ยอดมนุษย์ทะลุเกมกลายพันธุ์

    บทที่ 74 สาวน้อย...เรามีความแค้นต่อกันเหรอ?

     

    การต่อสู้ระหว่างผู้ชายและผู้หญิง เพศหญิงยังคงเป็นเพศที่เสียเปรียบในด้านนี้อย่างเลี่ยงไม่ได้

     

    ระยะเวลาไม่กี่อึดใจ จำนวนนักเรียนที่มีอยู่ 600 กว่าคนก็ลดลงไปหลายสิบชีวิต

     

    ภายใต้สถานการณ์บีบบังคับ การต่อสู้นี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากความแค้นหรือต้องการผูกใจเจ็บกับใคร แต่พวกเขามีหน้าที่แค่สู้กันจนกว่าทุกอย่างจะสิ้นสุดลง

     

    มีแค่กลุ่มคนที่อ่อนแอเกินไปที่ออกจากไปจากที่นี่ด้วยความสมัครใจ แต่คนส่วนใหญ่ก็ยังคงสู้ต่อไปจนกว่าจะกลายเป็นผู้อยู่รอดในสนามนี้

     

    แน่นอนว่าเพศหญิงเป็นเพศที่เสียเปรียบ เพียงแค่ไม่กี่วินาทีก็พบว่ามีนักเรียนเพศหญิงมากกว่า 90% ที่ถูกเขี่ยออกจากสนามทดสอบแห่งนี้

     

    นักเรียนหญิงส่วนใหญ่ที่เกาะกลุ่มเป็นกลุ่มเล็กหรือสู้แบบตัวคนเดียวก็แทบจะถูกกำจัดออกจากสนามทดสอบแห่งนี้เกือบทั้งหมด แม้แต่คนในทีมของมู่หรงหลานก็ถูกคู่ต่อสู้อีกฝ่ายกำจัดออกไปท่ามกลางความวุ่นวายไปไม่น้อยเช่นกัน

     

    การต่อสู้ที่ชุลมุนยังคงดำเนินต่อไป ถ้าหากยังไม่ได้รับตัวเลขที่แน่นอนว่าเพียงพอที่จะทำให้พวกเขาไม่ต้องเข้าสู่ระบบสุ่ม ก็ยังไม่มีใครยอมวางมือ

     

    แม้ว่าผู้หญิงจะได้รับการต้อนรับเป็นพิเศษเมื่ออยู่ที่นี่ แต่การต่อสู้เพียงลำพังก็ไม่อาจทำให้เธอหลุดพ้นจากชะตากรรมที่ต้องถูกกำจัดออกไปจากสนามทดสอบแห่งนี้อยู่ดี

     

    อยู่ในสถานที่เดียวกัน แต่สถานการณ์กลับแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

     

    มีเพียงน้อยคนที่เข้ามาจัดการกับนักเรียนสองคนที่ยืนอยู่ตรงนี้ เพราะใครก็ตามที่เข้ามายุ่งวุ่นวายกับพวกเขาก็จะถูกกำจัดออกไปภายในระยะเวลาสั้น ๆ

     

    ไม่สามารถเข้าไปยุ่งกับสองคนนั้นได้!

     

    นี่คือความคิดที่แท้จริงในใจของผู้ที่เห็นการต่อสู้ภายในระยะเวลาสั้น ๆ เหล่านั้น

     

    ผู้หญิงคนนั้นน่ากลัวมากจริง ๆ การโจมตีของเธอรวดเร็วและไม่ปล่อยให้คนอื่นได้มีโอกาสเข้าใกล้แม้แต่ครั้งเดียว

     

    นอกจากนี้การโจมตีในแต่ละครั้งก็เฉียบคม กระบี่ที่วาดออกมารอบตัวทำให้สามารถคุ้มกันเธอที่ยืนอยู่ตรงกลางได้ ดังนั้นจึงไม่มีใครสามารถเข้าใกล้เธอได้ภายในระยะรัศมีสิบเมตร

     

    ส่วนคู่หูของเธอคนนั้น แม้ว่าจะไม่ได้ลงมือทำอะไร แต่ฉากที่เขาจัดการชายผมเหลืองยังคงติดตาพวกเขาจนถึงตอนนี้

     

    ทั้งสองคนคือคู่ต่อสู้ที่ไม่ควรเข้าไปยุ่ง!

