หนึ่งฝ่ามือพิชิตสวรรค์

    พบเจอ

    เช้าวันต่อมาทั่วทั้งเมืองพลันเกิดเสียงดังฮือฮาไม่ขาดสาย บนท้องฟ้าเหนือเมืองบัดนี้ได้มีแสงสี่สีพุ่งเข้ามาก่อนที่จะปรากฏร่างของชายหญิงแปดคนซึ่งนั่นไม่ใช่ใครนอกจาก คนของตำหนักเปลวเพลิงโชติช่วง ตำหนักวายุอัสนี ตำหนักดวงดาว และตำหนักอสูร ที่ได้มาถึงแล้วและมุ่งตรงเข้าตำหนักของเจ้าเมืองไป

     

    "โอ้ คนพวกนั้นไม่ธรรมดาพวกเขาต่างมีระดับวีรชนขึ้นไปทั้งนั้น น้องชายเจ้าต้องระวังให้มาก"ไฉ่เยว่เอ่อร์กล่าวตื่นลั่วอู่หลินมองดูอยู่ริมหน้าต่างก็พยักหน้ารับโดยพลัน เขารู้ดีเรื่องนี้ไม่ควรประมาทการสังเกตุการณ์ของอีกฝ่าย

     

    เมื่อคิดได้ดังนั้นชายหนุ่มจึงเดินออกจากห้องพักและตรงไปที่ใจกลางเมืองอันเป็นสถานที่รับสมัคร และบริเวณนั้นเองยังเป็นที่ตั้งของบททดสอบด่านแรก การวัดคุณสมบัติ ที่จะเกิดขึ้นในวันพรุ้งนี้อีกด้วย

     

    "คนมากมายเช่นนี้พี่สาวท่านว่าพวกเขาจะทดสอบอย่างไร หากให้ประลองกันโดยตรงข้าเกรงว่าครึ่งเดือนคงไม่เสร็จสิ้น"ลั่วอู่หลินกวาดสายตามองผู้ฝึกตนนับพันที่ตอนนี้มารวมกับอยู่บริเวณใจกลางเมืองก็อดไม่ได้ที่จะกล่าวถาม

     

    "การวัดคุณสมบัติจะช่วยคัดกรองคนได้ระดับหนึ่ง ส่วนอย่างที่สองหากจะให้พูดตามที่ข้าเคยเห็นมาส่วนใหญ่จะใช้วิธีการให้ล่าสัตว์อสูรด้านในป่าเพื่อคัดกรองอีกหนึ่งครั้ง"ไฉ่เยว่เอ่อร์กล่าวออกมาเช่นนั้น ลั่วอู่หลินแทบจะกลั่นขำไม่ได้ในทันที หากใช้วิธีนี้ในการคัดเลือกศิษย์จริงก็คงจยากลำบากไปเสียหน่อยเพราะป่าระแวกนี้ลั่วอู่หลินล่าตัวที่ระดับจักรพรรดิไปเกือบหมดแล้ว จะเหลือก็แค่ระดับบรรชนขึ้นไปหรือไม่ก็ระดับต่ำเท่านั้น ระหว่างที่เข้าแถวรอมานานในที่สุดลั่วอู่หลินก็ได้ลงทะเบียนเสียที

     

    "บอกชื่อมา"

     

    "อู่หลิน"เมื่อคนจดบันทึกกล่าวถาม ชายหนุ่มเลือกที่จะบอกเพียงชื่อของตนเท่านั้นมิได้บอกแซ่แต่อย่างใด สาเหตุนั้นเพราะเขากลัวว่าหากเขาเผลอทำอะไรที่มันโดดเด่นตาแก่ตระกูลหลินทั้งหลายอาจจะจำแซ่ของท่านปู่เขาได้ และนั่นจะนำมาซึ่งปัญหาอย่างแน่นอน

     

    "ถือว่าฉลาดไม่เบา"ไฉ่เยว่เอ่อร์กล่าวชมเชยน้องชายตัวน้อยของนาง อย่างน้อยเขาก็ไม่โง่จนเกินไปที่จะใช้ชื่อจริง ลั่วอู่หลินเพียงยิ้มรับและออกไปยังป่าใหญ่

     

    ในการทดสอบเขาตั้งใจจะไม่ใช้ธาตุหยินเพราะมันอาจจะไม่ต้องตาตำหนักเปลวเพลิงโชติช่วงเท่าไรนัก ดังนั้นเลยต้องเข้าไปฝึกทักษะที่มาจากพฤกษาจรัสแสงเเทนซึ่งเขาก็ได้มันมาแล้วนั่นคือ ทักษะเสริมกำลังและทักษะเยียวยา เพียงแต่ยังใช้ได้ไม่ชำนาญนักก็เลยต้องทดลองใช้ดูเสียหน่อย

