ประกาศิตที่ ๒ : ชายผู้หนึ่งกลางสระบัว
“รอนี่ก่อน เดี๋ยวเราเอาขนมมาให้”สิ้นคำจากโจรลักพาตัว นางเบ้ใส่บุรุษผมทองด้วยความหงุดหงิด ก่อนมุบมิบปากด้วยความโมโหข้าอยากกินข้าวไม่ได้อยากกินขนม จะเอ่ยท้วงก็ไม่ทันการณ์เพราะเ้าตัวเดินลิ่วไปอีกฝั่งของศาลาทันทีนางพ่นลมหายใจออกอย่างหงุดหงิด
หิว!
หิว!
หิว!
พลันสะดุดกับสัตตบงกชสีขาวนวลที่บานสะพรั่งอยู่กลางสระหยกดียิ่ง! ในเมื่อมาช้านักนางก็จะกินดอกบัวให้หมดสระ! ร่างเล็กเดินวนรอบศาลาเพื่อมองหาทางไปเบื้องล่างไม่นานนักก็หาเรือพายพบ ที่แท้มันแอบซ่อนอยู่ใต้ศาลา เด็กสาวปีนออกจากศาลาแล้วค่อยๆหย่อนกายลงบนเรืออย่างระมัดระวัง
กึกกึก
“ว้ากกก”แหกปากร้องด้วยความใ เรือพายขนาดกลางโคลงเคลงตามน้ำหนักจนกระทั่งมันหยุดนางถึงผ่อนหายใจด้วยความโล่งอก
เพียงแค่อยากกินดอกบัวจำเป็ต้องเสี่ยงชีวิตขนาดนี้เลยหรือไม่? ช่างเถิดลงเรือมาขนาดนี้แล้วไม่พายต่อก็เสียเวลาหมด นางคิดเล่นแล้วส่ายหัวอย่างจนใจก่อนหยิบไม้พายที่อยู่ในเรือแล้วพายออกไปหาดอกที่หมายตาสัตตบงกชมากมายงดงามบานสะพรั่งเหมือนกันแต่ไม่เหมือนกับสัตตบงกชดอกนั้น
สัตตบงกชสีขาวบริสุทธิ์ที่มีขนาดใหญ่กว่าปกติบานสะพรั่ง ผีเสื้อมากมายบินสยายปีกตามสายลม กลิ่นหอมอ่อนๆของมันฟุ้งกำจายคล้ายเฉลิมฉลองบางสิ่งบางอย่าง นางเบี่ยงวิถีมือเด็ดอีกขั้วดอกแล้วดึงออกมา
กร้วม
ดอกแล้วดอกเล่าผ่านไป
“นี่ข้ากินเยอะขนาดนี้เลยเรอะ”นางพึมพำออกมาเมื่อนับขั้วดอกที่เหลือจากเศษซากการกินได้เกินสิบขั้วอีกทั้งยังอยู่ในมือข้าอีกหนึ่งดอก พื้นที่สระหยกในตอนแรกที่อัดแน่นไปด้วยสัตตบงกชดอกตูมและที่บานแล้วแหว่งจนโล่งพอให้เห็นสายน้ำที่สะท้อนก้อนเมฆบนท้องฟ้าได้
“ตายแล้ว”ข้าหันซ้ายหันขวาเผื่อว่าพี่ชายผมทองผู้นั้นจะกลับมาแล้ว แต่ก็ไม่ เขายังไม่กลับมาเลย ปล่อยเทพธิดาตัวน้อยนั่งกัดดอกบัวท่ามกลางสระตามลำพัง
“หรือจะทิ้งข้าไว้ที่นี่แล้ว!”นางพึมพำด้วยความจิตตกเริ่มระแวงขึ้นมาหลังจากปล่อยตัวสบายมาตั้งนานบ้าเอ้ย ตอนมาถูกจับยัดใส่เกี้ยวนางจึงไม่สามารถรู้ทิศทางได้ จะทำอย่างไรดีนี่
“สัตตบงกชของเราอร่อยหรือไม่เด็กน้อย”เสียงนุ่มรื่นหูดังมาจากด้านหลังข้าตัวแข็งทื่อด้วยความใ ค่อยๆหันใบหน้าไปหาแล้วยกยิ้มหวานเพื่อประจบทว่าก็ต้องชะงักค้าง
ไม่ใช่พี่ชายผู้นั้นเป็ผู้ใดอีก?
“คือ....”เป็บุรุษที่มีใบหน้างดงามยั่วยวนอย่างประหลาด เขาไม่เหมือนพี่ชายคนเมื่อกี้ที่มีใบหน้างดงามเยือกเย็นสูงส่งจนไม่กล้าแตะแต่บุรุษผู้นี้ชวนให้ััแต่ก็กลัวเือาบ อีกทั้งเส้นผมของเขายังเป็สีเงินสว่างปล่อยสยายยาวจรดบั้นเอวดวงตาสีเงินประกายรุ้งแวววาวราวกับอัญมณีน้ำงามสบสายตาของข้าด้วยความหยอกเย้าเขาใส่อาภรณ์สีแดงฉานราวกับโลหิต แต่กลับผ่าครึ่งไม่จัดเก็บให้ดี ทำให้เห็นแผงอกขาวผ่องที่เป็มัดกล้ามเขากอดอกเอนหลังพิงหัวเรือแล้วเหยียดเท้ามาเบื้องหน้า.....
หน้า-ของ-นาง
“คือ....แฮะๆ”นางนึกคำเถียงไม่ออกหลักฐานคาปากคามือขนาดนี้จะบอกว่าไม่ได้กิน ก็คงตอแหลไม่น้อยได้แต่ค่อยๆวางดอกบัวดอกสุดท้ายในมือลง และกลืนกลีบหอมลงคอก่อนจะส่งยิ้มหวานที่สุดในชีวิตส่งให้
“มานี่ซิ”ชายหนุ่มผู้นั้นกวักมือเรียกนางส่ายหัวดิก ไม่เอา! หากเขาไม่พอใจนางที่มากินดอกบัวแล้วหักคอนางตายจะทำไง!ผู้มาใหม่ขมวดคิ้วลงเมื่อเห็นเ้าตัวเล็กในอาภรณ์สีฟ้าอมม่วงส่ายหัวดิกจนเครื่องประดับบนศีรษะส่ายตามไป
แหม!ถึงใบหน้าจะงามสะท้านใจั้แ่เด็ก ก็ไม่จำเป็ต้องบอกรสนิยมตนเร็วขนาดนี้ก็ได้
อีกอย่างบรรพบุรุษอุตส่าห์ออกมาทักมายไฉนเสียมารยาทเช่นนี้!
“มานี่!”
“ไม่เ้าค่ะ”นางส่ายหัวกระเถิบร่างหนี บรรพบุรุษเลิกคิ้วก่อนจะดีดนิ้วเปาะ
ปั่ก
“โอ๊ะ!”ข้าอุทานดวงตากลมโตเบิกกว้างอยู่ดีๆเหมือนถูกลมผลักไปข้างหน้า จนหน้าแนบอยู่กับหน้าอกของผู้ชายแปลกหน้าบุรุษในอาภรณ์แดงโลหิตใช้แขนขวารัดร่างน้อยไว้แนบอก ข้าเงยหน้ามองใบหน้ายั่วยวนชวนลุ่มหลงด้วยความใเขาใช้มือเชยคางของข้าขึ้นมา ก่อนจะใช้นิ้วไล้แก้มของข้าไปมา
“บอกให้มาก็ไม่ยอมมา ว่าแต่เหตุใดข้าไม่เคยเห็นหน้าเ้าเลยเนี่ย”
“ผะ...ผู้น้อยก็ไม่เคยเห็นหน้าท่านเหมือนกัน”หงเทียนเฟิ่งเยี่ยกรีดเสียงพยายามจะดันตัวออกอย่างสุดความสามารถ
“เถียงเก่งเสียด้วยเป็ผู้ชายถ้าเถียงเก่งจะหาคู่ชีวิตยากนะ”
“ฮะ!”ข้าอ้าปากพะงาบผู้-ชาย เขาเห็นนางเป็ผู้ชาย
“จะบ้าหรือไง!”เ้าตัวน้อยแหวเสียงสูงบรรพบุรุษผงะไปนิดนึง อืมๆๆ ยังเด็กอยู่คงไม่แปลกที่เสียงยังไม่แตกหนุ่ม
“ข้างดงามเพียงนี้ท่านมาบอกว่าข้าเป็บุรุษได้ไง!”
“เดี๋ยว...”
“ข้าเป็สตรี!สารพัดสารพันเครื่องประดับประดาผมนี่ท่านคิดว่าบุรุษจะใส่กันรึ!ท่านแม่ทั้งสองบอกว่าข้านั้นงดงามเหนือใครข้าส่องกระจกแล้วก็ล้วนคิดได้ว่าไม่มีใครงามเกินข้า ท่านจะบอกว่ามีบุรุษงดงามขนาดนี้อยู่หรือ”ใส่เข้าไปความหลงตัวเองใส่ไปให้หมด! Ok’เอามือแปะไหล่กว้างแล้วหยัดกายใช้มือเล็กๆของตนเอง ดึงมือของเขามาวางที่แขนอีกข้าง
“ถ้าบุรุษเช่นนั้นมีอยู่จะมีสตรีอย่างข้าประดับโลกไปทำไมฮะ!ตรวจเลย ดูจังหวะชีพจรของข้าว่าเป็หญิงหรือชาย”เ้าตัวน้อยแยกเขี้ยว ท่าทางพร้อมรบ นางจับมือเขาวางที่ข้อมือเล็กของนางบรรพบุรุษพลิกข้อมือน้อยราวกิ่งไม้แล้วััชีพจร
เป็ไปได้อย่างไร..
สตรี...
ดวงตาคมราวกับกระบี่เบิกตากว้างปลายหางตาตาที่แดงระเรื่อเสริมความเย้ายวนหลายส่วน นางดึงแขนออก กอดอกมองหน้าเขาอย่างเอาเื่ใบหน้างดงามอ่อนหวานดูละมุนตาเส้นเกศาสีทองสุกปลั่งถูกมวยขึ้นกลางศีรษะและประดับด้วยปิ่นปักลายผีเสื้อและดอกไม้ดวงตากลมโตสีเงินประกายรุ้งวาววับด้วยแรงโทสะ แก้มน้อยพองขึ้นปากอิ่มแดงระเรื่อเม้มแน่น
จะบุรุษหรือสตรีก็ช่างแต่โคตรของโคตรเหลนเขาผู้นี้
ช่าง...
