ค่ำวันนั้น น้าเดชได้มาร่วมกินอาหาร ทุกคนดูสนุกสนาน พ่อและแม่ของจันมักจะตั้งคำถามกับอัจฉริยะสติเฟื่อง อาทิเช่น ทำอะไร ทำที่ไหน จะทำอีกนานมั้ย และจะหายบ้าเมื่อไหร่ ซึ่งคำตอบที่สะท้อนกลับมาก็คือ......ทำบางอย่างที่ยิ่งใหญ่ ทำที่อนามัย อีกไม่นานก็คงเสร็จ และจะบ้าต่อไปตราบที่ใจ้า
ในวงข้าวมีหลากหลายอารมณ์ ส่วนใหญ่จะรู้สึกดี มีเพียงสองคนเท่านั้นที่พยายามเลี่ยงการสนทนา ทั้งที่ปกติ พวกเขามักจะปะทะฝีปากกันเป็ประจำ นั่นก็คือ “จันและมาวิน”
……………………….
่สายของวันรุ่งขึ้น หนุ่มสาวก็บอกลาญาติ เพื่อเดินทางกลับกรุงเทพ เนื่องจากจันมีเรียนในวันถัดไป แต่ถึงยังไง พ่อแม่ย่อมต้องรักและหวงแหนลูก ดังนั้นบรรยากาศจึงเต็มไปด้วยความอาดูร โดยเฉพาะคุณน้าจอมป่วนถึงขั้นร้องไห้โฮออกมาชุดใหญ่ เดือดร้อนถึงเด็กสาวร่างสูงต้องคอยปลอบ
มาวินและจันขยับกายมาที่ฮอนด้าสีฉูดฉาด ในครั้งนี้ เด็กหนุ่มหัวเขียวรีบรุดมาจองที่นั่งคนขับ
“ ขากลับ ชั้นขอขับเอง ”
“ อืม ” จันรับคำอย่างว่าง่ายจนดูผิดปกติ
มาวินสตาร์ทเครื่อง จากนั้นก็เคลื่อนรถออกไปอย่างรวดเร็ว โดยมีญาติผู้ใหญ่ตามส่งด้วยสายตา
………………………….
ขากลับไม่มีเหตุหวาดเสียวเหมือนตอนขามา เนื่องจากมาวินสามารถขับขี่ได้ตามมาตรฐานที่มนุษย์ทั่วไปพึงกระทำ ดังนั้นจังหวะโฉบเฉี่ยวจึงไม่มีให้เห็น เวลาผ่านไปชั่วโมงเศษ วัยรุ่นทั้งสองก็ถึงบ้านอย่างปลอดภัย
ทันทีที่ฮอนด้าจอดสนิทที่หน้าบ้าน สองวัยรุ่นก็ลงจากรถ ระหว่างที่มาวินลากพาหนะผ่านรั้วกั้น เด็กสาวร่างสูงก็เอ่ยถาม
“ ตกลง นายจะกลับมาเรียนมั้ย ”
เด็กหนุ่มยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ต่อมาก็นำมอเตอร์ไซด์เข้าไปเก็บในโรงรถ จากนั้นก็หันหลังพิงกำแพงและก้มหน้านิ่ง
“ นายยังไม่ได้ตอบเลย จะกลับมาเรียนรึเปล่า รีบบอกมา ” เด็กสาวตามเข้ามาทวงคำตอบ
“ ก็อยากไป แต่สิ่งที่ชั้นทำ มัน…..” ท่าทางของเด็กหนุ่มดูหงอยๆ
“ มันไม่ใช่ความผิดของนาย ” เด็กสาวชิงกล่าว
“ ถึงงั้น ชั้นก็ทำให้ไอ้ต๋องเจ็บและสูญเสียทุกสิ่ง ” เด็กหนุ่มรู้สึกผิด
“ ใครจะรู้ล่วงหน้าว่าเป็แบบนี้ รู้จักคำว่าอุบัติเหตุมั้ย อีกอย่าง ต๋องฝากมาบอกให้กลับไปเรียนด้วย มันไม่ได้โกรธนายเลย ” เด็กสาวพยายามทำให้มาวินเข้าใจ
