บทที่ 28 พวกคนไม่ดีจำเอาไว้ข้าไม่ปล่อยไปแน่
เสียงกลองร้องทุกข์ดังก้องสะท้อนอยู่หน้าศาลาว่าการอย่างต่อเนื่องแต่ละครั้งที่หลินอวี้หรานยกไม้กลองขึ้นฟาดลงไปหัวใจของนางก็เหมือนถูกกระแทกตามไปด้วยความหวาดกลัว ความโกรธและความอับอายจากเหตุการณ์เมื่อครู่ยังคงปะปนกันอยู่ในอกแต่นางก็ฝืนยืนหยัดไม่ยอมถอย
ชาวเมืองจำนวนไม่น้อยเริ่มมุงดูบางคนเป็พยานจากเหตุการณ์เมื่อครู่ บางคนก็เพียงแค่มาดูความคึกคักแต่ทุกสายตาล้วนจับจ้องมาที่หญิงสาวที่กำลังตีกลองอย่างไม่ย่อท้อ
ไม่นานประตูศาลาว่าการก็เปิดออกทหารยามก้าวออกมาพร้อมประกาศเสียงดังให้ผู้ร้องทุกข์เข้าไปด้านในหลินอวี้หรานสูดลมหายใจลึกก่อนจะเดินนำเข้าไป ตามด้วยหลินเสี่ยวเฉิน เถ้าแก่หลิวและชาวเมืองที่อาสามาเป็พยานให้
ภายในศาลาว่าการกว้างขวางและเย็นเยียบบรรยากาศกดดันจนทำให้หลายคนรู้สึกอึดอัดที่นั่งสูงสุดด้านหน้าคือบัลลังก์ของเ้าเมืองหวงจิ่งผู เขาสวมชุดขุนนางเต็มยศใบหน้าเรียบเฉยแต่แฝงด้วยความเ็าเล็กน้อย
ชื่อเสียงของเขานั้นไม่มีใครไม่รู้เขาคือเ้าหนี้รายใหญ่ผู้กอบโกยผลประโยชน์จากชาวบ้านและยังมีความเกี่ยวข้องกับร้านค้าหลายแห่งในเมืองแห่งนี้
หลินอวี้หรานคุกเข่าลงตามธรรมเนียมเสียงของนางในตอนแรกยังสั่นเล็กน้อยแต่เมื่อเริ่มเล่าเื่ั้แ่ต้นจนจบนางก็พูดได้อย่างชัดเจนและหนักแน่นขึ้นทุกคำั้แ่การเข็นผักเข้ามาในเมืองไปจนถึงการถูกข่มขู่ ยึดผัก และถูกผลักจนล้ม
เสียงของนางสะท้อนอยู่ในศาลาว่าการอย่างชัดเจนท่ามกลางความเงียบของทุกคน
เมื่อเล่าจบชาวเมืองที่ยืนอยู่ด้านหลังก็เริ่มพูดยืนยัน
“พวกข้าเห็นกับตา”
“มันแย่งไปจริง ๆ ใต้เท้า”
“นางไม่ได้ยินยอมเลยแม้แต่น้อย”
เสียงเ่าั้ดังขึ้นเป็ระยะราวกับคลื่นเล็กๆ ที่พยายามซัดเข้าหาฝั่ง แต่บนบัลลังก์หวงจิ่งผูกลับเพียงแค่เอนตัวเล็กน้อยใช้สายตามองลงมาอย่างเฉยเมย นิ้วของเขาเคาะโต๊ะเป็จังหวะช้า ๆเหมือนไม่ได้ใส่ใจกับคำพูดเ่าั้มากนัก
“ในเมื่อมีการกล่าวหา ก็ต้องเรียกอีกฝ่ายมาสอบถาม”เ้าเมืองรูปร่างตุ๊ต๊ะพูดขึ้นเสียงเรียบ
ไม่นานเ้าของร้านอาหารนามว่าเผิงต้าคุนก็ถูกพาตัวเข้ามาเขาเดินเข้ามาด้วยท่าทางสบาย ๆ ราวกับมาชมการแสดงมากกว่าจะมาเผชิญหน้ากับคดีเมื่อเห็นหลินอวี้หรานเขาก็ยิ้มเยาะอย่างไม่ปิดบังสายตานั้นเต็มไปด้วยความมั่นใจและดูแคลน