น่ารัก...
เหลือ-เกิน...
“ฮึ่มมม”เสียงคำรามน้อยๆของนางดังออกมาจากลำคอเขาเหยียดยิ้มออกแล้ววาดแขนออกไปรั้งร่างเ้าตัวน้อยมาหาอีกครั้ง
อยู่มาจะเนิ่นนานจนเลิกนับอายุมิคาดว่าจะได้มีเชื้อไขเป็สตรีซักที
“ขออภัยด้วยปกติข้าเจอแต่บุรุษเข้ามาสระหยกนี้ ไม่คิดว่าจะมีสตรีเข้ามาได้”สบสายตาของนางแล้วยิ้มหวาน มินานนักนางกลับสะบัดหน้าหนี พลางดิ้นจะออก
“ปล่อยผู้น้อย!”แต่ก็เท่านั้นนอกจากจะไม่สะดุ้งะเืแล้วบุรุษหน้าเป็ผู้นี้ยังทำตาวาววับราวกับถูกใจนักหนาแม่โว้ยยยย เกลียดดด
พี่ชายยพี่ชายอยู่ไหนนน มาช่วยข้าที
ฮือออ
“ฝันไปเถิด!หากข้าไม่ยอมให้เข้า ต่อให้เ้าโคตรเหลนนั่นเก่งปานใดก็เข้ามาไม่ได้”เหอะของดีอยู่ตรงหน้า อยากจะไปอยู่กับก้อนน้ำแข็งทื่อมะลื่อนั่น
“ใครคือโคตรเหลน?ข้าจะกลับ ปล่อย-ข้า ปัดโถ่! ปล่อยซี้”นางกรีดเสียงขู่ ทั้งดิ้น ทั้งข่วน นอกจากจะไม่เป็อะไรแล้วยังหัวเราะฮะๆ อุ้มชูร่างนางไปมาคล้ายยกตุ๊กตาเสียอีก
“พ่อเ้าไง”
“ข้าไม่มีพ่อโว้ยยย ปล่อย!”
อั่ก!
เต็มๆหมายถึงมือของนางชกเข้าลิ้นปี่ของเขาเต็มๆ แต่กลับสวนด้วยสิ่งที่หนักกว่า บรรพบุรุษใหญ่กระตุกยิ้มลดร่างนางมากอดแน่นเมื่อโดนกอดเข้าไปเต็ม ๆ นางเงยหน้าจะอ้าปากด่าแต่ก็ต้องกรีดเสียงหลงอีกครั้งเมื่อเขาโน้มนางมากัดจมูกของนาง
“โอ๊ยย !”กัดจมูกไม่พอ ยังจะหอมแก้มอีกเรอะ!นางดิ้นขลุกขลักพยายามจะดันร่างออก เจ็บไปทั้งหน้าแล้ว ฮือออ
“เทพธิดาน้อยนี่น่ารักเสียจริง”
“น่ารักบ้านท่านสิปล่อยข้า!”ครั้งแรกในชีวิตที่เอ่ยปากด่าบริภาษคน คนชั่วช้าสารเลวพึ่งพบพึ่งเจอกับมาบังคับขู่เข็ญ เ้าตัวน้อยขู่ฟ่อราวกับลูกเสือน้อยหัดขู่คำราม
โถๆๆพ่อเ้าไม่อยู่ก็ไม่มีใครช่วยเ้าได้หรอก
มามะบรรพบุรุษของเ้าผู้นี้จะเล่นด้วยสักครา!
บ้าจริง!ทำไมเขาถึงไม่สามารถเข้าสระหยกสัตตบงกชได้
หงเทียนิอวี้คิดอย่างหงุดหงิดร่างสูงสง่ายืนประจันร่างกับปราการพิสุทธิ์ที่บัดนี้เป็ประกายสีส้มอ่อนอันเป็สัญญานว่าโคตรบรรพบุรุษไม่อนุญาตให้เข้า
ให้ท่านร่วงตกน้ำเถิด!ลูกสาวเราอยู่ในนั้น จะมาประสาทกลับไม่ให้เราเข้าไปตอนนี้ไม่ได้
โคตร-บรรพ-บุ-รุษ
ั์ตาสีเงินประกายรุ้งลึกล้ำวาวโรจน์ขึ้นเป็ลำดับ เอื้อมมืองดงามทาบทับกับปราการพิสุทธิ์เบื้องหน้า จักรพรรดิเทพผู้งดงามเหยียดยิ้มบางเบา
ท่านไม่อนุญาตหรือไม่เป็ไร... เราอนุญาตตัวเองได้
เปรี๊ยะ....
ตูมมมมม!
“หึ”ปราการไม่อนุญาตแหลกเป็ละอองธุลีจักรพรรดิหนุ่มเดินฝ่าเข้าไปอย่างเฉยเมย ร่างสูงสง่าเดินบนสะพานที่เชื่อมไปสู่ศาลาแก้วเบื้องหน้าพลันต้องหยุดชะงักลงเมื่อเห็น….
ภาพ-บาด-ใจ
“โอ่ยยหยุดเซ่ะ! หยุดซักที”มันนานเกินไปแล้ว เกินไปจริงๆ โฮกกกก เฟิ่งเยี่ยกรีดร้องพลางวาดมือทั้งผลัก ทั้งทุบบ้าเอ๊ย จะฟัดแก้มข้าอีกนานไหม?
“โธ่ๆนานๆทีข้าจะออกมา เ้าควรจะยินดีสิที่ข้าเจอเ้าโอ๊ะ!”บรรพบุรุษหนุ่มเอ่ยด้วยความหยอกเย้าพลันร้องออกมาด้วยความใเมื่อโดนเ้าตัวงับเข้าที่คอ
“งั่มมม”ข้าจะกัดเ้าให้เนื้อหลุดไอ้บ้าโรคจิตเสียงความคิดของเ้าตัวน้อยหลั่งไหลมาในหัวบรรพบุรุษหนุ่มราวกับสายน้ำเพื่อล้อเล่นกับเด็กสาวตัวน้อยหงเทียนหยางเยี่ยเสแสร้งร้องโอดโอยมโนว่าเจ็บนักหนาให้จอมบ้าคลั่งหยุดเกรี้ยวกราด
“โอ๊ยเจ็บๆๆ เจ็บจังเลยยย บรรพบุรุษตัวน้อยปล่อยผู้น้อยเถิด”เฟิ่งเยี่ยละปากออกมาแล้วถลึงตาพลางกอดอกทำหน้าบึ้งใส่
“คนเสแสร้ง”โคตรของโคตรเหลนด่าเขาเจ็บเหลือเกิน หงเทียนหยางเยี่ยเอามือกุมหน้าอกหลุบตาลงทำร่างสั่นระริก
“ข้าผิดหรือ....”เทพธิดาน้อยผงะอะไรของบุรุษน่าชังผู้นี้กัน ไหงมาดราม่าใส่ข้าเฉย “ข้านั้นเกิดมารอบตัวก็มีแต่บุรุษญาติพี่น้องล้วนเป็บุรุษ มีลูกมีหลานก็ล้วนเป็บุรุษ มีเมียก็...”
“เป็บุรุษ!”เสียงเจื้อยแจ้วตอบแทนบรรพบุรุษผู้สูงส่งถลึงตาใส่
“ก็ไม่เชิง...”
“อ้าว!แล้วเกี่ยวอันใดกับผู้น้อย”ร่างเล็กนั่งขัดสมาธิกับท้องเรือนางอมลมแก้มป่องหรี่ตามองบุรุษเบื้องหน้า
“ก็ผู้น้อยเป็เทพธิดาตัวน้อยๆที่น่ารักน่าฟัดไงเ้าคะ”หงเทียนหยางเยี่ยบีบเสียงเล็กราวกับสตรีเด็กสตรีตัวน้อยๆ เบิกตากว้างแล้วแผดเสียง
“ท่าน!อร้ากกก”มินานนักร่างน้อย ๆ ก็เซแถ่ดๆมาตรงหน้าเนื่องจากลมผลักหงเทียนหยางเยี่ยอ้าแขนรับเฟิ่งเยี่ยด้วยความเต็มใจ
ฟุบ
“งื้อออเอา-อีก-แล้ว-เรอะ”แทบจะเค้นเสียงออกมา เฟิ่งเยี่ยดิ้นขลุกขลักในอ้อมอกแกร่งชายผ้าสีแดงและสีฟ้าอมม่วงของเด็กหญิงทาบทับคล้ายผ้าผืนเดียวกัน
“ว่าแต่ว่าเ้ามีนามว่าอะไรหรือ”หงเทียนหยางเยี่ยถามยิ้มๆ ดวงตาสีเงินประกายรุ้งวาววาม สบกับดวงตาอันไร้เดียงสาของนาง
“หงเทียนเฟิ่งเยี่ย”นางตอบด้วยใบหน้าบึ้งตึงร่างน้อยดิ้นขลุกขลักอยู่ในอ้อมอกของบุรุษแปลกหน้าไม่ทันสังเกตดวงตาที่เปลี่ยนไปของเขา
‘เสด็จพี่ ถ้าหม่อมฉันมีลูกหญิงจะให้ตั้งนามว่าอะไรเพคะ’ใบหน้างดงามอ่อนหวานของภรรยาหันไปทางเขารอยยิ้มนุ่มนวลประดับใบหน้าขณะที่นางกำลังลูบครรภ์แ่เบา
‘ฮืมม ถ้าเป็ลูกหญิงนางจะต้องน่ารักมากแน่ๆเลย’เขาลากเสียงยาวหรี่ตาลงเมื่อลองนึกจินตนาการเด็กหญิงตัวน้อยที่มีรูปร่างหน้าเหมือนเขาทุกประการ
‘นั่นสิเพคะ เอ๊ะ อย่าเปลี่ยนเื่สิเพคะตอบหม่อมฉันมาก่อนตกลงจะให้นามลูกว่าอะไร’ผู้เป็ภรรยาพยักหน้ารับ ก่อนจะทำตาโตนางทุบอกของเขาเบาแล้วทำหน้าแง่งอนเขาหัวเราะในลำคอเมื่อเห็นท่าทีอันแสนอ่อนหวานสมกับเป็สตรีั้แ่ตั้งครรภ์ครั้งแรก
‘งั้นเอาชื่อของข้ากับเ้ามารวมกัน อืม...เฟิ่งเยี่ยดีหรือไม่’เขาทำท่านึกคิดก่อนจะเอ่ยออกมา
‘เยี่ยมาจากชื่อพระองค์ ส่วนเฟิ่งมาจากชื่อหม่อมฉันเฟิ่งหั่วสินะ เหมาะกับนางเหลือเกินเพคะ’นางเอนศีรษะพิงกับไหล่กว้างของเขาจักรพรรดิหมาดๆจึงสอดแขนกอดรัดตัวของนางไว้
‘เ้าไม่คิดบ้างหรือว่าเขาจะเป็บุรุษ’
‘แต่หม่อมฉันอยากได้ลูกหญิงนี่เพคะ’นางเถียงกลับ ‘แต่จะเป็ลูกหญิงหรือลูกชายก็ช่างหม่อมฉันรักพวกเขาเท่ากันทั้งหมด เมื่อไหร่จะคลอดซักทีนะ’
อ่า
เฟิงหั่ว...เ้ามีโคตรชองโคตรเหลนเป็หญิงสมใจแล้วนะ
“ฮะฮาฮ่า”หงเทียนหยางเยี่ยหัวเราะแ่เบา“ขอให้ข้ากอดเ้าหน่อยเถิด”เสียงกระซิบแหบพร่าทำให้ร่างเล็กหยุดดิ้นรน เฟิ่งเยี่ยเงยหน้ามองใบหน้าของบุรุษน่าชัง
ใบหน้างดงามยั่วยวนของเขาดูเศร้าหมองอย่างแปลกประหลาดหัวใจของเด็กหญิงบีบรัดราวกับรับรู้ความรู้สึกของเทพตรงหน้า
บ้า...อาจจะหลอกเราก็ได้
ถึงจะคิดเช่นนั้นแต่เฟิ่งเยี่ยกลับเอื้อมมือไปจับต้นคอของบุรุษตรงหน้าให้โน้มลงมา พลางหยัดกายยกแขนอีกข้างโอบกอดรอบต้นคอ นางเอาใบหน้าน้อย ๆของนางวางไว้ที่บ่าของชายตรงหน้า ก่อนจะยกมือตบไหล่แปะๆ
ไม่เข้าใจหรอกว่าเศร้าอะไรแต่ตามน้ำไปหน่อยก็แล้วกัน
เฟิ่งเยี่ยคิด
หงเทียนหยางเยี่ยหันใบหน้าไปที่ศาลาแก้วแล้วเหยียดยิ้มเยาะเย้ย เมื่อเห็นใบหน้าแข็งทื่อของเ้าก้อนน้ำแข็งจ้องมาที่ตน...ไม่สิเ้าตัวน้อยที่ยอมให้เขากอด
เหอะเ้าโคตรเหลนบังอาจพังปราการข้า เป็ไง?
