ก่อนที่ซาทูรอสจะะโลงไปในน้ำ ชายชราก็กล่าวกับเขาว่า
“นี่คือการทดสอบสำคัญ เ้าห้ามทำเป็เล่นเด็ดขาด ถ้าหากเ้าสอบผ่าน ข้าจะมอบรางวัลเป็เคล็ดวิชาลับสุดยอดให้แก่เ้าและนับจากวันนี้เ้าจะกลายเป็ศิษย์ของข้าอย่างเต็มตัว”
“ถ้าหากข้าทำไม่สำเร็จเล่า?” เด็กหนุ่มเอ่ยถาม
ชายชราใช้สายตาอาลัยอาวรณ์จ้องมองซาทูรอสชั่วครู่ก่อนจะตอบว่า
“นั่นแสดงว่าเ้าไม่มีคุณสมบัติพอที่จะเป็ศิษย์ของข้า หลังจากนี้เราก็ไม่ต้องมาพบเจอกันอีก...”
ซาทูรอสได้ยินเช่นนี้เข้าก็รู้สึกเสียศูนย์ไปชั่วขณะ เหมือนมีใครเอาไม้มาตีแสกหน้าจนสติขาวโพลน
ทั้งเขาและชายชราต่างก็รู้จักกันมานานหลายปี เรียกได้ว่าเป็คนคุ้นเคยและสนิทชิดเชื้อเป็อย่างมาก
สำหรับซาทูรอสแล้ว ชายชราเปรียบได้กับผู้มีบุญคุณและครอบครัวคนหนึ่งในชีวิตของเขา เพราะชายชรานอกจากจะสอนสั่งวิชาการฝึกตนแล้ว ยังคอยสั่งสอนและให้คำแนะนำในชีวิตเขามาตลอด
ก่อนหน้านี้ผู้หญิงที่เขารักก็มาบอกว่าจะต้องจากกันไปไกล หากแยกจากกันครั้งนี้ ไม่รู้ว่าจะมีวันใดได้พบกันอีก ส่วนชายชราก็มาบอกว่าถ้าเขาทำไม่ได้ ก็จะหายไปจากชีวิตเขาอีกคน นี่จึงทำให้ซาทูรอสเหม่อลอยคิดไม่ตกว่าจะแก้ไขปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้ได้อย่างไรดี
“บนโลกนี้ทุกคนย่อมพบกับปัญหานานับประการที่ตนเองมักจะคิดไม่ตกเสมอ...” เสียงของชายชราเอ่ยขึ้น ปลุกเขาออกจากความคิด จากนั้นเขาก็พูดต่อไปว่า
“วิธีแก้ปัญหาบนโลกนี้แสนจะเรียบง่ายยิ่งนัก อย่างแรกก็คือใช้ปัญญาแก้ปัญหา อย่างที่สองคือใช้พลังอำนาจแก้ปัญหา”
ชายชรากล่าวจบ ซาทูรอสพลันเปลี่ยนประกายแววตา
“ใช่แล้ว อาจารย์พูดถูก...ถ้าเราไม่มีปัญญาจะแก้ปัญหา ขอแค่เพียงมีพลังพอ เราก็จะแก้ปัญหาเหล่านี้ได้เหมือนกัน”
ชายหนุ่มคิดได้เช่นนั้น เขาตั้งมั่นไว้ในใจ ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องทำให้สำเร็จให้ได้ ทั้งเพื่ออาจารย์และผู้หญิงที่เขารัก ก่อนจะหันหันไปยิ้มให้ชายชราแล้วกล่าวว่า
“ท่านวางใจได้เลย ข้าจะไม่ยอมให้ท่านหนีไปไหนแน่ ๆ”
กล่าวจบเขาก็พุ่งตัวะโลงน้ำไปทันที ทำให้ชายชรายืนยกยิ้มขึ้นมาคราหนึ่ง
“แล้วข้าจะรอดู...”