     

    “หลี่เหมย การโจมตีของเธอโหดจริง ๆ”

     

    “แต่ไม่มีความแม่นยำเอาเสียเลย” หลี่เหมยสอดส่องรอบตัวเธอไปพลาง ตอบคำถามของเขาไปพลาง

     

    “แถมยังห่างไกลจากความสามารถของพวกนายตั้งเยอะ”

     

    แม้ว่าเธอจะพูดแบบนี้ แต่สีหน้าของหลี่เหมยกลับไม่ได้โศกเศร้าแม้แต่น้อย

     

    เธอฝึกสายกระบี่มา การพัฒนาเป็นเรื่องของความเข้าใจและเธอก็สามารถทำได้ในชั่วข้ามคืนโดยไม่ต้องฝึกฝนอย่างหนัก

     

    นอกจากนี้หลี่เหมยยังฝึกวิถีดาบสายอสนีบาตเพื่อเน้นสังหารเป็นหลัก

     

    แม้ว่าจะเผชิญหน้ากับศัตรูที่มีความสามารถสูงกว่าเธอสองขั้น เธอก็สามารถที่จะสู้กับอีกฝ่ายได้อย่างสูสี

     

    “การโจมตีของเธอโหดขนาดนั้น ไม่ใช่เรื่องยากที่บรรลุเข้าสู่ขั้นต่อไป โหดขนาดนี้คนอื่นจะมีที่ยืนไหมเนี่ย”

     

    เซี่ยฮุยกระชับกระบี่ไม้ในมือ ตั้งแต่การต่อสู้เริ่มเกิดความชุลมุนเขาก็ยังไม่ได้ลงมือแม้แต่ครั้งเดียว

     

    เนื่องจากเขาต้องหลบการโจมตีของหลี่เหมยและพลังการโจมตีที่หลี่เหมยมีก็ไม่ได้แตกต่างจากเขาเท่าไหร่นัก อีกทั้งยังมีพลังขั้น 9 ที่ระเบิดออกมาแบบนี้ แม้แต่ตัวเขาเองก็ไม่คิดจะเอาตัวเองไปรับการโจมตีของเธอ

     

    “นายยังเป็นผู้ชายอยู่หรือเปล่าเนี่ย?”

     

    ในเวลานี้เอง ผู้หญิงที่ยืนห่างออกไปสิบเมตรก็มองมาที่เซี่ยฮุยด้วยสายตาโกรธแค้น “เอาแต่ยืนหลบอยู่ด้านหลังผู้หญิงอย่างกับพวกหนูขี้ขลาด ทำอย่างกับพวกที่เกาะผู้หญิงกิน...”

     

    ???

     

    เซี่ยฮุยมองผู้หญิงคนนั้น ภายนอกของเธอดูเป็นสาวแบ้วน่ารัก แต่คำพูดของเธอช่างไม่น่าฟังเอาเสียเลย

     

    ด่ากราดอย่างกับปืนกล คำคุณศัพท์เปรียบเปรยต่าง ๆ นานาถูกพ่นออกมาคำแล้วคำเล่า

     

    ยัยผู้หญิงคนนี้เป็นอะไรมากหรือเปล่าเนี่ย!

     

    เมื่อเห็นสายตาเป็นประกายแปลกประหลาดของหลี่เหมย เซี่ยฮุยก็หน้าเปลี่ยนสีและอดไม่ได้ที่จะยกมือขึ้นมาบีบขมับตัวเอง

     

    “สาวน้อย...ไม่ทราบว่าพวกเรามีเรื่องบาดหมางกันมาก่อนหรือเปล่า?”

