เกิดใหม่ยุค 90 ทวงคืนวาสนาตัวข้าในวัย 8 ขวบ! 【จบ】

    เล่มที่ 5 บทที่ 138 ในข้าวสาลีมีทราย (2)

            ทิงเสวี่ยคิดว่า หากพื้นเพนิสัยของผู้ใหญ่คนหนึ่งดีอยู่แล้ว ก็ย่อมไม่ถูกชักจูงไปในทางที่ไม่ดีได้ง่ายๆ คนที่ถูกชักจูงง่าย แสดงว่าพื้นเพนิสัยเดิมนั้นไม่ดีพอ หรือไม่ก็จิตใจไม่หนักแน่นพอ ทิงเสวี่ยไม่คิดว่าทั้งหมดเป็นเพราะถูกจางเสี่ยวเสียชักจูง แต่มันคือธาตุแท้ของลุงใหญ่ต่างหาก

            บางทีหลินกั๋วผิงอาจจะเห็นด้วยกับคำพูดของลูกสาว แต่ในส่วนลึกของความรู้สึก เขาก็ยังอยากจะเชื่อว่าพี่ใหญ่ยังคงเป็นพี่ใหญ่ที่ดีของเขา ถึงแม้จะเปลี่ยนไปในทางที่ไม่ดี ก็ไม่ใช่เพราะนิสัยดั้งเดิม แต่เป็นเพราะถูกจางเสี่ยวเสียชักนำไปในทางที่ผิดเท่านั้น

            นี่ก็เหมือนกับแม่สามีบางคนที่มักโทษว่าลูกสะใภ้เป็นต้นเหตุให้ลูกชายไม่กตัญญู ไม่ใส่ใจครอบครัว โดยเชื่อว่าเป็นเพราะลูกสะใภ้สอนให้เสียคน ทั้งที่จริงแล้วลูกชายก็ยังคงเป็นลูกชายคนเดิม แต่กลับโยนความผิดทั้งหมดให้ลูกสะใภ้คนเดียว

            ทิงเสวี่ยรู้ว่าในตอนนี้ พ่อยังไม่อาจยอมรับความคิดของเธอที่ว่าลุงใหญ่นิสัยไม่ดีได้ เธอจึงไม่พูดอะไรมากไปกว่านี้ ระยะทางพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์ใจคน เธอเชื่อว่าไม่ช้าก็เร็ว พ่อจะต้องเข้าใจธาตุแท้ของลุงใหญ่ได้อย่างแน่นอน

            ร้านซาลาเปาเริ่มต้นได้อย่างสวยงาม

            พอรุ่งเช้าวันที่สอง ก็มีนักเรียนนำเงินหรือข้าวสาลีมาที่ร้านเพื่อซื้อหรือแลกซาลาเปาแล้ว

            เดิมทีหลินกั๋วผิงกังวลว่าซาลาเปาจะขายไม่หมด จึงนึ่งเตรียมไว้ไม่มากนัก เขารู้ดีว่า แค่ขายดีวันแรก ไม่ได้หมายความว่าวันต่อๆ ไปจะขายดีตามไปด้วย เพราะความคึกคักเมื่อวาน ล้วนเป็นผลมาจากกลยุทธ์เรียกลูกค้าด้วยการแจกกินฟรีและส่วนลดห้าเฟิน

            สำหรับชาวไร่ชาวนาที่หาเลี้ยงชีพด้วยการเกษตร หยาดเหงื่อทุกหยดกว่าจะได้มานั้น แม้จะเป็นเพียงห้าเฟิน แต่มันก็แลกมาด้วยแรงกายแรงใจมหาศาล

            ช่วงเวลาต่อจากนี้ต่างหากคือบทพิสูจน์ที่แท้จริงของร้านซาลาเปา หลินกั๋วผิงคิดไว้แล้วว่า หากร้านสามารถขายได้อย่างน้อยวันละร้อยลูก เขาก็จะเปิดต่อไป แต่ถ้าขายไม่ถึงร้อยลูก เขาก็จะกลับไปขายที่ตลาดเหมือนเดิม แล้วปล่อยร้านนี้ให้คนอื่นเช่าทำธุรกิจแทน ทำเลของร้านซาลาเปานั้นดีมาก ไม่ต้องกังวลเลยว่าจะหาคนเช่าไม่ได้

            สิ่งที่ทำให้หลินกั๋วผิงดีใจคือ ในวันที่สองของการเปิดร้าน ซาลาเปาขายได้มากกว่าหนึ่งร้อยห้าสิบลูก

