การต่อสู้ระหว่างผู้ชายและผู้หญิง เพศหญิงยังคงเป็นเพศที่เสียเปรียบในด้านนี้อย่างเลี่ยงไม่ได้
ระยะเวลาไม่กี่อึดใจ จำนวนนักเรียนที่มีอยู่ 600 กว่าคนก็ลดลงไปหลายสิบชีวิต
ภายใต้สถานการณ์บีบบังคับ การต่อสู้นี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากความแค้นหรือต้องการผูกใจเจ็บกับใคร แต่พวกเขามีหน้าที่แค่สู้กันจนกว่าทุกอย่างจะสิ้นสุดลง
มีแค่กลุ่มคนที่อ่อนแอเกินไปที่ออกจากไปจากที่นี่ด้วยความสมัครใจ แต่คนส่วนใหญ่ก็ยังคงสู้ต่อไปจนกว่าจะกลายเป็นผู้อยู่รอดในสนามนี้
แน่นอนว่าเพศหญิงเป็นเพศที่เสียเปรียบ เพียงแค่ไม่กี่วินาทีก็พบว่ามีนักเรียนเพศหญิงมากกว่า 90% ที่ถูกเขี่ยออกจากสนามทดสอบแห่งนี้
นักเรียนหญิงส่วนใหญ่ที่เกาะกลุ่มเป็นกลุ่มเล็กหรือสู้แบบตัวคนเดียวก็แทบจะถูกกำจัดออกจากสนามทดสอบแห่งนี้เกือบทั้งหมด แม้แต่คนในทีมของมู่หรงหลานก็ถูกคู่ต่อสู้อีกฝ่ายกำจัดออกไปท่ามกลางความวุ่นวายไปไม่น้อยเช่นกัน
การต่อสู้ที่ชุลมุนยังคงดำเนินต่อไป ถ้าหากยังไม่ได้รับตัวเลขที่แน่นอนว่าเพียงพอที่จะทำให้พวกเขาไม่ต้องเข้าสู่ระบบสุ่ม ก็ยังไม่มีใครยอมวางมือ
แม้ว่าผู้หญิงจะได้รับการต้อนรับเป็นพิเศษเมื่ออยู่ที่นี่ แต่การต่อสู้เพียงลำพังก็ไม่อาจทำให้เธอหลุดพ้นจากชะตากรรมที่ต้องถูกกำจัดออกไปจากสนามทดสอบแห่งนี้อยู่ดี
อยู่ในสถานที่เดียวกัน แต่สถานการณ์กลับแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
มีเพียงน้อยคนที่เข้ามาจัดการกับนักเรียนสองคนที่ยืนอยู่ตรงนี้ เพราะใครก็ตามที่เข้ามายุ่งวุ่นวายกับพวกเขาก็จะถูกกำจัดออกไปภายในระยะเวลาสั้น ๆ
ไม่สามารถเข้าไปยุ่งกับสองคนนั้นได้!
นี่คือความคิดที่แท้จริงในใจของผู้ที่เห็นการต่อสู้ภายในระยะเวลาสั้น ๆ เหล่านั้น
ผู้หญิงคนนั้นน่ากลัวมากจริง ๆ การโจมตีของเธอรวดเร็วและไม่ปล่อยให้คนอื่นได้มีโอกาสเข้าใกล้แม้แต่ครั้งเดียว
นอกจากนี้การโจมตีในแต่ละครั้งก็เฉียบคม กระบี่ที่วาดออกมารอบตัวทำให้สามารถคุ้มกันเธอที่ยืนอยู่ตรงกลางได้ ดังนั้นจึงไม่มีใครสามารถเข้าใกล้เธอได้ภายในระยะรัศมีสิบเมตร
ส่วนคู่หูของเธอคนนั้น แม้ว่าจะไม่ได้ลงมือทำอะไร แต่ฉากที่เขาจัดการชายผมเหลืองยังคงติดตาพวกเขาจนถึงตอนนี้
ทั้งสองคนคือคู่ต่อสู้ที่ไม่ควรเข้าไปยุ่ง!
