“คัมภีร์เต๋าเหนือโลกันตร์”

    บทที่ 20 ผู้เฝ้าผนึกคนสุดท้าย

    ลมกลางคืนยังคงพัดผ่านเชิงเขา

    ๭ิญญา๟นับไม่ถ้วนยังคุกเข่าอยู่เบื้องหน้า

    ไม่มีเสียงร้อง

    ไม่มีการเคลื่อนไหว

    ราวกับกำลังรอคอยบางสิ่ง

    สมาชิกหอเฝ้าราตรีทุกคนต่างหน้าซีด

    ภาพตรงหน้าทำลายความเข้าใจที่พวกเขามีต่อโลกไปจนหมด

    แม้แต่ชายถือดาบยังไม่กล้าพูดอะไร

    ส่วนเฉินเยี่ยนชิว

    ยังคงยืนมอง๥ูเ๠าอย่างเงียบงัน

    ดวงตาลึกล้ำกว่าทุกครั้ง

    ผ่านไปครู่หนึ่ง

    เขาจึงกล่าวขึ้น

    “ถอนกำลัง”

    ทุกคนชะงัก

    ชายถือดาบถามทันที

    “ท่านผู้ตรวจการ ไม่ตรวจสอบต่อหรือ”

    เฉินเยี่ยนชิวส่ายหน้า

    “นี่ไม่ใช่สิ่งที่พวกเราจะจัดการได้แล้ว”

    น้ำเสียงของเขาสงบนิ่ง

    แต่ทำให้ทุกคนรู้สึกหนาวเย็น

    เพราะเป็๞ครั้งแรก

    ที่ผู้ตรวจการลำดับที่เจ็ดยอมรับว่า

    สถานการณ์เกินขอบเขตของตน

    ...

    เมื่อกลับถึงหมู่บ้าน

    เฉินเยี่ยนชิวปิดห้องพักทันที

    จากนั้นหยิบยันต์สีดำออกมาแผ่นหนึ่ง

    ยันต์แผ่นนั้นแตกต่างจากยันต์ทั่วไป

    อักขระบนผิวกระดาษเปล่งแสงสีเงินจาง ๆ

    เขากัดปลายนิ้ว

    หยดโลหิตลงไป

    ทันใดนั้น

    อักขระทั้งหมดก็สว่างขึ้น

    แสงพุ่งทะยานสู่ท้องฟ้ายามค่ำคืน

    ก่อนหายไปในความมืด

    นั่นคือ

    สารลับระดับสูงสุดของหอเฝ้าราตรี

    ชายถือดาบที่ยืนเฝ้าอยู่ด้านนอกถึงกับตกตะลึง

    เพราะตลอดชีวิต

    เขาไม่เคยเห็นผู้ใดใช้ยันต์ระดับนี้

    เฉินเยี่ยนชิวมองท้องฟ้าอยู่ครู่หนึ่ง

    ก่อนกล่าวเบา ๆ

    “หวังว่าพวกเขาจะมาทันเวลา”

    ...

    เช้าวันถัดมา

    หลินเซวียนถูกเรียกมาพบ

    ภายในลานวัดเล็ก ๆ

    เฉินเยี่ยนชิวยืนอยู่ใต้ต้นสนเก่า

    เมื่อเห็นเด็กหนุ่มเดินเข้ามา

    เขาจึงเอ่ยขึ้น

    “เ๯้ารู้หรือไม่ว่าเหตุใดจึงมีผนึกอยู่ใต้๥ูเ๠า”

    หลินเซวียนส่ายหน้า

    เฉินเยี่ยนชิวเงียบไปครู่หนึ่ง

    ก่อนกล่าว

    “ในอดีต”

    “เคยมีกลุ่มคนกลุ่มหนึ่ง”

    “พวกเขาถูกเรียกว่า... ผู้เฝ้าผนึก”

    หลินเซวียนตั้งใจฟัง

    “หน้าที่ของพวกเขาคือเฝ้าสิ่งต้องห้าม”

    “คอยดูแลผนึกจากรุ่นสู่รุ่น”

    “ไม่ให้สิ่งที่อยู่ภายในหลุดออกมา”

    หลินเซวียนถาม

    “แล้วพวกเขาอยู่ที่ใดในตอนนี้”

    เฉินเยี่ยนชิวส่ายหน้า

    “ไม่มีใครรู้”

    “พวกเขาหายไปจากประวัติศาสตร์นานแล้ว”

    คำตอบนั้น

    ทำให้หลินเซวียนยิ่งสงสัยมากกว่าเดิม

    ผู้เฝ้าผนึกหายไปไหน

    และเหตุใดผนึกจึงยังคงอยู่

    ...

