สิ่งที่มิเนอร์วาสัมผัสได้นั้นถูกต้องแล้ว ทันทีที่มิเนอร์วาตัดสินใจก้าวออกไป สระน้ำที่เคยสงบนิ่งก็เกิดคลื่นกระเพื่อมรุนแรง พร้อมกับเสียงขู่คำรามสั่นประสาท กลิ่นอายกัดกร่อนรุนแรงของพิษร้ายกระจายฟุ้งไปทั่วอากาศ แม้จะเกิดเหตุการณ์วุ่นวายโกลาหล แต่ตรงใจกลางของสระแห่งนี้ ก็ยังคงเป็นปกติราบเรียบ ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
"มนุษย์หยุดเท้าเจ้าให้ข้าเสีย หากยังดื้อด้านไม่ยอมฟัง เช่นนั้นข้าจะกลืนกินเจ้าเสียให้เข็ดหลาบ"
อสรพิษสีขาววาววับราวไข่มุก ใช้ดวงตาอันแดงก่ำจ้องมองมาที่มิเนอร์วา ปากที่อ้ากว้างนั้นเผยให้เห็นลิ้นสีดำ และคมเขี้ยวแหลมงุ้มสองคู่
"อาจารย์อา ท่านอาจารย์ฝากมาบอกว่า..."
"หืม? ... บัดซบ!"
มิเนอร์วารีบโยกร่างพุ่งหลบไปด้านหน้า สายตาเปลี่ยนเป็นเย็นชาคาใจ จิตอำมหิตอันเป็นนิสัยติดตัวพุ่งเป้าไปที่ทางด้านหลัง กลุ่มคนประมาณ 5 ถึง 6 คนโยนอาวุธออกมาอย่างสุดแรง บ้างก็ใช้วิชาแปลงเป็นพลังพุ่งเป้าหมายมั่นจะลอบสังหารชายหนุ่ม ล้อมโจมตีดักทุกทางหนี จึงได้แต่จำใจต้องพุ่งไปทางด้านหน้า แต่ละคนก็แลบลิ้นเลียปากสมใจ ถึงจะโจมตีล้มเหลว แต่นั่นก็ถือว่าบรรลุวัตถุประสงค์ของพวกมันแล้ว
หลังจากมิเนอร์วาหยุดเท้าได้อย่างมั่นคง อสรพิษตัวเขื่องก็ร้องคำราม และพุ่งเข้าโจมตีมิเนอร์วาทันที จนไม่มีเวลาให้ทันได้พูดจนจบประโยค ชายหนุ่มรีบประทับมือพนมขึ้นวางบนอก 9 ฝ่ามือบงกชรัตนชาติถูกขับเคลื่อน ส่งมอบกายาวัชระออกมาเป็นบงกชสีใสระยิบระยับ มันผลิบานขึ้นปกป้องทั่วร่างของชายหนุ่ม
อสรพิษขาวเดือดดาลเป็นอย่างยิ่ง ที่ชายหนุ่มไม่ฟังคำเตือนจากมัน พุ่งโผล่ออกมาจากผิวน้ำเข้าปะทะอย่างรุนแรง บงกชเพชรเกิดรอยร้าวแตกกระจายไปทั่ว พร้อมกับเลือดที่พุ่งออกมาจากปากของมิเนอร์วา อวัยวะภายในเกิดการฉีกขาดอย่างรุนแรง พื้นฐานไม้ในร่างรีบโคจรมาซ่อมแซม รักษาความเจ็บปวดที่แพร่กระจายไปทั่วร่าง ซึ่งกำลังปลิวถอยหลังพุ่งกลับไปหากลุ่มคนทางด้านหลัง พวกมันมาถึงที่นี่หลังจากชายหนุ่มเดินเข้ามาได้ไม่กี่นาที