“หลี่เหมย การโจมตีของเธอโหดจริง ๆ”
“แต่ไม่มีความแม่นยำเอาเสียเลย” หลี่เหมยสอดส่องรอบตัวเธอไปพลาง ตอบคำถามของเขาไปพลาง
“แถมยังห่างไกลจากความสามารถของพวกนายตั้งเยอะ”
แม้ว่าเธอจะพูดแบบนี้ แต่สีหน้าของหลี่เหมยกลับไม่ได้โศกเศร้าแม้แต่น้อย
เธอฝึกสายกระบี่มา การพัฒนาเป็นเรื่องของความเข้าใจและเธอก็สามารถทำได้ในชั่วข้ามคืนโดยไม่ต้องฝึกฝนอย่างหนัก
นอกจากนี้หลี่เหมยยังฝึกวิถีดาบสายอสนีบาตเพื่อเน้นสังหารเป็นหลัก
แม้ว่าจะเผชิญหน้ากับศัตรูที่มีความสามารถสูงกว่าเธอสองขั้น เธอก็สามารถที่จะสู้กับอีกฝ่ายได้อย่างสูสี
“การโจมตีของเธอโหดขนาดนั้น ไม่ใช่เรื่องยากที่บรรลุเข้าสู่ขั้นต่อไป โหดขนาดนี้คนอื่นจะมีที่ยืนไหมเนี่ย”
เซี่ยฮุยกระชับกระบี่ไม้ในมือ ตั้งแต่การต่อสู้เริ่มเกิดความชุลมุนเขาก็ยังไม่ได้ลงมือแม้แต่ครั้งเดียว
เนื่องจากเขาต้องหลบการโจมตีของหลี่เหมยและพลังการโจมตีที่หลี่เหมยมีก็ไม่ได้แตกต่างจากเขาเท่าไหร่นัก อีกทั้งยังมีพลังขั้น 9 ที่ระเบิดออกมาแบบนี้ แม้แต่ตัวเขาเองก็ไม่คิดจะเอาตัวเองไปรับการโจมตีของเธอ
“นายยังเป็นผู้ชายอยู่หรือเปล่าเนี่ย?”
ในเวลานี้เอง ผู้หญิงที่ยืนห่างออกไปสิบเมตรก็มองมาที่เซี่ยฮุยด้วยสายตาโกรธแค้น “เอาแต่ยืนหลบอยู่ด้านหลังผู้หญิงอย่างกับพวกหนูขี้ขลาด ทำอย่างกับพวกที่เกาะผู้หญิงกิน...”
???
เซี่ยฮุยมองผู้หญิงคนนั้น ภายนอกของเธอดูเป็นสาวแบ้วน่ารัก แต่คำพูดของเธอช่างไม่น่าฟังเอาเสียเลย
ด่ากราดอย่างกับปืนกล คำคุณศัพท์เปรียบเปรยต่าง ๆ นานาถูกพ่นออกมาคำแล้วคำเล่า
ยัยผู้หญิงคนนี้เป็นอะไรมากหรือเปล่าเนี่ย!
เมื่อเห็นสายตาเป็นประกายแปลกประหลาดของหลี่เหมย เซี่ยฮุยก็หน้าเปลี่ยนสีและอดไม่ได้ที่จะยกมือขึ้นมาบีบขมับตัวเอง
“สาวน้อย...ไม่ทราบว่าพวกเรามีเรื่องบาดหมางกันมาก่อนหรือเปล่า?”
“น่าเกลียด...เอ่อ...ไม่มี”
นักเรียนหญิงคนนั้นปฏิเสธ จากนั้นก็พูดต่อไปว่า “แต่ฉันรับไม่ได้ที่เห็นนายทำแบบนี้”
เมื่อได้ยินคำตอบจากปากของเธอ เซี่ยฮุยก็รู้สึกไม่สบอารมณ์
ผู้หญิงคนนี้เป็นลูกเต้าเหล่าใครเนี่ย? ป่วยจิตแต่ยังไม่ดูแลให้ดี ปล่อยให้ออกมาเดินเพ่นพ่านแบบนี้ได้อย่างไรกัน?
เขาสบถด่าอยู่ภายในใจ จากนั้นก็มองนักเรียนหญิงที่พล่ามด่าเขาคนนั้นพร้อมกับถาม “เธอเป็นใคร?”
“คนแบบฉันเดินไม่เปลี่ยนชื่อ นั่งก็ไม่เปลี่ยนแซ่...ฉันชื่ออูหม่าหยาหย่า”
อูหม่าหยาหย่า?
เซี่ยฮุยใจเต้นตุบ ๆ เขาถามกลับไปว่า “เธอเป็นอะไรกับอูหม่าหยาเหม่ย?”