ด้านซาทูรอสที่กำลังดำน้ำลงมาเรื่อย ๆ พบว่าที่นี่นั้นลึกเป็อย่างมาก และยิ่งลึกขึ้นเท่าใด แสงสว่างก็ยิ่งลดลงเรื่อย ๆ โชคดีที่เขาดำน้ำมาตามเถาวัลย์ จึงมั่นใจว่าเขาไม่หลงทางแน่นอน
ทว่ากระแสน้ำด้านใต้นี้มันกลับเชี่ยวจนน่าประหลาดใจ ผิดกับผิวน้ำ้าลิบลับ ทำให้เขายิ่งต้องคว้าจับเชือกเถาวัลย์ไว้เพื่อดำน้ำลงไปหา ไม่นานนักเขาก็พบก้อนหินดังกล่าว จากการััเขารับรู้ได้ว่าหินก้อนนี้ถูกมัดด้วยเถาวัลย์เอาไว้อย่างเหนียวแน่น ไม่ผิดก้อนแน่
แต่โชคยังดีที่น้ำบริเวณก้นน้ำตก ไม่ได้ไหลเชี่ยวแรงเหมือน่ตอนกลางของน้ำเท่าใดนัก นั่นก็หมายความว่า อุปสรรคที่แท้จริงนั้นควรจะเป็กระแสน้ำที่เชี่ยวกราด้า
จากนั้นเขาก็ตั้งท่าลงไปยืนกับพื้นก้นของน้ำตกอย่างยากลำบาก แล้วพยายามยกช้อนก้อนหินดังกล่าวขึ้นมา ตั้งท่าย่อตัวลงและถีบร่างขึ้นไปพร้อมกับก้อนหินนี้อย่างสุดแรง
แต่ในระหว่างที่เขาพยายามว่ายน้ำขึ้นไปพร้อมกับแบกหินนี้ขึ้นไปด้วย กระแสน้ำ้าพยายามพัดพาหินที่หนักกว่าตัวเขาให้ลอยออกไปตามกระแสน้ำ นั่นจึงยิ่งทำให้เขาต้องใช้แรงถีบว่ายมากขึ้นอีกหลายเท่าตัว จนเขารู้สึกได้ว่าเขาเริ่มที่จะหมดแรงลงเรื่อย ๆ
เขามองเห็นแสงที่ส่องลงมาจากผิวน้ำและมันอยู่อีกไม่ไกลมากนัก ทว่าลมหายใจที่เขาพยายามกลั้นเอาไว้ก็ร่อยหรอและกำลังจะหมดลงอีกไม่ช้า จนกระทั้งเขารู้สึกว่าไม่อาจทนไว้ได้อีกต่อไป จึงตัดสินใจปล่อยหินนี้แล้วรีบตะเกียกตะกายขึ้นมาอย่างเหนื่อยหอบ
“เฮื๊อกกก!! เกือบตายไปแล้ว”
หลังจากที่ขึ้นมาเหนือน้ำและได้สูดหายใจอีกครั้ง เขาก็สังเกตุได้ว่าทิศทางที่เขาอยู่ มันห่างไกลออกไปจากฝั่งขึ้นเรื่อย ๆ
เมื่อตั้งสติได้เขาก็รีบว่ายน้ำคลำหาเถาวัลย์และรีบคว้าดึงรั้งมันเอาไว้อย่างสุดแรงในทันที แต่ด้วยน้ำหนักของก้อนหินและกระแสน้ำ ทำให้ก้อนหินกระชากร่างเขาดำดิ่งลงไปแทนอย่างรวดเร็ว พลันภายในใจของชายหนุ่มก็เริ่มตระหนักได้ว่า แค่เพียงรอบเดียวพละกำลังเขาก็หายไปเกือบครึ่งเสียแล้ว
แม้ว่าเถาวัลย์ที่ครูดถูกับฝ่ามือจะรุนแรงจนทำให้เกิดาแและเ็ปทรมาน แต่เขาก็ไม่กล้าปล่อยมันออกจากมืออีก เพราะมันอาจจะทำให้เขาไม่มีวันทำสำเร็จก็เป็ได้
หากคำนวนจากเรี่ยวแรงที่เหลือแล้ว มีเพียงทางเดียวที่ยังพอมีโอกาส นั้นก็คือใช้แรงที่เหลือรีบฉุดดึงไม่ให้ก้อนหินหล่นลงไปลึกกว่านี้ เช่นนั้นก็ยังพอมีโอกาสอยู่บ้าง
ซาทูรอสพยายามว่ายน้ำตีขาอย่างบ้าคลั่ง แต่ก็ทำได้แค่ยับยั้งหินก้อนนี้ไม่ให้ร่วงหล่นลงสู่ก้นบึ้งของน้ำตกเท่านั้น
เขาจึงกัดฟันทนความเ็ปาแที่ฝ่ามือใช้เรี่ยวแรงแขนทั้งหมดดึงมันขึ้นมาทีละน้อย ทีละน้อย จนเขาลืมที่จะหายใจไปแล้ว
เขานั้นไม่รับรู้แล้วว่าเขาอยู่ใต้น้ำมานานเท่าใด แต่สติและความคิดที่เหลือภายในหัวเขามีเพียงต้องนำก้อนหินนี้ขึ้นไปให้ได้
เืที่ไหลจากฝ่ามือ ได้ไหลไปตามกระแสน้ำ จนเขารู้สึกเหมือนกับว่ากระดูกของเขาเหมือนกำลังัักับเชือกโดยตรง
แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่กล้าคิดถึงมันมากนัก เพราะตอนนี้สิ่งสำคัญคือต้องนำมันขึ้นไปให้ได้
“แย่แล้วอากาศหายใจหมด!!!”