เด็กหนุ่มเงยหน้าขึ้นมองจันแวบนึง จากนั้นก็ก้มหน้าต่อ แม้จะแค่พริบตา แต่เด็กสาวก็เห็นแววตาที่เปลี่ยนไป นั่นคือประกายแห่งความหวัง เธอจึงรีบชี้แจงให้อีกฝ่ายเข้าใจ
“ ทุกคนรับได้หมดแล้ว เหลือแต่นายที่ไม่ยอมปล่อยวาง ให้อภัยตัวเองซะ เข้าใจมั้ย ”
เด็กหนุ่มเงยหน้าขึ้นมาช้าๆ ดวงตาเปล่งประกายปลาบปลื้ม หัวใจที่หนักอึ้งและยุ่งเหยิงเริ่มคลายตัว วินาทีต่อมา ก็เบือนหนีไปทางอื่น พร้อมเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“ แล้วพวกเราจะรวมตัวกันอีกวันไหน ”
จันยิ้มออกมาได้ เป็ไปได้สูงว่าเด็กหนุ่มผู้มากความสามารถทางด้านสเก็ตบอร์ด จะกลับสู่เส้นทางที่ควรเป็
“ ถ้านาย้า เราจะนัดเจอกันตอนเย็นพรุ่งนี้เลย ” เด็กสาวตอบเสียงใส
“ อืม ” เด็กหนุ่มพยักหน้าช้าๆ เป็เชิงรับรู้
“ นายต้องมาให้ได้นะ เพื่อนทุกคนจะมารวมตัวกันที่ชมรม ” เด็กสาวบอกแกมบังคับ
“ อืม ” เด็กหนุ่มพยักหน้ารับคำอีกครั้ง
“ นายสัญญาแล้ว ต้องมาให้ได้ ” เด็กสาวกำชับ เพื่อให้แน่ใจ
“ ได้เลย ” คราวนี้เด็กหนุ่มเงยหน้าขึ้นสบตา พร้อมยิ้มให้เล็กน้อย
ทันใดนั้นเอง จันก็พุ่งเข้าไปกอดมาวินอย่างรวดเร็ว ทำให้เด็กหนุ่มถึงกับเอ๋อในบัดดล เขารู้สึกงงกับสภาวะที่เกิด มันช่างเต็มไปด้วยความอบอุ่น โสตประสาทก็แว่วเสียงสดใสของเด็กสาว
“ รู้มั้ย ชั้นรอให้นายเปิดใจมาตั้งครึ่งปี เพราะรู้ดีว่าสเก็ตบอร์ดคือความฝันของนาย เพราะงั้นอย่าหนีอีกนะ ชั้นจะยืนข้างนายเสมอ ”
“ ระ รู้แล้วน่า ” เด็กหนุ่มพูดติดขัด น้ำเสียงสั่นเล็กน้อย
อึดใจต่อมา เด็กสาวก็คลายอ้อมกอด แล้วมองเด็กหนุ่ม ก่อนจะยิ้มให้ด้วยความดีใจ ส่งผลให้ใบหน้าคมแลอ่อนโยนลง จึงไม่แปลกที่มาวินจะเป็ฝ่ายหลบตา เพราะรู้สึกเขินอาย
“ อย่าลืมที่นัด พรุ่งนี้ตอนเย็นนะ ฮะๆ ” เด็กสาวพูดไปก็ยิ้มไป ท่าทางแสดงออกถึงอาการรื่นเริงอย่างชัดเจน
หลังจากเด็กสาวจากไปแล้ว ก็เหลือเพียงมาวิน ซึ่งยืนโดดเดี่ยวอยู่กลางสนามหญ้าหน้าบ้าน เด็กหนุ่มเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าที่ว่างเปล่า มีลมเย็นผสานไอร้อนพัดโชยมาเป็ระยะ อึดใจต่อมา ก็พูดออกมาเบาๆ
“ ให้อภัยตัวเองงั้นเหรอ ”
………………………….
