หลายวันผ่านไป
แสงอรุณยามเช้าฉาบทาบเหนือศาลาไม้เก่าแก่ กลิ่นหวายแห้งและใบไม้ชื้นลอยอวลทั่วลานวัด
หยานเฉินไคยืนตัวตรงอย่างตั้งใจ ไม้กวาดในมือใหญ่เกินสัดส่วนของเด็กหกขวบ แต่เขาก็ไม่เคยบ่นสักคำ
โจวหยางยืนมองอยู่ห่าง ๆ แววตานุ่มลึกอย่างผู้ใหญ่ที่เห็นเมล็ดพันธุ์เล็ก ๆ กำลังพยายามผลิใบ
“เฉินไค” เสียงเขานุ่มทว่าเข้มพอให้เด็กตั้งใจฟัง “เ้ารู้ไหมว่าทำไมเราต้องกวาดลานให้สะอาดทุกวัน?”
เด็กน้อยชะงัก หันมามองทันที “…เพราะมันสกปรกเหรอ?”
โจวหยางหัวเราะเบา ๆ ก่อนก้มลงใช้ไม้กวาดอีกอันชี้ไปที่กองใบไม้ “เพราะลานวัด…ก็เหมือนใจของคนเรา หากไม่กวาดเสียบ้าง เดี๋ยวสิ่งสกปรกเล็ก ๆ จะสะสมจนเต็มไปหมด เ้ายังเด็ก แต่หัวใจก็ต้องฝึกให้โปร่งโล่งเหมือนกัน”
หยานเฉินไคพยักหน้าแรง ๆ อย่างเข้าใจครึ่งหนึ่ง ไม่เข้าใจอีกครึ่งหนึ่ง แต่ก็จำไว้ทั้งหมด
เมื่อกวาดลานเสร็จ โจวหยางพาเขาไปยังโขดหินเล็ก ๆ ริมลำธาร
“วันนี้เราฝึกอารมณ์กัน”
เด็กน้อยนั่งขัดสมาธิอย่างเก้ ๆ กัง ๆ โจวหยางนั่งตรงหน้า เอานิ้วแตะกลางอกของเขาเบา ๆ
“เมื่อเ้ารู้สึกโกรธ ให้ถอนหายใจยาว ๆ แบบนี้”
เขาสาธิต เสียงลมหายใจยาว ลึก และมั่นคง ราวกับลมูเาเคลื่อนผ่านป่า
“ถ้ารู้สึกเศร้า ให้พูดในใจว่า ‘ข้ารับรู้เ้าแล้ว’ แล้วปล่อยให้มันไหลผ่านไป เหมือนน้ำในลำธารนี้”
หยานเฉินไคก้มมองน้ำไหลเอื่อย ๆ สลับกับท้องฟ้าสะท้อนเป็สีฟ้าใส ดวงตาเขากลมโตอย่างเด็กที่เริ่มเข้าใจโลกมากขึ้นทีละนิด
่เย็นทั้งคู่จะอ่านตัวอักษรอย่างง่าย
โจวหยางใช้กิ่งไม้ขีดตัวอักษรบนพื้นดิน
“ตัวนี้อ่านว่าอะไร?”
“เอ่อ… ‘ิ’ ครับ!”