“เธอเป็นพี่สาวของฉัน”
“อะไรนะ นี่นายรู้จักพี่ของฉันด้วยเหรอ? แต่ถึงจะรู้จักกันก็ไม่มีประโยชน์หรอกนะ อย่าดึงฉันเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย นายมันกระจอกดีแต่ซ่อนอยู่ด้านหลังผู้หญิงคนนี้”
ในเมื่อเธอคือน้องสาวของอูหม่าหยาเหม่ย ถ้าเช่นนั้นเซี่ยฮุยก็พอจะเข้าใจแล้วว่าทำไมคนอื่น ๆ ถึงไม่กล้าทำอะไรเธอ เห็นได้ชัดว่าสาวน้อยคนนี้อยู่เพียงลำพังภายในสนามทดสอบแห่งนี้
เป็นเพราะเธอคือน้องสาวของอูหม่าหยาเหม่ย คนส่วนใหญ่ต่างก็รู้จักกันเป็นอย่างดี ส่วนคนอื่น......
เมื่อหันไปมองจุดอื่น ๆ ที่มีนักเรียนยืนอยู่เพียงลำพังก็พบว่าพวกเขาไม่ได้ถูกคนอื่น ๆ โจมตีเช่นกัน เซี่ยฮุยก็รู้ได้ในทันทีว่าคนพวกนี้ต้องมีอิทธิพลอะไรบางอย่างแน่นอน
“นายมองอะไร?”
เมื่อเห็นเซี่ยฮุยไม่สนใจเธอ อูหม่าหยาหย่าก็ทำแก้มป่องด้วยความโกรธเคือง
เธอถลึงตามองเซี่ยฮุยอย่างไม่สบอารมณ์ “ไอ้คนลามก นี่นายกำลังส่องผู้หญิงคนอื่นอยู่ใช่ไหม?”
“คอยดูเถอะ ฉันจะลงโทษนายในนามของดวงจันทร์!”
พูดจบ ยังไม่ทันที่เซี่ยฮุยจะได้ตั้งตัว อูหม่าหยาหย่าก็หายวับไปกับตา
ตอนที่ปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งก็พบว่าร่างของเธอย้ายมาหยุดอยู่ตรงหน้าเขาแล้ว และห่างกันไม่ถึงหนึ่งเมตรด้วยซ้ำ
เปิดใช้มิติ!
“เชิญชมหมัดคงกระพันน้อย ๆ ของฉันได้เลย”
ภายในใจแอบรู้สึกทึ่งอยู่เล็กน้อย เซี่ยฮุยรีบขยับร่างกายของเขาเพื่อหลบหมัดเล็ก ๆ ที่กำลังพุ่งตรงเข้ามา ทว่า......
วินาทีต่อมาตอนที่เซี่ยฮุยเพิ่งจะยืนได้อย่างมั่นคง เงาของอูหม่าหยาหย่าก็หายไปในพริบตา
เธอปรากฏขึ้นอีกครั้งตรงหน้าเขา ครั้งนี้เธอลอยอยู่กลางอากาศและกำลังซัดหมัดเล็ก ๆ เข้าใส่หน้าของเขาอย่างเต็มแรง
เซี่ยฮุยเห็นเช่นนั้นก็รีบยกมือข้างที่ว่างขึ้นมาขวางไว้ด้านหน้าเพื่อผลักหมัดเล็ก ๆ ของอีกฝ่าย
ในเวลาเดียวกัน เขาก็ผายนิ้วทั้งห้าออกและยื่นไปทางฝั่งอูหม่าหยาหย่า
“ออกไปซะ!”
เมื่อเห็นพลังของเซี่ยฮุยที่ส่งออกมา เธอก็รู้ได้ในทันทีว่าไม่สามารถที่จะต้านได้ หลังจากอูหม่าหยาหย่ายืนได้อย่างมั่นคง เธอก็พบว่าเซี่ยฮุยกำลังยืนชี้หน้าเธออยู่
เธอตะโกนโหวกเหวกด้วยความโกรธ “ตาบ้า! ไอ้บ้ากาม!”
