยังคงตกค้างอยู่ในใจของเขาเสมอมา
“เหตุใดเ้าถึงถามเื่แบบนี้ออกมาเล่า...” หลิวชิงเอ่ยถามกลับด้วยน้ำเสียงที่พยายามข่มความปั่นป่วนในใจเอาไว้
จงหลิงแหงนหน้ามองหมู่ดาวที่พร่างพรายระยับเต็มท้องฟ้า ก่อนจะค่อยๆ หันกลับมาสบตาหลิวชิงในระยะใกล้ และนี่คงเป็ครั้งแรกที่หลิวชิงได้มีโอกาสจ้องมองลึกเข้าไปในั์ตาสีเพลิงคู่สวยของนางอย่างเต็มตาชัดเจนเป็คราแรก
“อันที่จริง... ข้ารับรู้มานานแล้วว่าเ้ามีใจให้ข้า ทว่ามิคาดคิดเลยว่าจนถึงปานนี้ ความรู้สึกนั้นของเ้าจะยังคงไม่เปลี่ยนแปลง แถมเ้ายังเอ่ยชมว่าข้าเป็สาวงาม ทั้งที่ตลอดมาเ้าแทบมิเคยหลุดปากชมข้าเลยสักครา”
จงหลิงเอ่ยพลางสบตาเขาอย่างจริงใจ “ข้าเพียงแค่อยากระบายความในใจออกมาเท่านั้น เ้าอย่าได้กังวลไปเลย... แล้วเ้าเล่า มีสิ่งใดอยากจะบอกกับข้าบ้างหรือไม่? ในยามที่เราอยู่กันเพียงลำพังเช่นนี้ และพี่ใหญ่ก็ยังมิฟื้นคืนสติ... ข้ารับปากว่าจะเก็บเื่นี้ไว้เป็ความลับระหว่างเราเพียงสองคน”