“ดีมาก เ้าจำได้ไวขึ้นแล้ว”
และบางครั้งหากลมเปลี่ยนทิศ โจวหยางจะพาเด็กน้อยฟังเสียงธรรมชาติ เสียงนก เสียงกระดิ่งไผ่ เพื่อฝึกให้เขาแยกเสียงต่าง ๆ และรู้จัก “หยุดฟังจนได้ยินตัวเองคิด”
วันแล้ววันเล่า เด็กชายตัวเล็กค่อย ๆ เปลี่ยนจากความไร้เดียงสาแบบเด็กธรรมดา ไปเป็เด็กที่เริ่มรู้จักมองโลกด้วยสายตาอ่อนโยนและมั่นคงขึ้น
จวบจนกระทั่งหนึ่งปีต่อมา…
โจวหยางกวาดตามองเด็กน้อยเบื้องหน้าอย่างอ่อนโยน
“ยามนี้ เ้ามีความรู้และทักษะพื้นฐานครบถ้วนแล้ว”
เขาไม่เคยคาดคิดเลยว่า เด็กตัวเล็กผู้มีที่มาอันลึกลับผู้ที่ตนเก็บมาอย่างไม่ตั้งใจจะน่ารักน่าเอ็นดูถึงเพียงนี้
หยานเฉินไคนั่งบนลานหินสะอาดหลังตรงเป็เส้นเดียว มือทั้งสองวางบนเข่าอย่างเป็จังหวะ
แววตากลมใสที่ยังไร้เดียงสา…กลับเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นที่เด็กวัยเดียวกันแทบไม่มี
โจวหยางเอ่ยเสียงนุ่มแต่มั่นคง
“ได้เวลาที่เ้าต้องเริ่มเส้นทางบำเพ็ญเพียรแล้ว ก่อนอื่น…เราต้องทดสอบพร์ของเ้าเสียก่อน”
เมื่อเขากล่าวจบบนฝ่ามือก็ปรากฏลูกแก้วใสกลมราวหยดน้ำฟ้า แสงอ่อนสะท้อนออกมาอย่างลึกลับ
“นี่คือลูกแก้วทดสอบพร์ แบ่งเป็สีเทา เหลือง เขียว ฟ้า น้ำเงิน ม่วง แดง ทอง… และสูงสุดคือเต๋า”
โจวหยางยกมือให้นิ่งก่อนเริ่มอธิบายช้า ๆ
“สีเทา…เป็พร์ที่ต่ำสุด แม้บำเพ็ญอย่างยากลำบากเป็ร้อยปี ก็ยากจะก้าวถึงกลั่นลมปราณขั้นกลางได้”
“สีเหลืองดีขึ้นมาหน่อย ผู้ที่มีสีนี้จะััพลังปราณง่ายกว่า หากมีความมุ่งมั่นเพียงพอ ร้อยปีก็อาจแตะระดับสร้างรากฐาน หรือแก่นทองคำได้”
แววตาของหยานเฉินไคเป็ประกายทันที ไม่ใช่ความกลัว หากแต่เป็ความตื่นเต้นที่ฉายชัด
โจวหยางยิ้มมุมปาก
“สีเขียว...พร์ระดับกลาง โอกาสแตะระดับแก่นทองคำมีมากขึ้น”
“สีฟ้า…นับเป็ศิษย์ชั้นยอด หากไม่ตายกลางทาง สักวันหนึ่งย่อมเหยียบฟ้าได้”
หยุดเล็กน้อย เขาถอนลมหายใจก่อนกล่าวต่อ
“ส่วนน้ำเงินนั้นหายาก พันปีจะเห็นเพียงไม่กี่หมื่นคน พวกเขามีความหวังจะถึงระดับิญญาแรกกำเนิด สีม่วง…ถูกเรียกว่าบุตรศักดิ์สิทธิ์ โอกาสถึงขั้นสร้างิญญา แม้จะเป็เพียงความเป็ไปได้เล็กน้อยก็ตาม”
เขาเว้นระยะ ก่อนเผยความจริงของตนเอง
“ข้า…โจวหยาง อยู่ระดับสีแดง ปัจจุบันอยู่ปลายขั้นสร้างิญญา แม้โอกาสเป็จักรพรรดิจะไม่มีแล้ว”
สายตาเขามองฟ้ากว้างอย่างสงบนิ่ง
“โลกนี้เสื่อมถอยจากยุคโบราณ ความเป็ไปได้ในอดีตล้วนเลือนรางลง แต่ข้า…ก็ยังไม่ยอมแพ้”
ลมูเาพัดผ่านชายแขนเสื้อของเขา ราวกับพาเื่ราวในอดีตให้ปลิวหาย
“ในตำนานเมื่อแสนปีก่อน…เคยมีผู้ถึงระดับทอง และเดินออกจากโลกนี้ไป แต่ข้าคิดว่าคงเป็เพียงนิทาน เดินออกจากโลก? ท้องฟ้าย่อมบดขยี้จนแหลกสิ้นเสียก่อน”
เขาพึมพำราวกับพูดกับตัวเอง
“ส่วนระดับแสงเต๋า…ไร้บันทึก ไม่มีผู้ใดเคยเห็น”
คำพูดจบลงพร้อมลมหายใจแ่เบาราวกับหวนคิดถึงสมัยหนุ่ม
วันที่เขายังมีพลังเต็มเปี่ยมและความฝันไมรู้จบ แต่วันนี้…พลังปราณของเขาเบาบางลงอย่างเห็นได้ชัด
หยานเฉินไคยังคงนั่งนิ่ง ไม่ได้เอ่ยเสียงใดออกมา แต่ภายในหัวเล็ก ๆ คล้ายมีหมื่นความคิดตีกันยุ่งเหยิง ทั้งตื่นเต้น ทั้งสงสัย ทั้งเฝ้ารออย่างใจจดใจจ่อ
โจวหยางเหลือบมองก็พบว่าเด็กน้อยกำลังขมวดคิ้วสับสน เขาหัวเราะเบา ๆ ก่อนสูดหายใจแล้วอธิบายต่อ
“ก่อนจะทดสอบพร์… เ้าจำเป็ต้องรู้ระดับพลังของโลกใบนี้เสียก่อน”
เขายกนิ้วขึ้นทีละข้อ พลางกล่าวอย่างชัดเจน
กลั่นลมปราณ มี 9 ขั้น
สร้างรากฐาน มี 9 ขั้น
แกนทองคำ มี 9 ขั้น
ปรมาจารย์ มี 9 ขั้น
ิญญาแรกกำเนิด มี 9 ขั้น
ปราชญ์ มี 9 ขั้น
สร้างิญญา มี 9 ขั้น
จักรพรรดิมนุษย์ มี 9 ขั้น
ดวงตากลมโตของหยานเฉินไคสว่างวาบราวกับดาว
“ท่านพ่อ… อยู่ระดับสร้างิญญาขั้นเก้า ใช่หรือไม่?”
