ลมกลางคืนยังคงพัดผ่านเชิงเขา
ิญญานับไม่ถ้วนยังคุกเข่าอยู่เบื้องหน้า
ไม่มีเสียงร้อง
ไม่มีการเคลื่อนไหว
ราวกับกำลังรอคอยบางสิ่ง
สมาชิกหอเฝ้าราตรีทุกคนต่างหน้าซีด
ภาพตรงหน้าทำลายความเข้าใจที่พวกเขามีต่อโลกไปจนหมด
แม้แต่ชายถือดาบยังไม่กล้าพูดอะไร
ส่วนเฉินเยี่ยนชิว
ยังคงยืนมองูเาอย่างเงียบงัน
ดวงตาลึกล้ำกว่าทุกครั้ง
ผ่านไปครู่หนึ่ง
เขาจึงกล่าวขึ้น
“ถอนกำลัง”
ทุกคนชะงัก
ชายถือดาบถามทันที
“ท่านผู้ตรวจการ ไม่ตรวจสอบต่อหรือ”
เฉินเยี่ยนชิวส่ายหน้า
“นี่ไม่ใช่สิ่งที่พวกเราจะจัดการได้แล้ว”
น้ำเสียงของเขาสงบนิ่ง
แต่ทำให้ทุกคนรู้สึกหนาวเย็น
เพราะเป็ครั้งแรก
ที่ผู้ตรวจการลำดับที่เจ็ดยอมรับว่า
สถานการณ์เกินขอบเขตของตน
...
เมื่อกลับถึงหมู่บ้าน
เฉินเยี่ยนชิวปิดห้องพักทันที
จากนั้นหยิบยันต์สีดำออกมาแผ่นหนึ่ง
ยันต์แผ่นนั้นแตกต่างจากยันต์ทั่วไป
อักขระบนผิวกระดาษเปล่งแสงสีเงินจาง ๆ
เขากัดปลายนิ้ว
หยดโลหิตลงไป
ทันใดนั้น
อักขระทั้งหมดก็สว่างขึ้น
แสงพุ่งทะยานสู่ท้องฟ้ายามค่ำคืน
ก่อนหายไปในความมืด
นั่นคือ
สารลับระดับสูงสุดของหอเฝ้าราตรี
ชายถือดาบที่ยืนเฝ้าอยู่ด้านนอกถึงกับตกตะลึง
เพราะตลอดชีวิต
เขาไม่เคยเห็นผู้ใดใช้ยันต์ระดับนี้
เฉินเยี่ยนชิวมองท้องฟ้าอยู่ครู่หนึ่ง
ก่อนกล่าวเบา ๆ
“หวังว่าพวกเขาจะมาทันเวลา”
...
เช้าวันถัดมา
หลินเซวียนถูกเรียกมาพบ
ภายในลานวัดเล็ก ๆ
เฉินเยี่ยนชิวยืนอยู่ใต้ต้นสนเก่า
เมื่อเห็นเด็กหนุ่มเดินเข้ามา
เขาจึงเอ่ยขึ้น
“เ้ารู้หรือไม่ว่าเหตุใดจึงมีผนึกอยู่ใตู้เา”
หลินเซวียนส่ายหน้า
เฉินเยี่ยนชิวเงียบไปครู่หนึ่ง
ก่อนกล่าว
“ในอดีต”
“เคยมีกลุ่มคนกลุ่มหนึ่ง”
“พวกเขาถูกเรียกว่า... ผู้เฝ้าผนึก”
หลินเซวียนตั้งใจฟัง
“หน้าที่ของพวกเขาคือเฝ้าสิ่งต้องห้าม”
“คอยดูแลผนึกจากรุ่นสู่รุ่น”
“ไม่ให้สิ่งที่อยู่ภายในหลุดออกมา”
หลินเซวียนถาม
“แล้วพวกเขาอยู่ที่ใดในตอนนี้”
เฉินเยี่ยนชิวส่ายหน้า
“ไม่มีใครรู้”
“พวกเขาหายไปจากประวัติศาสตร์นานแล้ว”
คำตอบนั้น
ทำให้หลินเซวียนยิ่งสงสัยมากกว่าเดิม
ผู้เฝ้าผนึกหายไปไหน
และเหตุใดผนึกจึงยังคงอยู่
...
