
เื่ที่เกิดขึ้นระหว่างเธอกับสูรย์ที่กรุงเทพฯนับจากวันนี้ไป เธอจะปิดบังไม่ให้ใครรู้เด็ดขาดเธอจะใช้ความเ็ปในหัวใจเป็เครื่องร้องเตือน ให้รู้จัก ‘จดจำ’เพื่อที่จะ ‘ลืม’ มัน
กว่าเธอจะข่มตาลงจนหลับสนิทก็ผ่านไปค่อนคืน จนกระทั่งรุ่งอรุณ เธอยังคงตื่นเช้าอย่างเคยเป็ลุกขึ้นอาบน้ำแต่งตัวอยู่หน้ากระจกจนได้เวลาอาหารเช้าประจำบ้านตอนเจ็ดโมงตรง
ปีวราสวมชุดกระโปรงผ้าแพรพิมพ์ลายเป้าธนูขนาดเต็มผืนคอปาดกว้างเผยหัวไหล่กลมกลึง ชายกระโปรงสั้นเหนือเข่าเกินกว่าสองคืบสีน้ำทะเลของชุดเข้ากับโทนสีในการปรุงแต่งเครื่องหน้าด้วยการปัดมาสคาร่าสีน้ำเงินเข้มเต็มแผงอันหนาและงอนงาม รูปปากอิ่มลงลิปสติกสีบานเย็นเข้ากับอายแชโดว์ทาเปลือกตาและเล็บมือเรียว
องค์ประกอบทุกส่วนบนเรือนกายจึงเฉิดฉายเป็ที่สะดุดตาแก่ทุกคนที่นั่งรวมกันอยู่บนโต๊ะอาหารไม่มีวี่แววของความทุกข์ตรมหลงเหลืออยู่ ไม่ว่าเื่ใดทั้งสิ้น
โดยเฉพาะสายตาของสูรย์...ซึ่งตื่นตระหนกร้อนรนกระวนกระวาย บัดนี้เต็มไปด้วยคำถาม?
หญิงสาวเลื่อนเก้าอี้ข้างมารดาลงนั่งตวัดตามองไปยังชายหนุ่มซึ่งนั่งฝั่งตรงข้าม เอ่ยทักทายโดยไม่แสดงความรู้สึกใดๆที่อิงไปทางบวก รวมถึงน้ำเสียงนั้นก็ห่างเหินยิ่งนัก
“เห็นคุณแม่บอกว่าพี่สูรย์กลับมาเมืองไทย...ั้แ่หลายวันก่อนเมื่อวานคุณแม่ก็ย้ำเหมือนกัน ว่าพี่สูรย์กลับมาถึงเกาะแล้ว แต่พอดีปีกำลังยุ่งก็เลยลืม...”
ผู้ถูกทักทายไม่ทันได้ตอบ คุณนายใหญ่ผู้นั่งฟังตาขวางขุ่นก็พูดแทรกขึ้น“ถ้าเธอใส่ใจซะหน่อย ว่าใครจะไปใครจะมาที่บ้านนี้เมื่อวานเธอคงอยู่ทานข้าวเย็นพร้อมกันแล้วล่ะ”
หญิงสาวหันไปยิ้มเรียบกับผู้าุโกล่าวลอยๆกระทบกระเทียบกลับ “ปีเรียงลำดับความสำคัญของเื่ที่ต้องทำก่อนหรือหลังเสมอค่ะ...บางทีเื่ที่ใครๆมองว่ามีความสำคัญนักหนา แต่สำหรับปีมันอาจจะไม่ได้มีความสำคัญเลยแม้แต่นิดเดียว”
เธอจ้องตาฝ่ายชายแน่วนิ่งจนเขาอึกอัก ผู้เป็ประมุขของบ้านอย่างเสี่ยสวัสดิ์ซึ่งนั่งสังเกตสังกาอยู่จึงท้วงลูกชายขึ้นว่า “สูรย์จำน้องไม่ได้หรือไงพ่อเห็นนั่งจ้องหน้าน้องไม่ละสายตาเลย”
“เอ่อ...” เขาไม่ตอบคำถาม แต่กลับย้อนไปยังหญิงสาวว่า “ปีเองก็คงจำผมไม่ได้เหมือนกันมั้งครับ”
เธอสวนทันควัน “ปีจะจำเฉพาะเื่ที่น่าจดจำเท่านั้นล่ะค่ะ”