“โอ้ว! ช่างเฉลียวฉลาดนัก”
โจวหยางหัวเราะอย่างเอ็นดู พลางลูบศีรษะเด็กน้อยเบา ๆ
“เอาละ… มาทดสอบกันเถอะ”
เขาประคองลูกแก้วทดสอบพร์อย่างระมัดระวัง แสงภายในมันไหลวนราวกับสายน้ำมีชีวิต
หยานเฉินไคตื่นเต้นจนเผลอสูดลมหายใจเข้าเฮือกหนึ่ง
แม้ร่างของเขาจะ “ไม่มีอวัยวะภายใน” ตามแบบมนุษย์ แต่ความรู้สึกตื่นเต้นกลับชัดเจนกว่าใคร เขายื่นมือเล็ก ๆ ไปแตะลูกแก้ว ก่อนถอยออกมานิดหนึ่งอย่างไร้เดียงสา
ทันใดนั้น
แสงสีเทาอ่อนก็สว่างขึ้น โจวหยางขมวดคิ้วทันที
ไม่ใช่เพราะผิดหวัง… แต่เพราะไม่เชื่อว่าเด็กที่มาพร้อม “สายฟ้าสีดำ” จะอยู่ระดับต่ำเช่นนี้ได้
แสงสีเทาเลือนหาย แล้วเปลี่ยนเป็สีเหลืองภายในพริบตา
สีเข้มขึ้นเรื่อย ๆ อย่างเป็ธรรมชาติราวกับกำลังก้าวขึ้นตามลำดับ
คิ้วของโจวหยางค่อย ๆ คลายลง
จากเหลือง… กลายเป็เขียว
จากเขียว… สว่างวาบเป็สีฟ้า พลังปราณรอบกายสั่นะเืเบา ๆ
แสงสีฟ้าทวีความรุนแรงอย่างรวดเร็ว ก่อนจะเปลี่ยนเป็สีน้ำเงินเข้ม พลังปราณหลากสีหมุนวนไปทั่วบริเวณ
อากาศรอบตัวเด็กน้อยบิดเบี้ยว
พลังปราณเริ่มหมุนรอบร่างของหยานเฉินไคราวกับถูกดูดเข้าศูนย์กลางจักรวาลเล็ก ๆ
จากนั้น
แสงสีม่วงอ่อนปรากฏขึ้นเป็จุดเล็ก ๆ
แต่เพียงเสี้ยวลมหายใจ จุดเล็ก ๆ เ่าั้กลับขยายตัวอย่างทวีคูณ เปล่งประกายเจิดจ้า
แรงกดดันกระจายออกไปเป็วงกว้างถึงสิบเมตร
เสื้อผ้าของทั้งสองพลิ้วไหวราวกับมีลมพายุพัดผ่าน แม้ผลลัพธ์จะดูธรรมดา แต่พลังที่ก่อให้เกิดมันกลับน่าสะพรึงกลัวเกินคาด
ลำแสงสีม่วงพุ่งขึ้นฟ้า สูงราวยี่สิบเมตร
ไม่มาก… แต่เพียงพอให้รอยยิ้มบาง ๆ ปรากฏบนใบหน้าโจวหยาง
จากม่วง… สว่างเป็สีแดงเข้ม
เสียงคำรามจากพลังปราณดังก้องทั่วบริเวณ แรงกดดันกระหน่ำน้ำปราณรอบด้านจนเสมือนคลื่นหมุนวน
โจวหยาง ถึงกับรู้สึก “จิติญญาสั่นะเื”
ดวงตาเขาเบิกกว้างด้วยความยินดีเกินจะปิดบัง
และก่อนเขาจะพูดต่อ แสงสีทองก็สาดประกายขึ้นราวกับเปิดประตู์ ท้องฟ้าแตกะเิเป็สีทองอร่าม
ัทองขนาดมหึมาปรากฏกลางเมฆ