ภาพ-บาด-ตาภาพนี้เจ็บดีหรือไม่?
เ้าตัวน้อยก็ยังไม่รู้ตัวว่าพ่อของตนกำลังหัวร้อนอย่างเต็มที่ดูจากบึงสระหยกที่เริ่มกลายเป็น้ำแข็งลามมาถึงเรือกลางบึงกระแสลมเริ่มกรีดร้องแปรเป็จิตสังหาร ทว่าร่างในอาภรณ์สีแดงสดใสกลับนั่งกระดิกเท้าไปมา พลางฉวยโอกาสหอมแก้มนุ่มๆอีกทีเพื่อหยอกเย้าโคตรเหลน และความ้าส่วนตัว
“ทะ...ทำไมเป็น้ำแข็ง”เ้าตัวเล็กชี้นิ้วไปที่ผืนน้ำที่กลายเป็น้ำแข็ง นางอ้าปากสั่นระริก
“หวามันมาทางนี้แล้ว!”นางทุบไหล่เขารัวๆ เป็การเตือน ดวงตากลมโตเบิกตากว้างอย่างตื่นตระหนกหงเทียนหยางเยี่ยถอนหายใจแ่เบา
“เ้าตัวน้อย...”
หมดเวลาแล้ว
“อะไรอี้กกกกปล่อยข้า ข้าไม่อยากโดนแช่แข็ง โฮกกก”นางกรีดเสียงโวยวาย ปฐมราชวงศ์หงเทียนยกยิ้มแล้วส่ายหัวก่อนจะรั้งใบหน้าน้อยมาที่ตนใบหน้างดงามอ่อนหวานเหนือนางใดทั้งๆที่ยังเยาว์วัย ปากนิด จมูกหน่อยแก้มนุ่มๆแดงระเรื่อ เกศาสีทองสุกปลั่งที่เหมือนเขาตอนยังหนุ่มไม่ผิดเพี้ยนดวงตาสีเงินประกายรุ้งอันไร้เดียงสาสบกับั์ตาของเขาคล้ายรอคอยให้พูดแต่มือน้อยของนางขยุ้มอาภรณ์เขาแน่น
“ข้าจะไปแล้ว”
“หา”
“ก่อนจะไปข้าจะมอบพลังของข้าให้เ้าส่วนหนึ่งเป็ของขวัญ”หงเทียนหยางเยี่ยเอ่ยยิ้มๆ
“พลังอะไรอ่ะ?”นางถามอย่างมึนงง
ทำไงได้ก็ข้าถูกใจเ้าเด็กน้อยนี่ ถ้าให้พลังทั้งหมดร่างนุ่มนิ่มน่าฟัดคงไม่สามารถรองรับพลังอันมหาศาลได้ ไว้ให้นางโตก่อนเถิด ทุกสิ่งทุกอย่างข้าจะมอบให้นางหมด
“อ่ะ...”เฟิ่งเยี่ยเผลอหยุดหายใจเมื่อบุรุษน่าชังเบื้องหน้าเคลื่อนตัวมาจุมพิตเข้าที่หน้าผากของนางความอบอุ่นราวกับแสงอัสดงโอบล้อมไม่มีภัยอันตรายกล้ำกรายบรรยากาศหนาวเย็นจากน้ำแข็งปริศนาหายไปสิ้น
เด็กสาวรู้สึกได้ว่ากำลังได้ยินเสียงของลมผีเสื้อกำลังกระพือปีก เสียงหยดน้ำ เสียงสั่นไหวของกลีบบัว และเสียงกระซิบแ่เบา
หากอยากเจอข้ามาที่นี่ได้ทุกเวลา
จงเรียกข้าว่า เยี่ย
“เดี๋ยว!”ไม่ทันแล้ว...บุรุษน่าชังสลายกลายเป็ละอองสีทองความอบอุ่นราวกับแสงอาทิตย์ที่หน้าผากของนางจางหาย เฟิ่งเยี่ยที่ยืนทรงตัวเมื่อครู่ได้นั่นก็เพราะมีมือแกร่งคอยโอบเอวรั้งร่างไว้ไม่ให้ร่วงลงจากเรือไป
หากไม่มือคู่นั้นที่รั้งไว้นางคงจะ….
“เหวออออ”ร่างในอาภรณ์สีฟ้าอมม่วงวาดแขนไปมากลางอากาศก่อนจะหน้าทิ่มลงสระหยกทันที
“เฟิ่งเยี่ย!!”เสียงที่คุ้นเคยดังผ่าอากาศราวกับภาพทุกอย่างมันถูกทำให้ช้าลง เด็กหญิงหลับตาปี๋ อีกนิดเดียว....หน้าของนางก็จะทักทายน้ำในบึกหยกแล้ว
พี่ชายช่วยด้วยยย
หมับ
“อ่ะ”ร่างของเด็กน้อยลอยหวือมาอยู่ในอ้อมอกเขาเขาถอนหายใจอย่างโล่งอก เมื่อเห็นเ้าตัวน้อยยังปลอดภัยดี เมื่อครู่นั้นหัวใจเขาแทบหยุดเต้นเมื่อเห็นเ้าตัวน้อยเกือบร่วงลงสระน้ำ ดวงหน้างดงามของนางมองเขาอย่างตื่นตระหนก
“เฟิ่ง....”เขาเอ่ยชื่อของนางพลันชะงักค้างเมื่อเ้าตัวเล็กเริ่มเบะปากแล้วร้องไห้น้ำตาไหลอาบแก้ม
“ฮืออออออ”จักรพรรดิเทพองค์ปัจจุบันทำหน้าเลิ่กลั่กเมื่อเห็นลูกสาวร้องไห้ใส่อันที่จริงน้ำตาสตรีไม่ได้มีผลอะไรมากเพราะตัวเขาเองก็เจอสารพัดรูปแบบจากพระสนมนางใน หรือแม้แต่พระชายาทั้งสี่
ทว่า...เ้าก้อนม่วงนี่เป็ลูกของเขา
“ยะ....”
“ฮือออออท่านทิ้งผู้น้อยยยยย”นางร้องไห้กรีดเสียง สะอื้นฮัก เขาได้แต่อุ้มนางด้วยแขนข้างเดียวแล้วยกมือลูบหัวของนางเบาๆ
“ไม่ได้ทิ้ง”
“ฮืออออ”ก็ยังร้องไห้ต่อไป
“ฮึก....ทำไมมาช้าฮือออ ผู้น้อย...ฮึก โดน ฮึกใครไม่รู้หอมแก้มจนจะช้ำในอยู่แล้ว”พูดไปสะอื้นไป คราแรกเขาก็พยักหน้าดีอยู่หรอกพอกล่าวประเด็นหอมแก้มขึ้นมา ชายหนุ่มหรี่ตาลงทันที
“เ้าก็รั้งคอบุรุษผู้นั้นมาก่อนเหมือนกัน”เราเอ่ยเสียงดุ
“ฮึก”นางมองหน้าเราทั้งที่น้ำตายังคอหน่วงที่ดวงตาเม้มปากอิ่มแน่น
“ไหนจะปล่อยให้จูบหน้าผากอีก!”
“ฮึก...ฮืออออท่านขึ้นเสียงใส่ผู้น้อยหรือ! ผู้น้อยเป็เพียงเทพธิดาวัยเยาว์ตัวน้อยมีหรือจะอาจหาญสู้เทพดึกดำบรรพ์เช่นนั้นได้!”นางเถียงกลับแง้วๆ เป็ลูกแมวไม่พอใจ
“เ้า..รู้?”