นางปราณีซึ่งนั่งสงบเสงี่ยมข้างลูกสาวในทีแรกสะกิดเบาๆไปที่หน้าตักลูก ใช้สายตาปรามไม่ให้เธอโต้ตอบอีกฝ่ายมากไปกว่านี้และยุติบทสนทนานั้นด้วยการเหลียวไปมองที่ป้าสุดใจกับหลานซึ่งยืนคอยรับใช้อยู่ทางด้านหลัง
“พี่ใจตักข้าวเถอะจ้ะเลยเวลามามากแล้ว เดี๋ยวนายหัวจะข้ามไปบนฝั่งอีก ตอนสายแดดมันจะร้อน”
เป็อันว่าก่อนจะมีการเท้าความถึงเื่ราวต่างๆบทสนทนาเบื้องต้นถูกยุติลงโดยที่นางสุดใจหันไปสั่งหลานสาวนามว่าน้ำนวลให้เดินไปยังส่วนของแพนทรี่ซึ่งตกแต่งไว้ด้านหนึ่งติดกันหยิบเหยือกแก้วใสบรรจุน้ำสะอาดรินใส่แก้วของทุกคนที่นั่งร่วมโต๊ะโดยที่ตัวป้าสุดใจเป็ผู้ตักข้าวหอมมะลิหุงสุกคดใส่จาน
แต่ขณะเดียวกันเหมือนว่าคุณนายสาวิตรีไม่อาจห้ามปาก จึงพูดลอยหน้าลอยตา “นี่ถ้าต้องรอนานไปกว่านี้สักห้านาทีกว่าที่ฉันจะได้ทานข้าวเช้าล่ะก็เห็นทีจะต้องเจรจากันเื่เวลาอาหารในแต่ละมื้อกันบ้างละ”
‘นายหัว’ จึงตัดบทอีกคน “เอ้า...นานๆจะได้ทานข้าวกันพร้อมหน้าพร้อมตาสักครั้งอย่ามัวเสียเวลาเลยดีกว่า...แกไปอยู่เมืองนอกมาซะนานไม่รู้จะลืมรสมือกับข้าวฝีมือน้าปราณีที่เคยบ่นว่าอร่อยนักหนาแล้วรึยัง” ท้ายประโยคหันไปถามบุตรชาย
เ้าตัวชำเลืองตาไปมองแม่ครัวที่เขาเคยถูกใจรสอาหารสมัยเด็กเห็นท่านกำลังอมยิ้มน้อยๆ จึงพูดชมไม่ให้เสียกำลังใจว่า “ผมจำได้ว่าน้าปราณีทำอาหารรสจัดพวกแกงเผ็ดได้อร่อยเหาะอย่าบอกใครโดยเฉพาะฝีมือตำน้ำพริกกะปิ แล้วกินกับชะอมทอดไข่ อร่อยอย่างนี้เลยครับ”
เขายกนิ้วโป้งชื่นชมพลอยให้ผู้ที่ถูกชมยิ้มหน้าบาน ต่างจากมารดาของเขาที่แอบเบ้ปากและเมินมองอดไม่ได้ที่จะค่อนแคะ “แม่ว่าก็ไม่ถึงกับอร่อยนักหรอก แม่สุดใจกับหลานยังจะทำอร่อยซะกว่า”
ปากคุณนายใหญ่ของบ้านก็พร่ำบ่นแต่ไม่วายยังเอื้อมไปตักแกงจืดรสเด็ดฝีมือของคนที่เพิ่งตำหนิใส่จานแล้วทานอย่างเอร็ดอร่อย จนนายหัวที่นั่งมอง ยังแอบส่ายหน้า
ระหว่างมื้ออาหารเช้าอันเรียบง่ายแต่โอชะด้วยกับข้าวไม่กี่อย่าง นายหัวซึ่งกำลังตักข้าวใส่ปากเหลือบไปมองยังหนุ่มสาวที่นั่งตรงข้ามกัน ลอบมองสายตาของทั้งคู่อย่างพินิจเหมือนว่าท่านจะเล็งเห็นอาการแปลกแปร่งบางประการ
“กับข้าวฝีมือแม่ไม่อร่อยหรือปี...เห็นตักไม่กี่คำ”