     

    “น่าเกลียด...เอ่อ...ไม่มี”

     

    นักเรียนหญิงคนนั้นปฏิเสธ จากนั้นก็พูดต่อไปว่า “แต่ฉันรับไม่ได้ที่เห็นนายทำแบบนี้”

     

    เมื่อได้ยินคำตอบจากปากของเธอ เซี่ยฮุยก็รู้สึกไม่สบอารมณ์

     

    ผู้หญิงคนนี้เป็นลูกเต้าเหล่าใครเนี่ย? ป่วยจิตแต่ยังไม่ดูแลให้ดี ปล่อยให้ออกมาเดินเพ่นพ่านแบบนี้ได้อย่างไรกัน?

     

    เขาสบถด่าอยู่ภายในใจ จากนั้นก็มองนักเรียนหญิงที่พล่ามด่าเขาคนนั้นพร้อมกับถาม “เธอเป็นใคร?”

     

    “คนแบบฉันเดินไม่เปลี่ยนชื่อ นั่งก็ไม่เปลี่ยนแซ่...ฉันชื่ออูหม่าหยาหย่า”

     

    อูหม่าหยาหย่า?

     

    เซี่ยฮุยใจเต้นตุบ ๆ เขาถามกลับไปว่า “เธอเป็นอะไรกับอูหม่าหยาเหม่ย?”

     

    “เธอเป็นพี่สาวของฉัน”

     

    “อะไรนะ นี่นายรู้จักพี่ของฉันด้วยเหรอ? แต่ถึงจะรู้จักกันก็ไม่มีประโยชน์หรอกนะ อย่าดึงฉันเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย นายมันกระจอกดีแต่ซ่อนอยู่ด้านหลังผู้หญิงคนนี้”

     

    ในเมื่อเธอคือน้องสาวของอูหม่าหยาเหม่ย ถ้าเช่นนั้นเซี่ยฮุยก็พอจะเข้าใจแล้วว่าทำไมคนอื่น ๆ ถึงไม่กล้าทำอะไรเธอ เห็นได้ชัดว่าสาวน้อยคนนี้อยู่เพียงลำพังภายในสนามทดสอบแห่งนี้

     

    เป็นเพราะเธอคือน้องสาวของอูหม่าหยาเหม่ย คนส่วนใหญ่ต่างก็รู้จักกันเป็นอย่างดี ส่วนคนอื่น......

     

    เมื่อหันไปมองจุดอื่น ๆ ที่มีนักเรียนยืนอยู่เพียงลำพังก็พบว่าพวกเขาไม่ได้ถูกคนอื่น ๆ โจมตีเช่นกัน เซี่ยฮุยก็รู้ได้ในทันทีว่าคนพวกนี้ต้องมีอิทธิพลอะไรบางอย่างแน่นอน

     

    “นายมองอะไร?”

     

    เมื่อเห็นเซี่ยฮุยไม่สนใจเธอ อูหม่าหยาหย่าก็ทำแก้มป่องด้วยความโกรธเคือง

     

    เธอถลึงตามองเซี่ยฮุยอย่างไม่สบอารมณ์ “ไอ้คนลามก นี่นายกำลังส่องผู้หญิงคนอื่นอยู่ใช่ไหม?”

     

    “คอยดูเถอะ ฉันจะลงโทษนายในนามของดวงจันทร์!”

     

    พูดจบ ยังไม่ทันที่เซี่ยฮุยจะได้ตั้งตัว อูหม่าหยาหย่าก็หายวับไปกับตา

     

    ตอนที่ปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งก็พบว่าร่างของเธอย้ายมาหยุดอยู่ตรงหน้าเขาแล้ว และห่างกันไม่ถึงหนึ่งเมตรด้วยซ้ำ

     

    เปิดใช้มิติ!

     

    “เชิญชมหมัดคงกระพันน้อย ๆ ของฉันได้เลย”

     

    ภายในใจแอบรู้สึกทึ่งอยู่เล็กน้อย เซี่ยฮุยรีบขยับร่างกายของเขาเพื่อหลบหมัดเล็ก ๆ ที่กำลังพุ่งตรงเข้ามา ทว่า......