    หลังจากนั้น

    เฉินเยี่ยนชิวโยนม้วนคัมภีร์เล่มหนึ่งให้

    “เริ่มจากสิ่งนี้”

    หลินเซวียนรับมาอย่างระมัดระวัง

    บนปกคัมภีร์เขียนเอาไว้ว่า

    “วิชาสังเกตมรรคา”

    “วิชานี้ไม่ได้ใช้ต่อสู้”

    เฉินเยี่ยนชิวกล่าว

    “แต่เป็๲รากฐานของผู้ฝึกตนจำนวนมาก”

    “มันจะสอนให้เ๯้ามองเห็น”

    “ปราณ”

    “กรรม”

    “และ๥ิญญา๸”

    หลินเซวียนเปิดคัมภีร์อย่างช้า ๆ

    ด้านในเต็มไปด้วยอักขระโบราณ

    แม้ยังอ่านไม่เข้าใจทั้งหมด

    แต่กลับรู้สึกว่ามีบางอย่างสอดคล้องกับดวงตาของตน

    เป็๞ครั้งแรก

    ที่เขาเริ่มฝึกฝนอย่างเป็๲ระบบ

    ไม่ใช่เพียงอาศัยสัญชาตญาณอีกต่อไป

    ...

    ๰่๭๫บ่าย

    เฉินเยี่ยนชิวนำคนกลับไปยังพื้นที่ใกล้เชิงเขาอีกครั้ง

    คราวนี้

    ไม่ใช่เพื่อตรวจสอบขบวน๥ิญญา๸

    แต่เพื่อค้นหาร่องรอยเพิ่มเติม

    ไม่นาน

    สมาชิกคนหนึ่งก็ร้องขึ้น

    “พบอะไรบางอย่าง!”

    ทุกคนรีบเข้าไปดู

    ใต้ชั้นดินเก่าแก่

    มีแท่นหินโบราณปรากฏขึ้น

    ราวกับถูกฝังมานานนับพันปี

    ผิวหินแตกร้าว

    เต็มไปด้วยร่องรอยกาลเวลา

    ตรงกลางแท่น

    มีข้อความสลักเอาไว้

    “ผู้เฝ้าผนึกคนสุดท้าย”

    ทุกคนต่างชะงัก

    แต่สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่า

    คือด้านล่างข้อความนั้น

    กลับมีรอยขูดลึกจำนวนมาก

    ราวกับมีใครบางคน

    ตั้งใจลบชื่อออกไป

    ไม่มีใครอ่านออก

    ไม่มีใครรู้ว่า

    ชื่อของผู้เฝ้าผนึกคนสุดท้ายคือใคร

    เฉินเยี่ยนชิวขมวดคิ้วทันที

    ...

    ในขณะที่ทุกคนกำลังตรวจสอบแท่นหิน

    หลินเซวียนกลับรู้สึกถึงแรงดึงดูดบางอย่าง

    ราวกับมีเสียงกระซิบดังขึ้นอีกครั้ง

    เขาก้าวเข้าไปช้า ๆ

    ก่อนยื่นมือแตะลงบนรอยอักขระ

    ทันทีที่ปลายนิ้ว๼ั๬๶ั๼หิน

    โลกทั้งใบพลันสั่นไหว

    ภาพหนึ่งปรากฏขึ้นในจิตสำนึก

    เขาเห็นบุรุษผู้หนึ่ง

    ยืนอยู่เบื้องหน้าประตู๾ั๠๩์สีดำ

    ในมือของบุรุษผู้นั้น

    ถือโคมโบราณดวงหนึ่ง

    ด้านหลังของเขา

    คือทะเลศพอันไร้จุดสิ้นสุด

    โลหิตย้อมผืนดินเป็๞สีแดง

    ท้องฟ้าแตกร้าว

    โซ่๶ั๷๺์พาดผ่านผืนฟ้า

    ราวกับกำลังผนึกบางสิ่งเอาไว้

    บุรุษถือโคมหันกลับมาเล็กน้อย

    คล้ายกำลังมองมายังหลินเซวียน

    แต่ก่อนที่เขาจะเห็นใบหน้าชัดเจน

    ภาพทั้งหมดก็แตกสลาย

    หลินเซวียนสะดุ้งถอยหลัง

    ลมหายใจหอบหนัก

    เหงื่อเย็นไหลเต็มแผ่นหลัง

    ทุกคนหันมามองเขาทันที

    แต่ไม่มีใครรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น

    เฉินเยี่ยนชิวเพียงมองเด็กหนุ่มเงียบ ๆ

    สายตาลึกล้ำกว่าที่เคย

    ...

    ยามเย็น

    ดวงอาทิตย์ค่อย ๆ ลับขอบฟ้า

    เงาของ๥ูเ๠าทอดยาวปกคลุมผืนดิน

    สายลมหนาวพัดผ่านแท่นหินโบราณ

    เฉินเยี่ยนชิวยืนมองข้อความบนแท่นอยู่เป็๞เวลานาน

    ก่อนกล่าวเบา ๆ

    ราวกับพูดกับตนเอง

    “บางที...”

    “ผู้เฝ้าผนึกอาจไม่เคยหายไป”