องค์ชายสิบนั้นเยาว์ที่สุด เพราะเขายังอยู่ในผ้าอ้อมอยู่เลย
ไป๋ซิวจิ่นมองเทียบเชิญเ่าั้แล้วยิ้มบาง “กายป่วยยังรักษาได้ แต่ใจป่วยยากจะเยียวยา” เขาพลิกดูเทียบเชิญอย่างไม่ใส่ใจนัก ก่อนจะยิ้มกล่าว “แม้องค์ชายห้าจะขาพิการ แต่มารดาของเขาคือฉินกุ้ยเฟย ผู้เป็ที่โปรดปรานที่สุดในขณะนี้” เขาหยุดเล็กน้อย ทว่ารอยยิ้มที่มุมปากกลับงดงามบาดตาอย่างยิ่ง “เช่นนั้นก็รักษาโรคให้องค์ชายห้าก่อนแล้วกัน”
“ขอรับ บ่าวจะไปจัดการทันที”
ทันใดนั้นไป๋ซิวจิ่นก็กล่าวอีกว่า “เ้าจงนำกล่องอาหารไปคืนจวนแม่ทัพก่อน แล้วก็…บอกด้วยว่าพรุ่งนี้เช้าข้าจะไปอีก”
ไป๋จื่อชะงักเล็กน้อย ก่อนนึกถึงใบหน้าหงอยเหงาของไป๋จี๋เมื่อครู่แล้วพยักหน้ารับ “บ่าวเข้าใจแล้วขอรับ”
เมื่อไป๋จื่อพาคนไปยังจวนแม่ทัพ แล้วแจ้งว่ามาคืนกล่องอาหาร บ่าวเฝ้าประตูก็ถึงกับอึ้ง
คนผู้นี้มาจากจวนหมอเทวดา จะล่วงเกินไม่ได้เด็ดขาด!
แต่พวกเขาก็ลำบากใจอยู่บ้าง เพราะอีกฝ่ายบอกว่าต้องคืนกล่องอาหารนี้ให้คุณหนูสามด้วยตนเอง
ขณะนั้นเอง เสิ่นเจิ้นกวงที่เพิ่งกลับถึงจวนก็ลงจากหลังม้า เมื่อเห็นคนที่หน้าประตู สายตาก็เลื่อนไปหยุดที่กล่องอาหารในมืออีกฝ่าย
กล่องนี้คุ้นตานัก!
เช้านี้เขายังอยากกินแผ่นแป้งไส้เนื้อเพิ่มอีกสองสามชิ้น แต่ม่านซูบอกว่าหมดแล้ว
แล้วตอนนี้…
เสิ่นเจิ้นกวงจ้องไป๋จื่อด้วยสายตาดุดัน เอ่ยเสียงทุ้มต่ำ “เ้าคือพ่อบ้านของตระกูลไป๋ใช่หรือไม่”
“เรียนท่านแม่ทัพ ใช่ขอรับ” ไป๋จื่อสีหน้าเรียบเฉย ทว่าภายในใจกลับสงสัยเล็กน้อย
แม่ทัพเสิ่นสนิทกับนายท่านของเขาไม่ใช่หรือ เหตุใดจู่ๆ ถึงดุดันเช่นนี้
โชคดีที่วันนี้เขาเป็คนมา หากเป็ไป๋จี๋…
เสิ่นเจิ้นกวงจ้องไป๋จื่ออย่างขุ่นเคือง จากนั้นเหลือบมองกล่องอาหารในมือเขาอีกครั้ง อดกลั้นอยู่ครู่หนึ่งจึงเอ่ยถาม “มีเื่อันใด”
“นายท่านสั่งให้บ่าวนำกล่องอาหารนี้มาคืนคุณหนูสามเสิ่นขอรับ”
“อืม” เสิ่นเจิ้นกวงยื่นมือใหญ่คว้ากล่องอาหารไว้ทันที “เ้ากลับไปได้”
ไป๋จื่อเงียบไปชั่วครู่ ก่อนพยักหน้าแล้วหมุนตัวจากไป
อารมณ์ของเสิ่นเจิ้นกวงยังคงขุ่นมัวเล็กน้อย แต่เหตุผลในใจก็บอกตนเองว่าม่านซูทำอาหารให้เสี่ยวไป๋ก็เพื่อตอบแทนบุญคุณช่วยชีวิตเท่านั้น ย่อมไม่มีความหมายอื่นใดแน่นอน!