     

    ในเวลาเดียวกันนั้นเองที่บริเวณนิกายเบิกฟ้าตอนนี้ลั่วหนิงซิน เซียนมู่หรง และเซียนหนิงซีตอนนี้กำลังจะออกเดินทางตามหาบุตรชายต่อหลังจากที่ลั่วเฉินและลั่วเหม่ยรั้งอีกฝ่ายไว้เพราะอยากอยู่กับเหลนสาวเสียนาน

     

    "แล้วพวกเจ้าจะตามหาเขาได้อย่างไร เจ้าหนูนั่นไวราวกับพายุ อีกทั้งดินแดนระดับกลางก็กว้างใหญ่ การหาตัวคนหนึ่งคนไม่ใช่เรื่องง่ายดายเอาเสียเลย"ลั่วเหม่ยกล่าวพร้อมกับกอดเหลนสาวอย่างเชียนหนิงซีเอาไว้

     

    "ไม่ต้องกังวลเจ้าค่ะท่านย่า ในเมื่อหลินหลินอยู่ในดินแดนนี้ก็ไม่มีทางรอดสายตาของหลานไปได้อย่างแน่นอน"ลั่วหนิงซินยกยิ้ม หากนางไม่มีความสามารถพอก็คงไม่ปล่อยเวลาให้ล่วงเลยมาขนาดนี้ กล่าวจบพวกเขาก็ขอตัวลาและพุ่งทะยานออกไปก่อนที่จะมาหยุดลงตรงบริเวณป่าใหญ่

     

    "ทักษะเทพ เขตแดนพฤกษาบรรพกาล"ลั่วหนิงซินปลดปล่อยดวงจิตเทวะของนาง พฤกษาจรัสแสงขนาดมหึมาปรากฏขึ้นด้านหลัง ด้วยทักษะที่นางปลดปล่อยออกมานั้น ทำให้พืชพรรณทั้งหมดในป่าต่างพากันโค้งตัวคำนับประดุจพบเห็นพระเจ้าของตน

     

    "ตามหาคนที่มีสายเลือดเทพพฤกษาจรัสแสงเช่นเดียวกับข้า"คำบัญชาของนางดังกังวาล เหล่าพืชพรรณทั้งหลายในดินแดนระดับกลางตอนนี้กลับกลายเป็นดั่งดวงตาของลั่วหนิงซินอย่างไม่อาจหลีกเหลียงได้ เมื่อได้รับบัญชาจากผู้เป็นนายไอปราณธรรมชาติของพืชพรรณทั้งหลายก็แผ่ขยายออกไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

     

    ด้านหลังของนางตอนนี้ทั้งสามีและลูกสาวต่างมองภาพอันหน้าอัศจรรย์นี้ด้วยความภาคภูมิใจ โดยเฉพาะเซียนหนิงซีที่ไม่เคยเห็นท่านแม่ของนางสำแดงพลังเต็มที่เช่นนี้มาก่อน มันจึงทำให้นางอดที่จะตื่นเต้นจนตาลุกวาวไม่ได้ ท่านแม่ของนางตอนนี้ทั้งงดงามและดูสูงส่งเสียจริงๆ

     

    เวลาผ่านไปหนึ่งก้านธูปหลังจากที่ลั่วหนิงซินใช้เขตแดนในที่สุดนางก็ลืมตาขึ้นพร้อมด้วยรอยยิ้มด้วยความดีใจ "ทางใต้งั้นหรือ ลูกแม่เราจะได้เจอกันแล้ว"

     

    "ที่รักไปกันเถอะ"เซียนมู่หรงยิ้มบางเขาพาลูกสาวที่ยืนอยู่ข้างๆเลยไปหาภรรยาและเปิดมิติในทันที ดินแดนระดับกลางแห่งนี้เพียงแค่ไม่ถึงครึ่งก้านธูปเขาก็สามารถไปถึงจุดหมายได้ไม่ยากเย็น

     

    เวลาเดียวกันลั่วอู่หลินตอนนี้มิได้สนใจความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นบริเวณโดยรอบแม้แต่น้อย ตอนนี้เขากำลังเหนื่อยหอบนอนลงกับพื้นอย่างอ่อนแรงจากการฝึกเสริมกำลัง