ทันทีที่เด็กหนุ่มเข้ามาในบ้าน สิ่งแรกที่กระทำคือ “ออนไลน์” คอมพิวเตอร์ทุกเครื่องถูกเชื่อมต่อกับสัญญาณอินเทอร์เน็ต ข่าวสารบนโลกไซเบอร์หลั่งไหลผ่านสายตาที่ว่องไว นิ้วมือเคาะแป้นพิมพ์ด้วยความเร็วสูง ราวจักรผัน
ระหว่างที่หลุดเข้าไปในจักรวาลสีน้ำเงินที่ไร้ขอบเขต เขาก็หันมาสนใจวัตถุประหลาดในกระเป๋าเป้ สิ่งนั้นก็คือ “แว่นวิเศษ” ของน้าเดช
“ ผมขอยืมแว่นวิเศษมาเล่นแบบไม่บอกซักเดือนนะ ฮะๆ ” เด็กหนุ่มพูดกับตัวเองก่อนจะสำรวจของเชลยที่เพิ่งขโมยมา
มาวินลงมือเสียบสายพอร์ตไทฟ์ซี เพื่อเชื่อมต่อแว่นวิเศษเข้ากับคอมพิวเตอร์ความเร็วสูง จากนั้นก็สวมอุปกรณ์ให้ตัวเอง แล้วคลิกเมาส์ หวังเข้าสู่เกมที่้าเล่น ทันใดนั้นเอง โลโก้ของค่ายสกายวอร์คเกอร์ก็ปรากฏบนหน้าจอ รอยยิ้มผุดขึ้นที่มุมปาก
“ เยี่ยม รอก่อนนะ ฟาคราย 8 ชั้นจะเข้าไปลุยกับพวกนายด้วยตัวเองเลย ฮ่า ฮ่า ฮ่า ”
เด็กหนุ่มกดปุ่มแดงตรงแถบซ้าย เขาหมายมั่นปั้นมือจะเข้าไปเล่นเกมยิงตะลุยด่านให้สาแก่ใจ วินาทีต่อมา ทุกภาพที่เห็นก็เลือนหายไป เหลือไว้แต่ความว่างเปล่า
…………………………….
มาวินลืมตาขึ้นมา ทุกสิ่งดูล่องลอย คล้ายว่าเพิ่งตื่นจากนิทราที่แสนสุขสม เมื่อความรู้สึกทางกายกลับคืน ก็พบว่าตอนนี้ เขากำลังนอนเหยียดยาวอยู่บนเตียงสีขาว
เด็กหนุ่มค่อยๆลุกขึ้นนั่ง จึงพบว่าตนเองอยู่ในห้องเล็กๆขนาด 4×4 เมตร ผนังทาสีขาว ส่วนพื้นปูพรมสีเดียวกัน เครื่องเรือนมีแค่เตียงและกระจกบานใหญ่ ซึ่งตั้งอยู่มุมห้อง
ทันใดนั้นเอง ก็มีเสียงชายสูงวัยดังมาจากที่ไหนซักแห่ง ทว่าเด็กหนุ่มก็ได้ยินชัดเจนราวกับว่าบุคคลนั้นยืนพูดอยู่ข้างกาย
“ ยินดีต้อนรับสู่เกม The Dark World นี่คือโหมดสร้างตัวละคร ”
“ เดี๋ยว เมื่อกี้ชั้นเข้าฟาคราย 8 ไหงโผล่ที่ The Dark World ได้ หรือว่าเรากดผิด เพราะไอคอนดันอยู่ใกล้กัน แถมทั้งสองเกมก็มาจากค่ายเดียวกันอีก” เด็กหนุ่มเริ่มโวย
ทีแรกเด็กหนุ่มตั้งใจจะออก เพราะไม่ชอบเล่นเกมเก็บเลเวล เนื่องจากใช้เวลาสะสมค่าประสบการณ์นานเกินไป ต่างจากแอคชั่นที่ใช้ทักษะ ไหวพริบ ปฏิภาณ บวกกับฝีมือการคอนโทรล เพื่อลุยฝ่าตรงๆ ไม่ต้องมานั่งปั้นตัวละคร ทว่าเขาก็เปลี่ยนใจกะทันหัน
“ อืม คิดดูอีกที อยู่เล่นขำๆซักพักดีกว่า ” ทันทีที่ได้บทสรุป เสียงของชายแก่ก็ดังขึ้นมาอีก
