วารินเติบโตมาในบ้านที่ไม่มีวันขาดอะไรเลยทุกสิ่งที่อยากได้เธอจะต้องได้เสมอ ไม่ว่าจะเป็ของเล็กน้อยหรือของฟุ่มเฟือยใหญ่โตพ่อแม่และคนรับใช้ล้วนคุ้นชินกับการตามใจคุณหนูจนเป็เื่ปกติ
เธอจึงชินกับการพูดจาแรงๆ โดยไม่ต้องกังวลว่าจะถูกโต้กลับทุกคำสั่งเหมือนจะศักดิ์สิทธิ์เกินกว่าจะมีใครกล้าขัดและโลกของเธอก็ดำเนินไปด้วยความเชื่อมั่นนั้นมาตลอดจนกระทั่งวันที่ครอบครัวจ้างคนขับรถใหม่เข้ามาแทนที่คนเก่า
ชายหนุ่มที่ก้าวเข้ามาในบ้านไม่ได้ดูอ่อนน้อมอย่างที่เธอคาดหวังเขาสุภาพแต่ไม่ยิ้มแย้ม ใบหน้าคมเข้มและสายตาเฉียบทำให้วารินหยุดชะงักไปครู่หนึ่งก่อนเขาจะเอ่ยเพียงสั้น ๆ ว่า “ผมชื่อโดมครับ”เสียงทุ้มเรียบนิ่งแต่หนักแน่นจนทำให้ห้องโถงเงียบลง
คุณหนูหรี่ตามองแล้วกอดอกเสียงหัวเราะหยันเล็ดลอดจากริมฝีปากทันที “ก็ดูไม่เหมือนคนขับรถสักเท่าไหร่หวังว่าจะขับเป็จริง ๆ นะ ไม่ใช่มายืนทำท่าขรึม ๆ”เธอจงใจจะกดเขาให้ต่ำลงั้แ่แรกพบ
แต่แทนที่จะรีบก้มหัวอธิบายโดมกลับพยักหน้ารับสั้น ๆ ไม่มีแม้ร่องรอยลังเลคำพูดประชดประชันของเธอถูกกลืนหายไปในความเงียบราวกับเขาไม่ได้รู้สึกอะไรเลยสักนิด
บรรยากาศนั้นทำให้วารินหงุดหงิดยิ่งกว่าเดิมดวงตาคมที่จับจ้องเธอโดยไม่หลบเหมือนกดดันเธอเงียบ ๆและนั่นทำให้เธอเผลอกัดริมฝีปากของตัวเองด้วยความหงุดหงิดปนสับสน
เสียงเครื่องยนต์ของรถยุโรปคันหรูดังแ่ขณะเลี้ยวเข้าสู่ถนนใหญ่วารินนั่งไขว่ห้างอยู่เบาะหลังเหลือบมองกระจกด้านหน้าแล้วถอนหายใจยาวอย่างไม่ปิดบังความเบื่อหน่าย
“ขับให้เร็วกว่านี้ไม่ได้หรือไง ฉันจะสายอยู่แล้วนะ”น้ำเสียงคมกริบดังขึ้นพร้อมกับการเคาะเล็บใส่ขอบประตูรถเป็จังหวะเธอคาดหวังจะได้ยินคำขอโทษหรือคำอธิบาย
แต่โดมเพียงขับไปข้างหน้าด้วยสีหน้าเรียบเฉยไม่เอ่ยอะไรสักคำความเงียบของเขากลับยิ่งทำให้คำบ่นของวารินดังก้องอยู่ในรถจนเธอหงุดหงิดยิ่งกว่าเดิม
คุณหนูเบือนหน้ามองออกไปนอกกระจกตลอดทางแต่ใจกลับร้อนรนแปลก ๆสายตาคมที่มองตรงอยู่ตลอดเวลานั้นทำให้เธอรู้สึกเหมือนถูกกดทับทั้งร่างโดยที่เขาไม่ต้องขยับเข้ามาใกล้
เมื่อรถหยุดตรงหน้าตึกคณะเธอผลักประตูลงไปอย่างถือดี เสียงส้นรองเท้ากระทบพื้นดังชัดในเช้าวันนั้นแต่ในหัวเธอยังวนเวียนกับความเงียบของเขาไม่จางหาย
เสียงหัวเราะดังลั่นจากมุมคณะทันทีที่วารินก้าวเข้ามาเพื่อนสนิทอีกสองสาวนั่งไขว่ห้างบนเก้าอี้ยาวถือแก้วกาแฟหรูราคาแพงส่วนหนุ่มอีกคนสะบัดผมทองย้อมจัดจ้านก่อนจะยกยิ้มกวน ๆ