     

    วินาทีต่อมาตอนที่เซี่ยฮุยเพิ่งจะยืนได้อย่างมั่นคง เงาของอูหม่าหยาหย่าก็หายไปในพริบตา

     

    เธอปรากฏขึ้นอีกครั้งตรงหน้าเขา ครั้งนี้เธอลอยอยู่กลางอากาศและกำลังซัดหมัดเล็ก ๆ เข้าใส่หน้าของเขาอย่างเต็มแรง

     

    เซี่ยฮุยเห็นเช่นนั้นก็รีบยกมือข้างที่ว่างขึ้นมาขวางไว้ด้านหน้าเพื่อผลักหมัดเล็ก ๆ ของอีกฝ่าย

     

    ในเวลาเดียวกัน เขาก็ผายนิ้วทั้งห้าออกและยื่นไปทางฝั่งอูหม่าหยาหย่า

     

    “ออกไปซะ!”

     

    เมื่อเห็นพลังของเซี่ยฮุยที่ส่งออกมา เธอก็รู้ได้ในทันทีว่าไม่สามารถที่จะต้านได้ หลังจากอูหม่าหยาหย่ายืนได้อย่างมั่นคง เธอก็พบว่าเซี่ยฮุยกำลังยืนชี้หน้าเธออยู่

     

    เธอตะโกนโหวกเหวกด้วยความโกรธ “ตาบ้า! ไอ้บ้ากาม!”

     

    เมื่อเห็นนิ้วของเซี่ยฮุยชี้มาที่หน้าอกของเธอ แม้ว่าหน้าอกหน้าใจของเธอจะแบนราบเป็นกระดาษ แต่มันก็เป็นของลับของผู้หญิงอยู่ดี

     

    เธอเปิดใช้ความสามารถเพื่อหลบนิ้วของเซี่ยฮุย หลังจากนั้นเธอก็ยกนิ้วชี้หน้าเขาและตะโกนออกมา “ไม่มีความเป็นสุภาพบุรุษเลย นายมันพวกอันธพาล”

     

    เซี่ยฮุยหน้าอึมครึม เขาแอบรู้สึกเสียดายที่ตัดสินใจลงมือกับเธอ ถ้าหากเขาแสร้งทำเป็นไม่สนใจก็คงไม่เกิดเรื่องแบบนี้

     

    แต่ถึงจะมารู้สึกเสียดายตอนนี้ก็สายเกินไปแล้ว

     

    อูหม่าหยาหย่าตะโกนด่าไปพลางก็ใช้นิ้วมือของเธอวาดภาพลึกลับบางอย่างกลางอากาศอย่างไม่หยุดไปพลาง ทันใดนั้นก็ปรากฏลวดลายขนาดใหญ่ก่อตัวขึ้นพร้อม ๆ กับนิ้วที่ขยับไปมาอย่างรวดเร็ว

     

    “กรวยน้ำแข็ง!”

     

    เมื่อลวดลายสว่างวาบขึ้นและมลายหายไป กรวยน้ำแข็งยาวหนึ่งเมตรก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าเธอ

     

    หลังจากนั้นก็พบว่าหลังจากที่นิ้วมือของอูหม่าหยาหย่าชี้ไปด้านบน กรวยน้ำแข็งก็หายไปอย่างฉับพลัน

     

    ทันใดนั้นเซี่ยฮุยก็รู้สึกได้ถึงพลังสภาวะที่ถูกส่งมาจากทางด้านหลังของเขา

     

    เมื่อหายจากอาการตกใจจากพลังคู่ของอูหม่าหยาหย่าและรู้สึกได้ถึงอันตรายที่กำลังถูกส่งออกมา เซี่ยฮุยก็รีบโต้ตอบอย่างรวดเร็ว

     

    วินาทีที่เขารู้สึกได้ถึงอันตราย ร่างของเขาก็เคลื่อนไปทางขวามือ

     

    แต่อันตรายก็ยังไม่หายไป ตอนที่เขาเบี่ยงตัวหันกลับมามอง เซี่ยฮุยก็มองเห็นบางสิ่งที่ทำให้เขารู้สึกได้ถึงอันตราย

     

    กรวยน้ำแข็งที่อูหม่าหยาหย่าส่งออกมามลายหายไปอีกครั้ง

     