แต่เป็นเพราะเกิดจิตคุกคามจากสิ่งมีชีวิตใต้น้ำนั้น จึงทำให้รู้ว่าได้มีคนเข้ามาอยู่ก่อนแล้ว อีกฝ่ายจะเป็นใครล้วนไม่สำคัญ หากต้องการมาแย่งผลประโยชน์ของพวกมัน ก็มีแต่ต้องกำจัดทิ้งเพียงเท่านั้น เดิมทีการเดินทางในครั้งนี้ก็ถือได้ว่าเป็นความลับ มีเพียงผู้คนจากฝั่งองค์ชาย 9 เท่านั้นที่ล่วงรู้ ดังนั้นทันทีที่เข้าใจในสถานการณ์ พวกมันก็ไม่ลังเลเลยที่จะบังคับให้ชายหนุ่มตรงหน้าหมดทางหนี จำใจต้องฝืนพุ่งไปด้านหน้ายากหลีกเลี่ยง และถูกโจมตีจนตกตาย
แต่สิ่งที่พวกมันคิดไม่ถึงนั้นกลับเกิดขึ้น นอกจากจะไม่ตายแล้วยังสามารถป้องกันการโจมตีที่รุนแรงนั้นได้อีก หากเปลี่ยนเป็นพวกมันโดนบ้าง แค่คิดก็ขนลุกแล้ว แต่ละคนต่างก็มีประสบการณ์ พากันแยกตัวโอบล้อมชายหนุ่มหมายจะโจมตีซ้ำเข้าไปอีกสักรอบเพื่อหวังผล น่าเสียดายคงเป็นเพราะกุศลที่มีทั้งหมดของพวกมันได้หมดลง กงล้อสีเงินยวงแวววาวปรากฏขึ้นที่ด้านหลังของมิเนอร์วา ซึ่งเกิดอารมณ์โมโหโกรธาอยู่บ้างแล้ว
"พวกคนบาป… ไปดูเอาเองเถิดชาติหน้าของพวกเจ้าจะไปเกิดที่ภพภูมิใด"
กงล้อสังสารวัฏ 6 ภพภูมิเริ่มหมุนวน ทั่วกงล้อนี้มีเปลวเพลิงแผดเผา กลิ่นอายทรมานจองจำชำแรกไปทั่วดวงจิตของกลุ่มคนตรงหน้า วิชาท่าร่างทั้งหมดหยุดชะงัก ห้วงวิญญาณของทุกคนตกลงสู่นรกภูมิขุมที่ 1
"กงล้อทัณฑ์นรก!"
สิ้นเสียงมิเนอร์วาพวกมันก็ได้สติขึ้นมา และพบว่าตนเองอยู่ที่อีกโลกหนึ่งแล้ว เป็นโลกที่ร้อนทรมาน มีอาวุธแหลมคมตกลงมาใส่พวกมันทุกคนอยู่ตลอดเวลา มิเนอร์วาที่พึ่งตั้งหลักได้ ก็ละสายตาจากกลุ่มคนรอบด้านซึ่งในตอนนี้ได้ยืนไร้สติไปแล้ว และหันหลังไปกล่าวกับอสรพิษขาวเบื้องหลังอย่างเคืองโกรธ เมื่อมองเห็นสายตาเหยียดหยามจากอีกฝ่าย ชายหนุ่มก็พูดไปคำรามไป
"ท่านเชื่อหรือไม่? หากอาจารย์ข้าไม่เล่าเอาไว้ ว่าท่านเป็นสหายที่สนิทด้วยที่สุดเพียงหนึ่งเดียวแล้วล่ะก็ ข้ากล้าสาบานต่อฟ้าเลยว่า ใครกล้าทำร้ายข้า ข้าจะล่ามันให้หมดทุกตัว!"
มิเนอร์วากระอักเลือดพุ่งออกปากมาอีกครั้ง เกิดเป็นละอองโลหิตพ่นฝอยเต็มอากาศ สาดย้อมให้เกิดบุปผาโลหิตที่เบ่งบาน ร่างเซเล็กน้อยก่อนจะตั้งหลักเหยียดหลังตรง และยังคงส่งเสียงฮึ่มฮั่มไม่พอใจกล่าวต่อ
"ท่านอาจารย์บอกว่า น้ำใจที่ช่วยเหลือในคราที่แล้ว วันหน้าจะกลับมาตอบแทน ส่วนหนี้แค้นที่พวกมันสังหารลูกชายท่าน ในอนาคตท่านอาจารย์จะให้ข้าเป็นผู้สะสาง หึ!"
