จากเรือนไม้แห่งเมฆหมอกมุ่งหน้าสู่ถนนใหญ่มีเพียงเส้นทางสายเล็กๆ เพียงสายเดียว
จี้เยี่ยนจื๋อขับรถออกมาและเป็นไปตามคาด เมื่อเขาเลี้ยวรถพ้นหัวมุมถนน ก็เห็นจี้ทิงยืนรอรถอยู่ริมทาง
นิ้วมือที่จับพวงมาลัยพลันกระชับแน่นขึ้นจี้เยี่ยนจื๋อขับรถไปจอดเทียบข้างทาง ก่อนจะเลื่อนกระจกฝั่งที่นั่งผู้โดยสารลง
“เจ้าหูน้อยจี้ ขึ้นรถซะ”
จี้ทิงมองเขาอยู่เพียงอึดใจก่อนจะส่ายหน้าปฏิเสธ
“นาย...” จี้เยี่ยนจื๋อสูดลมหายใจเข้าลึกพยายามระงับอารมณ์สุดความสามารถ “ตอนนี้นายพูดไม่ได้ทำอะไรก็ไม่สะดวก ฉันจะไปส่งนายเอง”
จี้ทิงเม้มริมฝีปากเขาหยิบแผ่นชิปสื่อสารแปะลงที่หลังคอ ก่อนจะชูไอแพดขึ้น[สวีเหรินทำสิ่งนี้ให้ผมแล้ว สื่อสารได้สะดวกมาก พี่ไปเถอะ]
เมื่อเห็นดังนั้นจี้เยี่ยนจื๋อไม่เพียงไม่วางใจ แต่ใบหน้ากลับเคร่งขรึมลงอย่างเฉียบพลันเทคโนโลยีถอดรหัสสมองแบบนี้ยังกล้าหยิบออกมาใช้พร่ำเพรื่อไม่รู้หรือไงว่าการครอบครองสมบัติล้ำค่า ย่อมนำมาซึ่งภัยอันตรายถึงตัว?!
เขาผลักประตูลงจากรถเดินอ้อมไปด้วยโทสะที่พลุ่งพล่าน “นายเกิดมามีสมองที่ดีแท้ๆแต่ทำไมพูดจาทำอะไรเหมือนคนปัญญาอ่อนแบบนี้ หรือว่านายจงใจจะต่อต้านฉันเลยไม่สนว่าตัวเองจะตกอยู่ในอันตรายแค่ไหน ขอเพียงแค่ยั่วโมโหฉันได้ก็พอ”
ท่ามกลางสีหน้าท่าทางที่ราวกับพายุฝนกระหน่ำของเขาจี้ทิงมองดูอยู่ครู่หนึ่ง ในใจพลันนึกถึงคำพูดของ อัลแบร์ กามู ที่ว่า[การไม่ถูกรักนั้นเป็นเพียงความไม่โชคดี แต่การไม่รู้จักรักต่างหากคือความโชคร้าย]
ทั้งที่กำลังเป็นห่วงแท้ๆแต่กลับต้องใช้ถ้อยคำเย็นชาและแข็งกระด้างเสียจนฟังไม่ได้ที่แท้จี้เยี่ยนจื๋อก็แค่ไม่รู้วิธีแสดงออกซึ่งความรู้สึกของตัวเอง
เมื่อได้ยินเสียงในใจนั้นจี้เยี่ยนจื๋อก็รู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาทันที จะรักจะโชคร้ายอะไรกันนักหนาช่างเพ้อเจ้อไร้สาระสิ้นดี
“ขึ้นรถ อย่าให้ฉันต้องพูดซ้ำเป็นครั้งที่สอง!”