            ลูกค้าที่มาซื้อ นอกจากนักเรียนที่ต้องกินข้าวกลางวันที่โรงเรียนแล้ว ก็ยังมีคนที่มารอรถอยู่ริมถนน และญาติสนิทมิตรสหายในหมู่บ้านที่ติดใจรสชาติซาลาเปาของบ้านเขา

            เมื่อการเริ่มต้นเป็นไปได้ด้วยดี หลินกั๋วผิงก็เริ่มมีความมั่นใจมากขึ้น จำนวนซาลาเปาที่นึ่งในวันต่อๆ มาก็ค่อยๆ เพิ่มขึ้นตามลำดับ

            ตอนเช้า ทิงเสวี่ยจะตรงไปกินข้าวเช้าที่ร้านซาลาเปา แล้วถือโอกาสช่วยพ่อขายของไปด้วย ช่วงนี้ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นนักเรียน บางคนจ่ายเป็นเงินสด บางคนใช้ข้าวสาลีมาแลก หลายคนที่มาเป็นเพื่อนร่วมชั้นที่ทิงเสวี่ยรู้จัก

            มีนักเรียนบางคนอยากกินซาลาเปาร้อนๆ ตอนกลางวัน จึงถามว่าถ้ามาซื้อตอนเที่ยง ซาลาเปาจะยังอุ่นอยู่ไหม ทิงเสวี่ยตอบอย่างมั่นใจว่า “อุ่นอยู่แล้ว”

            ต่งน่าก็เคยชิมซาลาเปาบ้านทิงเสวี่ยเช่นกัน ก่อนหน้านี้แม่ของเธอซื้อมาจากตลาด พอกินแค่ครั้งเดียวก็ติดใจทันที ตอนนี้บ้านทิงเสวี่ยมาเปิดร้านเอง ทำให้ซื้อกินได้ทุกวัน ต่งน่าที่ติดใจรสชาติก็นึกอยากกินขึ้นมา

            เช้าวันศุกร์นี้ ต่งน่าเดินเข้ามาในร้านซาลาเปาตั้งแต่เช้าตรู่

            พอเห็นต่งน่า ทิงเสวี่ยก็รีบต้อนรับด้วยรอยยิ้ม “ต่งน่า ร้านซาลาเปาบ้านฉันยินดีต้อนรับ อยากได้ไส้เนื้อหรือไส้ผักดี?”

            ต่งน่ามองรอยยิ้มที่สดใสราวกับดอกไม้บานของทิงเสวี่ยแล้วก็รู้สึกขนลุกแปลกๆ “หลินทิงเสวี่ย เธอไม่ต้องมายิ้มเอาอกเอาใจฉันขนาดนั้นก็ได้ มันทำให้ฉันรู้สึกแปลกๆ เหมือนเธอมีแผนอะไรอยู่”

            ทิงเสวี่ยหัวเราะออกมา “เธอเป็นลูกค้าของฉัน ลูกค้าคือพระเจ้า ฉันก็ต้องยิ้มหวานต้อนรับพระเจ้าสิ”

            ต่งน่าส่งเสียง ‘ฮึ’ ในลำคอ แล้วสั่งทันที “ฉันเอาไส้เนื้อสองลูก ไส้ผักหนึ่งลูก”

            ทิงเสวี่ยหยิบถุงพลาสติกและที่คีบมาอย่างคล่องแคล่ว คีบซาลาเปาไส้เนื้อสองลูกใส่ถุง ตามด้วยไส้ผักอีกหนึ่งลูก ซาลาเปาไส้เนื้อลูกละสามเหมาห้าเฟิน ไส้ผักลูกละสองเหมา รวมเป็นเก้าเหมา ต่งน่าส่งเงินมาหนึ่งหยวน ทิงเสวี่ยจึงทอนเหรียญหนึ่งเหมาคืนให้เธอ

            “หลินทิงเสวี่ย เธอมาช่วยพ่อขายซาลาเปาทุกวันแบบนี้ ไม่กลัวเสียการเรียนเหรอ เทอมนี้เธอสอบไม่ได้ที่หนึ่งแน่ๆ” ต่งน่าจ้องตาทิงเสวี่ยแล้วพูด

            ตั้งแต่ร้านเปิด ทิงเสวี่ยก็มาช่วยที่ร้านตั้งแต่เช้าตรู่ พอพักเที่ยง เธอก็รีบกลับมาช่วยงานอีก ต่งน่าเห็นเธอทำแบบนี้มาตลอด