เขาเริ่มรู้สึกตัวได้ว่าตนเองกำลังจะขาดอาการหายใจ จนสำลักน้ำเข้าไปคำใหญ่ แต่มือของเขาก็ยังไม่ยอมปล่อยออกจากเชือกแม้แต่นิดเดียว...
สติทั้งหมดของซาทูรอสเริ่มพร่าเลือน เขาพยายามเงยหน้าขึ้นมอง้าและพยายามที่จะว่ายน้ำขึ้นไป แต่ความเป็จริงที่เขาเพิ่งจะรู้คือตลอดเวลาเขาไม่ได้เข้าใกล้ผิวน้ำเลยแม้แต่น้อย กลับกันร่างเขาและหินกำลังจมลงสู่ใต้น้ำลงทีละเล็กละน้อย จากความพยายามทั้งหมดของเขา ก็เท่านั้น
อึกน้ำครั้งสุดท้ายที่เขารู้สึกได้ว่ากลืนกินมันลงไป ทำให้เขาหลับตาลงอย่างอ่อนล้า ขาและมือไม่เหลือเรี่ยวแรงให้ดิ้นรนอีกต่อไป
สมองนึกถึง่วันเวลาที่ผ่านมาระหว่างตัวเขา พิเทร่าและท่านอาจารย์ เขาจำได้ว่าเขามีความสุขและรู้สึกว่าชีวิตของตนเองนั้นมีความหมายมากเพียงใด
ก่อนดวงตาของเขาจะปิดสนิท เงาร่างของใครบางคนว่ายตรงเข้ามาหาเขาอย่างรวดเร็ว จากนั้นสติเขาก็ดับลง...
ใน่ที่เขาหมดสติไป เขาได้ฝันเห็นชายชรากลายร่างเป็พยัคฆ์ตัวใหญ่ั์สูงถึง 8 เมตร พยัคฆ์ขาวตนนี้มาสอนวิชาให้แก่เขา ทั้งทักษะการต่อสู้และการควบคุมสภาวะจิตใจ
ทุกการเคลื่อนไหวของมันช่างทรงพลังและน่าเกรงขามเป็อย่างมาก เพียงแค่ยกขาหน้าขึ้นตะปบฟาดกลางอากาศตรงหน้า ก็เกิดเสียงคำรามก้องคล้ายเสียงอัสนีบาตผ่าลงมาอย่างรุนแรง เกิดเป็ลมพายุหมุนตลบ โกยเอาทุกสิ่งแหลกละเอียดลงในพริบตา กลายเป็ฝุ่นธุลีเป่าหายไปกับสายลม
ซาทูรอสรู้ดีว่านี่เป็เพียงแค่ความฝัน เขาไม่ได้ตกตื่นใจ แต่ภาวนาไม่ให้ตื่นขึ้นกลางคันแทน เพราะการฝึกฝนเช่นนี้ช่างตื่นตาตื่นใจและหาดูชมได้ยากยิ่งนัก
ตนเองจ้องดูอย่างตั้งใจไม่ให้คลาดสายตาหรือพลาดแม่แต่จุดเดียว เมื่อท่องจำขึ้นใจได้แล้วจึงใช้ออกมา เสมือนว่าเขาเป็ผู้คิดค้นวิชานี้ขึ้นมาเอง
เพราะทุกท่วงท่านั้นไม่แตกต่างจากพยัคฆ์ขาวตนนี้แสดงให้ดูเลย จนพยัคฆ์ขาวตนนี้ยังต้องลอบตื่นใ ไม่คาดคิดว่าเพียงแค่มองดูก็สามารถจดจำและเข้าใจถึงแก่นได้ภายในเวลาไม่นาน หากเป็ผู้อื่น บางคนจำต้องใช้เวลาหลายสิบปีถึงจะบรรลุได้ขนาดนี้
กระบวนท่าทุกครั้งที่ซาทูรอสใช้ออกแฝงกลิ่นอายของพยัคฆ์อันดุร้ายไว้อย่างเต็มเปี่ยม ใครที่ได้เห็นต่างก็ต้องรู้สึกและััได้ในทันที จนเผลอเข้าใจไปว่าบุคคลตรงหน้าแท้จริงอาจจะไม่ใช่มนุษย์ แต่เป็สัตว์ร้ายที่อย่าได้ไปกระตุกโทสะมันเลยเชียว
เมื่อทั้งคู่ทบทวนเคล็ดวิชากันจนหมดสิ้น เสียงของพยัคฆ์ขาวก็เอ่ยกับเขาว่า