“มาช้าตลอดนะยัยวาริน สงสัยมัวแต่ส่องกระจกอยู่ในรถหรูละสิ”หนุ่มคนนั้นแซวเสียงดังจนทุกคนหัวเราะ วารินเบ้ปากทันทีแต่ก็ไม่ปฏิเสธเพราะมันคือเื่จริง
“ก็ดีกว่าพวกเธอแหละ ที่ต้องนั่งแท็กซี่ร้อน ๆ มา” เธอสวนกลับเสียงเชิดก่อนจะโยนกระเป๋าลงบนโต๊ะอย่างไม่สนใจสายตารอบข้างเสียงดังนั้นยิ่งทำให้เพื่อนในกลุ่มหัวเราะชอบใจ
เพื่อนสาวอีกคนยกขาไขว่ห้างพลางหัวเราะร่วน“ไม่พูดก็รู้ว่ายัยนี่มันคุณหนูเอาแต่ใจที่สุดในกลุ่มเรา แต่มันก็จริงนะใครจะมีคนขับรถส่วนตัวอย่างเธอกัน” คำพูดเล่น ๆกลับทำให้วารินเหลือบตามองโดมที่ยืนรอห่าง ๆ
เขายังคงยืนนิ่งไม่ไหวติงแววตาคมที่ไม่แสดงอารมณ์ใด ๆ ทำให้วารินเผลอหายใจแรงขึ้นเล็กน้อยแต่ก็รีบเบือนหน้าหนีแล้วหันกลับไปหัวเราะพร้อมเพื่อน ๆ ราวกับไม่รู้สึกอะไรเลย
หลังเลิกเรียนกลุ่มคุณหนูทั้งสามกับวารินพากันเดินออกมาจากตึก เสียงหัวเราะและคำพูดแรง ๆของพวกเธอดังจนคนรอบข้างหันมามองด้วยความไม่พอใจ แต่ไม่มีใครกล้าเอ่ยปากเพราะต่างรู้ว่าเด็กกลุ่มนี้ไม่ใช่คนธรรมดา
“วันนี้ขับรถเก่า ๆ มาอีกแล้วนะ สงสารคนที่นั่งด้วยจริง ๆ”เพื่อนสาวคนหนึ่งเย้ยใส่เพื่อนต่างกลุ่มที่เดินผ่านไปวารินหัวเราะเสียงดังพร้อมกับเพื่อนอีกสองคนความแรงของถ้อยคำทำให้คนฟังหน้าเสียแต่ไม่กล้าสวนกลับ
เพื่อนหนุ่มในกลุ่มยกโทรศัพท์ขึ้นถ่ายเซลฟีแล้วหัวเราะ“พวกเรานี่มันกลุ่มตัวท็อปของมหาลัยจริง ๆ ใครก็แตะไม่ได้”คำพูดนั้นทำให้วารินยืดอกอย่างถือดี สายตาเธอเป็ประกายเมื่อพูดสวนขึ้นว่า“ก็แน่อยู่แล้วสิ ใครมันจะกล้าเทียบกับพวกเรา”
ในจังหวะที่เธอกำลังหัวเราะอย่างได้ใจดวงตาก็เหลือบไปเห็นโดมที่ยืนพิงรถรออยู่ไกล ๆท่าทีสงบนิ่งและสายตาคมกริบที่จับจ้องมาเพียงครู่เดียวทำให้เธอเผลอชะงักแต่ก็รีบเบือนหน้ากลับไปหัวเราะกับเพื่อนราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ความเงียบของโดมเมื่ออยู่ห่างๆ กลับดังขึ้นในใจของวารินมากกว่าทุกเสียงรอบตัวและนั่นทำให้เธอรู้สึกเหมือนทุกคำหัวเราะที่เปล่งออกไปเป็เพียงเกราะบาง ๆที่ใช้ปิดบังความสั่นไหวที่เธอไม่อยากยอมรับเท่านั้น
รถหรูแล่นออกจากลานมหาลัยในยามเย็นวารินทิ้งตัวลงบนเบาะหลังอย่างไม่เกรงใจมือถือถูกยกขึ้นเพื่อถ่ายรูปเช็กอินทันทีที่ขึ้นรถเสียงเคาะเล็บใส่หน้าจอดังเป็จังหวะจนบรรยากาศเงียบขรึมของโดมถูกทำลายลง