    ดูเหมือนว่ากรวยน้ำแข็งนี้จะอยู่ภายใต้การควบคุมของเธอ ต่อให้เซี่ยฮุยเบี่ยงตัวหนี แต่กรวยน้ำแข็งที่ผ่านร่างของเขาไปก็ยังสามารถหมุนกลับมาโจมตีเขาได้อีกครั้ง

     

    เซี่ยฮุยรู้ดีว่าเขาไม่มีทางหลบการโจมตีนี้ได้ หลังจากยืนได้อย่างมั่นคงเขาก็กระชับกระบี่ในมือโดยแอบใช้พลังเล็กน้อย จากนั้นพลังลมปราณก็ถูกเชื่อมเข้ากับกระบี่ไม้ในมือ

     

    เซี่ยฮุยขยับมือเล็กน้อยจากนั้นก็แทงกระบี่ไปด้านหน้าอย่างรวดเร็ว ปลายดาบที่แหลมคมแหวกอากาศและปะทะเข้าใส่กรวยน้ำแข็งที่อยู่ตรงหน้า

     

    ระดับความแข็งแกร่งของกรวยน้ำแข็งไม่ได้สูงเท่าไหร่นัก หลังจากถูกกระบี่ไม้โจมตีเข้าใส่ก็แตกเป็นเสี่ยง ๆ และร่วงกราวลงสู่พื้นดิน

     

    “แปะ ๆ ๆ!”

     

    อูหม่าหยาหย่าเห็นเซี่ยฮุยปัดการโจมตีของตัวเองได้อย่างง่ายดาย เธอก็ปรบมือชื่นชม

     

    จากนั้นก็พูดขึ้นว่า “นายเองก็ไม่ได้อ่อนแอสักหน่อย ทำไมถึงเอาแต่หลบอยู่ด้านหลังพี่ผู้หญิงคนนั้นล่ะ เจ้าเล่ห์จริง ๆ เลยนะ”

     

    ระหว่างที่พูดเธอก็ทำเสียง “จุ๊ ๆ”

     

    การเผชิญหน้ากับผู้หญิงคนนี้ทำให้เซี่ยฮุยพูดไม่ออกจริง ๆ

     

    เขาไม่อยากจะต่อความยาวสาวความยืด หลังจากเก็บกระบี่เขาก็ทำท่าทางราวกับไม่สนใจเธออีกต่อไป

     

    ถึงแม้ว่าเขาจะทำเป็นไม่สนใจ แต่อูหม่าหยาหย่ากลับไม่คิดจะปล่อยเขา

     

    เธอสาวเท้าเข้ามาใกล้เขาโดยไม่ได้รู้สึกกลัวเลยแม้แต่น้อยว่าจะถูกเซี่ยฮุยใช้โอกาสนี้โจมตีเธอหรือไม่

     

    เธอก้มมองกระบี่ในมือของเขา จากนั้นก็หันไปมองกระบี่ที่อยู่ในมือของหลี่เหมย

     

    จากนั้นเธอก็กระซิบถาม “พวกนายเป็นคู่รักกันเหรอ? ใช้กระบี่เหมือนกันเลย”

     

    “คู่รักกับผีเธอสิ”

     

    เซี่ยฮุยได้ยินเธอพูดเช่นนั้น เขาก็รีบสวนกลับไปเพื่อปฏิเสธอีกฝ่ายทันที

     

    จากนั้นก็พูดด้วยน้ำเสียงไม่สบอารมณ์ว่า “เธอจะเดินเข้ามาทำไม ไม่กลัวฉันลอบโจมตีเธอเหรอ?”

     

    “กลัว?”

     

    เนื่องจากเธอสูงระดับไหล่ของเซี่ยฮุย เวลาที่คุยกับเขาเธอจึงต้องแหงนหน้าขึ้น

     

    เธอยกมือขึ้นมาเท้าสะเอว “ฉันไม่ได้อยากจะอวดหรอกนะพ่อหนุ่ม นายคิดว่าคนแบบนายจะสู้ฉันได้เหรอ?”