“รู้อันใด!ก็ตอนที่ข้ากินดอกบัวอยู่ดีๆ เขาก็พูดขึ้นมาดอกบัวข้าอร่อยหรือไม่เด็กน้อย แถมหัวของเขายังขาวโพลนทั้งหัวอีกต่างหาก นั่นบ่งบอกได้ว่าเขาแก่กว่าข้ามาก”
“กิน-ดอก-บัว”เขาทวนคำพูดของนาง
“ก็ข้าหิวนี่ฮึก”
“เ้า”
“ฮือออออ”
เอาซิถ้ายังไม่หาอะไรมาให้ข้ากิน ข้าจะร้องไห้ให้น้ำตาท่วมสระหยกเลยคอยดู
งั่มงั่ม กร้วม
อาหารนับสิบจานวางเรียงรายอยู่เบื้องหน้าแต่ละจานส่งกลิ่นหอมยั่วยวนจนแทบน้ำลายไหล นางใช้ตะเกียบคีบอาหารเบื้องหน้ากินอย่างรวดเร็ว โดยมีพี่ชายอาภรณ์สีดำนั่งมองข้าทานอย่างเรียบนิ่ง
“อร่อยหรือไม่”จนนางทานเกือบเสร็จเขาจึงเอ่ยถามมานางที่อาหารเต็มปากได้แต่พยักหน้าหงึกๆพลางคว้าแก้วชามาดื่มล้างปากเป็อันว่าอิ่มแล้ว พี่ชายพยักหน้าไม่นานนักก็มีข้ารับใช้ในชุดสีม่วงเข้มและอ่อนเดินตามกันมา พวกเขาย่อตัวทำความเคารพพี่ชายจากนั้นก็หยิบจานอาหารที่เรียงรายเบื้องหน้าออกไปข้ามองพวกมันอย่างอาลัย
โถ่บางจานางยังไม่ได้แตะด้วยซ้ำ เสียดายเหลือเกิน
“ทานของหวานอีกหรือไม่”
“ไม่เป็ไรเ้าค่ะผู้น้อยอิ่มแล้ว”นางตอบกลับส่ายหัว ไม่มีคำถามต่อบทสนทนาจึงยุติลงเพียงเท่านั้น นางลอบถอนหายใจอย่างเงียบงัน ตอนที่อยู่ในบึงสระหยกนั่นก็ยังคงเช้าอยู่ หลังจากร้องไห้โวยวายใส่พี่ชายผู้นี้เสร็จเขาก็อุ้มนางกลับยัดเกี้ยวไม่พูดจาอันใด เวลาผ่านไปราวสี่ก้านธูป
“พี่ชายเ้าคะ...คือว่าข้าจะกลับบ้านได้ตอนไหนเหรอเ้าคะ”นางถามด้วยน้ำเสียงแ่เบาหากแต่มันกลับดังราวกับมีคนขยายเสียงไม่ปานเขาลุกขึ้นแล้วเดินมาหา นางสะดุ้งก่อนจะลุกออกถอยหลังหาทางหนี
ข้าเพียงแต่อยากกลับบ้านตำหนักอันแสนงดงามนี้หาใช่บ้านข้า
ราวกับรับรู้ความคิดใบหน้างดงามเหนือโลกาของบุรุษเบื้องหน้ากระตุกยิ้มเบาๆที่มุมปากราวกับโลกทั้งใบสั่นสะท้านเพียงรอยยิ้มเดียว ช้าชะงักเท้าเพียงชั่วครู่ตัวข้าก็อยู่ในอ้อมแขนอันแสนอบอุ่นอย่างน่าแปลกประหลาดของพี่ชายเสียแล้วข้าหุบปากเงียบกริบมิกล้าพูด ปล่อยร่างของตนให้ถูกแบกเดินผ่านประตูห้องไป จนเขาหยุดที่ห้องข้าเผลอหลับใน่เช้าเขาวางข้าที่เก้าอี้แก้ว จับข้าหันร่างไปที่กระจก สะท้อนให้เห็นเทพสตรีวัยเยาว์ผมสีทองสว่างราวทองคำประดับด้วยปิ่นควรเมืองหลายชิ้น ดวงตาสีเงินประกายรุ้งแวววาวราวกับอัญมณีน้ำงามพี่ชายอยู่เื้ัแล้วลูบหัวข้าแ่เบา
“แน่นหัวหรือไม่?”
“แน่นเ้าค่ะ”ข้าตอบกลับแน่สิ! ทั้งถักเปียทั้งเกล้าทั้งปักสารพัดปิ่นจนคอข้าแทบหักด้วยความหนักหากแต่มันเป็ความสุขของท่านแม่ทั้งสอง ข้าจึงจำรับชะตากรรมไป ข้าอมลงแก้มป่องเพราะความตึงศีรษะก่อนจะอ้าปากตาโตเมื่อรับรู้ถึงความผ่อนคลาย
ภาพที่สะท้อนอยู่หน้ากระจกเป็ภาพที่พี่ชายกำลังปลดปิ่นปักผมของข้าออกทีละชิ้นๆจากนั้นก็ดึงเชือกรัดผม สางเส้นเกศาข้าทีละเส้นด้วยความอ่อนโยนข้ากระพริบตาปริบเพื่อปิดบังคลื่นอารมณ์แปลกๆที่ตีตื้นขึ้นมาจุกอยู่ที่อก ทว่า...พี่ชายผู้งดงามกลับเอ่ยประโยคที่แสนสับสนขึ้นมา
“เ้าอยากมีอำนาจหรือไม่?”
“ท่านหมายความว่าอะไร?”พี่ชายเงียบกริบไม่เอ่ยต่อหากแต่มวยผมของข้าเป็ช่อเล็กๆกลางศีรษะ แล้วปักปิ่นผีเสื้อเพื่อกลัดให้อยู่
“หันหน้ามาสิ”ข้าหันร่างตามคำบอกมองหน้าเขาอย่างไม่เข้าใจ พี่ชายดีดนิ้วเปาะหนึ่งก่อนจะบังเกิดเป็เก้าอี้น้ำแข็งอยู่เื้ัข้าเบิกตากว้างมองร่างสูงที่นั่งบนเก้าอี้ด้วยท่าทางสง่างาม
“เ้าเป็ใคร”ข้าขมวดคิ้วเมื่อเขาเอ่ยถามคำถามแปลกประหลาด
“หงเทียนเฟิ่งเยี่ยเ้าค่ะ”
“บิดาและมารดาของเ้าเป็ใคร?”จะเล่นยี่สิบคำถามหรือไงกัน...
“ข้าไม่รู้ว่าบิดาของข้าเป็ใคร แต่ท่านแม่เฟิงบอกว่ามารดาของข้าเป็เทพบุปผาบงกช”
“แล้วเ้าเกิดที่ไหน”
“ข้าเกิดในตำหนักเย็น”
“ตำหนักเย็นคืออะไร?”รอยยิ้มบางๆปรากฏขึ้นที่ใบหน้างดงามของพี่ชายข้าสูดหายใจลึกๆ หากแต่โวยวายอยู่ในใจว่า บ้าเอ้ย!นี่มันเหมือนโดนสอบสวนกันอยู่ชัดๆ
“สถานที่กักตัวนางสนม หรือพระชายา เทียนฮองเฮาที่กระทำความผิด”
“เ้าเกิดที่ใด”
“ตะ..ตำหนักเย็น”
“เ้าบอกว่าสถานที่กักตัวนางสนมพระชายา หรือเทียนฮองเฮาที่กระทำความผิด....”เขาเว้นวรรคจังหวะประโยค“แล้วมารดาของเ้าจะไปอยู่ในตำหนักเย็นได้อย่างไร หากนางไม่ใช่นางสนม”
“อ่า....”
“แล้วนางสนมของอาณาจักรนี้เป็ของใคร”
“เป็ของจักรพรรดิเทพ”ข้าตอบเสียงอุบอิบเพราะข้าเริ่มเข้าใจในสิ่งที่เข้า้าถาม
“เ้าบอกว่ามารดาของเ้าสิ้นใจหลังจากนางคลอดเ้าได้ไม่นานแล้วผู้ที้เลี้ยงเ้าต่อคือ?”บุรุษก้อนน้ำแข็งก็ยังเอ่ยถามข้าต่อเรื่อยๆราวกับพูดคุยเื่ดินฟ้าอากาศ
“ท่านแม่ซิงเหมยฮวาและท่านแม่เฟิงจื่อหยาเ้าค่ะ”ข้าตอบกลับ
“แล้วเ้ารู้หรือไม่เหตุใดว่าพวกนางถึงอยู่ในตำหนักเย็น รวมถึงแม่ของเ้าด้วย”เทพวัยเยาว์กัดปากแล้วส่ายหัว
“แม่ของเ้าหลี่ฉางอันเทพธิดาบงกช นางวางยาและยั่วยวนให้จักรพรรดิร่วมสังวาสกับนาง”เ้าตัวน้อยขมวดคิ้วเอ่ยเหตุผลกลับ
“แต่ว่าจักรพรรดิเทพจะไม่รู้ได้อย่างไรว่าโดนวางยาอีกอย่างท่านแม่บอกข้าว่าองค์จักรพรรดิเป็เทพนักรบ ต่อให้ร้อยเล่ห์หมื่นทุบายล้วนต้องเคยเจอของแค่นี้ยังโดนวางยาได้ จะเรียกตนเองว่าเทพนักรบได้อย่างไร”
“แน่นอนว่าย่อมเคยเจอหากแต่เื่มันมีมากกว่านั้น”
“เหอะ!ข้าว่าองค์จักรพรรดิแสร้งทำเป็โดนวางยา”ข้าเบะปากกอดอก“มารดาของข้าเป็เพียงเทพธิดาบุปผา หากแต่องค์จักรพรรดิเทพนั้นเป็เทพนักรบต่อให้โดนวางยาจริงๆถ้าไม่อยากกับมารดาข้า ถีบเปรี้ยงเดียวก็จบแล้ว”นางแบมือออกทั้งสองข้างแล้วยักไหล่
“ฮะๆ ปากคอเราะร้ายนัก”พี่ชายหัวเราะในลำคอเบาๆ
“แต่ก็นั่นแหละนางได้เลื่อนขึ้นจากนางกำนัลหั่วกุ้ยเฟยเป็นางสนมคนหนึ่งไม่นานนักก็แผลงฤทธิ์หยิ่งทระนง เขวี้ยงโถบรรจุโอสถกลั่นิญญาของเยี่ยเทียนเต๋อเฟยแตกต่อหน้าพระพักตร์องค์จักรพรรดิ”
“เขวี้ยง...?”