เมื่อเห็นนิ้วของเซี่ยฮุยชี้มาที่หน้าอกของเธอ แม้ว่าหน้าอกหน้าใจของเธอจะแบนราบเป็นกระดาษ แต่มันก็เป็นของลับของผู้หญิงอยู่ดี
เธอเปิดใช้ความสามารถเพื่อหลบนิ้วของเซี่ยฮุย หลังจากนั้นเธอก็ยกนิ้วชี้หน้าเขาและตะโกนออกมา “ไม่มีความเป็นสุภาพบุรุษเลย นายมันพวกอันธพาล”
เซี่ยฮุยหน้าอึมครึม เขาแอบรู้สึกเสียดายที่ตัดสินใจลงมือกับเธอ ถ้าหากเขาแสร้งทำเป็นไม่สนใจก็คงไม่เกิดเรื่องแบบนี้
แต่ถึงจะมารู้สึกเสียดายตอนนี้ก็สายเกินไปแล้ว
อูหม่าหยาหย่าตะโกนด่าไปพลางก็ใช้นิ้วมือของเธอวาดภาพลึกลับบางอย่างกลางอากาศอย่างไม่หยุดไปพลาง ทันใดนั้นก็ปรากฏลวดลายขนาดใหญ่ก่อตัวขึ้นพร้อม ๆ กับนิ้วที่ขยับไปมาอย่างรวดเร็ว
“กรวยน้ำแข็ง!”
เมื่อลวดลายสว่างวาบขึ้นและมลายหายไป กรวยน้ำแข็งยาวหนึ่งเมตรก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าเธอ
หลังจากนั้นก็พบว่าหลังจากที่นิ้วมือของอูหม่าหยาหย่าชี้ไปด้านบน กรวยน้ำแข็งก็หายไปอย่างฉับพลัน
ทันใดนั้นเซี่ยฮุยก็รู้สึกได้ถึงพลังสภาวะที่ถูกส่งมาจากทางด้านหลังของเขา
เมื่อหายจากอาการตกใจจากพลังคู่ของอูหม่าหยาหย่าและรู้สึกได้ถึงอันตรายที่กำลังถูกส่งออกมา เซี่ยฮุยก็รีบโต้ตอบอย่างรวดเร็ว
วินาทีที่เขารู้สึกได้ถึงอันตราย ร่างของเขาก็เคลื่อนไปทางขวามือ
แต่อันตรายก็ยังไม่หายไป ตอนที่เขาเบี่ยงตัวหันกลับมามอง เซี่ยฮุยก็มองเห็นบางสิ่งที่ทำให้เขารู้สึกได้ถึงอันตราย
กรวยน้ำแข็งที่อูหม่าหยาหย่าส่งออกมามลายหายไปอีกครั้ง
ดูเหมือนว่ากรวยน้ำแข็งนี้จะอยู่ภายใต้การควบคุมของเธอ ต่อให้เซี่ยฮุยเบี่ยงตัวหนี แต่กรวยน้ำแข็งที่ผ่านร่างของเขาไปก็ยังสามารถหมุนกลับมาโจมตีเขาได้อีกครั้ง
เซี่ยฮุยรู้ดีว่าเขาไม่มีทางหลบการโจมตีนี้ได้ หลังจากยืนได้อย่างมั่นคงเขาก็กระชับกระบี่ในมือโดยแอบใช้พลังเล็กน้อย จากนั้นพลังลมปราณก็ถูกเชื่อมเข้ากับกระบี่ไม้ในมือ
เซี่ยฮุยขยับมือเล็กน้อยจากนั้นก็แทงกระบี่ไปด้านหน้าอย่างรวดเร็ว ปลายดาบที่แหลมคมแหวกอากาศและปะทะเข้าใส่กรวยน้ำแข็งที่อยู่ตรงหน้า
ระดับความแข็งแกร่งของกรวยน้ำแข็งไม่ได้สูงเท่าไหร่นัก หลังจากถูกกระบี่ไม้โจมตีเข้าใส่ก็แตกเป็นเสี่ยง ๆ และร่วงกราวลงสู่พื้นดิน
“แปะ ๆ ๆ!”