“รอนานจนเซ็งไปหมด คราวหลังถ้ามาช้ากว่านี้อีก ฉันจะให้พ่อเปลี่ยนคนขับแน่”เธอพูดโดยไม่แม้แต่จะเหลือบตามอง กระแทกคำแรง ๆ อย่างเคยทำกับทุกคนรอบตัว
รถหยุดกะทันหันเพียงเล็กน้อยก่อนจะแล่นต่อไปอย่างมั่นคงวารินเงยหน้าขึ้นอย่างไม่พอใจ แต่ยังไม่ทันจะเอ่ยปากเสียงทุ้มต่ำก็แทรกขึ้นจากเบาะคนขับ “คุณหนู พูดมากไปแล้วนะครับ”
วารินอ้าปากเตรียมจะเถียงแต่สายตาคมกริบที่สะท้อนผ่านกระจกมองหลังทำให้เธอเผลอกลืนคำไปครู่หนึ่งหัวใจเต้นแรงขึ้นอย่างไร้เหตุผล ริมฝีปากที่ตั้งใจจะด่ากลับเม้มแน่นโดยไม่รู้ตัว
บรรยากาศในรถกลับเงียบลงอีกครั้งคราวนี้เป็ความเงียบที่กดทับจนเธอรู้สึกหายใจไม่ทั่วท้องวารินเบือนหน้ามองออกไปนอกกระจก หวังจะปิดบังความร้อนวูบวาบในอกที่เพิ่งถูก “สั่งสอน”อย่างเงียบงันเป็ครั้งแรก
“พูดมากไปแล้วงั้นเหรอ” วารินหัวเราะหยันทันทีที่ได้ยินคำเตือนจากเขา“อย่ามาทำเสียงเข้มใส่นะโดม นายมันก็แค่คนขับรถ ฉันจะพูดอะไรก็เื่ของฉันไม่เกี่ยวกับนาย” คำพูดแรง ๆ ถูกปล่อยออกมารวดเดียวเหมือนหอกที่จงใจทิ่มแทง
รถยังคงแล่นไปบนถนนเงียบๆ แต่ความเงียบครั้งนี้กลับหนักอึ้งกว่าทุกครั้งแผ่นหลังที่นั่งตรงของโดมไม่ขยับเลยแม้แต่น้อยราวกับกำลังอดทนฟังทุกคำด่าให้ผ่านไปแต่สายตาคมในกระจกกลับกดเธอจนรู้สึกเหมือนหายใจติดขัด
“ถ้าไม่ชอบก็ลาออกไปสิ ฉันจะได้ให้พ่อหาคนใหม่มาแทนจะได้ไม่ต้องมานั่งทำหน้าขรึมเหมือนพระพิฆเนศอยู่ทุกวันแบบนี้”น้ำเสียงเย้ยหยันยังไม่หยุด เธอแสร้งเชิดหน้าออกไปนอกหน้าต่างทั้งที่หัวใจเต้นแรงจนแทบหลุดออกมา
ไฟจราจรเปลี่ยนเป็สีแดงรถหยุดลงทันที เสียงเบรกดังสั้น ๆ ทำให้บรรยากาศยิ่งกดดันมากขึ้นก่อนที่เสียงทุ้มจะดังขึ้นชัดถ้อยชัดคำ “คุณหนู ถ้ายังไม่หยุดปากผมจะหาวิธีสั่งสอนให้จำขึ้นใจ”
วารินหันขวับกลับมาสายตาแข็งกร้าวเต็มไปด้วยการท้าทาย “เหรอ นายจะทำอะไรฉันได้ นายมันก็แค่คนขับรถ”ประโยคสุดท้ายหลุดออกมาด้วยรอยยิ้มยั่วเย้าปนถือดีแต่ในอกกลับสั่นสะท้านอย่างที่ไม่กล้ายอมรับ
เสียงเครื่องยนต์ดังขึ้นอีกครั้งรถออกตัวอย่างมั่นคง แต่ความเงียบที่ปกคลุมเต็มไปด้วยแรงกดดันที่ไม่เคยมีมาก่อนริมฝีปากของวารินเม้มแน่น เธอรู้ว่าได้ล้ำเส้นไปแล้วและไม่แน่ว่าการสั่งสอนครั้งต่อไปจะไม่หยุดแค่คำพูดอีกต่อไป