“ใช่แค่เขวี้ยงน่ะไม่เท่าไหร่หรอก แต่โอสถกลั่นิญญาน่ะต้องใช้เทพโอสถระดับสูงยี่สิบตนในการทำซึ่งวัตถุดิบในการปรุงโอสถต้องใช้เทพนักรบ์ระดับสูงเอามาให้ สถานที่ในการปรุงโอสถที่นั้นคือเทือกเขาเทวะาสภาพภูมิอากาศในยามนั้นที่หากเปลี่ยนแม้แต่นิดเดียวก็ล่มต้องเริ่มใหม่ทั้งหมด...”พี่ชายยกรอยยิ้มสูงขึ้นหากแต่ดวงตาสีเงินคู่นั้นเชือดเฉือนราวกับใบมีด
“เ้าว่าเพียงพอต่อการปะาได้เลยหรือไม่”ข้ากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก
“แต่ข้ายังมีชีวิตอยู่...”
“นางยังมีความชอบอยู่บ้างเรา...องค์จักรพรรดิเลยไม่สังหารนาง ละโทษปะาเป็จองจำตำหนักเย็นตลอดกาล”นางพยักหน้าหงึกๆด้วยความเข้าใจ
โอเคนี่เก็ตละ ว่าต่อเลยพี่ชาย
“ส่วนเฟิงจื่อหยาอดีตของนางคือเฟิงเทียนเสียนเฟย นางทำแจกันกักเก็บิญญาขององค์จักรพรรดิรุ่นที่สองหงเทียนเยี่ยหลงแตกไปตอนนี้ยังหาิญญาของเขาไม่เจอเลย”
“หงเทียนเยี่ยหลง?”ข้าขมวดคิ้วทวนชื่อด้วยความคุ้นหู
“เทพมาราหงเทียนเยี่ยหลง”
“เทพมารคืออะไรหรือเ้าคะ?”
“เทพมารคือเทพที่เหมือนกับพวกเรานี่ล่ะแต่วันหนึ่งได้ถูกความแค้นและความโกรธครอบงำมีพลังด้านมืดจึงกลายเป็เทพมารที่จะควบคุมจิตใจตัวเองไม่ค่อยได้ เหมือนพร้อมคลั่งตลอดเวลา”
“โห.....เป็ข้าข้าก็จะขังในไว้ในตำหนักเย็นเช่นกัน”ข้าพึมพำเบาๆ
“เอาล่ะนี่คนสุดท้ายแล้วซิงเหมยฮวา หรือ ซิงเทียนฮองเฮาเทียนฮองเฮาพระองค์แรกขององค์จักรพรรดิเทพนางลักลอบนำบุรุษต่างอาณาจักรเข้ามาดูแลในตำหนักของนาง”
“เลยโดนปลดและไล่ให้ไปอยู่ในตำหนักเย็นสินะเ้าคะ”นางเอ่ยสรุปออกมาพี่ชายพยักหน้ารับ
“งั้นกลับมาที่คำถามแรก”พี่ชายเอ่ยถามยิ้มละไมให้ตายสิ ข้าไม่ชอบรอยยิ้มเขาเลยกดดันข้าเหลือเกิน
“เ้าคือใคร”
“หงเทียนเฟิ่งเยี่ยเ้าค่ะ”
“อาณาจักรที่เ้าอาศัยอยู่คือ...?”
“หมู่เกาะเทวะเมฆา”
“ราชวงศ์ที่ปกครองอาณาจักรนี้คือ..?”
“ราชวงศ์หงเทียนเ้าค่ะ”
“มารดาของเ้าคือ?”
“หลี่ฉางอันเทพบุปผาบงกชเป็นางสนมขององค์จักรพรรดิเทพ”
“งั้นบิดาของเ้าเป็ใคร..?”ดวงตาสีเงินประกายรุ้งวาววามสบตาข้าคล้ายสะกดจิตข้ากัดปากแล้วคำรามลั่น
“ข้าไม่ชอบเทพเ้าชู้!”ว่าแล้วกอดอกสะบัดหน้าหนี
“โอ๊ะ”ข้าเบิกตากว้างอ้าปากพะงาบ ๆ เมื่ออยู่ดี ๆ ก็เหมือนถูกดึงร่างไปหาพี่ชายตรงหน้าเขาจับร่างข้านั่งบนตัก ข้าเงยหน้าอ้าปากไฟว้ทว่าเขาใช้มือทั้งสองข้างกอบกุมหน้าข้าไว้
“เราดูเหมือนคนเ้าชู้ขนาดนั้นเลยหรือ เฟิ่งน้อย”
เหมือนโดนไม้หน้าสามอัดแสกหน้ากลางสี่แยกวิหคมันตรา
“เราดูเหมือนคนเ้าชู้ขนาดนั้นเลยหรือ เฟิ่งน้อย” ไม่...ไม่จริง ข้าไม่เชื่อ! เ้าตัวน้อยส่ายหัวดิกๆ
“อย่างที่เ้าพูดนั่นแหละเราจงใจให้มารดาเ้ายั่วยวนแล้วร่วมสังวาสกับนางเอง”ข้าอ้าปากค้าง
“แต่มารดาของเ้าเป็นางในที่รอการถวายตัวอยู่แล้ว นับว่านางใช้ทางลัดเพียงเท่านั้นเอง”
“เอ่อ...”
“เรานามว่าหงเทียนิอวี้จักรพรรดิเทพแห่งหงเทียนองค์ปัจจุบัน”
“อ่ะ.....”
“พูดมาเยอะขนาดนี้เ้ารู้หรือยังว่าข้าเป็บิดาของเ้า”เขาเลิกคิ้วเอ่ยเพื่อดึงเข้าเื่เ้าตัวน้อยเบิกตากว้างจนใบหน้าน่ารักงดงามของนางดูตลกจนน่าขำ
“บิ-ดา”นางเค้นเสียงหวานก่อนจะสะบัดหน้าออกะโออกจากร่างสูงสง่า ยืนประจันหน้ากับผู้แอบอ้างเป็บิดา
“เหตุใดต้องเชื่อ”นางเอ่ยถามกลับ“ท่านบอกว่าท่านเป็จักรพรรดิ เป็บิดาของผู้น้อย ไหนล่ะหลักฐานหากไม่มีอย่าได้มาแอบอ้างเลย”ข้าพูดยาวเหยียด
“เจอกันครั้งแรกท่านจับผู้น้อยยัดเกี้ยวไม่พูดไม่จา อีกทั้งยังพาข้าไปที่บึงหยกอะไรนั่นอีก พอผู้น้อยบอกว่าจะกลับบ้านท่านก็มาเล่นยี่สิบคำถามกับผู้น้อย เก่งยิ่งนัก ไล่ต้อนให้ผู้น้อยคิดได้ว่าบิดาของผู้น้อยเป็ใครขอบอกท่านให้ทราบจะมีบิดาหรือไม่มีบิดา ชีวิตของข้าก็ไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไรทั้งนั้นไม่มีวัน”
ใช่จะมีหรือไม่มีชีวิตนางก็ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง
เขายกรอยยิ้มขึ้นอีก
“เส้นผมของเ้าดวงตาของเ้า ใบหน้าของเ้ามีตรงไหนที่ไม่เหมือนเราบ้าง?”เขาขมวดคิ้วเมื่อเห็นนางกัดริมฝีปากแน่นจนห้อเื หากเป็แผลขึ้นมาเขาจะทำอย่างไร
“ลูกคนอื่นๆของท่านก็ย่อมเหมือนท่านเช่นกัน”นางเถียงเสียงแข็ง
“ใบหน้าของพวกเขาล้วนเหมือนมารดาแต่หากผมสีทองตาสีเงินเช่นข้านั้นมีเพียงสี่คนเท่านั้นคือเ้าและองค์รัทายาทอีกสามพระองค์”
“หลักฐาน!!!”นางโวยวาย“หากไม่เอาหลักฐานมาให้ผู้น้อยดู ต่อให้ท่านนั่งบนบัลลังก์จักรพรรดิข้าก็ไม่เชื่อว่าท่านเป็บิดาของข้า”หงเทียนิอวี้เลิกคิ้วนี่เป็อาการต่อต้านในวัยเด็กสินะ เอาเถิด
“จะเอาเช่นนั้นก็ได้”เขาพูดด้วยน้ำเสียงเฉยชา
“งั้นก็เตรียมตัวหน่อยแล้วกันไปสภาพนี้คงไม่ไหว วันนี้เ้านอนกับเราที่นี่ แล้วพรุ่งนี้ยามเช้ามืดก็เตรียมตัวไปท้องพระโรงไท่ฟู่กับเรา”พี่ชายลุกขึ้นสะบัดมือเก้าอี้น้ำแข็งก็หายไป เขาเดินไปที่เตียงนอน
“เดี๋ยว!ใครจะนอนที่นี่”ข้าพาร่างวิ่งไปดึงอาภรณ์เขา หงเทียนิอวี้ยกมือแล้วใช้นิ้วจิ้มหน้าผากลูกสาวจนเกือบหงายหลัง
“ท่าน!”นางเอามือจับหน้าผากถลึงตาใส่
“มู่กงกง!”จักรพรรดิเทพเมินเสียงของลูกสาวแล้วเรียกขันทีเสียงเรียบ
“พะย่ะค่ะฝ่าา”เสียงของชายท่าทางน่าจะวัยชราตอบกลับจากอีกฝั่ง
“ตามเซี่ยฉีเอ๋อร์มาภายในครึ่งชั่วยาม”
“พะย่ะค่ะ!”
นางหันควับมองหน้าเขาแล้วแยกเขี้ยว
“ใครจะนอนที่นี่!”ว่าแล้วก็ชี้ลงพื้น
“ไม่มีข้าให้เ้านอนบนเตียงหาใช่นอนพื้น ข้าไม่ได้ใจร้ายกับลูกของตนเองขนาดนั้น”
“ใครเป็ลูกของท่านอย่ามาโมเมคิดเองมโนเอง โอ๊ยย”ข้ายกมือกุมปากมือโดนองค์จักรพรรดิดีดเข้าที่ปากไปทีหนึ่ง
“พูดมากน่า”หงเทียนิอวี้เอ่ยเสียงดุพลางลอบแอบยิ้มเมือเห็นท่าทางอันแสนน่ารักของเ้าตัวเล็ก
“มานอนรอเซี่ยฉีเอ๋อร์ได้แล้ว”
“เดี๋ยวเขามาแล้วเ้าจะไม่ได้นอนยาวเลยนะเฟิ่งเอ๋อร์”
“ข้านอนมากพอแล้วเหวอออ”เราตัดสินใจไม่ฟังเสียงคัดค้านของเด็กวัยต่อต้าน เราดึงนางขึ้นมานอนบนเตียงโดยใช้ท่อนแขนของตนเองเป็หมอนให้กับเฟิ่งเยี่ย
“นอนเสียเถอะ”
“ไม่!”
