ตอนที่ 20 รางวัลนำจับ (5)
เซี่ยงอวี่หยิบมาถือดูในมือ นึกประทับใจกับความเอาใจใส่ของฉูฉู่
ช่วงที่ผ่านมาเขานอนติดเตียง ทั้งสำรอกและอาเจียน เสื้อผ้าตัวเดิมนั้นไม่อาจสวมได้นานแล้ว ต้องขอบคุณฉูฉู่ที่มักตัดเย็บเสื้อผ้าชุดใหม่ให้ตนอยู่เสมอ วันนี้จึงพอมีหน้าตาพบกับเสวี่ยสวินได้
เซี่ยงอวี่ตอบด้วยรอยยิ้มทันที “ฉูฉู่ทำย่อมต้องดีอยู่แล้ว! เพียงแต่เจ้าเองก็อย่าทำให้ตัวเองเหน็ดเหนื่อยจนเสียสุขภาพเอาได้!”
ครั้นได้รับคำชมจากเซี่ยงอวี่ ใบหน้างดงามพริ้มเพราของฉูฉู่พลันยิ้มกว้าง “พี่จี๋ชอบก็ดีแล้วเจ้าค่ะ ฉูฉู่ไม่เหนื่อย!”
เซี่ยงอวี่เห็นฉูฉู่ตอบเช่นนี้ก็กำลังจะพูดขอบคุณ จู่ๆ กลับได้ยินเสวี่ยสวินที่อยู่ด้านข้างเอ่ยขึ้น “พี่ใหญ่เซี่ยง หมอหลวงทางนั้นยังมีธุระให้ข้าต้องไปจัดการ ไว้วันหน้าสวินเอ๋อร์จะมาเยี่ยมท่านใหม่...”
นางพูดจบ นัยน์ตาสุกใสก็พลันปรากฏหมอกน้ำขึ้นบางๆ ไม่รอให้เซี่ยงอวี่ตอบกลับก็หันหลังเดินจากไปทันที
จางเทียนหยางเห็นสีหน้าแววตานางแลดูไม่ถูกต้องก็รีบกล่าวลาเซี่ยงอวี่แล้วเร่งฝีเท้าตามเสวี่ยสวินออกไป
ใครเลยจะรู้ พออีกฝ่ายเห็นเขาไล่ตามมา กลับหันหน้าหนีแล้ววิ่งเร็วขึ้นกว่าเดิม!
จางเทียนหยางเองก็อ่อนใจไม่รู้จะทำอย่างไรไปชั่วขณะ ได้แต่จำต้องซ่อนตัว และติดตามไปเงียบๆ ตลอดทาง คอยคุ้มกันความปลอดภัยให้นาง
ทว่าจางเทียนหยางที่ตามอยู่ด้านหลังไหนเลยจะมองเห็นเสวี่ยสวินที่ลอบหลั่งน้ำตาอยู่ในเวลานี้!
นางรู้ดีว่าตัวเองไม่ควรใจแคบแบบนี้ แต่พอเห็นอวี๋ฉูฉู่ปฏิบัติกับพี่ใหญ่เซี่ยงเช่นนั้น ก็เข้าใจความรู้สึกที่นางมีให้เซี่ยงอวี่ได้ทันที
นอกจากนี้เซี่ยงอวี่ยังดูจะสนิทกับอวี๋ฉูฉู่มากกว่าตนอยู่ไม่น้อย นางพลันควบคุมอารมณ์ไม่ได้ชั่วขณะ ได้แต่ลนลานวิ่งหนีมา!
วันนั้นแม้กระทั่งเสวี่ยสวินเองก็จำไม่ได้แล้วว่าตัวเองวิ่งไปไกลแค่ไหน วิ่งไปนานเพียงใด รู้เพียงในตอนที่นางวิ่งต่อไม่ไหว ย่อตัวลงนั่งร้องไห้กับพื้นจนหมดสิ้นเรี่ยวแรง จางเทียนหยางก็ปรากฏตัวขึ้น แบกนางขึ้นหลังพากลับไป
ครั้นซบตัวบนแผ่นหลังกว้างของจางเทียนหยาง ในใจเสวี่ยสวินก็นึกทอดอาลัย เหตุใดสวรรค์ต้องกลั่นแกล้งคนเช่นนี้! ญาติผู้พี่ดีกับตนถึงเพียงนี้ แต่หัวใจนางกลับรับไว้ไม่ได้
เช่นนั้นพี่ใหญ่เซี่ยงเล่า ในหัวใจของเขารับนางไว้ได้หรือไม่…
…
ยามราตรี ทั่วทั้งวังจ้าวตกอยู่ท่ามกลางความมืดมิด มีเพียงในอุทยานดอกไม้ยังจุดโคมไฟสว่างไสวอยู่ที่เดียว
เห็นเพียงโคมประทีปดวงเล็กดวงน้อยส่องแสงสว่างบนทะเลสาบ ล่องลอยไปตามกระแสน้ำ ดึงดูดสายตาผู้คนในวังให้พากันชำเลืองมอง
เมื่อทอดสายตาเพ่งมองไป กลับคิดไม่ถึงว่าผู้ที่กำลังลอยโคมประทีปอยู่นั้นคือองค์หญิงสายตรงเพียงหนึ่งเดียวของแคว้นจ้าว องค์หญิงสามจ้าวเมี่ยวหลาน!