พอคิดเช่นนี้ อารมณ์ของแม่ทัพใหญ่เสิ่นก็สงบลงบ้าง ยิ่งเมื่อมาถึงเรือนของบุตรสาวแล้วได้กลิ่นหอมลอยออกมาจากครัวเล็ก เศษเสี้ยวความขุ่นเคืองสุดท้ายก็สลายหายไปหมดสิ้น
เสิ่นม่านซูได้ยินว่าบิดามาจึงรีบออกมาต้อนรับ ก่อนจะเหลือบมองกล่องอาหารในมือเขา…
แต่เสิ่นเจิ้นกวงกลับยื่นกล่องอาหารให้ป้านเซี่ยอย่างเป็ธรรมชาติ พลางกล่าวว่า “จวนตระกูลไป๋ส่งคนคืนมา อ้อ ม่านซู เ้าทำอะไรอยู่ กลิ่นหอมยิ่งนัก!”
เสิ่นม่านซูยกยิ้มมุมปากเล็กน้อยก่อนจะยิ้มตอบ “เรียนท่านพ่อ ลูกเคยบอกว่าจะทำของอร่อยให้ท่านกินไม่ใช่หรือเ้าคะ หมูสามชั้นตุ๋นผักกาดดองกับหมูอบข้าวนึ่งเสร็จแล้ว เหลือเพียงซี่โครงหมูผัดเปรี้ยวหวาน อีกสักครู่ลูกจะยกไปให้ท่านเ้าค่ะ”
เสิ่นเจิ้นกวงลืมเื่หน้าประตูไปจนหมดสิ้นทันที
แม้ชื่ออาหารจะคุ้นหู แต่เขามั่นใจอย่างยิ่งว่าฝีมือบุตรสาวต้องอร่อยที่สุดแน่นอน!
แม่ทัพใหญ่เสิ่นหัวเราะร่า “เช่นนั้นพ่อจะไปเปลี่ยนชุดก่อน”
เสิ่นม่านซูยิ้มตาหยี มองส่งบิดาเดินจากไป ก่อนหมุนตัวไปกล่าวกับป้านเซี่ยทันทีว่า “เอากล่องอาหารมาให้ข้า”
พอรับกล่องอาหารมา เสิ่นม่านซูก็หมุนตัวเดินกลับเข้าไปก่อนจะเปิดกล่องทันที
ชั้นล่างสุดของกล่องมีกระดาษแผ่นหนึ่งวางอยู่
‘พรุ่งนี้เช่นเดียวกับวันนี้’
นี่เป็กระดาษที่องครักษ์ผู้นั้นทิ้งไว้ หรือเป็ของต้นขาทองคำไป๋กันแน่?
อย่างไรก็ตาม เสิ่นม่านซูก็ไม่ได้ครุ่นคิดกับเื่นี้นานนัก เพราะไม่ว่าอย่างไร สุดท้ายของสิ่งนี้ก็ต้องเข้าปากไป๋ซิวจิ่นอยู่ดี
ตราบใดที่ขาทองคำพอใจ ทุกอย่างก็เรียบร้อย
เสิ่นม่านซูคิดว่าดูท่าคงต้องหาเวลาไปเดินตลาดสักหน่อย ดูว่ามีผงโกโก้ขายหรือไม่
นางยกยิ้มมุมปากเล็กน้อย อารมณ์ดีขึ้นในทันที
ขณะที่เสิ่นม่านซูเดินถืออาหารที่เพิ่งทำเสร็จไม่กี่จานไปยังเรือนของบิดามารดา ยามนั้นจวินมั่วหานอยู่ในห้องหนังสือ และเขวี้ยงถ้วยชาลงพื้นอย่างแรง!