“ ผู้เล่นกรุณาเดินไปที่หน้ากระจก ”
“ ฮะๆ ออกคำสั่งซะด้วย ท่าทางใหญ่โตจังนะ ตาแก่ ” เด็กหนุ่มหัวเราะเบาๆ จากนั้นก็ปฏิบัติตาม
ทันทีที่เด็กหนุ่มเดินไปที่กระจก ภาพที่สะท้อนกลับมา แทบทำให้สะอึก เพราะมันฉายให้เห็นว่าตัวเขาเองมีเพียงกางเกงในสีขาวหุ้มกาย
“ เฮ้ย ทำไมชั้นถึงล่อนจ้อนอย่างงี้ บ้าชะมัด ” เด็กหนุ่มบ่นไม่หยุด เพราะเพิ่งรู้ตัวว่าตนอยู่ในสภาวะที่ใกล้เคียงนายแบบนู้ด
“ จงเลือกทรงผม ” เสียงชายแก่ดังขึ้นมาอีก
“ โห ไฮเทคแฮะ นี่ชั้นเลือกได้จริงเหรอ ” เด็กหนุ่มอุทานดัง ความเขินอายกำลังจางหายไปความตื่นเต้นเข้ามาแทนที่
“ จงเลือกทรงผม หรือเ้าจะใช้ทรงเดิม ” เสียงชายแก่ดังกังวาน เพื่อเร่งเร้าให้เด็กหนุ่มตัดสินใจ
“ อ้าว ถ้าจะให้เลือก ก็จัดมาให้ดูทีละทรงสิ ว่าแต่ลุงจะโผล่มาตัดผมให้ตอนไหน ชั้นจะได้หลับรอ ” เด็กหนุ่มเริ่มโชว์ความเกรียนตามสันดาน
สิ้นคำกล่าว ทรงผมของมาวินก็เปลี่ยนเป็ล้านเลี่ยนทันที เมื่อเด็กหนุ่มเห็นความเปลี่ยนแปลง เขาก็สะดุ้งโหยงด้วยความใ
“ เฮ้ย นี่เล่นเปลี่ยนแบบฉับพลันเลยเหรอ โห อเมซิ่งสุดๆ ”
พอมาวินคุ้นเคย ก็ขอเปลี่ยนทรงผมอีกหลายที มีทั้งกะลาครอบ รองทรงสูง หวีเป๋ข้างเดียว แสกกลาง แสกข้าง แนวเกาหลีหัวฟูก็มี แม้กระทั่งผมยาวสลวยถึงกลางหลังก็เลือกได้ เด็กหนุ่มสนุกสนานอยู่พักใหญ่ ดูเหมือนเขาจะอินกับเื่นี้มากกว่าการเข้าไปเล่นเกมซะอีก
ในที่สุด การคัดเลือกทรงผมก็จบลงด้วยด้านหลังไว้รากไทร ด้านหน้าตั้งเป็กะบังและย้อมเขียวทั้งหัวเหมือนเดิม
“ ทรงเดิมนี่แหละ หล่อสุดแล้ว เอาแบบนี้เลย ลุง ” มาวินตกลงใจ
“ ต่อไปเลือกชุด ” เสียงชายแก่เสนอทางเลือกอีกครั้ง น้ำเสียงดูขุ่นมัวนิดๆ ก็น่าจะเป็แบบนั้น เขาคงรำคาญที่มาวินใช้เวลาเลือกทรงผมนานเกินไป
“ ค่อยยังชั่ว ทีแรกนึกว่าจะให้ชั้นเล่นเกมในสภาพชีเปลือยซะอีก ฮ่า ฮ่า ” เด็กหนุ่มโล่งอก
มาวินเลือกชุดที่สวมใส่ ซึ่งมีไม่มากนัก ชุดแรกคือเสื้อนักสู้แขนกุด คอเสื้อทรงสามเหลี่ยม กางเกงขายาวทำมาจากผ้าฝ้าย คาดด้วยสายรัดเอวคล้ายนักคาราเต้ รองเท้าผ้าแบบกังฟู ส่วนชุดที่สองเป็เสื้อคอปกแสนบาง แขนเสื้อสั้นประมาณศอก กางเกงผ้าเนื้อหยาบดูเบสิก รองเท้าสานด้วยฟาง ชุดสุดท้ายนับว่าเห่ยและรุ่มร่ามที่สุด เพราะมันคือเสื้อคลุมเนื้อหยาบที่ยาวถึงปลายเท้า แขนเสื้อยาวถึงข้อมือ ส่วนฝ่าเท้าสวมด้วยรองเท้าผ้าธรรมดาที่ดูไม่ทน