อูหม่าหยาหย่าเห็นเซี่ยฮุยปัดการโจมตีของตัวเองได้อย่างง่ายดาย เธอก็ปรบมือชื่นชม
จากนั้นก็พูดขึ้นว่า “นายเองก็ไม่ได้อ่อนแอสักหน่อย ทำไมถึงเอาแต่หลบอยู่ด้านหลังพี่ผู้หญิงคนนั้นล่ะ เจ้าเล่ห์จริง ๆ เลยนะ”
ระหว่างที่พูดเธอก็ทำเสียง “จุ๊ ๆ”
การเผชิญหน้ากับผู้หญิงคนนี้ทำให้เซี่ยฮุยพูดไม่ออกจริง ๆ
เขาไม่อยากจะต่อความยาวสาวความยืด หลังจากเก็บกระบี่เขาก็ทำท่าทางราวกับไม่สนใจเธออีกต่อไป
ถึงแม้ว่าเขาจะทำเป็นไม่สนใจ แต่อูหม่าหยาหย่ากลับไม่คิดจะปล่อยเขา
เธอสาวเท้าเข้ามาใกล้เขาโดยไม่ได้รู้สึกกลัวเลยแม้แต่น้อยว่าจะถูกเซี่ยฮุยใช้โอกาสนี้โจมตีเธอหรือไม่
เธอก้มมองกระบี่ในมือของเขา จากนั้นก็หันไปมองกระบี่ที่อยู่ในมือของหลี่เหมย
จากนั้นเธอก็กระซิบถาม “พวกนายเป็นคู่รักกันเหรอ? ใช้กระบี่เหมือนกันเลย”
“คู่รักกับผีเธอสิ”
เซี่ยฮุยได้ยินเธอพูดเช่นนั้น เขาก็รีบสวนกลับไปเพื่อปฏิเสธอีกฝ่ายทันที
จากนั้นก็พูดด้วยน้ำเสียงไม่สบอารมณ์ว่า “เธอจะเดินเข้ามาทำไม ไม่กลัวฉันลอบโจมตีเธอเหรอ?”
“กลัว?”
เนื่องจากเธอสูงระดับไหล่ของเซี่ยฮุย เวลาที่คุยกับเขาเธอจึงต้องแหงนหน้าขึ้น
เธอยกมือขึ้นมาเท้าสะเอว “ฉันไม่ได้อยากจะอวดหรอกนะพ่อหนุ่ม นายคิดว่าคนแบบนายจะสู้ฉันได้เหรอ?”
เมื่อนึกถึงความสามารถในการเทเลพอร์ตของเธอ เซี่ยฮุยก็ยอมรับถึงความเก่งกาจของเธออย่างเลี่ยงไม่ได้
แม้ว่าการโจมตีจะไม่ได้แข็งแกร่งเท่าไหร่นัก แต่ในเรื่องของการหลบหนีถือว่าเธอมีฝีมือขั้นเทพเลยก็ว่าได้
เดี๋ยวก่อนนะ!
จู่ ๆ เซี่ยฮุยก็นึกขึ้นมาได้ว่ามีอะไรบางอย่างที่เขาลืมสนใจไปเสียสนิทเลย
เขาหันไปพุดกับอูหม่าหยาหย่าด้วยสีหน้าประหลาดใจ “สาวน้อย...เธอมาผิดสนามหรือเปล่าเนี่ย? ที่นี่เป็นสนามทดสอบสถาบันผู้ฝึกยุทธ์นะ สนามทดสอบของผู้มีความสามารถอยู่ชั้นสาม”
“ใครเป็นสาวน้อยมิทราบ?”
เมื่อได้ยินเซี่ยฮุยเรียกเธอแบบนั้น อูหม่าหยาหย่าก็รู้สึกไม่สบอารมณ์เป็นอย่างมาก “นายต้องเรียกฉันว่าพี่สาว ฉันเห็นข้อมูลของนายแล้ว นายอายุน้อยกว่าฉันหนึ่งปี”
เมื่อเห็นเซี่ยฮุยกำลังสงสัย เธอก็พูดเสียงสูง “ไม่รู้จักเด็กไม่รู้จักผู้ใหญ่ นายมองฉันแบบนี้หมายความว่าไง?”