เื่เสิ่นม่านซูเปลี่ยนไปอย่างกะทันหันทำให้เขาโมโหจนแทบควบคุมตัวเองไม่อยู่
ขณะที่ยังไม่รู้ว่าควรจะแก้ไขเื่นี้อย่างไร จวินมั่วหานก็ได้รับรายงานจากสายสืบกะทันหัน
ไป๋ซิวจิ่นตอบรับเทียบเชิญขององค์ชายห้า และจะไปตรวจรักษาให้เขา!
เดิมทีหากไม่นับองค์ชายสิบที่ยังอยู่ในผ้าอ้อม และไม่นับรัชทายาทผู้ล่วงลับ ในบรรดาองค์ชายที่เหลืออีกแปดองค์ มารดาขององค์ชายห้านับว่ามีฐานะสูงศักดิ์ที่สุด
นั่นก็คือฉินกุ้ยเฟย!
ในวังหลังของฮ่องเต้หย่งอันยังไม่มีฮองเฮา ฉินกุ้ยเฟยจึงมีตำแหน่งสูงสุด และเป็ผู้ดูแลเื่ในวังหลัง
น่าเสียดายที่ระหว่างการล่าสัตว์ในฤดูใบไม้ร่วงเมื่อหลายปีก่อน ม้าขององค์ชายห้าใจนแตกตื่น เขาจึงตกจากหลังม้า เพราะเอ็นและกระดูกขาได้รับาเ็อย่างรุนแรง หมอหลวงเ่าั้ก็มิอาจช่วยอะไรได้ ขาขององค์ชายห้าจึงพิการมาจนถึงทุกวันนี้
เดิมทีเขาเป็ผู้ที่มีโอกาสมากที่สุด แต่บัดนี้กลับกลายเป็ผู้ที่แทบไม่มีโอกาสที่สุด!
เพียงคิดว่าองค์ชายสิบที่ยังอยู่ในผ้าอ้อมยังมีโอกาสมากกว่าเขา จะให้องค์ชายห้าไม่ร้อนใจได้อย่างไร
ดังนั้นเมื่อได้ยินว่าหมอเทวดาไป๋ผู้มีฝีมือพลิกชีวิตคน สามารถแย่งชีวิตจากเงื้อมมือยมทูตได้มาถึงเมืองหลวงแล้ว เขาจึงคิดบางอย่างขึ้นมาได้!
แต่ใครๆ ต่างก็รู้ว่าหมอเทวดาไป๋จับตัวได้ยาก
องค์ชายห้าได้ยินว่าพี่น้ององค์ชายหลายคนต่างส่งเทียบเชิญไปให้หมอเทวดาไป๋ เขาจึงลองส่งไปฉบับหนึ่ง
ทว่าผลลัพธ์กลับสำเร็จเสียอย่างนั้น?!
หากจวินมั่วหานรู้ว่าองค์ชายห้าคิดเช่นนี้ เกรงว่าเขาคงจะต้องเขวี้ยงถ้วยชาเพิ่มอีกหลายใบเป็แน่
เขาเท้ามือทั้งสองบนโต๊ะ ดวงตาคมกริบจ้องเศษถ้วยชาที่แตกกระจายอยู่บนพื้นอย่างแน่วแน่
ไม่ ข้าจะรีบร้อนไม่ได้ ข้าต้องสงบสติก่อน
แม้ไป๋ซิวจิ่นจะตอบตกลงไปตรวจรักษาขาขององค์ชายห้า แต่ใครๆ ก็รู้ว่าเส้นเอ็นขาขององค์ชายห้าขาดมานานหลายปีจะรักษาง่ายดายได้อย่างไร
อีกทั้งต่อให้ถอยมาคิดอีกขั้น หากไป๋ซิวจิ่นเก่งกาจด้านการแพทย์ดั่งคำเล่าลือ และสามารถรักษาขาขององค์ชายห้าได้จริง นั่นก็ไม่ใช่เื่ที่จะทำสำเร็จภายในวันสองวัน
ยิ่งไปกว่านั้น หากขาขององค์ชายห้าหายจริง เกรงว่าองค์ชายคนอื่นๆ จะนั่งไม่ติดยิ่งกว่าเขาเสียอีก
บางทีหลายคนอาจจะหันปลายหอกไปที่องค์ชายห้า!