“อายุแค่700 ปี ไยดื้อขนาดนี้นะ”เขาถอนหายใจด้วยความเหนื่อยใจ ไหนราชครูบอกเขามีลูกสาวเหมือนมีทุ่งดอกไม้บานสะพรั่ง นิสัยสามารถเปลี่ยนไปได้เพราะความอ่อนหวานของเด็กหญิง
นี่อะไร
เสือน้อยจอมโวยวายสิไม่ว่า
“จะกอดทำไมฮะ?ปล่อยนะ! ปัดโถ่! ปล่อยผู้น้อย ผู้น้อยจะไปหาท่านแม่ ปล่อย แอ้ก!”เรากระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้นเพื่อยุติเสียงโวยวาย
ใช่ยุติเสียงโวยวาย.....
แต่ก็ดิ้นไม่หยุดเช่นกัน
ให้ตายสิ!
มีลูกสาวนี่เหนื่อยกว่าลูกชายอีกนะ
“ฝ่าากระหม่อมเซี่ยฉีเอ๋อร์ขอเข้าเฝ้าพะย่ะค่ะ”หงเทียนิอวี้ลืมตาขึ้นเมื่อได้ยินเสียงขอเข้าเฝ้าจักรพรรดิเทพผู้สูงศักดิ์กระซิบผ่านจิตสื่อสาร
“รออยู่ตรงนั้น”
“พะย่ะค่ะ”ใบหน้างดงามเหนือโลกาหันมามองร่างในอ้อมแขนเมื่อครู่นางคงดิ้นจนเหนื่อยอ่อนเผลอนอนหลับไม่รู้เื่ไม่รู้ราวบนแขนเขาไป
หากแต่ยามนี้นางคงต้องตื่นแล้ว
“จอมพยศน้อยตื่นได้แล้ว”เขาเอ่ยปลุกด้วยน้ำเสียงปกติ
“ฮื่ออออท่านแม่ ขอให้ลูกนอนต่ออีกซักนิด”เทพวัยเยาว์คำรามเสียงขุ่นพลิกร่างหนีพลางขดตัวเข้าหากันจนเป็ก้อนกลมๆ หงเทียนิอวี้กระตุกยิ้มใช้แขนที่ว่างเอื้อมมือไปบีบแก้มยุ้ยๆของนางทันที
“นี่ท่านพ่อไม่ใช่ท่านแม่ ตื่นเดี๋ยวนี้จอมพยศ!”
“โอ๊ยเจ็บอะไรเนี่ย”เฟิ่งเยี่ยกรีดเสียงออกมาด้วยความหงุดหงิด นางยกแขนปัดมือเขาออกแล้วกระถดกายลุกขึ้น ว่าที่องค์หญิงพระองค์แรกแห่งหงเทียนทำตาปรือจะหลับต่ออยู่รอมร่อมือข้างหนึ่งของนางกุมแก้มไว้ ผู้เป็บิดาแค่นเสียงฮึยกมือใช้นิ้วดีดหน้าผาก
อะไรกันจอมพยศน้อยช่างขี้เซายิ่ง
แป๊ะ
“โอ๊ยยยยตื่นแล้ววว ตื่นแล้ว!”นางครางออกมาอย่างเ็ป ใช้สองมือน้อยกุมหน้าผากแน่นดวงตาที่ปรือเหมือนจะหลับ เบิกกว้างจ้องผู้ร้ายด้วยความโกรธเคือง
“เหตุใดขี้เซานัก?”
“ผู้น้อยง่วงฮึก...”นั่นไง มาอีกระลอก หงเทียนคิดในใจอย่างตระหนกเมื่อเห็นเ้าตัวเล็กเริ่มสะอื้น ดวงตากลมโตสีเงินประกายรุ้งเริ่มวาววามด้วยน้ำตา
“จอมพยศน้อย...”เพียงเท่านั้นเพียงเท่านั้นจริง
“ฮือ!!!”ประหนึ่งโลกจะแตกถล่มทลายมากองรวมกันตรงหน้า จักรพรรดิเทพถอนหายใจตัวข้าหงเทียนิอวี้ทำลูกสาวของตัวเองร้องไห้เสียแล้ว “เจ็บฮือ...ไหนบอกว่าเป็พ่อไง ผู้เป็พ่อที่ไหนกันแกล้งลูกแรงขนาดนี้ฮือ”นางร้องไห้สะอึกสะอื้นน้ำตาไหล ใบหน้าน้อยแดงกล่ำไปหมด
“แค่บีบแก้มเอง”
“มือท่านหนัก!”นางโวยวายเสียงอู้อี้ จักรพรรดิเทพยันกายขึ้นนั่งแล้วดึงร่างเ้าตัวน้อยเข้ามาใกล้
“บิดาขอโทษยกโทษให้บิดาด้วย”ทอดเสียงอ่อนหวาน นางกัดปากแน่นจนสีเืขึ้นหงเทียนิอวี้ขมวดคิ้วแล้วหยิบผ้าเช็ดหน้าส่วนตัวที่วางไว้ในพานข้างเตียงซับน้ำตาลูกสาว
“ฮึ...”นางแค่นเสียงในลำคอแล้วกอดอกหันหน้าหนีเมื่อเข้าซับน้ำตาจนหมดจักรพรรดิเทพยกมือลูบหัวที่ยุ่งเหยิงของนางเบาๆ
“ไปนั่งบนเตียงไป บิดาจะเกล้าผมให้เ้าใหม่”หงเทียนเฟิ่งเยี่ยอมลมแก้มป่องนางหันร่างหนีก่อนจะปีนลงจากเตียงไปนั่งบนเก้าอี้แก้วหันหน้าเข้าหากระจก หงเทียนิอวี้ลงจากเตียงตามมาติดๆเขามาหยุดอยู่เื้ัก่อนจะปลดปิ่นปักก่อนหน้าที่ปักไว้แล้วเอื้อมมือหยิบหวีหยกหิมะสาวเกศาสีทองสุกปลั่งอย่างเบามือมองใบหน้าของเ้าตัวน้อยแล้วแอบลอยยิ้มในใจ นางทำตาปรือๆมือจะหลับอีกแล้ว จักรพรรดิหนุ่มเกล้าผมของนางมาครึ่งศีรษะรัดด้วยเชือกสีฟ้าที่มัดก่อนหน้าแล้วปักปิ่นหยกธาราตรงกลาง แล้วตามด้วยปิ่นปักผีเสื้อสีเงินมีพู่ระย้าข้างละอัน
เทพวัยเยาว์กระพริบตาปริบๆเมื่อเห็นทรงผมของตัวเองสะท้อนจากกระจก นางหันร่างไปหาแล้วกล่าว
“ทำไมท่านถึงเกล้าผมสตรีเป็เ้าคะ”ว่าพลางหรี่ตาลง
“มันก็ไม่ยาก”เขาตอบกลับ“มาเถิด เซี่ยฉีเอ๋อร์มารอเ้านานแล้ว”เฟิ่งเยี่ยถอนหายใจอย่างหงุดหงิดแล้วจับมือผู้แอบอ้างเป็บิดาเดินตามหลังไป
“ถวายพระพรพะย่ะค่ะฝ่าา”เสียงอ่อนหวานของชายหนุ่มตามด้วยเสียงสองเสียงอีกด้านหลังด้วยความสงสัยหงเทียนเฟิ่งเยี่ยจึงชะโงกหน้าไปดูจากด้านหลัง พลันสบดวงสีม่วงอ่อนของบุรุษนามว่าเซี่ยฉีเอ๋อร์ยามที่เขาก้มหัวทำความเคารพหงเทียนิอวี้เขามองหน้าของนางด้วยความสงสัย
“เงยหน้าได้แล้ว”
“ขอบพระทัยพะย่ะค่ะฝ่าา”
เซี่ยฉีเอ๋อร์เนี่ย...เป็บุรุษงั้นหรือนึกว่าสตรีเสียอีก
“จอมพยศน้อย เดินมาตรงหน้านี่”นางถลึงตาใส่แล้วชกเบาๆที่ขาของเขาจักรพรรดิหนุ่มหัวเราะ
“ผู้น้อยหงเทียนเฟิ่งเยี่ยเ้าค่ะ”ว่าพลางย่อตัวทำความเคารพ เทพ์วัยเยาว์ใช้สองมือกุมประสานที่หน้าท้องแล้วยิ้มให้อย่างสงวนท่าทีตามฉบับสตรีสูงศักดิ์
“หงเทียน?”