แม้จะฝืนยืนขึ้นแล้ว แต่ก็ราวกับไร้ผล พลังทำลายล้างที่ตกค้างยังคงรุนแรง ร่างกายชายหนุ่มสั่นระริกล้มทรุดลงคุกเข่าอยู่หนึ่งข้าง อสรพิษขาวม่านตาเรียวยาวหดเกร็ง ราวกับเข็มเล่มใหญ่ที่ถูกฝนจนแหลมเล็กอย่างฉับพลัน
"บุตรของข้า? ... ผู้ใดกัน? "
แม้จะประหลาดใจแต่ตัวมันก็มากประสบการณ์ ย่อมมีความระแวงเป็นธรรมดา จึงแกล้งหลอกถามออกไปด้วยท่าทางไม่รู้เรื่องราว ชายหนุ่มที่ยิ่งเห็นก็ยิ่งหมั่นไส้ รู้สึกไม่ถูกชะตาด้วย นั่นย่อมแน่นอนอยู่แล้ว จะมีผู้ใดกันที่จะรู้สึกดีเป็นมิตรกับผู้ที่เคยทำร้ายกัน ตั้งแต่เจอหน้ากันครั้งแรก
"หึ! งูไร้พิษเช่นท่าน เหตุใดถึงเอาแต่แผ่กลิ่นอายพิษที่อาจารย์ข้ามอบให้เช่นนั้นกัน เก่งแต่กับชนรุ่นหลังผู้หนึ่ง ท่านกล้าให้ข้าสัมผัสร่างตรงๆ หรือไม่เล่า? "
ชายหนุ่มที่ทรุดคุกเข่าอาการกำลังฟื้นตัวทีละน้อย ส่งสายตาจ้องมองไปอย่างเย็นชา มีความไม่พอใจแฝงอยู่หลายส่วน แต่ครานี้ท่าทีของอสรพิษตัวนี้กลับเปลี่ยนไป ความลับนี้มีเพียงตัวมัน และแอสคลีเพียสเท่านั้นที่รับรู้ เนื่องจากในสมัยที่ยังเป็นเด็กด้วยความที่ไม่มีพิษ และมีนิสัยรักสงบ ตัวมันจึงมักจะถูกรังแกอยู่เสมอ แต่แล้ววันหนึ่งตัวมันกับแอสคลีเพียสก็มีชะตาให้ต้องมาพบกัน เป็นตัวมันที่รู้สึกตกใจนึกว่าผู้อื่นจะมารังแกอีก หวาดระแวงหลับตาพุ่งออกไปฉกกัดแอสคลีเพียส หมายจะเปิดฉากโจมตีก่อนให้ได้เปรียบ
แอสคลีเพียสทำเพียงยกแขนขึ้นมากันไว้ในตอนแรก รอบบริเวณต่างก็สัมผัสได้ถึงรังสีอำมหิตกระจายไปทั่วทิศ แต่เมื่อแพทย์เทวะที่ในสมัยนั้นยังเป็นเพียงชายวัยรุ่นผู้หนึ่ง ได้มองเห็นสิ่งที่ทำร้ายตัวเองอย่างชัดเจน ก็กลับหัวเราะออกมาอย่างขบขัน และเอ่ยกล่าวขึ้นเป็นเชิงหยอกล้อ
"พิษก็ไม่มี ยังคิดจะทำร้ายผู้อื่นอีก แถมยังหลับตาหวาดกลัวสั่นสะท้านเช่นนี้ เจ้าจะทำให้ใครหวาดกลัวได้ เอานี่ข้าให้!"
แอสคลีเพียสนำเลือดที่ไหลออกมาจากแขนปั้นเป็นก้อนกลม และมอบให้แก่อีกฝ่าย สิ่งนี้คือพิษโลหิตดั้งเดิมที่แพทย์เทวะคิดค้นขึ้น เรียกได้ว่าเป็นต้นตำรับของแขนงวิชา ที่สำนักแพทย์โลหิตพิษได้ตกทอดมา แพทย์เทวะสะบัดแขนจนอสรพิษขาวกระเด็นตกออกไปไกล แล้วเดินจากไปอย่างไม่ได้สนใจในตัวมันอีก หลังจากนั้นไม่นาน กลิ่นอายพิษกัดกร่อนก็แผ่กระจายออกมาทั่วตัวมัน จนผู้อื่นหลงคิดไปเองว่าเป็นงูพิษร้ายแรงทั้งๆ ที่ต่อให้กัดไปหลายสิบครั้ง นอกจากความเจ็บปวดจากการโดนกัดแล้ว ล้วนไม่มีพิษใดปะปนอยู่หลังจากถูกกัด
ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ตัวมันก็ออกตามหาแอสคลีเพียส และคอยติดตามอยู่ร่วมทุกข์ร่วมสุขด้วยกันตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา หลังจากแอสคลีเพียสตกตายลงด้วยความแค้นโศกา ตัวมันจึงออกตามล้างแค้นศัตรูที่ใส่ความสหายเพียงหนึ่งเดียวของมัน แต่อนิจจาอีกฝ่ายลงมือก่อนสังหารบุตรเพียงคนเดียวที่มันเหลืออยู่ อสรพิษขาวรีบสลัดความหลังออกจากหัว ท่าทางเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมจริงจัง ใช้ปากชี้ไปที่ใจกลางสระ