     

    เมื่อนึกถึงความสามารถในการเทเลพอร์ตของเธอ เซี่ยฮุยก็ยอมรับถึงความเก่งกาจของเธออย่างเลี่ยงไม่ได้

     

    แม้ว่าการโจมตีจะไม่ได้แข็งแกร่งเท่าไหร่นัก แต่ในเรื่องของการหลบหนีถือว่าเธอมีฝีมือขั้นเทพเลยก็ว่าได้

     

    เดี๋ยวก่อนนะ!

     

    จู่ ๆ เซี่ยฮุยก็นึกขึ้นมาได้ว่ามีอะไรบางอย่างที่เขาลืมสนใจไปเสียสนิทเลย

     

    เขาหันไปพุดกับอูหม่าหยาหย่าด้วยสีหน้าประหลาดใจ “สาวน้อย...เธอมาผิดสนามหรือเปล่าเนี่ย? ที่นี่เป็นสนามทดสอบสถาบันผู้ฝึกยุทธ์นะ สนามทดสอบของผู้มีความสามารถอยู่ชั้นสาม”

     

    “ใครเป็นสาวน้อยมิทราบ?”

     

    เมื่อได้ยินเซี่ยฮุยเรียกเธอแบบนั้น อูหม่าหยาหย่าก็รู้สึกไม่สบอารมณ์เป็นอย่างมาก “นายต้องเรียกฉันว่าพี่สาว ฉันเห็นข้อมูลของนายแล้ว นายอายุน้อยกว่าฉันหนึ่งปี”

     

    เมื่อเห็นเซี่ยฮุยกำลังสงสัย เธอก็พูดเสียงสูง “ไม่รู้จักเด็กไม่รู้จักผู้ใหญ่ นายมองฉันแบบนี้หมายความว่าไง?”

     

    “เหอะ”

     

    เมื่อเห็นเซี่ยฮุยเบือนหน้าหนีไปทางอื่น อูหม่าหยาหย่าก็เปล่งเสียงหึออกมาจากลำคอ

     

    ผ่านไปได้ไม่กี่วินาทีเธอก็อธิบายว่า “ความสามารถของฉันแข็งแกร่งมาก ดังนั้นฉันก็เลยอยากจะอยู่กับสถาบันผู้ฝึกยุทธ์เพื่อบ่มเพาะร่างกายของฉันให้แข็งแกร่งขึ้น...สิ่งนี้จะช่วยให้ฉันตัวสูงขึ้น”

     

    คำพูดสุดท้ายของเธอเป็นเพียงแค่การกระซิบอย่างแผ่วเบา แต่เซี่ยฮุยกลับได้ยินชัดเจนเต็มสองหู

     

    เขาก้มหน้ามองอูหม่าหยาหย่า ถ้าหากเขาอายุน้อยกว่าอีกฝ่ายอย่างที่เธอพูดจริง ๆ ระดับความสูงของเธอก็ดูเตี้ยไปหน่อยจริง ๆ นั่นแหละ แต่เมื่อนึกถึงพี่สาวของเธอ เซี่ยฮุยก็รู้สึกได้ว่าความหวังที่อูหม่าหยาหย่าจะสูงขึ้นมีโอกาส 80-90% ที่จะล้มเหลว

     

    แน่นอนว่าเซี่ยฮุยไม่มีทางพูดแทงใจดำเธอออกไปแบบคนไร้สมองแน่ ๆ เพราะคนคนนี้รับมือยากจริง ๆ ถ้าหากพูดความจริงออกไปเขาต้องเจอกับความยุ่งยากระดับหายนะแน่ ๆ

     

    “สู้ ๆ”

     

    เขามองอูหม่าหยาหย่าที่กำลังยืนรอให้เขาพูดอะไรบางอย่าง เขาจึงพูดให้กำลังใจเธอ

     

    คงเป็นเพราะเซี่ยฮุยเสแสร้งได้อย่างแนบเนียน อูหม่าหยาหย่าจึงไม่ได้รู้สึกสงสัยในตัวเขา และเธอก็เข้าใจว่าเขาให้กำลังใจเธอจริง ๆ

     

    “โอเคพ่อหนุ่ม ฉันยอมรับในตัวนายแล้ว”

     

    อูหม่าหยาหย่าพูดกับเขาด้วยท่าทางจริงจัง “นับแต่นี้ไป ถ้าอยู่ในมหาวิทยาลัยฉันจะปกป้องนายเอง อื้อ แล้วก็...”