            ทิงเสวี่ยยิ้มอย่างสบายๆ “ฉันไม่เคยให้ความสำคัญกับการสอบได้ที่หนึ่งขนาดนั้นหรอก แค่ไม่สอบได้ที่โหล่ก็พอแล้วล่ะ ต่งน่า ฉันก็หวังว่าเธอจะไม่ยึดติดกับการสอบได้ที่หนึ่งมากเกินไปนะ”

            ต่งน่าเลิกคิ้วพลางส่งเสียง ‘ฮึ’ เบาๆ ก่อนจะเอ่ย “หลินทิงเสวี่ย ทำไมเธอไม่จริงใจกับตัวเองหน่อยล่ะ? สอบได้ที่หนึ่งไม่สำคัญยังไง? ไม่ว่าจะเป็นครู พ่อแม่ หรือเพื่อนๆ ใครบ้างที่ไม่ชื่นชมคนที่สอบได้ที่หนึ่ง? คนเรามักจะจำได้แค่คนที่ได้ที่หนึ่ง ใครจะไปสนคนที่ได้ที่สองที่สามที่เก่งไม่แพ้กันล่ะ เธอก็คงเคยดูละครจีนโบราณใช่ไหม คนเราจะให้ความสนใจแต่จอหงวนที่สอบได้ที่หนึ่ง ส่วนปั่งเหยี่ยนกับทั่นฮวาที่เป็นอันดับสองอันดับสามก็มักจะถูกลืมไป”

            ต่งน่าปักใจเชื่อมาตลอดว่าทิงเสวี่ยแค่แกล้งทำเป็นไม่สนใจเรื่องที่หนึ่ง ซึ่งในสายตาของเธอ การทำแบบนี้มันก็คือความ ‘จอมปลอม’ ดีๆ นี่เอง

            เมื่อเผชิญกับความเข้าใจผิดและความยึดติดของต่งน่า ทิงเสวี่ยก็รู้สึกจนปัญญา แต่ก็ไม่ได้อธิบายอะไรมากไปกว่านี้ เพราะรู้ว่าคงไม่มีประโยชน์

            ต่งน่าเพิ่งออกจากร้านไปไม่นาน ก็มีคนทยอยเข้ามาซื้อซาลาเปาอีก หนึ่งในนั้นคือหวงเถา

            หวงเถานำข้าวสาลีมาหนึ่งชั่งเพื่อแลกซาลาเปา ทิงเสวี่ยนำข้าวสาลีไปชั่ง ได้หนึ่งชั่งพอดีเป๊ะ หวงเถาบอกว่าไม่ต้องคืนถุงพลาสติก ทิงเสวี่ยจึงวางถุงข้าวสาลีไว้ข้างๆ แล้วหยิบซาลาเปาให้หวงเถา

            ความวุ่นวายของวันผ่านไปอย่างรวดเร็ว

            พอตกเย็น หลินกั๋วผิงก็นั่งนับรายได้ของวันนั้นตามปกติ ทั้งรายได้จากร้านซาลาเปาและจากการขายที่ตลาด เขาจดบันทึกทุกรายการไว้อย่างละเอียด หลินกั๋วผิงมีนิสัยชอบทำบัญชี เขาเก็บสมุดบัญชีทุกเล่มไว้เป็นอย่างดี แต่ละเล่มจดบันทึกไว้อย่างเรียบร้อยและตั้งใจ ซึ่งสมุดบัญชีเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของครอบครัวในแต่ละปีได้เป็นอย่างดี

            เมื่อข้าวสาลีที่นักเรียนนำมาแลกเริ่มสะสมมากขึ้น หลินกั๋วผิงจึงตั้งใจจะรวบรวมทั้งหมดไปโรงสีเพื่อบดเป็นแป้ง แต่ขณะที่กำลังจัดเรียงข้าวสาลี เขาก็ต้องตกใจเมื่อพบว่ามีข้าวสาลีบางถุงผสมทรายอยู่!

            พอแยกข้าวสาลีกับทรายออกจากกันแล้วนำไปชั่งใหม่ เขาก็แทบช็อก! ในข้าวสาลีหนึ่งชั่ง มีทรายปนอยู่ถึงสามขีด!