เมื่อมองไปยังประตูฝั่งผู้โดยสารที่ถูกกระชากเปิดออกจี้ทิงได้แต่หลุบตาลงแล้วแอบยิ้มออกมานิดๆ
หลังจากทั้งคู่ขึ้นรถและขับออกมาได้พักใหญ่จี้เยี่ยนจื๋อจึงเอ่ยทำลายความเงียบด้วยน้ำเสียงเย็นชา“ฉันนัดจิตแพทย์ชื่อดังระดับประเทศไว้ให้แล้ว เขาจะมาถึงพรุ่งนี้เดี๋ยวฉันจะให้ฟางเจี๋ยส่งนามบัตรไปให้นาย”
จี้ทิงเหลือบมองเขาเล็กน้อยก่อนจะชูไอแพดขึ้น [ผมไปหาจิตแพทย์เองได้]
“เก็บไอ้ของพรรค์นี้ไปซะ ตั้งแต่ตอนนี้เป็นต้นไปให้เปลี่ยนเป็นพิมพ์เอาแทน”จี้เยี่ยนจื๋อดุ
จี้ทิงพอจะเดาออกว่าทำไมเขาถึงพูดเช่นนั้นเขาจึงลดมือลงเล็กน้อยก่อนจะชูขึ้นใหม่ [ถ้าใช้แค่ต่อหน้าพี่คนเดียวไม่ได้เหรอครับ?]
เขาคิดว่าจี้เยี่ยนจื๋อมักจะหาเรื่องทะเลาะกับเขาบ่อยๆในเมื่อเขาพูดไม่ได้และถ้าไม่ได้ใช้เครื่องนี้เขาก็คงต้องยอมรับความหงุดหงิดอยู่ฝ่ายเดียวจนเสียเปรียบ
วินาทีที่เห็นข้อความนั้นหัวใจของจี้เยี่ยนจื๋อราวกับถูกสัมผัสด้วยความอ่อนโยนบางอย่างเขาบอกไม่ถูกว่าเป็นความรู้สึกเช่นไร แต่ก็ไม่ได้แย่นัก
เขากระแอมไอออกมาทีหนึ่งน้ำเสียงฟังดูแปร่งอย่างเห็นได้ชัด “ฉันอนุญาตให้ใช้ได้...ก็ใช้ไปสิ”
ตอนขึ้นรถตกลงกันว่าจะไปส่งจี้ทิงแต่สุดท้ายจี้เยี่ยนจื๋อกลับผิดคำสัญญา ทั้งคู่ไม่ได้มุ่งหน้าไปหมู่บ้านซินซินและไม่ได้กลับไปบ้านตระกูลจี้ แต่กลับตรงไปยังบริษัทซื่อลี่แทน
เขาพาน้องชายเข้าไปในห้องทำงานประธานก่อนจะเรียกเลขาเข้ามา “ไปจัดอาหารกลางวันมาสองชุดเสร็จแล้วเอาเข้ามา”
ฟางเจี๋ยรู้ดีว่าถ้าเจ้านายไม่สั่งอะไรเป็นพิเศษปกติมักจะเลือกทานชุดของพนักงาน เขาจึงหันไปถามจี้ทิง“คุณชายรองครับ ไม่ทราบว่ามีของที่ไม่ทานหรือเปล่าครับ?”
จี้ทิงพิมพ์ข้อความลงในไอแพดแล้วหันมาให้ดู[เอาแต่เนื้อสัตว์ครับ ไม่เอาผัก]
“โตขนาดนี้แล้วยังเลือกกินอีกเหรอ” จี้เยี่ยนจื๋อว่าพลางหันไปทางฟางเจี๋ย“ไม่ต้องไปสนเขา ทางห้องอาหารจัดชุดแบบไหนมาก็เอาขึ้นมาแบบนั้นแหละ”
“ครับผม”
ทันทีที่เลขาออกไปจี้เยี่ยนจื๋อก็เตรียมตัวไปที่แผนกวิจัยและพัฒนา
“คอมพิวเตอร์พวกนี้อยากใช้เครื่องไหนก็ใช้ไปถ้าง่วงก็นอนพักในห้องนอนด้านใน อย่าทำโซฟาฉันสกปรกอีกล่ะ ไม่งั้นนายโดนดีแน่”
เขาทิ้งคำขู่ดุดันไว้เพียงเท่านั้นก่อนจะปิดประตูเดินจากไป
จี้ทิงถอนหายใจออกมาเบาๆแววตาฉายแววระอาปนเอ็นดูเล็กน้อย
จี้เยี่ยนจื๋อลงลิฟต์ไปยังแผนกวิจัยชั้นสิบเจ็ดก่อนจะเรียกหวังเหมี่ยนออกมาจากห้องแล็บ
“ประเดี๋ยวให้คุณช่วยไปเบิกแท็บเล็ตมาเครื่องหนึ่งแล้วคุณช่วยเขียนโปรแกรมประมวลผลข้อความที่มีระบบคาดเดาคำผ่านคลาวด์ใส่ลงไปให้ด้วยผมขอภายในสองวัน”
ตอนนี้จี้ทิงพูดไม่ได้และเขาก็ไม่ยอมให้อีกฝ่ายใช้ของที่ทำเองพร่ำเพรื่อ ดังนั้นจึงต้องหาอะไรมาทดแทน
หวังเหมี่ยนเลิกคิ้วสูงก่อนจะยิ้มออกมาอย่างแห้งแล้ง “ประธานจี้ครับสองวันนี้ผมกำลังวิจัยเรื่องนิวเคลียร์ฟิวชันแบบควบคุมอยู่นะครับเกรงว่าจะปลีกตัวมาทำไม่ได้จริงๆ”
จี้เยี่ยนจื๋อมองเขาด้วยสีหน้าเรียบเฉย“ผมจ่ายเงินเดือนให้คุณสูงขนาดนี้เพื่อให้คุณมาล้อเล่นกับผมงั้นเหรอ?”