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ จวินมั่วหานก็ไม่กระวนกระวายเท่าเดิมแล้ว
หลังจากปรับอารมณ์ของตนเองเล็กน้อย จวินมั่วหานก็สั่งข้ารับใช้มาจัดการเก็บกวาดเศษถ้วยชาบนพื้น จากนั้นก็กลับเข้าสู่ความเงียบอีกครั้ง
เขายังคงต้องเริ่มลงมือจากฝั่งเสิ่นม่านซูตามเดิม
ขอเพียงได้แต่งงานกับเสิ่นม่านซู ต่อให้เสิ่นเจิ้นกวงจะไม่พอใจเพียงใด เขาก็จะผูกจวนแม่ทัพไว้บนเรือลำเดียวกับเขาให้ได้
จู่ๆ จวินมั่วหานก็นึกบางอย่างขึ้นได้ แววตาของเขาพลันเป็ประกาย
อีกไม่กี่วันก็จะถึงวันคล้ายวันเกิดขององค์หญิงจิ้งอันแล้ว
องค์หญิงจิ้งอันเป็ธิดาที่ฮ่องเต้หย่งอันทรงโปรดปรานที่สุด เพราะนางคือบุตรเพียงคนเดียวที่ยังมีชีวิตอยู่ของเซียวฮองเฮาผู้ล่วงลับ
เซียวฮองเฮากับฮ่องเต้หย่งอันเป็เหมยเขียวม้าไม้ไผ่[1]กัน ความสัมพันธ์ลึกซึ้งมาแต่เดิม อีกทั้งเซียวฮองเฮาก็สิ้นพระชนม์เพราะช่วยชีวิตฮ่องเต้หย่งอัน ฮ่องเต้หย่งอันจึงโศกเศร้าอย่างยิ่ง หลังจากนั้นก็ไม่เคยแต่งตั้งฮองเฮาอีกเลย
เดิมทีฮ่องเต้หย่งอันก็ทรงรักและเอ็นดูองค์หญิงจิ้งอันอย่างยิ่งอยู่แล้ว ยิ่งต่อมาเมื่อรัชทายาทซึ่งเป็โอรสของเซียวฮองเฮาจากไป องค์หญิงจิ้งอันจึงกลายเป็บุตรเพียงคนเดียวของเซียวฮองเฮาที่ยังมีชีวิตอยู่ ฮ่องเต้หย่งอันจึงยิ่งทะนุถนอมธิดาผู้นี้ราวกับดวงตาของตน
ทว่าองค์หญิงจิ้งอันที่เติบโตท่ามกลางความรักล้นหลาม กลับไม่ได้มีนิสัยเอาแต่ใจหรือหยิ่งผยอง ตรงกันข้ามกลับมีนิสัยอ่อนโยน สุภาพ และเข้าถึงง่าย
ยิ่งไปกว่านั้น นางเป็องค์หญิง ไม่ใช่องค์ชาย ชะตาย่อมไม่เกี่ยวข้องกับราชบัลลังก์ จึงทำให้ไม่ว่าเหล่าองค์ชายหรือเหล่าพระสนมในวังที่ต่างมีความคิดของตนเอง ต่างก็รักษาความสัมพันธ์อันดีกับนาง
และไม่รู้เพราะเหตุใด องค์หญิงจิ้งอันจึงถูกชะตากับเสิ่นม่านซูคุณหนูสามแห่งจวนแม่ทัพเป็พิเศษ เช่นนั้นเสิ่นม่านซูย่อมต้องมางานเลี้ยงวันคล้ายวันเกิดของนางอย่างแน่นอน!
เมื่อคิดถึงตรงนี้ จวินมั่วหานก็ค่อยๆ ยกยิ้มมุมปาก
[1] เหมยเขียวม้าไม้ไผ่ หมายถึง ชายหญิงที่รู้จักและเติบโตมาด้วยกันั้แ่วัยเด็ก มักหมายถึงคู่รักวัยเด็ก