“เื่มันยาวเดี๋ยวค่อยเล่าให้ฟัง”จักรพรรดิหนุ่มตัดบทเซี่ยฉีเอ๋อร์มองเทพสตรีวัยเยาว์ที่มีลักษณะของรัชทายาทหงเทียนแล้วเบนสายตามองจักรพรรดิเทพด้วยความสงสัย
“เ้าวัดร่างนางแล้วตัดชุดให้นางเสีย 20 ชุด แล้วก็จัดเครื่องประดับของแต่ละชุดมาด้วย”
“พะย่ะค่ะ”
“แต่พรุ่งนี้เราจะพานางเข้าท้องพระโรงวานเ้าตัดชุดทางการให้นางก่อน”
“ใช่”
“ที่เหลือคุยกับนางเองเราจะไปอ่านฎีกาที่พวกขุนนางถวายมาเสียหน่อย”ข้าขมวดคิ้วมองร่างของหงเทียนิอวี้ที่พูดอย่างเรียบง่ายแล้วเดินออกไปแบบสบายๆ
นี่ถ้าเซี่ยฉีเอ๋อร์ผู้นี้อยากสังหารข้าเขาคงกลับมาไม่ทันเห็นข้าร่ำลาเป็แน่
“ขออภัยขอรับท่านหญิงกรุณากางแขนหน่อยขอรับ ผู้น้อยจะให้ช่างวัดตัวท่าน”เซี่ยฉีเอ๋อร์ผู้ด้วยน้ำเสียงสุภาพอ่อนโยน ข้าถอนหายใจแล้วกางแขนสตรีสองคนที่อยู่ด้านหลังเซี่ยฉีเอ๋อร์เดินค้อมหลังก้มศีรษะ แล้วย่อกายทำความเคารพผู้หนึ่งหยิบสายวัดแล้วนำมาวัด ส่วนอีกคนก็จดตามขนาดที่วัดได้
ไม่นานนักพวกนางก็วัดตัวข้าเสร็จสตรีทั้งสองเดินถอยหลังสามก้าวแล้วย่อตัวทำความเคารพข้าอีกรอบ เฟิ่งเยี่ยพยักหน้ารับหันหน้ามองเซี่ยฉีเอ๋อร์แล้วเลิกคิ้วใบหน้าหล่อเหลาสุภาพยกยิ้มแล้วค้อมหัวให้เด็กหญิงชายหนุ่มผายมือไปที่เก้าอี้ตัวหนึ่งหน้าตู้หนังสือขนาดใหญ่ ข้าจึงเดินไปนั่ง ส่วนเซี่ยฉีเอ๋อร์เองก็นั่งเก้าอี้ตรงข้ามกับข้าแต่เก้าอี้ของเขากลับอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าข้าเล็กน้อย
“ผู้น้อยขอถามไถ่ท่านหญิง”
“อันใดหรือเ้าคะ”ข้าตอบกลับ
“ท่านหญิงไม่ชอบสีอะไรหรือขอรับ”ข้ามองหน้าเขาแล้วยกยิ้มปกติจะมีแต่ถามว่าชอบสีอะไร แต่บุรุษคนนี้แปลก เขาเลือกที่จะถามว่าไม่ชอบอะไร
“สีที่จัดจ้านเกินไปข้าไม่ชอบ”
“แล้วสีที่โปรดที่สุดล่ะขอรับ”
“สีม่วงและสีฟ้า”
“เครื่องประดับท่านหญิงโปรดแบบใดมากที่สุดขอรับ”
“ไม่มี”เซี่ยฉีเอ๋อร์พยักหน้าแล้วยกยิ้ม....ยิ้มค้างอยู่อย่างนั้น ข้ายิ้มตอบรับแบบแห้งๆ เพราะไม่เข้าใจว่าบุรุษหน้าสุภาพผู้นี้้าจะสื่ออันใด
“ท่านหญิงช่างเหมือนฝ่าานัก”จู่ๆเขาก็เอ่ยเสียงนิ่ม
“ฮะ?”
“เหมือนจริงๆขอรับยิ่งใบหน้าและดวงตาของท่านเหมือนฝ่าาไม่ผิดเพี้ยน”พูดเฉยๆก็ได้เ้าไม่จำเป็ต้องมาชันเข่าแล้วใช้มือััหน้าข้า....เซี่ยฉีเอ๋อร์ลุกมาคุกเข่าตรงหน้าแล้วใช้นิ้วไล้ใบหน้าของข้าอย่างช้าข้ากลืนน้ำลายอย่างตระหนก
ไม่เอาน่า...ความรู้สึกนี้มันเหมือนตอนเจอเยี่ยเลย
ทว่า
“ท่านกำลังกลัวผู้น้อยหรือขอรับ?”ข้าเตรียมเอ่ยโต้แย้งใช้ดวงตาของตนสบกับดวงตาสีม่วงอ่อนใสที่ดูลึกลับของเซี่ยฉีเอ๋อร์
หากแต่ยิ่งสบ....คล้ายทุกสิ่งทุกอย่างที่ข้าคิดเขาล้วนล่วงรู้
“ปะ...”นิ้วที่ไล้ใบหน้าลากผ่านแก้มจนหยุดที่ริมฝีปากอิ่มแดงระเรื่อเขากดนิ้วของตนที่ปากของข้าข้าหลุบตามองนิ้วเขาแล้วตวัดสายตาใส่ใบหน้าสุภาพหล่อเหลาอย่างเอาเื่
“ไม่ต้องกลัวผู้น้อยขอรับท่านหญิงผู้น้อยจะไม่มีวันทำร้ายท่านหญิงเป็อันขาด”
ตราบใดที่ท่านเป็เชื้อพระวงศ์แห่งหงเทียน
ข้าขมวดคิ้วกับท่าทีของเขาอันใดเข้าสิงเ้า? เอาเซี่ยฉีเอ๋อร์แสนสุภาพเมื่อครู่คืนมา!
ก่อนจะเบิกตากว้างเมื่อเซี่ยฉีเอ๋อร์ละมือจากใบหน้าของข้าเป็เส้นผมที่เหลือจากการเกล้าเพียงครึ่งศีรษะด้านหลังเขาช้อนเส้นเกศาปอยหนึ่งแล้วเคลื่อนหน้าลงคล้ายจะประทับริมฝีปากลงอย่างแ่เบา
“เฮ้ย!”ข้าแหกปากลั่นยกมือดึงเส้นผมตัวเองออกก่อนที่ริมฝีของเขาจะประทับลงเส้นผมของตัวเอง พลางกระถดเข้าเก้าอี้มากกว่าเดิมเซี่ยฉีเอ๋อร์ยกใบหน้าขึ้นมาตัวเขาที่ชันเข้าข้างหนึ่งยังสูงกว่าข้าที่นั่งเก้าอี้ดวงตาสีม่วงอ่อนฉายแววเ้าเล่ห์ครู่หนึ่งแล้วหายไปอย่างรวดเร็ว
ข้าอ้าปากสั่นระริก
อย่ามาทำตาใสข้าเห็น ข้าเห็นว่าดวงตาเ้าบ่งบอกว่ากำลังสนุก!!!!
“ไว้เจอกันใหม่นะขอรับท่านหญิงผู้น้อยขอตัวลา”ทิ้งให้ข้างงเป็เทพตาแตก ที่มองเทพเปลี่ยนโหมดอารมณ์รวดเร็วประหนึ่งสับสวิชต์ไฟ เซี่ยฉีเอ๋อร์ยันกายขึ้นแล้วโค้งกายทำความเคารพก่อนเดินหันหลังให้
มันต้องโค้งทำความเคารพแล้วเดินถอยหลังสามก้าวก่อนแล้วหันหลังไม่ใช่เรอะ! แต่เขาก็ทำให้ข้าต้องผงะอีกรอบเมื่ออยู่ดีๆก็หยุดเดินเสียอย่างนั้นชายหนุ่มหันใบหน้าหล่อเหลาสุภาพมาทางหาแล้วขยิบตาให้ทีหนึ่งก่อนจะเดินออกจากห้องอย่างเนิบนาบ
เดี๋ยว
ขยิบตาให้เนี่ยหาเื่กันชัดๆ!!!!
แกร๊กแกร๊ก แกร๊ก
เสียงเท้าของเซี่ยฉีเอ๋อร์ยังหนักเหมือนเคย หงเทียนิอวี้หรี่ตาลงเมื่อรู้ว่าเซี่ยฉีเอ๋อร์กำลังเดินมาหากแต่ก็อ่านฎีกาที่เหล่าขุนนางนำมาถวายผ่านเฉินกงกง
แอ๊ดด
“ยังทรงงานหนักเหมือนเคยนะกระหม่อม”เสียงทุ้มนุ่มของเซี่ยฉีเอ๋อร์ดังขึ้นมาหากแต่หงเทียนิอวี้คร้านจะใส่ใจจักรพรรดิเทพยกพู่กันเขียนตอบฎีกาต่างๆอย่างรวดเร็ว เมินร่างในอาภรณ์สีน้ำเงินที่ยืนพิงบานประตูอย่างสิ้นเชิง
“เมินกระหม่อมได้อย่างไรนี่เพื่อนนะ”คำตัดพ้อของเซี่ยฉีเอ๋อร์ทำให้หงทียนิอวี้ชะงักมือแล้วเหลือบตามองใบหน้าหล่อเหลาติดสุภาพเมื่อครู่แทนที่ด้วยยกยิ้มด้วยใบหน้าเ้าเล่ห์
“เพื่อน...ไม่ใช่พ่อ”ว่าแล้วก็สะบัดพู่กันต่อเซี่ยฉีเอ๋อร์อ้าปากค้าง ตบบานประตูดังปัง แล้วเดินดุ่มๆมาที่เบื้องหน้าโต๊ะทรงงาน ใบหน้าหล่อเหลาบึ้งตึง ก่อนดีดนิ้วดังแปะปรากฏเป็เก้าอี้ไม้ที่พนักพิงขึ้นมา ร่างสูงนั่งลงยกขาไขว้ห้างพลางยักคิ้ว
“ว่ามา”
แกร๊ก
หงเทียนิอวี้เหลือบสายตาสีเงินประกายรุ้งของตนมองเพื่อนอย่างดุเซี่ยฉีเอ๋อร์สบสายตา กระตุกยิ้ม กระดิกเท้ารอ
ปึก
มือเรียววางพู่กันในมือแล้วพิงกับพนักพิงของตน
“เจอนางตอนเช้า”
“อ่าฮะ”
“สงสัยว่าทำไมถึงมีผมสีทองกับตาเงินประกายรุ้ง”
“อย่างไรต่อ”เซี่ยฉีเอ๋อร์กอดอกมองหน้าผู้เล่าเื่การพบท่านหญิงตัวน้อยที่แสนน่ารักราวกับตุ๊กตาที่เขาพึ่งหยอกเย้าไปเมื่อครู่
“สงสัยก็เลยพาตัวนางมา”
“อ๋อลักพาตัวนี่เอง”ชายหนุ่มกล่าวสรุปออกมา หงเทียนิอวี้ตีหน้าดุใส่
“ข้าสงสัยมากว่าทำไมนางถึงเหมือนข้าขนาดนี้ข้าก็เลยพานางไปที่สระหยกสัตตบงกช เพื่อตรวจสอบ”จากที่ฟังอยู่ดีๆเซี่ยฉีเอ๋อร์แทบพุ่งตัวไปเขย่าคอถามผู้เป็เพื่อน
“สระหยก....แล้วๆๆผลปรากฏว่าเป็อย่างไร”ชายหนุ่มผมสีน้ำตาลเปลือกไม้ถามอย่างร้อนรน
“นางสามารถเข้าไปได้”
“หา.....”เซี่ยฉีเอ๋อร์เบิกตากว้างพูดไม่ออกไปครู่หนึ่ง
“ปฐมราชวงศ์ก็ออกมาเล่นกับนางสักพัก”พูดถึงโคตรบรรพบุรุษพู่กันที่ถืออยู่ในมือหักไปครึ่งนึง
“แต่นั่นสตรีนะ...เป็ไปไม่ได้”เขาพึมพำเสียงแหบพร่าราชวงศ์หงเทียนั้แ่ก่อตั้งราชวงศ์มาไม่เคยมีเชื้อพระวงศ์ที่เป็สตรีเลยซักคนองค์ชายที่ไม่ได้ขึ้นครองราชย์เมื่อมีบุตรก็ล้วนเป็บุรุษ
กล่าวได้ว่าราชวงศ์หงเทียนเป็ราชวงศ์บุรุษล้วนแล้วเหตุใดจึงเกิดมีสตรีขึ้นมาได้?