ปีวราสะดุ้งเล็กน้อย ด้วยเหตุที่มัวแต่ใจลอยแต่ก็ฝืนยิ้มให้สดใส “หนูแค่ไม่หิวค่ะ” เธอว่าพลาง ก่อนจะรวบช้อนตั้งท่าจะลุกไปจากที่ตรงนั้น พอดีว่านายหัวเอ่ยทักเสียก่อน
“เดี๋ยวอยู่คุยกับลุงก่อนสิอย่าเพิ่งรีบลุกออกไป”
เธอจึงปฏิบัติตามลงนั่งที่เก้าอี้ตามเดิม...แล้วนายหัวผู้มีบทบาทในการปกครองครอบครัวทั้งเื่ส่วนตัวและเื่งานก็ถามเธอด้วยน้ำเสียงแสดงความเอ็นดูอย่างเคย
“ลุงว่าจะหาเวลาคุยกับปีมาตั้งหลายวันแต่ลุงยังไม่ว่างซะที...ไหนๆวันนี้ก็มีจังหวะ ลุงว่าจะคุยกับปีเื่ทำงานซะหน่อยเห็นแม่ของปีบอกกับลุงว่า ปีอยากจะขอไปทำงานที่กรุงเทพฯ”
“ค่ะ...หนูว่าจะไปหาประสบการณ์ทำงานให้ตรงกับสายงานที่เรียนมา”
“จะไปทำที่อื่นทำไมกันในเมื่อลุงคุยกับปีไว้ั้แ่เพิ่งเข้ามหาลัยไม่ใช่หรือถ้าจบแล้วจะมาทำงานที่ฟาร์มไข่มุกของเรา”
ปีวรานิ่งตรอง เพราะแต่ก่อนนั้นเธอสัญญากับชายสูงวัยตรงหน้าไว้ตามนั้น...เมื่อไหร่ที่เธอเรียนจบปริญญาตรีเธอจะมาช่วยเหลือธุรกิจของที่นี่ แต่นั่นมันก็เป็ความคิดของเธอก่อนที่จะรู้ว่าอะไรเป็อะไร
“แต่นั่นมันเป็ความคิดในตอนโน้น...”
“ไม่เอาน่า...ปีน่าจะมาอยู่ช่วยงานลุงที่ฟาร์มฯดีกว่าปีนี้ลุงก็อายุไม่ใช่น้อยแล้ว อยากจะหาคนมาช่วยดูแลกิจการต่อซะทีแล้วตอนนี้ตาสูรย์ก็เรียนจบโททางด้านบริหารกลับมาพอดี ส่วนปีจบประชาสัมพันธ์มาลุงว่าถ้าเราสองคนพี่น้องช่วยกันธุรกิจฟาร์มไข่มุกของครอบครัวเราจะไปได้ไกลกว่านี้”
พี่น้องอย่างนั้นหรือ?
ธุรกิจของครอบครัวเราอย่างนั้นหรือ?
เธออยากจะยิ้มเยาะให้เสียงดังแต่ก็ไม่ได้แสดงกิริยาใดบ่งชี้ความรู้สึกอันแท้จริง จนนายหัวหันไปถามบุตรชายแทน
“ว่าไงล่ะสูรย์พ่ออยากให้เรามารับ่ต่อแล้วขยายธุรกิจการพัฒนาไข่มุกบนฝั่งให้มันก้าวไกลไปกว่านี้อย่าลืมนะว่าตอนนี้คนบนเกาะหลายครอบครัวมีงานทำ มีรายได้เป็กอบเป็กำ ก็จากธุรกิจที่ฟาร์มของเราเป็หลักพ่อไม่อยากให้แกเสียเวลาไปเรียนต่อดอกเตอร์ หรือว่าพักร้อนเที่ยวเล่นไปก่อนที่จะมาลงมือทำงานจริงจัง”
ผู้เป็พ่อรู้ว่าบุตรชายยังคงติดความสำราญอยู่บ้างเมื่อครั้งไปเยี่ยมเยียนที่เมืองนอก ดังนั้นตัวท่านจึงเป็ห่วง เกรงว่าบุตรชายจะห่วงเที่ยวมากกว่าที่จะลงมือสานต่อในธุรกิจครอบครัว ท่านเห็นบุตรชายเงียบเช่นเดียวกันจึงพูดย้ำ
“ถ้าตกลงทั้งคู่พ่อจะได้ให้คุณณรงค์ เป็คนช่วยสอนงานให้ทุกอย่าง...”