“ แต่ละชุดเห่ยจัด สรุปเอาชุดแรกแล้วกัน เพราะทุเรศน้อยสุด ขอเป็สีเขียวนะ ” มาวินเริ่มเซ็งเล็กน้อยที่เกมนี้มีชุดให้เลือกน้อยมาก
วินาทีต่อมา ชุดที่มาวินเลือกก็ปรากฏบนร่างกาย เด็กหนุ่มไม่ภูมิใจเลย เพราะจากสภาพที่เห็นในกระจก เขาดูเหมือนตัวตลกในชุดนักสู้สีเขียว
“ ต่อไปให้ผู้เล่นเลือกอาชีพพื้นฐาน ” เสียงชายแก่ดังขึ้นมาอีก
“ อ้าว แล้วเกมนี้มีกี่อาชีพอ่ะ ลุง ” เด็กหนุ่มล้มตัวลงนอนเอกเขนกบนเตียง พลางเอ่ยถามด้วยท่าทางที่ดูชิวๆ
“ มี 4 อาชีพ ” เสียงชายแก่ตอบ
“ ลุงไล่มาทีละอาชีพเลย ชั้นรอฟังอยู่ ” เด็กหนุ่มนอนไขว่ห้าง ท่าทางกวนๆ
“ อาชีพที่ 1 นักสู้ เน้นกำลังและความเร็ว ทำหน้าที่บุกตะลุย ชำนาญด้านอาวุธและเพลงหมัด ” ชายแก่ที่ไร้ตัวตนแจงโดยละเอียด
“ น่าสนแฮะ อาชีพต่อไปเลย ลุง ” เด็กหนุ่มตื่นตัวเล็กน้อย แต่เขายังไม่เลือก เพราะ้าทราบข้อมูลของอาชีพที่เหลือ
“ อาชีพที่ 2 นักศึกษา เน้นปัญญา เป็แนวหลังที่คอยสนับสนุน ถนัดด้านเครื่องยนต์กลไก การประดิษฐ์คิดค้นและเวทมนตร์ ” เสียงแนวโมโนโทนของชายแก่ดังขึ้น
“ โห ผ่านอ่ะ ชั้นไม่ใช่เด็กเรียน อาชีพต่อไปเลย ” เด็กหนุ่มโบกมือไล่ คล้ายรังเกียจคาแร็คเตอร์ของอาชีพนี้
“ อาชีพที่ 3 ชาวบ้าน เน้นทักษะเฉพาะด้านตามสาขาที่เลือก เป็ขุมกำลังที่ใช้ผลิตปัจจัยต่างๆ เพื่อสร้างความมั่นคง ” ชายแก่แจงรายละเอียด
“ ฟังแล้วเบื่อ อาชีพหาเงินแบบนี้ คงไม่ค่อยได้บู๊อ่ะดิ ไม่เอา ” เด็กหนุ่มหาวยาว ท่าทางเซื่องซึม
“ สุดท้ายคือ "ไร้อาชีพ" ไม่ถนัดด้านใดเลย ผู้ใดที่้าความท้าทาย สมควรเล่นอาชีพนี้ เพราะเป็สายที่เล่นได้ยากยิ่ง ” ชายแก่ชี้แจงอีกครั้ง
ในครั้งนี้ เด็กหนุ่มถึงกับผุดลุกขึ้นมานั่ง ตัวแข็งเกร็ง พลางสบถกับตัวเอง
“ อาชีพบ้าๆแบบนี้มีด้วยเหรอ เล่นมาตั้งหลายร้อยเกม เพิ่งจะเคยเห็น มันเหมือนเริ่มจากศูนย์เลยนี่หว่า เอาเลย อาชีพนี้แหละ น่าจะฮาสุด ฮ่า ฮ่า ฮ่า ” เด็กหนุ่มตื่นเต้น ก่อนจะหัวเราะชอบใจ ราวกับคนบ้า
“ ต่อไปตั้งชื่อตัวละคร ” เสียงชายแก่ถามไถ่
“ อืม เอาชื่ออะไรดีนะ ” เด็กหนุ่มนิ่งคิด ชั่วพริบตา เขาก็นึกออก