นี่มันเื่ใหญ่ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ
“เป็ไปแล้วพรุ่งนี้ข้าจะประกาศเื่นี้ที่ท้องพระโรงไท่ฟู่และมอบตำแหน่งให้นาง”
“แล้วมารดาของนาง?”
“หลี่ฉางอันนางเกิดในตำหนักเย็น คนที่เลี้ยงนางคือซิงเหมยฮวา และเฟิงจื่อหยา”
“อดีตเทียนฮองเฮาและอดีตเทียนเสียนเฟยงั้นหรือ? หากพวกหัวโบราณปัญญาอ่อนนั่นไม่ยอมรับเถียงว่าราชวงศ์หงเทียนมีแต่บุรุษเล่า?”หงเทียนิอวี้ยกยิ้มกับคำถามของสหาย
“ข้าเตรียมอ่างสุคนธ์เมฆาไว้แล้ว”เซี่ยฉีเอ๋อร์นิ่งเงียบแล้วกล่าว
“เอาจริงหรือ?”
“ลูกสาวของเราทั้งคนนะฉี...”เซี่ยฉีเอ๋อร์หลุบตาลงมองพื้นแล้วลุกขึ้นชายหนุ่มกำมือแล้วคลายออกเก้าอี้ที่ถูกเสกสรรเมื่อครู่ก็มลายหายไป เซี่ยฉีเอ๋อร์สบสายตากับผู้เป็เ้าเหนือหัวและสหายหงเทียนิอวี้ยกยิ้มบางเบาส่งเสริมให้ใบหน้างดงามเหนือโลกานั้นล้ำเลิศขึ้นไปอีก
“เอาเถิดข้าจะอยู่ฝ่ายเ้าก็แล้วกัน”เซี่ยฉีเอ๋อร์พูดด้วยน้ำเสียงอ่อน
“ขอบใจ”
วันต่อมา
“ขึ้นเกี้ยวได้แล้วจอมพยศน้อย”เสียงเรียกอันแสนขัดหูของหงเทียนิอวี้ทำให้ข้าหรี่ตาลง พลางทำหน้าบึ้งตึงอย่าขุ่นเคือง
เขาปลุกนาง
ปลุก-นาง-จาก-นิ-ทรา
เมื่อคืนข้าพยายามหาทางถ่วงเวลาเพื่อจะได้อยู่ตัวคนเดียวแล้วใช้มนตราบอกท่านแม่ว่ายังมีชีวิตอยู่ดีแต่ว่าเขากลับมีทางสะกัดกั้นข้าได้ทุกครา
“นอนได้นอนดีชาติที่แล้วเกิดตัวี้เีหรือวันๆไม่ทำอะไร วันๆเอาแต่นอน”
“คนปากร้าย”ข้าแหวใส่ก่อนจะย่นจมูกเมื่อรู้สึกปวดคอ เครื่องประดับบนหัวของข้าส่งเสียง กรุ๊งกริ๊งยามขยับกาย แถมชุดที่สวมใส่ยังมีหลายชั้นอีกต่างหากทั้งๆที่มันเป็ผ้าพลิ้วสีฟ้าอ่อนมันควรจะโปร่งเย็นสบายสิ!
“ผู้ใดบอกว่า้าหลักฐานอยากได้หลักฐานมันก็ต้องลำบากหน่อย”เขาว่าพลางย่อกายอุ้มเ้าตัวเล็กเข้าเกี้ยวนางขมวดคิ้วแล้วเอาหน้าซบไหล่
“หิวง่วง จะรีบอะไรนักหนา”นางบ่นอุบอิบ แล้วถูหน้ากับไหล่กว้างหงเทียนิอวี้ตระกองกอดไว้แล้วใช้มือข้างหนึ่งลูบหัวแ่เบา
“เอาไว้เ้าตื่นแล้วบิดาจะเรียกเ้า”เมื่อได้รับคำอนุญาต นางก็หลับตาลงแล้วใช้มือข้างหนึ่งจับแขนเสื้อสีขาวผ่องของเขา
หลับเสียเด็กดี
ยามเ้าตื่นขึ้นมาเ้าหาใช่หงเทียนเฟิ่งเยี่ยเด็กน้อยในตำหนักเย็นผู้นั้นอีกต่อไป
“เฟิ่งตื่นได้แล้ว”
“หืม..?”
“ตื่นได้แล้ว”หงเทียนิอวี้ย้ำประโยคเฟิ่งเยี่ยทำตาปรือๆคล้ายสติยังไม่กลับคืน ผู้ป็นเบิดาใช้มือข้างหนึ่งกุมหน้าแล้วบีบแก้มทีหนึ่ง
“อื้ออออ”นางคำรามในลำคอแล้วจ้องอย่างขุ่นเคือง
“ถึงแล้วเหลือลงจากเกี้ยวเท่านั้น ทำหน้าให้มันดีๆหน่อย”นางเบะให้เขาพลางใช้สองมือน้อยตบแก้มตัวเองแปะๆหยิบผ้าเช็ดหน้าจากอกสื้อแล้วเช็ดหน้าตัวเองไปมา ก่อนจะรินน้ำชาแล้วยกดื่มเอง
“เฮ้อ...ข้าต้องทำอะไรบ้างล่ะเ้าคะ?”หงเทียนิอวี้เหยียดยิ้ม
“ไม่ใช่เ้าต้องเป็อีกคน”เขาบอกเพียงแค่นั้นแล้วกล่าว ข้าขมวดคิ้วแล้วพยักหน้าลงอย่างเข้าใจเนื่องจากเคยสอนสั่งเช่นนี้มาก่อน
“เปิดเกี้ยว!”มินานนักประตูเกี้ยวก็เบิกออกแสงจากภายนอกสาดเข้ามาจนนางต้องหยีตา
“เฟิ่งเยี่ยเดินออกมาสิ”หงเทียนิอวี้เดินออกไปด้านนอกแล้วหันร่างส่งมือให้ร่างเล็กข้าสูดหายใจเข้าอกแล้วส่งมือของตนวางลงกับฝ่ามือของเขา
สองมือกุมกันประสานไว้ที่หน้าท้องยืนตัวตรงเชิดหน้าขึ้นราวกับนางหงส์ดวงตาที่แวววับจากคำเรียกจอมพยศสงบนิ่งเดาอารมณ์ไม่ถูก บรรยากาศรอบตัวที่ดูมีความเป็มิตรเปลี่ยนเป็ความสูงส่งขึ้นที่ใครก็มิอาจสามารถแตะได้นางเดินอ้อมตัวเขาจากด้านหลัง
ั้แ่เกิดมาสิ่งที่เธอจำความได้พอๆกับการกินคือการฝึกมารยาท
มารยาทหญิงงามมารยาทสตรีที่สูงส่ง
จงไว้ตัวสำนึกไว้ว่าเ้าสูงส่งจนใครก็มิอาจแตะต้องได้
“สูงส่งอย่างไรหรือเ้าคะ”นางในยามนั้นถามด้วยความสงสัย
“สักวันเ้าจะรู้เอง เฟิ่งเอ๋อร์”
สักวันของท่านแม่...คงไม่ใช่วันนี้ของลูกเ้าค่ะ
เทียนอวี้ศักราชที่ 8000
จักรพรรดิเทพหงเทียนิอวี้ได้เข้าประชุมการจัดงานต้อนรับจักรพรรดิจากสี่อาณาจักรในยามนั้นพระองค์ได้นำพาความสงสัยให้แก่ข้าราชบริพารที่ยืนรอรับเสด็จร่างที่ออกมาจากเกี้ยวพันเมฆาร่างคือองค์จักรพรรดิ ร่างต่อมาคือเด็กสตรีในอาภรณ์สีฟ้าอ่อนบนศีรษะของนางประดับด้วยปิ่นปักและปิ่นระย้า ล้วนทำมาจากไข่มุกสีขาวนวลและอัญมณีสีฟ้าและน้ำเงินเล่นลายเป็ก้อนเมฆพันด้วยดอกไม้แกะสลักจากหยกธาราหายากตัดกับเส้นเกศาสีทองสุกปลั่ง
เด็กสตรีผู้นั้นใช้สองมือประสานกันที่หน้าท้องใบหน้างดงามเหนือเด็กวัยเดียวกันเชิดขึ้นอย่างเย่อหยิ่งราวกับทุกสรรพสิ่งไม่มีค่าให้นางเสตามอง ใบหน้านางแต้มรอยยิ้มน้อยๆราวกับไม่ถือตัวหากแต่ก็ช่วยให้โครงหน้าอ่อนหวานขึ้น
ร่างเล็กเดินตามหลังจักรพรรดิอย่างเชื่องช้าและสง่าสงามราวกับสตรีชั้นสูงที่ได้รับการฝึกเป็อย่างดีแม้แต่ชายกระโปรงของนางยังไม่มีการสะบัดแม้แต่น้อยในยามเดิม ที่สำคัญกว่านั้นดวงตาของนางเป็สีเงินประกายรุ้งวาววามราวกับอัญมณีน้ำงามหยอกล้อแสงอาทิตย์ในยามนั้นกลิ่นหอมอ่อนแผ่กำจายออกมาชวนให้ลุ่มหลงและยอมจำนนอย่างแท้จริง
เทพสตรีวัยเยาว์ผู้มีใบหน้างดงามเหนือเทพวัยเดียวกันเป็ใครกัน?เหตุใดนางถึงมีเส้นเกศาสีทองสุกปลั่ง ดวงตาสีเงินประกายรุ้งอันเป็ลักษณะรัชทายาท
นาง-คือ-ใคร