     

    เธอหันไปมองหลี่เหมย “ฉันก็จะช่วยปกป้องเพื่อนของนายด้วย”

     

    “เธอน่ารักจริง ๆ เลย”

     

    หลี่เหมยที่ไม่มีโอกาสได้พูด เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายหันมาพูดกับเธอ เธอจึงใช้โอกาสนี้โต้ตอบกลับไป

     

    เธอยื่นมือออกไปหยิกแก้มอูหม่าหยาหย่า “ฉันแข็งแกร่งอยู่แล้ว ดังนั้นพี่สาวคนนี้ไม่ได้ต้องการให้เธอปกป้องหรอกนะ”

     

    อูหม่าหยาหย่ายกกำปั้นขึ้นมาและเหลือบมองหลี่เหมยด้วยท่าทางโกรธเคือง “ชิ เป็นเพราะความสูงของฉันแท้ ๆ เลย ฉันถึงได้ถูกคนอื่นมองว่าเป็นเด็กอยู่เรื่อย”

     

    ดูเหมือนว่าอูหม่าหยาหย่าจะไม่ได้สนใจหลี่เหมยเท่าไหร่นัก เพราะสายตาของเธอยังคงเหลือบมองเซี่ยฮุยอยู่

     

    การต่อสู้ที่วุ่นวายได้สิ้นสุดลงแล้ว เพราะตอนนี้ภายในสนามทดสอบเหลือจำนวนคนไม่ถึงห้าร้อยคนแล้ว

     

    ตงฟางป้าและมู่หรงหลานก็หยุดการต่อสู้เช่นกัน พวกเขาเหลือบตามองกันและกันราวกับมองเห็นเปลวเพลิงแห่งการต่อสู้อยู่ภายในดวงตาของคู่ต่อสู้

     

    หลังจากนั้นพวกเขาก็กวาดตามองไปยังกลุ่มคนที่เหลืออยู่ที่นี่

     

    คนที่อยู่ที่นี่ในตอนนี้ไม่มีความจำเป็นต้องสู้กันอีกแล้ว แต่ยังต้องเปิดสังเวียนการต่อสู้เพื่อตัดสินอันดับการทดสอบของสถาบันผู้ฝึกยุทธ์

     

    ทุกคนไม่ได้ยืนรวมกลุ่มกันอีกต่อไป แต่กลับยืนกระจายออกจากกันและเรียงเป็นวงกลมขนาดใหญ่ขึ้นมาหนึ่งวงเพื่อเตรียมตัวเข้าสู่สังเวียนตัดสิน

     

     

    คล้ายกับเรื่องยอดมนุษย์ทะลุเกมกลายพันธุ์ ที่คุณอ่าน

    ย้อนเวลามาทำฟาร์ม

    ย้อนเวลามาทำฟาร์ม

    นิยาย แฟนตาซี
    103K 226
    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    479K 1734
    อัจฉริยะแห่งราชวงศ์ถัง

    อัจฉริยะแห่งราชวงศ์ถัง

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    450K 1842
    ย้อนเวลามาเป็นเซียนหุ้น ( จบภาค )

    ย้อนเวลามาเป็นเซียนหุ้น ( จบภาค )

    นิยาย แฟนตาซี
    150K 136
    ความโกรธแค้นของชูร่า

    ความโกรธแค้นของชูร่า

    นิยาย เกมออนไลน์
    2.39M 852
    ยุทธจักรเทพยุทธ์ (แปลจบแล้ว)

    ยุทธจักรเทพยุทธ์ (แปลจบแล้ว)

    นิยาย แฟนตาซี
    4.58M 3380
    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    นิยาย เกมออนไลน์
    603K 912
    เกิดใหม่ทั้งทีข้าขอเป็นเซียน (นิยายแปล) **จบแล้ว**

    เกิดใหม่ทั้งทีข้าขอเป็นเซียน (นิยายแปล) **จบแล้ว**

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    377K 775
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258
    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    842K 1498