หญิงสาวกำชายเสื้อแน่นพยายามไม่หลบสายตา
“เ้าถูกกล่าวหาว่าแย่งชิงผักจากนางจริงหรือไม่” หวงจิ่งผูถาม
เผิงต้าคุนหัวเราะเบาๆ ก่อนจะตอบอย่างสบายใจ “ใต้เท้า...ข้าเพียงซื้อผักจากนางเท่านั้นไม่ได้ปล้นแต่อย่างใด ข้ายังให้เงินนางไปแล้วด้วย”
คำพูดนั้นทำให้เสียงฮือฮาดังขึ้นทันทีคนที่อยู่ในเหตุการณ์ถลึงตาใส่เผิงต้าคุนเพราะพากันเห็นเต็มตาว่าสาวน้อยไปได้ตั้งใจขายให้เขาเพียงแค่โยนเศษเงินให้นางก็เท่านั้น
หลินอวี้หรานรีบพูดแทรก“ไม่ใช่เ้าค่ะ! เขาไม่ได้ซื้อ เขาแย่งไป ข้าไม่ได้ตกลงด้วย”
“แต่เ้าก็รับเงินมาไม่ใช่หรือ” หวงจิ่งผูถามกลับอย่างเ็า
หญิงสาวชะงักไป“ข้า…ข้าไม่มีทางเลือก”
“ในเมื่อมีเงินแลกเปลี่ยนก็ถือเป็การซื้อขาย” หวงจิ่งผูสรุปสั้น ๆ
คำพูดนั้นเหมือนค้อนหนักที่ทุบลงกลางใจของทุกคนเถ้าแก่หลิวขมวดคิ้วแน่นก่อนจะก้าวออกมา “ใต้เท้านี่ไม่ใช่การซื้อขาย แต่เป็การบังคับ”
“พอ” หวงจิ่งผูยกมือห้าม “อย่าพูดมากเ้าจะทำให้เื่ราวมันใหญ่โตไปทำไมกัน ผู้ซื้อก็ได้ผักไปส่วนผู้ขายก็ได้เงินมานี่เป็สิ่งที่สมควรแล้ว”
บรรยากาศในศาลาเริ่มตึงเครียดขึ้นอย่างเห็นได้ชัดชาวบ้านบางคนกำหมัดแน่น บางคนส่ายหน้าอย่างผิดหวัง
หลินเสี่ยวเฉินที่ยืนเงียบมาตลอดก้าวออกมาข้างหน้าบ้างดวงตาของเขาแข็งกร้าวขึ้นอย่างชัดเจน
“ถ้าเช่นนั้น ข้ามีเื่ร้องทุกข์อีกอย่างหนึ่ง” เขากล่าว
ทุกสายตาหันมามองเด็กชาย
“พวกมันทำร้ายพี่สาวของข้า ผลักนางจนล้มกระแทกพื้น”เสียงของเขาชัดและหนักแน่น
“ใช่ๆ ข้าเห็นเต็ม ๆ ตาเลย” หญิงวัยกลางคนที่กล่าวปลอบหลินอวี้หรานก่อนหน้านี้ยืนยัน
หวงจิ่งผูเลิกคิ้วเล็กน้อย“เ้ามีหลักฐานหรือไม่”
เด็กชายนิ่งไปชั่วครู่ก่อนจะหันไปมองพี่สาวหลินอวี้หรานหน้าซีดลงทันทีรอยช้ำที่ก้นของนางยังคงปวดหนึบอยู่แต่จะให้นางเปิดเผยต่อหน้าผู้คนจำนวนมากเช่นนี้นางทำไม่ได้มือของนางสั่นเล็กน้อยก่อนจะก้มหน้าลง
“ข้า…” เสียงของนางแ่เบาจนแทบไม่ได้ยิน
ความเงียบปกคลุมไปทั่วศาลาว่าการหวงจิ่งผูแค่นหัวเราะ “ในเมื่อไม่มีหลักฐานก็อย่ามากล่าวหาผู้ใดลอย ๆ”
คำพูดนั้นทำให้ความโกรธในอกของหลินเสี่ยวเฉินปะทุขึ้นอย่างรุนแรงเขารู้ดีว่าเกิดอะไรขึ้นแต่กลับไม่สามารถพิสูจน์ได้