            เมื่อรู้ว่ามีคนนำข้าวสาลีปนทรายมาแลก ทิงเสวี่ยก็รู้สึกร้อนใจขึ้นมาทันที “พ่อคะ เราประมาทกันเกินไปแล้ว ดูเหมือนว่าต่อไปใครเอาข้าวสาลีมาแลก เราจะแค่ชั่งน้ำหนักอย่างเดียวไม่ได้แล้ว ต้องตรวจสอบให้ละเอียดก่อนว่ามีอะไรปนมาหรือเปล่า”

            หลินกั๋วผิงเห็นด้วย “สงสัยต้องตรวจให้ดีจริงๆ พ่อก็นึกไม่ถึงว่าคนบ้านเดียวกันจะใจร้ายได้ขนาดนี้”

            ทิงเสวี่ยพูดปลอบ “ก็เพราะเราเป็นคนดี ซื่อสัตย์ เราก็เลยคิดว่าคนอื่นจะเป็นเหมือนเราไปด้วย ครั้งนี้ก็ถือเป็นบทเรียนแล้วกันค่ะ”

            ข้าวสาลีเจ้าปัญหานั้นบรรจุอยู่ในถุงพลาสติกสีแดง ซึ่งเป็นถุงที่หาได้ทั่วไป ทำให้ไม่สามารถระบุได้เลยว่าเป็นของใคร

            ตั้งแต่วันรุ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นทิงเสวี่ยหรือหลินกั๋วผิง เมื่อมีคนนำข้าวสาลีมาแลก พวกเขาจะยังไม่ชั่งทันที แต่จะเทออกมาตรวจสอบดูก่อนว่ามีอะไรผิดปกติหรือไม่ โดยได้อธิบายเหตุผลให้ลูกค้าเข้าใจก่อน ถ้าใครไม่ได้ทำเรื่องไม่ดีไว้ ก็ย่อมไม่กลัวที่จะถูกตรวจสอบ

            หลายวันผ่านไป ก็ไม่พบข้าวสาลีที่ผิดปกติอีก

            พริบตาเดียวก็มาถึงวันอาทิตย์อีกครั้ง

            ช่วงบ่าย เมื่อไม่มีอะไรทำ ทิงเสวี่ยก็ไปหาฉินหยวนเฟิงกับหวังกังเพื่อพูดคุยเล่นกัน ทิงเสวี่ยเล่าเรื่องข้าวสาลีปนทรายให้ทั้งสองฟัง หวังให้ฉินหยวนเฟิงกับหวังกังช่วยกันคิดหาทางออก

            พอได้ยินว่ามีคนเอาข้าวสาลีผสมทรายมาแลกซาลาเปา หวังกังก็โกรธจนสบถออกมา “บ้าเอ๊ย! ใครมันเลวขนาดนี้วะ ถ้าจับไอ้คนชั่วนี่ได้นะ จะเอาข้าวสาลีปนทรายยัดปากมันให้เข็ดเลย”

            ฉินหยวนเฟิงนั่งนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงเอ่ยขึ้น “เธอหมายความว่าข้าวสาลีที่ผสมทรายทุกถุงหนักหนึ่งชั่งพอดีใช่ไหม? โดยทั่วไปแล้ว คนที่เอาข้าวสาลีหนึ่งชั่งมาแลกซาลาเปาส่วนใหญ่มักจะเป็นนักเรียน เราเคยเห็นผู้ใหญ่ไปร้านหมั่นโถวเพื่อแลกหมั่นโถว พวกเขาจะไม่ใช้ถุงพลาสติกเล็กๆ แต่จะใช้ถุงผ้าใส่ข้าวสาลี พอถึงร้านก็ชั่งแล้วเทออก จากนั้นก็ใช้ถุงผ้าใส่หมั่นโถวกลับบ้าน”

            “เธอเคยเห็นผู้ใหญ่คนไหนเอาข้าวสาลีแค่หนึ่งชั่งไปแลกหมั่นโถวกินบ้างล่ะ? คนที่ทำแบบนี้ต้องเป็นนักเรียนแน่ๆ เธอลองนึกดูดีๆ สิ ตั้งแต่ที่เธอเริ่มตรวจเช็กข้าวสาลีอย่างละเอียด มีนักเรียนขาประจำคนไหนไหมที่เมื่อก่อนชอบเอาข้าวหนึ่งชั่งมาแลก แล้วช่วงนี้จู่ๆ ก็หายหน้าหายตาไปเลย”

            ฉินหยวนเฟิงรู้ว่านักเรียนจะมาซื้อหรือแลกซาลาเปาที่ร้านเฉพาะตอนเช้ากับตอนเที่ยง ซึ่งทั้งสองช่วงเวลานี้ ทิงเสวี่ยก็จะอยู่ที่ร้านเสมอ