“ชะตาของเ้านับแต่นี้จะเปลี่ยนแปลงสุดจะคาดหยั่ง ตัวข้าไม่อาจอยู่ปกป้องเ้าได้ตลอดไป ดังนั้นเ้าจำเป็ที่จะต้องเข้มแข็งและพึ่งพาตนเองให้มาก”
กล่าวจบ พยัคฆ์ขาวก็กลับร่างกลายเป็อาจารย์ผู้ชรา ก่อนจะแบมือขึ้น เผยให้เห็นกลุ่มก้อนพลังสีดำบนฝ่ามือ
“นี้คือพลังมรดกตกทอดอันเป็ปัจเจก ภายในแฝงเคล็ดวิชาบางอย่างเอาไว้ แม้ว่าจะไม่สมบูรณ์ แต่มันก็ยังคงมีอนุภาพมากมายเกินกว่าที่มนุษย์จะเข้าใจได้ หากเ้าฝึกทั้งหมดนี่สำเร็จ บางทีคงไม่มีมนุษย์หน้าไหนเอาชนะเ้าได้อีกแล้ว…… ไม่สิแม้แต่เซียนบางคนก็อาจจะไม่ใช่คู่มือของเ้าด้วยซ้ำ”
ซาทูรอสที่กำลังฟัง เขารู้สึกได้ว่าประโยคที่อาจารย์ของเขาเอ่ยมาช่างดูสูงส่งเหลือเชื่อเหลือเกิน แต่เขามั่นใจอยู่อย่างหนึ่งว่า อาจารย์ของเขาไม่เคยโกหกหลอกลวงเขามาก่อน นั่นแสดงว่าทุกสิ่งที่เขาพูดล้วนมีมูลความจริง เพียงแค่รอวันให้เขาออกไปพิสูจน์ก็เท่านั้น
ขณะที่เขากำลังครุ่นคิด ชายชราเดินเข้ามาใกล้พลางยื่นพลังสีดำดังกล่าวมาตรงหน้าของตน ก่อนจะถ่ายทอดความรู้มากมายมหาศาลในตำราเติมเต็มเข้าสู่สมองและความคิด จนเขารู้สึกว่าทุกอย่างนั้นขาวโพลนจนหมดสิ้น
“เคล็ดวิชาเหล่านี้ จะถูกฝังลงในดวงจิตของเ้า มิอาจลืมเลือน ดังนั้นต่อแต่นี้ไปเ้าไม่จำเป็ต้องตามหาข้าอีกแล้ว”
“ไม่นะท่านจะไปไหน?” ซาทูรอสะโเรียกด้วยใจที่รู้สึกเบาหวิวราวกับกำลังสูญเสียสิ่งสำคัญไป
ชายชราไม่ตอบคำถาม เพียงแต่ยิ้มให้เขาและกล่าวกับเขาว่า
“จงจำเอาไว้ว่าโชคชะตาจะเล่นตลกกับผู้ที่ขาดเขลาและยอมแพ้ แต่มันจะมอบโอกาสให้กับผู้ที่กล้าหาญและอุตสาหะเสมอ ลาก่อน...”
“ไม่นะท่านอาจารย์ ท่านอาจารย์!!!”
ซาทูรอสะโสุดเสียงจนเผลอตื่นขึ้นมาและพบว่าตนเองนั้นได้กลับมานอนอยู่ที่บ้านตอนไหนก็ไม่ทราบ แต่ด้วยความเหนื่อยล้าเขาจึงสลบลงไปอีกครั้ง
อีกด้านหนึ่งภายในป่าลึก มีร่างพยัคฆ์ขาวขนาดใหญ่กำลังนอนหลับอยู่บนพื้น แต่ก็สูงถึง 2 เมตรแล้ว รูปลักษณ์ทุกกระเบียดนิ้วเหมือนกับพยัคฆ์ขาวที่สูง 8 เมตรในฝันของซาทูรอสไม่ผิดเพี้ยน
พยัคฆ์ขาวตนนี้หลับตานอนอยู่ เหมือนจะยิ้มน้อย ๆ อย่างพอใจ ก่อนจะลืมตาตื่นขึ้นมาอย่างช้า ๆ เผยให้เห็นดวงตาสีฟ้าคราม รอบดวงตาคล้ายจะแผ่รัศมีบางอย่างที่ทำให้สิ่งมีชีวิตทั้งหลายทั่วบริเวณไม่กล้าแม้แต่จะสบตาหรือขยับกาย
“ทุกอย่างเตรียมการเรียบร้อย ที่เหลือก็แค่ตามหาฟู่จวิน...”
พยัคฆ์ขาวตนนี้ค่อย ๆ ลุกขึ้นก่อนจะพุ่งตัวะโหายไปจากที่ตรงนั้นอย่างรวดเร็ว จนไม่อาจจะมองตามได้ทันว่ามันพุ่งตัวหายไปในทิศทางใด