“ ไซเลนเดอร์ ก็แล้วกัน ”
“ มีคนใช้ชื่อนี้แล้ว ” เสียงชายแก่ตอบ
“ งั้นเอา เมททริก ” เด็กหนุ่มเสนอชื่อใหม่
“ มีคนใช้ชื่อนี้แล้ว ” เสียงชายแก่ตอบแบบเดิม
“ อีกแล้วเหรอเนี่ย เอาชื่ออะไรดีนะ อืม ” เด็กหนุ่มเริ่มเครียด คิ้วเรียวขมวดนิ่ว หัวสมองพยายามคิดชื่ออย่างจริงจัง ราวกับว่ามันคือข้อสอบปลายภาคที่แสนยาก
เด็กหนุ่มงัดมาหลายสิบชื่อ ไม่ว่าจะเป็ ซาลาเปา นัมร็อค ปาปี้ เง๊กเซียน หน้าหมี แต่ทุกคำตอบของชายแก่ก็คือ.......
“ มีคนใช้ชื่อนี้แล้ว ”
“ เฮ้ย ตาแก่พูดเป็ประโยคเดียวรึไง งั้นชื่อมาวินล่ะ มีใครใช้อีกมั้ย ” เด็กหนุ่มรู้สึกหัวเสีย
“ ชื่อนี้ไม่มีคนใช้ ถามซ้ำ เ้าจะใช้ชื่อนี้จริงหรือไม่ ” เสียงชายแก่ตอบกลับ
“ อ้าว เฮ้ย ชื่อของชั้นมันห่วยจนไม่มีคนใช้เลยหรือฟะ เอาก็เอา ขืนไม่ใช้ สงสัยต้องเสียเวลาคิดทั้งชาติ ตกลงเลย ลุง เอาชื่อนี้แหละ ” เด็กหนุ่มตัดสินใจใช้ชื่อ“มาวิน” เพราะอยากเล่นเกมนี้เต็มแก่แล้ว
“ ต่อไปอัพความสามารถเบื้องต้น ” เสียงโทนเดียวของชายแก่ดังขึ้น
“ เอ้า อธิบายมาเลย มีค่าพลังอะไรบ้าง ” แม้มาวินจะพอรู้มาว่าค่าพลังในเกมเก็บเลเวลมีอะไรบ้าง แต่เด็กหนุ่มก็เลือกที่จะถาม เพื่อความชัวร์
“ มีแต้มเบื้องต้นให้เติม 10 แต้ม มีค่าพลังให้เลือก 5 ชนิด นั่นก็คือ กำลัง ความเร็ว ทนทาน โชค และปัญญา ” เสียงชายแก่แจง
“ ค่าพลังแต่ละอย่างมีผลยังไง ว่ามาทีละตัวซิ ” เด็กหนุ่มสอบถามโดยละเอียด
“ กำลัง เป็ค่าพลังที่เกี่ยวกับโจมตีและป้องกัน ” ชายแก่สาธยาย
“ อ้อ พวกหมัดหนักหรือสายป้องกันล่ะซิ ว่าต่อไป ” เด็กหนุ่มเร่งรัด
“ ความเร็ว เป็ค่าพลังที่เกี่ยวกับการหลบหลีก ความไวในการเคลื่อนที่ ” ชายแก่อธิบาย
“ รู้สึกว่าชั้นจะชอบสายนี้นะ เอ้า ว่าต่อไป ” เด็กหนุ่มอมยิ้มด้วยความชอบใจ เพราะที่ผ่านมา เขาชอบเล่นเกมที่ชิงชัยกันด้วยไหวพริบและความไว
“ ทนทาน เป็ค่าพลังที่เกี่ยวกับความอดทน พลังชีวิต พลังกาย ทำให้ตายยาก อึด หรือเหนื่อยช้าลง ” ชายแก่แจงด้วยเสียงโทนเดียว
“ ยี้ ไอ้พวกสายถึก ไม่ชอบเลย ต่อๆ ” เด็กหนุ่มเบ้หน้า ดูท่าทางเขาจะไม่ชอบอะไรที่ใช้กำลังเอามากๆ
“ โชค เป็ค่าพลังที่ทำให้ตัวละครหลบหลีกได้ดีขึ้น มีโอกาสสำเร็จในการเสี่ยงดวงมากขึ้น และสามารถโจมตีเข้าจุดตายได้บ่อยครั้ง ” ชายแก่อธิบายต่อ