“คุณนั่นแหละที่ล้อผมเล่น!” หวังเหมี่ยนแทบจะสติแตก“ให้เวลาแค่สองวัน ทำไมไม่สั่งให้ผมสอยดวงอาทิตย์ลงมาให้เลยล่ะครับ?”
จี้เยี่ยนจื๋อเหลือบมองเขาทีหนึ่งก่อนจะหันหลังเดินหนี“งั้นโควตาเข้าชมซูเปอร์คอมพิวเตอร์เครื่องจิ๋วนั่นครั้งหน้าผมให้วังปินไปแทนแล้วกัน”
“เดี๋ยวๆ ...”
หวังเหมี่ยนรีบถลันไปขวางหน้าแย้มยิ้มจนตาหยี “ทำได้ครับ ทำได้แน่นอนผมจัดให้ครับ”
ก็แค่โปรแกรมประมวลผลตัวใหม่อย่างมากก็แค่ดันทุรังทำไปเรื่อยๆ ถ้าไม่ไหวจริงๆ ก็แค่ยอมตายกลางทางแต่เขาจะตายอย่างไรก็ได้ วังปินต้องไม่ได้ผลประโยชน์เด็ดขาด
จี้เยี่ยนจื๋ออ่านความคิดในใจจากสีหน้าของเขาได้ทะลุปรุโปร่งจึงเอ่ยเสียงเรียบ “สองวัน จำไว้ให้ดีล่ะ”
เขาก้าวเดินจากไปหวังเหมี่ยนชูหมัดใส่แผ่นหลังเขาอย่างคั่งแค้น พลางขยับปากด่าว่า‘ไอ้หน้าเลือด’
จี้เยี่ยนจื๋อเดินออกจากแผนกวิจัยพอเข้าไปในลิฟต์ โทรศัพท์ก็สั่นขึ้นมาพอดีเขาเหลือบมองเบอร์โทรศัพท์ก่อนจะกดรับสาย “ฮัลโหลสวัสดีครับรองประธานเสิ่น”
“สวัสดีเสี่ยวจี้” น้ำเสียงของเสิ่นหลินเจือไปด้วยรอยยิ้ม“เรียกรองประธานอะไรกัน นายกับมู่หลานเป็นเพื่อนรักกันมาหลายปีไม่ต้องเกรงใจ เรียกพี่เสิ่นเถอะ”
เมื่อได้ยินอีกฝ่ายพยายามขยับความสัมพันธ์ให้ใกล้ชิดขึ้นจี้เยี่ยนจื๋อจึงตอบกลับอย่างสุขุม “เรื่องที่ช่วยคราวที่แล้วผมยังไม่มีโอกาสได้ขอบคุณต่อหน้าเลยเรื่องจี้ทิงขอบคุณมากที่ช่วยเป็นธุระให้นะครับ”
“ฉันก็ไม่ได้ช่วยอะไรมากหรอก แค่ไปถามสถานการณ์ดูเฉยๆ” เมื่อถึงตรงนี้ เสิ่นหลินก็เปลี่ยนหัวข้อสนทนาเล็กน้อย “ถ้าว่างๆ ก็แวะมานั่งเล่นที่บ้านสิ พาจี้ทิงมาด้วยสองครอบครัวจะได้ทำความรู้จักกันไว้”
“ต้องขอโทษด้วยครับ ตอนนี้จี้ทิงยังไม่สะดวก”
“เป็นอะไรไป ยังไม่หายดีเหรอ?”