หลังจากนั้น
เฉินเยี่ยนชิวโยนม้วนคัมภีร์เล่มหนึ่งให้
“เริ่มจากสิ่งนี้”
หลินเซวียนรับมาอย่างระมัดระวัง
บนปกคัมภีร์เขียนเอาไว้ว่า
“วิชาสังเกตมรรคา”
“วิชานี้ไม่ได้ใช้ต่อสู้”
เฉินเยี่ยนชิวกล่าว
“แต่เป็รากฐานของผู้ฝึกตนจำนวนมาก”
“มันจะสอนให้เ้ามองเห็น”
“ปราณ”
“กรรม”
“และิญญา”
หลินเซวียนเปิดคัมภีร์อย่างช้า ๆ
ด้านในเต็มไปด้วยอักขระโบราณ
แม้ยังอ่านไม่เข้าใจทั้งหมด
แต่กลับรู้สึกว่ามีบางอย่างสอดคล้องกับดวงตาของตน
เป็ครั้งแรก
ที่เขาเริ่มฝึกฝนอย่างเป็ระบบ
ไม่ใช่เพียงอาศัยสัญชาตญาณอีกต่อไป
...
่บ่าย
เฉินเยี่ยนชิวนำคนกลับไปยังพื้นที่ใกล้เชิงเขาอีกครั้ง
คราวนี้
ไม่ใช่เพื่อตรวจสอบขบวนิญญา
แต่เพื่อค้นหาร่องรอยเพิ่มเติม
ไม่นาน
สมาชิกคนหนึ่งก็ร้องขึ้น
“พบอะไรบางอย่าง!”
ทุกคนรีบเข้าไปดู
ใต้ชั้นดินเก่าแก่
มีแท่นหินโบราณปรากฏขึ้น
ราวกับถูกฝังมานานนับพันปี
ผิวหินแตกร้าว
เต็มไปด้วยร่องรอยกาลเวลา
ตรงกลางแท่น
มีข้อความสลักเอาไว้
“ผู้เฝ้าผนึกคนสุดท้าย”
ทุกคนต่างชะงัก
แต่สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่า
คือด้านล่างข้อความนั้น
กลับมีรอยขูดลึกจำนวนมาก
ราวกับมีใครบางคน
ตั้งใจลบชื่อออกไป
ไม่มีใครอ่านออก
ไม่มีใครรู้ว่า
ชื่อของผู้เฝ้าผนึกคนสุดท้ายคือใคร
เฉินเยี่ยนชิวขมวดคิ้วทันที
...
ในขณะที่ทุกคนกำลังตรวจสอบแท่นหิน
หลินเซวียนกลับรู้สึกถึงแรงดึงดูดบางอย่าง
ราวกับมีเสียงกระซิบดังขึ้นอีกครั้ง
เขาก้าวเข้าไปช้า ๆ
ก่อนยื่นมือแตะลงบนรอยอักขระ
ทันทีที่ปลายนิ้วััหิน
โลกทั้งใบพลันสั่นไหว
ภาพหนึ่งปรากฏขึ้นในจิตสำนึก
เขาเห็นบุรุษผู้หนึ่ง
ยืนอยู่เบื้องหน้าประตูั์สีดำ
ในมือของบุรุษผู้นั้น
ถือโคมโบราณดวงหนึ่ง
ด้านหลังของเขา
คือทะเลศพอันไร้จุดสิ้นสุด
โลหิตย้อมผืนดินเป็สีแดง
ท้องฟ้าแตกร้าว
โซ่ั์พาดผ่านผืนฟ้า
ราวกับกำลังผนึกบางสิ่งเอาไว้
บุรุษถือโคมหันกลับมาเล็กน้อย
คล้ายกำลังมองมายังหลินเซวียน
แต่ก่อนที่เขาจะเห็นใบหน้าชัดเจน
ภาพทั้งหมดก็แตกสลาย
หลินเซวียนสะดุ้งถอยหลัง
ลมหายใจหอบหนัก
เหงื่อเย็นไหลเต็มแผ่นหลัง
ทุกคนหันมามองเขาทันที
แต่ไม่มีใครรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น
เฉินเยี่ยนชิวเพียงมองเด็กหนุ่มเงียบ ๆ
สายตาลึกล้ำกว่าที่เคย
...
ยามเย็น
ดวงอาทิตย์ค่อย ๆ ลับขอบฟ้า
เงาของูเาทอดยาวปกคลุมผืนดิน
สายลมหนาวพัดผ่านแท่นหินโบราณ
เฉินเยี่ยนชิวยืนมองข้อความบนแท่นอยู่เป็เวลานาน
ก่อนกล่าวเบา ๆ
ราวกับพูดกับตนเอง
“บางที...”
“ผู้เฝ้าผนึกอาจไม่เคยหายไป”