ไฟถนนลอดเข้ามาในรถเป็เส้นสลับขาวดำวารินเอนตัวพิงเบาะตาเฉี่ยวใส่กระจกมองหลัง ก่อนจะหัวเราะหยันออกมา“ทำเป็ขู่เชียว ที่พูดมาน่ะ ฉันไม่กลัวหรอกนะ นายมันก็แค่คนใช้ถึงยังไงฉันก็เหนือกว่านายอยู่ดี”
โดมไม่ตอบในทันทีเสียงเครื่องยนต์ยังคงดังต่ำในความเงียบแต่สายตาคมเข้มที่สะท้อนกลับมากดเธอไว้จนเธอรู้สึกเสียววาบในอกคล้ายกำลังท้าทายสิ่งที่ไม่ควรท้าทาย
“คุณหนู…อย่าพูดแบบนั้นอีก” น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยช้า ๆแต่ชัดเจนเกินกว่าจะทำเป็ไม่ได้ยินน้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยแรงกดดันจนเธอแทบหายใจไม่ทั่วท้อง
“แล้วถ้าฉันพูดอีกล่ะ จะทำไม” วารินเชิดหน้าทันทีดวงตาสบตาในกระจกอย่างท้าทาย ริมฝีปากยกยิ้มเยาะเหมือนเด็กดื้อที่อยากลองของ“จะลงโทษฉันหรือไง ลองสิ ฉันอยากรู้เหมือนกันว่าจะกล้าแค่ไหน”
เสียงเบรกดังขึ้นเมื่อรถชะลอจอดริมทางที่เงียบสงัดแรงสั่นะเืเล็กน้อยทำให้เธอเงยหน้ามองอย่างใ แต่ยังไม่ทันได้ด่าต่อมือใหญ่ของเขาก็คว้าข้อมือเล็กกดลงกับเบาะทันที ความแรงไม่ได้ทำให้เจ็บแต่พอให้รู้ว่าเธอไม่มีสิทธิ์ขยับหนี
“นี่เป็ครั้งแรกและครั้งเดียวที่ผมเตือนด้วยมือ”เสียงทุ้มกระซิบใกล้จนวารินสะท้านไปทั้งร่าง “ครั้งต่อไปถ้าคุณหนูยังล้ำเส้นผมจะไม่หยุดแค่นี้”
หัวใจวารินเต้นแรงจนแทบทะลุอกเธอพยายามยกคางขึ้นอย่างถือดีแต่ปลายนิ้วกลับสั่นไหวจนเผยให้เห็นความสั่นสะท้านที่เธอไม่กล้ายอมรับร่างกายกลับตอบสนองสวนทางกับคำพูดเชิด ๆ ของตัวเองอย่างสิ้นเชิง
วารินกระตุกข้อมือพยายามดึงออกแต่แรงของโดมมั่นคงเกินไป ใบหน้าของเธอร้อนผ่าวขณะจ้องเขาผ่านกระจกมองหลังสายตาท้าทายยังไม่หายไปแม้จะรู้ว่ากำลังเสียเปรียบ
“คิดว่าจับไว้แบบนี้แล้วฉันจะกลัวเหรอ นายมันก็แค่คนขับรถไม่มีสิทธิ์มาสั่งฉัน” เสียงแหลมดังชัดเจนในรถที่เงียบกริบแต่ปลายน้ำเสียงสั่นจนแทบฟังออกว่าหัวใจเต้นแรงขนาดไหน
โดมไม่เถียงกลับเขาเพียงปล่อยมือช้า ๆ ก่อนจะพารถออกจากข้างทางกลับสู่ถนนอีกครั้งความเงียบที่ตามมาหนักหน่วงราวกับเป็การลงโทษในตัวเองเธอรู้สึกว่าความไม่พอใจถูกกลืนหายไปกับแรงกดทับในอกที่ไม่อาจอธิบายได้
วารินเชิดหน้าพูดต่อเหมือนจะกลบเกลื่อน“ถ้ามีอีก ฉันก็จะพูดอีก นายทำอะไรฉันไม่ได้หรอก”แต่ทันทีที่เธอได้ยินเสียงทุ้มตอบกลับเบา ๆ ว่า “รอดูเองแล้วกันครับ คุณหนู”ร่างกายเธอก็สั่นวูบโดยไม่เข้าใจว่าทำไม