“เหอะ”
เมื่อเห็นเซี่ยฮุยเบือนหน้าหนีไปทางอื่น อูหม่าหยาหย่าก็เปล่งเสียงหึออกมาจากลำคอ
ผ่านไปได้ไม่กี่วินาทีเธอก็อธิบายว่า “ความสามารถของฉันแข็งแกร่งมาก ดังนั้นฉันก็เลยอยากจะอยู่กับสถาบันผู้ฝึกยุทธ์เพื่อบ่มเพาะร่างกายของฉันให้แข็งแกร่งขึ้น...สิ่งนี้จะช่วยให้ฉันตัวสูงขึ้น”
คำพูดสุดท้ายของเธอเป็นเพียงแค่การกระซิบอย่างแผ่วเบา แต่เซี่ยฮุยกลับได้ยินชัดเจนเต็มสองหู
เขาก้มหน้ามองอูหม่าหยาหย่า ถ้าหากเขาอายุน้อยกว่าอีกฝ่ายอย่างที่เธอพูดจริง ๆ ระดับความสูงของเธอก็ดูเตี้ยไปหน่อยจริง ๆ นั่นแหละ แต่เมื่อนึกถึงพี่สาวของเธอ เซี่ยฮุยก็รู้สึกได้ว่าความหวังที่อูหม่าหยาหย่าจะสูงขึ้นมีโอกาส 80-90% ที่จะล้มเหลว
แน่นอนว่าเซี่ยฮุยไม่มีทางพูดแทงใจดำเธอออกไปแบบคนไร้สมองแน่ ๆ เพราะคนคนนี้รับมือยากจริง ๆ ถ้าหากพูดความจริงออกไปเขาต้องเจอกับความยุ่งยากระดับหายนะแน่ ๆ
“สู้ ๆ”
เขามองอูหม่าหยาหย่าที่กำลังยืนรอให้เขาพูดอะไรบางอย่าง เขาจึงพูดให้กำลังใจเธอ
คงเป็นเพราะเซี่ยฮุยเสแสร้งได้อย่างแนบเนียน อูหม่าหยาหย่าจึงไม่ได้รู้สึกสงสัยในตัวเขา และเธอก็เข้าใจว่าเขาให้กำลังใจเธอจริง ๆ
“โอเคพ่อหนุ่ม ฉันยอมรับในตัวนายแล้ว”
อูหม่าหยาหย่าพูดกับเขาด้วยท่าทางจริงจัง “นับแต่นี้ไป ถ้าอยู่ในมหาวิทยาลัยฉันจะปกป้องนายเอง อื้อ แล้วก็...”
เธอหันไปมองหลี่เหมย “ฉันก็จะช่วยปกป้องเพื่อนของนายด้วย”
“เธอน่ารักจริง ๆ เลย”
หลี่เหมยที่ไม่มีโอกาสได้พูด เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายหันมาพูดกับเธอ เธอจึงใช้โอกาสนี้โต้ตอบกลับไป
เธอยื่นมือออกไปหยิกแก้มอูหม่าหยาหย่า “ฉันแข็งแกร่งอยู่แล้ว ดังนั้นพี่สาวคนนี้ไม่ได้ต้องการให้เธอปกป้องหรอกนะ”
อูหม่าหยาหย่ายกกำปั้นขึ้นมาและเหลือบมองหลี่เหมยด้วยท่าทางโกรธเคือง “ชิ เป็นเพราะความสูงของฉันแท้ ๆ เลย ฉันถึงได้ถูกคนอื่นมองว่าเป็นเด็กอยู่เรื่อย”
ดูเหมือนว่าอูหม่าหยาหย่าจะไม่ได้สนใจหลี่เหมยเท่าไหร่นัก เพราะสายตาของเธอยังคงเหลือบมองเซี่ยฮุยอยู่
การต่อสู้ที่วุ่นวายได้สิ้นสุดลงแล้ว เพราะตอนนี้ภายในสนามทดสอบเหลือจำนวนคนไม่ถึงห้าร้อยคนแล้ว
ตงฟางป้าและมู่หรงหลานก็หยุดการต่อสู้เช่นกัน พวกเขาเหลือบตามองกันและกันราวกับมองเห็นเปลวเพลิงแห่งการต่อสู้อยู่ภายในดวงตาของคู่ต่อสู้
หลังจากนั้นพวกเขาก็กวาดตามองไปยังกลุ่มคนที่เหลืออยู่ที่นี่
คนที่อยู่ที่นี่ในตอนนี้ไม่มีความจำเป็นต้องสู้กันอีกแล้ว แต่ยังต้องเปิดสังเวียนการต่อสู้เพื่อตัดสินอันดับการทดสอบของสถาบันผู้ฝึกยุทธ์
ทุกคนไม่ได้ยืนรวมกลุ่มกันอีกต่อไป แต่กลับยืนกระจายออกจากกันและเรียงเป็นวงกลมขนาดใหญ่ขึ้นมาหนึ่งวงเพื่อเตรียมตัวเข้าสู่สังเวียนตัดสิน