จี้เยี่ยนจื๋อนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งน้ำเสียงที่เอ่ยออกมาแฝงไว้ด้วยความหนักอึ้งอย่างปิดไม่มิด“เขาเป็นภาวะสูญเสียการสื่อความจากสาเหตุทางจิตใจหมอบอกว่าเพราะก่อนหน้านี้เขาได้รับความกดดันทางจิตใจอย่างรุนแรงไม่รู้ว่าจะหายเป็นปกติได้หรือเปล่า”
ถึงจะไม่ใช่ความผิดของเสิ่นหลินแต่เขาก็อดรู้สึกกระอักกระอ่วนใจแทนไม่ได้ “ถ้าอย่างนั้นก็ให้เขาพักผ่อนรักษาตัวให้ดีก่อนมีอะไรให้ช่วยก็โทรหาฉันได้ตลอดนะ”
“ขอบคุณครับ”
หลังจากจบการสนทนาเสิ่นหลินก็วางโทรศัพท์ลงแล้วมองไปทางโซฟาฝั่งตรงข้าม“ผอ.ฉาง ผอ.เจิ้ง พวกคุณก็ได้ยินแล้วนะ ไม่ใช่ว่าผมไม่อยากช่วยแต่สถานการณ์ตอนนี้...”
ผู้อำนวยการฉางโมโหจนตบหน้าขาตัวเองเสียงดังฉาดน้ำเสียงขึงขังขึ้นมาทันที “ผมบอกแล้วไงว่าจี้ทิงไม่มีความผิดพวกนั้นก็ดึงดันจะสอบสวนเขาให้ได้ ดูเอาเถอะ สอบสวนจนคนเขาแย่ไปหมดแล้ว!”
ผู้อำนวยการเจิ้งที่นั่งอยู่ข้างๆไม่ได้เอ่ยคำใด แต่สีหน้ากลับดูย่ำแย่อย่างยิ่ง
“ที่จริงนะ ถ้าทางกองรักษาการณ์ส่งคนไปอธิบายดีๆ เขาจะให้อภัยหรือไม่อย่างน้อยก็ควรแสดงท่าทีออกมาบ้าง” เสิ่นหลินถอนหายใจคล้ายคนกังวลใจ“แต่พอเสี่ยวฉินไปที่โรงพยาบาล นอกจากจะไม่ขอโทษจี้ทิงแล้วยังไปวางมวยกับพี่ชายเขาอีก”
ฉินไจ้เย่จะสวนกลับหรือไม่นั้นไม่สำคัญในเมื่อเสิ่นมู่หลานบอกว่าเป็นการต่อสู้ เสิ่นหลินก็ต้องว่าตามนั้น
ผู้อำนวยการฉางพิงหลังกับโซฟาเขาหงุดหงิดถึงขั้นพูดอะไรไม่ออก
“รองประธานเสิ่น ถ้าฉินไจ้เย่ไปขอโทษอย่างจริงใจถึงหน้าประตูบ้านพวกเราพอจะมีโอกาสได้พบจี้ทิงไหม?” เจิ้งกั๋วตงถามด้วยคิ้วที่ขมวดมุ่น
“เรื่องนี้... ผมเองก็ไม่แน่ใจ”
“งั้น... นอกจากคำขอโทษแล้ว พวกเราจะช่วยกันหาทางชดเชยด้านอื่นให้ด้วย...”
เสิ่นหลินยิ้มออกมาอย่างอ่อนใจพลางเอ่ยว่า“ผอ.เจิ้งเข้าใจผิดแล้วล่ะครับ ผมไม่ได้หมายถึงทางตระกูลจี้แต่ผมหมายถึงว่าต้องดูว่าฉินไจ้เย่จะยอมก้มหัวให้หรือเปล่าต่างหาก”
ผู้อำนวยการฉางพอได้ยินดังนั้นก็โกรธจนลุกขึ้นนั่งตัวตรงทันที“มันก่อเรื่องใหญ่ขนาดนี้แล้ว ยังจะมาทำตัวยโสโอหังอยู่อีกเหรอพรุ่งนี้ฉันจะเข้าไปกองรักษาการณ์ ต่อให้พ่อเขามาเองก็ช่วยไม่ได้หรอก!”