     

    ทักษะนี้แม้จะเพิ่มพลังกายได้มหาศาลแต่ต้องบอกเลยว่ามันก็กินพลังกายมากด้วยเช่นกัน ลั่วอู่หลินใช้ได้ไม่ถึงชั่วยามด้วยซ้ำเขาก็ต้องมานอนหมดสภาพเช่นนี้เห็นได้ชัดเลยว่าเป็นทักษะที่ไม่ควรจะใช้พร่ำเพรื่อจนเกินไป

     

    "แห๊กๆ! บ้าจริงไม่คิดว่ามันจะกินกำลังกายขนาดนี้หากไม่มีพลังปราณคอยพยุงไว้ข้าต้องสลบไปเป็นแน่แท้"

     

    "ฮิฮิ เพราะมันเป็นการเพิ่มพลังที่บริสุทธิ์เกินไปอย่างไรละ ไม่ต้องห่วงหรอกน่าอีกไม่นานเดี๋ยวพฤกษาจรัสแสงก็เยียวยาพลังกายให้เจ้าเองนั่นแหละ"เมื่อเห็นว่าชายหนุ่มบนอุบอิบ ไฉ่เยว่เอ่อร์อดกล่าวแซวไม่ได้ แต่ทว่าในขณะนั้นเองคล้ายว่านางจะสัมผัสได้ถึงการเปลี่ยนแปลงบางอย่างจากสภาพแวดล้อมรอบๆกาย หญิงงามกวาดสายตามองไปทั่วด้วยความสงสัยก่อนที่จะจะสัมผัสความผันผวนของพลังได้จึงคิ้วขมวดและหันไปกล่าวเตือนชายหนุ่มในทันที

     

    "น้องชายต้องรีบออกไปจากที่นี้แล้วสถานการณ์ไม่........."

     

    "แกว๊ก!!"

     

    ยังไม่ทันที่ไฉ่เยว่เอ่อร์จะกล่าวจบมิติบนท้องฟ้าเหนือศีรษะของนางก็เกิดรอยฉีกขาด พร้อมด้วยการปรากฏตัวของหนึ่งชายหนุ่มผู้หล่อเหลาและสองหญิงงาม

     

    ลั่วอู่หลินที่มองเห็นดวงตาก็พลันเบิกกว้าง เขารีบพยุงตัวและลุกขึ้นทะยานร่างหนีในทันทีโดยไม่ได้สนด้วยซ้ำว่าเกิดอะไรขึ้น สิ่งที่ทำให้พี่สาวไฉ่เยว่เอ่อร์ตื่นตระหนกได้ขนาดนี้ย่อมไม่ใช่อะไรที่ธรรมดาๆอย่างแน่นอน ชายหนุ่มตอนนี้หากเกิดสิ่งที่เกิดคาดเขาพร้อมจะกระตุ้นหอคอยมหาสมบัติในทันทีเพื่อหลบภัย

     

    "เป็นอย่างที่ท่านย่าว่าไว้ เจ้าเด็กคนนี้ไวปานพายุเสียจริง เห็นทีข้าจะต้องลงมือจับเขาด้วยตัวเอง"เซียนมู่หรงกล่าวพร้อมกับรอยยิ้มที่ดูจะสนุกสนาน ลั่วหนิงซินที่เห็นใบหน้าสามีที่เป็นเช่นนี้ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกปวดหัวขึ้นมา

     

    "ที่รัก ท่านต้องบ้าไปแล้วแน่ๆ อย่าใช้นิสัยเทพสงครามกับลูกเด็ดขาดเข้าใจหรือไม่"นางกล่าวเสียงแข็งในทันทีให้ตายสิสามีคนนี้ เซียนมู่หรงที่ได้ยินก็ยิ้นเจื่อนให้ภรรยาและหายไปตรงนั้นในทันที ภารกิจการตามลูกชายตัวดีกลับบ้านก็ได้เริ่มขึ้นในทันใด

     

    "ฟุ๊บ!"