เธอหันหน้าหนีมองออกไปนอกหน้าต่างพยายามไม่ให้เขาเห็นแก้มที่แดงขึ้นอย่างชัดเจน ทุกครั้งที่คำว่า คุณหนู หลุดออกจากปากเขามันกลับกดเธอไว้หนักกว่าคำสั่งใด ๆ ที่เคยได้รับมาในชีวิต
ตลอดเส้นทางที่เหลือรถยังคงแล่นไปอย่างมั่นคง แต่บรรยากาศกลับตึงเครียดจนแทบหายใจไม่ออกวารินพยายามทำเป็ไม่สนใจเบือนหน้ามองออกไปนอกหน้าต่างทั้งที่หัวใจยังเต้นแรงไม่หยุด
“อย่าคิดนะว่าแค่ทำเสียงเข้มกับฉันแล้วฉันจะยอม ฉันไม่ได้กลัวนายสักหน่อย”เธอพูดพึมพำแต่เสียงยังคงดังพอให้เขาได้ยินริมฝีปากเม้มแน่นคล้ายตั้งใจจะยืนยันความถือดีของตัวเอง
สายตาคมในกระจกมองหลังหันมามองเพียงเสี้ยววินาทีทำให้วารินสะดุ้งเล็กน้อยเธอรีบเชิดหน้าขึ้นสูงกว่าเดิมราวกับจะปิดบังความสั่นสะท้านที่เอ่อล้นอยู่ข้างใน
“คุณหนูจะพูดอะไรก็พูดได้ แต่ผมย้ำอีกครั้ง…ถ้าล้ำเส้นเมื่อไรผมจะไม่หยุดแค่เตือน” เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นชัดเจนเสียงนั้นไม่ดังนักแต่กลับก้องสะท้อนในอกเธอจนเืสูบฉีดแรงกว่าทุกครั้ง
วารินกัดริมฝีปากพยายามกลั้นเสียงหัวใจที่เต้นรัวไม่ให้ดังออกมา เธออยากจะด่า อยากจะยั่วต่อแต่กลับได้เพียงหันหน้าหนี แสร้งทำเป็ไม่สนใจทั้งที่ความจริงร่างกายกำลังตอบสนองต่อคำพูดนั้นอย่างชัดเจน
รถเลี้ยวเข้าสู่ถนนย่านบ้านหรูเสียงล้อบดไปบนพื้นถนนเรียบสนิท วารินนั่งกอดอก เธอยังทำท่าทางไม่พอใจแต่ใบหน้าที่ร้อนผ่าวบอกชัดว่าคำพูดของโดมเมื่อครู่ยังติดอยู่ในหัว
“ทำอย่างกับว่าฉันกลัวจริง ๆ …อย่าคิดนะว่าฉันจะยอมฟัง”เธอบ่นพึมพำเสียงแข็ง แต่แววตาที่สะท้อนในกระจกกลับสั่นไหวริมฝีปากสั่นเล็กน้อยจนแทบควบคุมไม่อยู่
โดมไม่ได้ตอบอะไรทันทีเพียงขับต่อด้วยสีหน้าเรียบนิ่งแต่ในเงียบสงัดนั้นกลับเต็มไปด้วยแรงกดดันที่กดทับจนทำให้เธออยากจะหลบสายตาคมกริบนั้นให้ได้
เมื่อรถเลี้ยวเข้าประตูใหญ่ของบ้านวารินรีบหยิบกระเป๋าแล้วก้าวลงอย่างถือดีเธอหันกลับไปสบตาเขาผ่านกระจกอีกครั้งก่อนจะเชิดหน้าขึ้นสูง “ครั้งหน้าต่อให้พูดอีกกี่ครั้ง ฉันก็จะไม่หยุดหรอก”
โดมเพียงพยักหน้าช้าๆ ราวกับรับรู้คำท้าทายนั้นโดยไม่แสดงอารมณ์ แต่ในน้ำเสียงทุ้มต่ำที่ดังตามมาเบา ๆกลับทำให้เธอแทบหยุดหายใจ “งั้นก็รอรับบทเรียนได้เลยครับ…คุณหนู”
วารินสะดุ้งเล็กน้อยหัวใจเต้นรัวจนแทบทะลุอก เธอรีบหันหลังเดินเข้าบ้านแต่ก้าวเดินกลับหนักอึ้งเหมือนกำลังแบกความลับที่ไม่มีใครควรรับรู้ไว้เพียงลำพัง