ชาวบ้านที่ยืนดูอยู่ก็เริ่มส่งเสียงไม่พอใจมากขึ้น
“แบบนี้ก็ได้หรือ”
“มันชัดเจนอยู่แล้วแท้ ๆ”
แต่ไม่มีผู้ใดกล้าพูดออกมาดังๆ เพราะคนที่นั่งอยู่ตรงนั้นคือผู้มีอำนาจสูงสุดในเมืองนี้
สุดท้ายหวงจิ่งผูก็โบกมืออย่างรำคาญ“คดีนี้ไม่มีหลักฐาน ยุติแต่เพียงเท่านี้”
คำตัดสินนั้นทำให้ทุกอย่างเหมือนหยุดนิ่งหลินอวี้หรานทรุดลงไปนั่งกำพื้นอย่างหมดแรง นางกัดริมฝีปากแน่นน้ำตาเอ่อขึ้นมาอีกครั้ง ความอยุติธรรมในครั้งนี้ช่างกัดกินหัวใจนางเหลือเกิน
เถ้าแก่หลิวถอนหายใจหนักเขากำมือแน่นจนเส้นเืที่แขนปูดโปน ดวงตาเต็มไปด้วยความไม่พอใจ
ส่วนหลินเสี่ยวเฉินกลับเงียบเงียบจนผิดปกติ
เมื่อไม่มีทางอื่นพวกเขาจึงต้องลุกขึ้นและเดินออกจากศาลาว่าการท่ามกลางสายตาของผู้คนที่เต็มไปด้วยความเห็นใจและความคับข้องใจ
ทันทีที่ก้าวพ้นประตูใหญ่ลมหนาวก็พัดปะทะเข้ามาหลินเสี่ยวเฉินหยุดเดิน เขาหันกลับไปมองศาลาว่าการที่อยู่เื้ัดวงตาของเขาเย็นเฉียบราวกับเปลี่ยนเป็อีกคนหนึ่ง
“เสี่ยวเฉิน…” หลินอวี้หรานเรียกเบา ๆ
เด็กชายไม่หันกลับมาในทันทีเขายืนมองอยู่นานก่อนจะพูดขึ้นช้า ๆ “พี่หญิง…ท่านเห็นแล้วใช่หรือไม่ที่นี่ไม่มีความยุติธรรม”
เถ้าแก่หลิวยืนเงียบไม่ได้โต้แย้งเพราะสิ่งที่เด็กชายพูดเป็ความจริงชาวเมืองที่อยู่ตรงนั้นพากันมองมาที่เด็กชายตัวน้อยที่ตอนนี้ดูเข้มแข็ง เด็ดขาดโตกว่าวัยและแผ่กลิ่นอายบางอย่างออกมาอย่างที่พวกเขาไม่เคยเห็นมาก่อน
“ในเมื่อขุนนางไม่ยอมลงโทษคนผิด”หลินเสี่ยวเฉินกำหมัดแน่น หันกลับมาดวงตาส่องประกายอย่างแน่วแน่ “ข้าก็จะใช้วิธีของข้าเอง”
หลินอวี้หรานมองน้องชายอย่างใเล็กน้อย“เสี่ยวเฉิน...เ้าจะทำอะไร”
เด็กชายไม่ได้ตอบในทันทีเขาเงยหน้ามองท้องฟ้าสีหม่น ครุ่นคิดสักครู่แล้วค่อยพูด “ข้าจะไม่ยอมให้คนพวกนั้นทำแบบนี้ต่อไปไม่ใช่แค่พวกเราแต่รวมถึงคนทั้งเมืองนี้ด้วย”
เสียงของเขาไม่ดังมากแต่หนักแน่นจนทำให้คนที่ยืนอยู่ใกล้ๆ รู้สึกได้และไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดชาวเมืองต่างก็มองมาที่เขาด้วยสายตาที่มีความหวังอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
“ข้ารู้สึกได้ว่าเด็กชายผู้นี้จะมาช่วยพวกเราให้พ้นจากภัยทั้งหลาย”เสียงพูดดังมาจากชายตาบอดตั้งโต๊ะรับดูดวงอยู่ฝั่งตรงข้ามศาลาว่าการ