            ทิงเสวี่ยคิดตามคำชี้แนะของฉินหยวนเฟิง ก้มหน้าครุ่นคิดอย่างตั้งใจ ความจำของเธอไม่ได้แย่ หลังจากทบทวนอย่างจริงจังหลายครั้ง ในที่สุดเธอก็ค่อยๆ นึกขึ้นได้

            “ตอนนี้มีคนสองคนที่ฉันสงสัย คนแรกคือหวงเถาพี่สาวของหวงเทา ตั้งแต่ร้านเราเปิด เธอมาหลายครั้งแล้ว ทุกครั้งก็จะเอาข้าวสาลีหนึ่งชั่งมาแลกซาลาเปา พร้อมกับถุงพลาสติกตลอด ช่วงสองสามวันนี้เธอไม่มาที่ร้านเลย อีกคนคือจางเจี้ยนคนที่เคยขโมยของนาย เขาก็มาหลายครั้งเหมือนกัน และก็ใช้ข้าวสาลีแลกซาลาเปา ใช้ถุงพลาสติกเหมือยกันด้วย ใช่แล้ว ช่วงนี้เขาก็ไม่มาเหมือนกัน”

            ทิงเสวี่ยคิดทบทวนอีกครั้งแล้วพูดเสริม “ฉันว่าหวงเถาน่าสงสัยที่สุด เพราะบ้านเรากับบ้านเธอเคยมีเรื่องกันมาก่อน อีกอย่าง ทุกครั้งที่เธอมา ก็จะเอาข้าวสาลีหนึ่งชั่งมาแลกตลอด... ใช่แล้ว! จางเจี้ยนเอามาหนึ่งชั่งแค่สองครั้งแรกเท่านั้น ครั้งหลังๆ เขาก็เอามาหนึ่งชั่งครึ่งหรือไม่ก็สองชั่ง”

            ฉินหยวนเฟิงกล่าว “แค่สงสัยแต่ไม่มีหลักฐานก็ทำอะไรไม่ได้หรอก ถือซะว่าเป็นบทเรียน เจ็บแล้วจำ คราวหน้าก็ระวังให้มากขึ้นก็แล้วกัน”

            ทิงเสวี่ยถอนหายใจยาว “คงต้องเป็นแบบนั้นแหละ ถ้าจับไอ้คนขี้โกงนั่นได้เมื่อไหร่ ฉันจะด่าให้เสียคนเลย”

            หวังกังเบิกตาโต “ด่าไปก็เท่านั้นแหละ ถ้าเป็นฉันนะ จะซัดให้หนักๆ ไปเลย”

            ทิงเสวี่ยขมวดคิ้วเล็กน้อย “วิญญูชนใช้ปาก ไม่ใช่กำลัง หวังกัง ฉันรู้ว่านายตัวใหญ่ แรงเยอะ ชกต่อยไม่กลัวใคร แต่เรื่องที่แก้ได้ด้วยคำพูด ก็อย่าเพิ่งใช้กำปั้นเลยดีกว่า”

            หวังกังเหลือบมองทิงเสวี่ยอีกครั้ง แล้วพูดด้วยสีหน้าระอา “เวลาเธอพูดจาแบบนี้ รู้สึกเหมือนกำลังคุยกับคนแก่เลยนะ”

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่ยุค 90 ทวงคืนวาสนาตัวข้าในวัย 8 ขวบ! 【จบ】 ที่คุณอ่าน

    [จบแล้ว] คุณหนูสี่ สตรีเปื้อนเลือด

    [จบแล้ว] คุณหนูสี่ สตรีเปื้อนเลือด

    นิยาย รัก
    324K 1320
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    ทะลุมิติไปเป็นฮองเฮา พร้อมระบบเชฟเทพนักปรุง [จบ]

    ทะลุมิติไปเป็นฮองเฮา พร้อมระบบเชฟเทพนักปรุง [จบ]

    นิยาย รัก
    615K 1801
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    ท่านอ๋องผู้โหดร้ายกับหมอปีศาจ

    ท่านอ๋องผู้โหดร้ายกับหมอปีศาจ

    นิยาย รัก
    467K 4159
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    บันทึกราชันย์เทพอสูร

    บันทึกราชันย์เทพอสูร

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.52M 508
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    231K 405
    ย้อนเวลามาเป็นคุณหนูไร้ค่ากับระบบยาพิศวง [จบ]

    ย้อนเวลามาเป็นคุณหนูไร้ค่ากับระบบยาพิศวง [จบ]

    นิยาย รัก
    635K 1371