     

    เซียนมู่หรงพุ่งมาหยุดตรงหน้าของลูกชาย จนทำให้ลั่วอุ่หลินชะงักค้างและกระโดดถอยหล่นในทันทีตอนนี้พลังกายของเขายังฟื้นมาไม่ถึงสามส่วนด้วยซ้ำส่วนชายเบื้องหน้าแม้หน้าตาจะหล่อเหลาดีแต่ก็มีกลิ่นอายที่อันตรายเร้นอยู่

     

    "ท่านเป็นใครกันเหตุใดถึงได้ ถึงต้องมาตามข้าด้วย??"ลั่วอู่หลินกล่าวถาม บางทีเขาอาจจะจำผิดคนหรือมีเรื่องเข้าใจผิดกัน และอาจจะแก้ปัญหาได้ด้วยสันติวิธี

     

    "หืม สมบัติประเภทมิติงั้นหรือ ข้าว่าเจ้าหยุดการกระทำของเจ้าดีกว่าต่อให้เจ้าหนีเข้าไปด้านในได้ ตัวข้าก็สามารถทะลายมิติเข้าไปหาเจ้าได้อยู่ดี"เซียนมู่หรงกล่าวดักทาง ความรู้เกี่ยวกับกฏเกณฑ์มิติของเขาถือได้ว่าเป็นอันดับต้นๆในดินแดนสวรรค์ ดังนั้นจึงไม่แปลกที่เขาจะมั่นใจว่าจะสามารถตามลั่วอู่หลินเข้าไปยังมิติได้

     

    ลั่วอู่หลินเห็นว่าอีกฝ่ายล่วงรู้ไพ่ตายของตนก็ตื่นตระหนกในใจยกใหญ่ ทะลายมิติงั้นหรือ หากเป็นอย่างนั้นจริงอีกฝ่ายก็ต้องเป็นเทพที่แข็งแกร่งเอาเสียมากๆ แล้วเขาไปทำให้เทพโกรธเคืองตั้งแต่เมื่อไรกัน ยิ่งคิดชายหนุ่มยิ่งไม่เข้าใจ

     

    "ท่านต้องการอะไรกันแน่ ข้าจำไม่เห็นได้ว่าไม่สร้างความแค้นเคืองอะไรกับท่าน"ลั่วอู่หลินกล่าวถามและพยายามหาทางออกให้ได้ แน่นอนเขาไม่กล้าเสี่ยงเข้าไปด้านในหอคอยมหาสมบัติแต่อย่างใด เพราะที่นั่นมีภรรยาของเขาอยู่

     

    'ข้าจะบอกกับเขาอย่างไรดีว่าข้าเป็นบิดาของเขา'เซียนมู่หรงคิดในใจ ตอนนี้เขาอยากจะพูดออกไปว่า 'ข้าเป็นบิดาของเจ้า' ใจจะขาดแต่มันติดอยู่ที่ปากมิอาจพูดออกไปได้

     

    ลั่วอู่หลินที่เห็นว่าอีกฝ่ายยืนนิ่งไม่ได้ให้คำตอบเขาแต่อย่างใด ตัวเขาเองก็อดสับสนไม่ได้ แต่จะให้หนีไปจากตรงนี้หากอีกฝ่ายรู้ตัวก็คงไล่ตามเขาไปได้ทันอยู่ดี ตอนนี้จึงทำได้เพียงดูท่าทีของอีกฝ่ายเท่านั้นไปก่อน

     

    "เจ้าหนูระวังด้านหลัง"ไฉ่เยว่เอ่อร์กล่าวเตือน เมื่อลั่วอู่หลินได้ยินเช่นนั้นก็หันกลับไปและสร้างม่านน้ำแข็งขึ้นมาถึงสิบชั้น แต่ทว่ามันกลับถูกทำลายอย่างง่ายดาย รู้ตัวอีกที ก็มีหญิงสาวคนหนึ่งปรากฏมาเบื้องหน้าและโถมกายเข้าใส่ลั่วอู่หลินและกอดเขาเอาไว้พร้อมกับเนื้อตัวที่สั่นเทา

     

    ในหัวของเขาว่างเปล่าในทันทีที่ได้สัมผัสกับอ้อมของกอดหญิงสาวเบื้องหน้า น่าแปลกยิ่งนักที่เมื่อโดนสวมกอดแล้วเขาไม่รู้สึกที่อยากต่อต้านแต่อย่างใด แถมยังรู้สึกดีและอบอุ่นเอามากๆในขณะที่กำลังงุนงงอยู่ในอ้อมกอดอยู่นั้น เสียงอันไพเราะเจือสั่นเคลือก็ดังขึ้นโดยพลันและสิ่งที่หญิงสาวพุดน้ำก็ทำให้หัวใจของชายหนุ่มเต้นถี่กระชั้นในทันที

     

    "เจอตัวแล้ว หลินหลินลูกชายของแม่"

    คล้ายกับเรื่องหนึ่งฝ่ามือพิชิตสวรรค์ ที่คุณอ่าน