ว่ายวนไปมาราวกับเป็กษัตริย์แห่ง์ พายุเกิดขึ้นตามเส้นทางการเคลื่อนที่ของมัน สายฟ้าฟาดลงมาดังสนั่นสั่นะเืพื้นดิน
ัทองเหลือบตาลงมามองเด็กน้อย
ดวงตาที่หยิ่งผยองกลับหุบลงทันที ราวกับเผชิญสิ่งที่มิอาจลบหลู่ได้
มันก้มกราบต่อหน้าเด็กน้อย…ถึงเก้าครั้ง
ก่อนร่างอันยิ่งใหญ่จะสลายกลายเป็พลังปราณสีทองบริสุทธิ์ ไหลเข้าร่างหยานเฉินไคทั้งหมด
ในวินาทีนั้น
ตัวอักษร “เต๋า” ลอยขึ้นจากลูกแก้วช้า ๆ
หมุนคลอแสงสีทองราวกับประกาศให้์รับรู้
โจวหยางชะงักค้างหัวใจเต้นแรงจนแทบหลุดออกจากอก ท้องฟ้ากลายเป็สีทองเต็มผืน
ลูกแก้วทั่วทั้งลูกเริ่มแตกร้าว…ก่อนจะแตกกระจายเป็ผงแก้วละเอียด!
เศษแก้วพุ่งด้วยความเร็วสูงราวอาวุธสังหาร ต่อให้จักรพรรดิมนุษย์ก็มิอาจหลบพ้นในระยะใกล้เช่นนี้
แต่เมื่อเศษแก้วพุ่งเข้าหาเด็กน้อย…
มันทะลุผ่านศีรษะโดยไม่ฝากแม้แต่รอยขีดข่วน
ราวกับร่างนั้นไม่ใช่วัตถุในโลกนี้ โจวหยางถึงกับอึ้ง‘สิ่งของกึ่งจักรพรรดิ…ยังทำอะไรเขาไม่ได้แม้แต่น้อย!?’
รอยยิ้มกว้างจนแทบหุบไม่ลง
หัวใจเขาเต็มไปด้วยความยินดีเกินบรรยาย หยานเฉินไคกลับเอียงหัวเล็กน้อย ราวกับกำลังคิดว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่
‘เอ๊ะ… เมื่อกี้มันแตกทำไม?’เขาแตะหน้าผากตัวเองด้วยสองมือน้อย ๆ‘หรือว่าข้า…ไม่มีพร์? ลูกแก้วถึงทนไม่ไหว…?’
ความคิดไร้เดียงสาพาให้เขากังวลอยู่เงียบ ๆ ซึ่งทำให้โจวหยางแทบหลุดหัวเราะออกมา
ลมอ่อนพัดผ่าน เส้นผมทั้งสองสั่นไหว
ท้องฟ้ากลับมาใสอีกครั้งราวกับไม่เคยเกิดเหตุการณ์เหนือฟ้าใด ๆ
โจวหยางสูดหายใจลึก แล้วพูดด้วยเสียงนิ่ง“เฉินไค… เ้าเป็มนุษย์ธรรมดา ไม่มีพร์ใด ๆ ทั้งสิ้น”
เขาแสร้งกล่าวด้วยความสนุก…ไม่คิดเลยว่าเด็กน้อยจะไม่แม้แต่สั่นนิดเดียว
หยานเฉินไคกลับยิ้มอย่างมีความสุข เพราะเื่ราวทั้งหมดที่เขาเคยฟัง พระเอก…คืุ์
และเขาอยากเป็มนุษย์
โจวหยางที่เห็นเช่นนั้น ยิ่งเอ็นดูจนเก็บอารมณ์แทบไม่อยู่
ในที่สุดก็เอ่ยเสียงเข้มขรึม
“นับจากนี้ไป… เ้าเป็ศิษย์ฝึกหัดของข้า!”