สูรย์ใช้เวลาคิดเพียงแวบเดียวจึงตอบตกลงอย่างว่าง่าย “ผมตั้งใจแต่แรกแล้วเหมือนกันครับ ว่าจะกลับมาช่วยงานที่บ้านของเราส่วนเื่ที่ผมตั้งใจจะเที่ยวให้คุ้มก่อนที่จะทำงานจริงจังเื่นั้นผมคงพักไว้ก่อนครับ”
นายหัวยิ้มอย่างพอใจในคำตอบ “ดีมากลูก...แล้วปีล่ะ...ว่ายังไง”
ท่านหันมาถามย้ำทางเธออีกครั้งแต่ปีวรายังเกิดการชั่งใจ เมื่อนึกถึงเื่ที่เจ็บแค้นในใจเธอจึงแอบคิดว่า...เธอจะเอาธุรกิจของตระกูลสมบูรณ์พูนผลนี่ล่ะมาเป็เครื่องชี้วัดในการเดิมพัน
เธอจะช่วยบริหารประชาสัมพันธ์ให้มันล่มจม!
แต่ยังไม่ทันตอบตกลงคุณนายใหญ่ก็รีบค้านหัวชนฝา “จะดีหรือคะคุณพี่ ที่จะปล่อยให้ยายปีมาช่วยทำงานเพิ่งจะจบแค่ชั้นตรี ปริญญาออกจะเกลื่อน ประสบการณ์ก็ไม่มีถ้ามอบหมายงานที่สำคัญให้ทำ เดี๋ยวธุรกิจที่ครอบครัวเราสร้างมามันจะพังเอาง่ายๆน่ะสิคะ”
นายหัวพอเข้าใจความคิดผู้เป็ภรรยาจึงตอบเสียงเรียบเรื่อยแบบผู้ที่นิยมให้โอกาสคนว่า “เด็กที่จบปริญญาตรีสมัยนี้มันมีเกลื่อนจริงอย่างที่คุณว่านั่นล่ะแต่ละคนที่จบมา ก็ใช่ว่าจะมีประสบการณ์การทำงานจริงอย่างที่คุณว่าก็ถูกอีกนั่นล่ะ...แต่ถ้าเราไม่ให้โอกาสคนได้เริ่มต้นแล้วเมื่อไหร่พวกเขาจะมีประสบการณ์จริงกันล่ะ ที่ผมพูด...มันถูกไหม”
ผู้เป็ภรรยาหน้าง้ำอย่างชัดเจนแสดงความไม่พอใจ “ถ้าอย่างนั้นก็ตามใจคุณ แล้วอย่าหาว่าฉันไม่เตือน”
“ว่าไงล่ะปี...ลุงไม่อยากบังคับอยากให้ทำด้วยความสมัครใจมากกว่า”
ผู้ถูกถามยังไม่ทันตอบเช่นเดิมมีผู้ที่เอ่ยค้านขึ้นอีกราย คราวนี้เป็แม่ของเธอเอง “จะดีหรือคะคุณปีเพิ่งจะจบมาหมาดๆ ให้ไปทำงานตำแหน่งสำคัญในบริษัท เกรงว่างานจะ...”
เสี่ยสวัสดิ์ยกมือขึ้นห้ามให้หยุดพูดสายตาตำหนิ “พอเถอะคุณปราณี แม้แต่คุณเองก็ยังไม่เชื่อใจลูกสาวตัวเองหรอกหรือ”
นางปราณีแทบสะอึก...มิใช่ว่าท่านจะไม่ไว้ใจหรือเชื่อมือบุตรีแต่เป็เพราะท่าน ‘รู้’ ในสิ่งที่คนอื่นไม่รู้ว่ามีเื่ราวใดเกิดขึ้นในอดีตของหนุ่มสาวทั้งคู่ เมื่อสมัยยังเป็เด็กท่านจึงไม่อยากให้ทั้งสองคนได้อยู่ใกล้ชิด ด้วยเกรงว่า...
“หนูตกลงค่ะคุณลุง”จู่ๆปีวราก็โพล่งขึ้นกลางปล้อง รับคำด้วยรอยยิ้มแจ่มใส
นายหัวจึงยิ้มร่าอย่างพึงใจรวบช้อนในมือทันที “เห็นไหมละ ลุงเชื่อว่าปีจะไม่ปฏิเสธถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวเราสองคนไปเตรียมตัว จะได้พาไปพบคุณณรงค์พร้อมๆกัน”
เสี่ยสวัสดิ์เป็ผู้เดียวที่ยิ้มระรื่นต่างจากทุกคนรอบโต๊ะ ซึ่งมีความรู้สึกแตกต่างกันออกไป
.............................................................จบตอนที่ 6