เมี่ยวหลานสั่งผู้ติดตามให้ถอยออกไป นางย่อตัวนั่งลงริมทะเลสาบเพียงลำพัง พูดพึมพำบางอย่างแผ่วเบา พร้อมกันนั้นก็จุดโคมประทีปทีละดวงด้วยจิตอธิษฐาน ก่อนปล่อยลงสู่ทะเลสาบ
ความจริงแล้ววันนั้นหลังจากจ้าวเมี่ยวหลานได้ข่าวว่าจางเอ่อร์หายสาบสูญไป ก็พยายามสืบหาร่องรอยเบาะแสของเขาอยู่ตลอด
เมื่อไม่กี่วันมานี้ทราบข่าวว่าคณะทูตที่เดินทางไปแคว้นฉินกำลังจะกลับเมืองซิ่นตู ก็อดคิดไม่ได้ว่าเขาอาจประสบเหตุอันตรายระหว่างกลับจากแคว้นฉินมายังแคว้นจ้าว นางจึงทำโคมประทีปด้วยตนเอง อธิษฐานให้เขาเดินทางกลับวังโดยสวัสดิภาพ ปลอดภัยไร้อันตราย
เมื่อทอดตามองดูโคมประทีปเหล่านั้น เมี่ยวหลานพลันถอนหายใจหนึ่งเสียง ในใจโศกเศร้าเจ็บปวด
แม้จะสูงศักดิ์เป็นถึงองค์หญิงสายตรงแห่งแคว้นจ้าว แต่กลับจนปัญญาไม่อาจปกป้องคุณชายจางเอ่อร์ให้ปลอดภัยได้ ไม่รู้เหมือนกันว่าเขาจะกลับมาถึงวังจ้าวเมื่อใด
นัยน์ตาคู่งามของเมี่ยวหลานช้อนขึ้น ดวงหน้างามหมดจดใต้แสงโคมประทีปส่องสะท้อนดูละมุนละไมเป็นพิเศษ ขณะเหม่อมองท้องฟ้ายามค่ำคืนคะนึงหา จู่ๆ ข้างหูก็ได้ยินเสียงพูดคุยกลั้วหัวเราะดังแว่วมา
ครั้นมองไปตามเสียง เห็นเพียงจ้าวเสวี่ยสวินกับจางเทียนหยางกำลังเดินเข้ามาจากนอกวัง สองคนไม่รู้กำลังพูดคุยหัวเราะอะไรกัน ท่าทางนั้นช่างดูร่าเริงมีความสุข!
ความจริงหลายวันก่อนจางเทียนหยางเห็นเซี่ยงอวี่หายดีแล้ว จึงจัดการเรื่องเดินทางกลับเมืองซิ่นตู เวลานี้กลับมาถึงวังก็ล่วงสู่ราตรีแล้ว จึงตั้งใจว่าค่อยเข้าเฝ้ารายงานจ้าวอ๋องในวันพรุ่งนี้
สิ่งที่ทำให้ผู้คนแปลกใจก็คือ เดิมทีเซี่ยงอวี่ตั้งใจจะกลับกองทหารองครักษ์วังหลวง คิดไม่ถึงว่าอวี๋ฉูฉู่จะติดตามมาด้วย จึงจัดการให้พักที่โรงเตี๊ยมเหอเฟิงในเมืองซิ่นตูก่อนชั่วคราว
ครั้นเห็นคนที่ตนคะนึงหาสุดหัวใจ เมี่ยวหลานพลันผุดลุกขึ้นจากริมทะเลสาบ เร่งฝีเท้าวิ่งมาหยุดอยู่เบื้องหน้าจางเทียนหยาง ยามเคลื่อนไหวชายกระโปรงก็ปัดโคมประทีปล้มคว่ำเต็มพื้น
สองคนกำลังพูดคุยหัวเราะกัน แน่นอนว่าย่อมถูกจ้าวเมี่ยวหลานที่จู่ๆ ก็วิ่งเข้ามาหากะทันหันทำเอาตกใจ เห็นเพียงสีหน้าแววตาเมี่ยวหลานเต็มไปด้วยความยินดี สายตาจับจ้องพิศดูจางเทียนหยางอย่างละเอียดอยู่นานครึ่งค่อนวัน