“ โห ชั้นดวงดีอยู่แล้ว คงไม่้าหรอก ต่อไปเลย ลุง ” เด็กหนุ่มปฏิเสธอีกคำรบ
“ ปัญญา ค่าพลังที่ใช้ในการประดิษฐ์เครื่องมือ อุปกรณ์ต่างๆ วางแผนการรบและการใช้เวทมนตร์ ” ชายแก่ปริศนาแจงต่อ
“ ไม่ใช่ทางอ่ะ ชั้นไม่ชอบสร้างของหรืออ่านตำรา โอเค แท็งค์กิ้ว ลุง ต่อไปชั้นจะเริ่มอัพพลังแล้ว ” เด็กหนุ่มขอบคุณตามสไตค์ของตัวเอง
มาวินนิ่งคิดอยู่อึดใจ จากนั้นก็ลงมืออัพค่าพลัง แน่นอนว่ามันประหลาดสุดๆ และไม่เคยมีใครทำแบบนี้มาก่อน เพราะเขาดันอัพแต้มทั้งหมดไปที่ความเร็ว โดยปล่อยให้ค่าพลังที่เหลือมีแต้มเป็ 1
“ ฮ่าๆ ที่นี้ชั้นก็เร็วสุดในหมู่มือใหม่แล้ว ” เด็กหนุ่มยิ้มแป้นด้วยความภาคภูมิ ซึ่งก็คงจริงเพราะไม่น่ามีผู้เล่นเลเวลหนึ่งคนใดอัพค่าพลังแบบนี้
“ ขั้นตอนการสร้างตัวละครเสร็จสิ้น เตรียมเข้าสู่เกม ” ชายแก่แถลง
“ มาเลย ” เด็กหนุ่มถูมือไปมา ในใจลุ้นระทึก
ทันใดนั้นเอง กระจกบานใหญ่ก็ส่องแสงแวววาวออกมา มันเจิดจ้าไปทั่วห้อง เด็กหนุ่มถึงกับผวากับความเปลี่ยนแปลง และยกมือขึ้นปิดตา
“ เฮ้ย แสงอะไรวะ ”
อึดใจต่อมา แสงนั้นก็เริ่มจางลงจนดับสนิท เด็กหนุ่มจึงลืมตาขึ้นมา ทันใดนั้นเอง เขาก็พบว่ากระจกบานนั้นได้กลายสภาพเป็คลื่นน้ำใสที่สั่นไหว ราวกับจะเชื้อเชิญให้ผู้คนเข้ามาััมัน
“ อู้ ว้าว อย่างกับสตาร์เกทแน่ะ ” เด็กหนุ่มร้องอุทาน เขาดูตกตะลึง เพราะสภาพของมันคล้ายฉากหนังดังในอดีตแบบไม่มีผิดเพี้ยน
“ เดินผ่านเข้าไปในคลื่นน้ำ เพื่อเข้าสู่โลก The DarkWorld ” เสียงชายแก่ออกคำสั่ง
“ ถ้าชั้นเข้าไปได้ สัญญาว่าจะไล่ตื้บมอนสเตอร์ทุกตัวให้เละคาเท้า ฮ่า ฮ่า ฮ่า ” มาวินหัวเราะร่า จากนั้นก็เดินไปยังคลื่นน้ำที่ลอยอยู่เบื้องหน้า ทันทีที่ร่างกายััถูก เด็กหนุ่มก็ผลุบหายเข้าไปข้างใน เสมือนเ้าสิ่งนี้คือประตูวิเศษที่ส่งผู้คนให้เดินทางสู่โลกอื่น
พอมาวินหายเข้าไปทั้งตัว คลื่นน้ำก็กลับคืนเป็กระจกตามเดิม เวลาต่อมา เสียงของชายแก่ก็ดังขึ้นอีก มันฟังดูสบอารมณ์เป็อย่างยิ่ง ซึ่งเ้าของเสียงจะสะใจด้วยเื่อะไรนั้น ยังไม่รู้ชัดในตอนนี้
“ ยินดีต้อนรับเข้าสู่โลก The Dark World นะ ไอ้หนู ฮ่า ฮ่า ฮ่า……. ”
..........................
(ณ.ที่แห่งหนึ่ง)
บรรยากาศโดยรอบดูมืดสลัว มีเพียงโต๊ะกลมขนาดเล็กตั้งอยู่ตรงกลาง บนนั้นปรากฏลูกแก้วที่โตเท่าศีรษะคนประดับอยู่ มันกำลังเปล่งแสงสีขาวนวลออกมาจนทำให้เห็นบุรุษนายหนึ่ง
บุรุษผู้นั้นนั่งอยู่หน้าลูกแก้วขนาดบิ๊กไซส์ เขาเป็ชายสูงวัย สังเกตได้จากใบหน้าเหี่ยวย่นและเป้าตาที่ลึกโหล ร่างผอมๆถูกซ่อนในเสื้อคลุมสีเทา และในขณะที่เฒ่าปริศนากำลังเพ่งมองวัตถุเปล่งแสง ก็ได้ยินเสียงร้องทักจากด้านหลัง
“ ไง เ้ายังให้ความสนใจกับมนุษย์ตัวน้อยนั่นอีกเหรอ ”
ชายสูงวัยหันกลับไป จึงพบกับบุรุษวัยกลางคนร่างใหญ่ ใบหน้ายาวที่ดูคมสันถูกเติมเต็มด้วยเคราดกดำ และผมที่ยาวถึงกลางหลัง ในขณะที่ผู้มาใหม่กำลังจะอ้าปาก ผู้าุโร่างผอมก็ชิงกล่าว
“ ผ่านมานานเพียงใด ท่านก็ยังมองมนุษย์เหมือนเดิม ”
“ เฮอะ สมควรแล้ว เพราะเมื่อเทียบกับพวกเรา มนุษย์ก็เป็แค่หนอนแมลง” บุรุษวัยกลางคนสบถหยาบคาย สีหน้าฉายแววดูแคลน แน่นอนว่าชายชราไม่โต้ตอบด้วย เขาเพียงแต่มองภาพที่ปรากฏบนลูกแก้ว
บุรุษวัยกลางคนมองชายชราอยู่สองสามอึดใจ ก่อนจะส่ายหน้าด้วยความระอา
“ เอาล่ะ ในเมื่อสนใจไอ้พวกสวะ ไร้ค่าขนาดนั้น ข้าก็จะไม่ขัด เชิญเ้าเสียเวลาต่อไป”
หลังจากบุรุษวัยกลางคนเดินจากไป ก็เหลือเพียงชายชราที่นั่งจมปลักอยู่กับลูกแก้วตามลำพัง มันฉายภาพมาวินที่กำลังเข้าสู่โลก The Dark World และพอเด็กหนุ่มหัวเขียวหายเข้าไปในคลื่นน้ำ ผู้เฒ่าปริศนาก็พูดขึ้นมาคำนึง
“ แม้ภูผาจะสูงเสียดฟ้า แต่ก็ยังต่ำต้อยกว่ายอดหญ้าบนขุนเขา ”
สามารถติดตามงานเขียน ณ.ปัจจุบันและในอนาคตของผมได้ที่เพจ Jalando นักเขียนดาร์คไซด์ได้ที่ลิงค์ด้านล่างครับ
https://www.facebook.com/jalando.darksidewriter.version2