"หากเจ้าเอ่ยนามแห่งข้าได้ ข้าจะยอมเชื่อเจ้าดูสักครั้ง อีกทั้งจะอนุญาตให้เอาสิ่งนั้นไป"
"โธ่เอ๊ย! ทำไมถึงต้องยุ่งยากเช่นนี้ด้วย เอสคูลาเปียน! ทำไมไม่รีบมาพาข้าไปรักษาเสียที สมองท่านช้าหรืออย่างไรกัน? "
ชายหนุ่มชักจะทนไม่ไหวแล้ว ร่างกายเจ็บปวดก็ยังพอทน แต่นี่ยังต้องมาทนพูดกับงูสมองช้าอีกความอดทนที่มีจึงใกล้จะถึงขีดสุดท้ายแล้ว ยิ่งถ้าหากมิเนอร์วาได้รับรู้ว่าอีกฝ่ายกดพลังลงอย่างมาก ทำเพียงแค่หมายจะสั่งสอนเท่านั้น เดาได้เลยว่าศักดิ์ศรีที่มีคงจะคันยิบๆ เป็นแน่แล้ว
"ฮ่าๆ ๆ จริงเสียด้วย! อาจารย์เจ้าสบายดีหรือไม่ เจ้ากระหายน้ำหรือไม่? "
อสรพิษขาวหัวเราะยินดีพุ่งเข้ามาหามิเนอร์วา ไถ่ถามราวกับไม่เคยเกิดสิ่งใดขึ้น และขดตัวม้วนเป็นวงก่อนจะคายหมอกกลิ่นอายรักษา อันเป็นยอดโอสถที่แอสคลีเพียสหลงเหลือไว้ ช่วยสนับสนุนการรักษาชายหนุ่มเพิ่มอีกแรง ร่างกายของมิเนอร์วาเริ่มรักษาตัวเองอย่างรวดเร็ว กงล้อสังสารวัฏได้สลายหายไป เป็นวินาทีเดียวกันกับที่กลุ่มคนไร้สติพวกนั้นได้ทิ้งร่างร่วงลงไปกองที่พื้น ดวงจิตของพวกมันส่วนใหญ่แตกสลายในนรกขุมที่ 1 และมีเพียงผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในหมู่พวกมันเท่านั้น ที่จิตแข็งทนได้จนถึงนรกขุมที่ 2
กระบวนการรักษากินเวลานานถึง 3 วันเต็ม มิเนอร์วาที่ร่างกายฟื้นคืนกลับมาเกือบจะเป็นปกติแล้ว ก็ลืมตาขึ้นจ้องมองอสรพิษขาวเอสคูลาเปียน ที่ในตอนนี้ก็สบตามองกลับมาเช่นกัน มันทำหน้าตาราวกับไม่รู้ไม่ชี้ ไม่รู้สึกผิด เป็นมิเนอร์วาที่ไม่อยากไปทะเลาะด้วย จึงกล่าวขอบคุณที่อีกฝ่ายช่วยรักษา และเอ่ยเล่าอธิบายอย่างคร่าวๆ ไม่ได้ลงลึกถึงรายละเอียดว่าแอสคลีเพียสเองก็มาด้วย
จะอย่างไรก็ยังให้ผู้ใดรับรู้ไม่ได้ ว่าแอสคลีเพียสได้สติกลับมาแล้ว และอาศัยอยู่ที่ไหน ยิ่งกลับมาพร้อมกับตัวช่วยดังเช่นชายหนุ่ม ยิ่งต้องเก็บเป็นความลับ จึงเข้าใจได้ง่าย เอสคูลาเปียนไม่ซักถามต่อพลางตวัดหางเป็นทางยาว ส่งสัญญาณให้มิเนอร์วาเดินเข้าไปที่กองเถาวัลย์ พร้อมกับใช้มือสัมผัสเข้าที่หนามแหลมกิ่งหนึ่ง ทันทีที่โลหิตนี้ซึมหายไปในปลายหนาม พวกมันทั้งหมดก็สั่นขึ้นอย่างตื่นเต้น พากันแหวกออก เผยให้เห็นโลงศพสีดำใบหนึ่ง ที่สร้างขึ้นจากไม้วิเศษ มีฤทธิ์กักเก็บกลิ่นอายของพลังวิญญาณ ยิ่งได้มาเห็นเหตุการณ์นี้ เอสคูลาเปียนย่อมมั่นใจ ว่าอีกฝ่ายเป็นลูกศิษย์ของสหายมันอย่างแน่นอน แต่เดาได้เลยว่าหากครั้งนี้มันยังกล้าสงสัยถามออกไป ชายหนุ่มเบื้องหน้าต้องสติแตกพุ่งเข้าหา และชิงพิษโลหิตของมันไปอย่างแน่นอน
ด้านในโลงศพไม้นี้ มีโอสถจำนวนมากที่วางเรียงรายอยู่บนกองเหรียญทอง ตรงใจกลางของโลงศพมีศิลาแบนแผ่นหนึ่งวางนอนอยู่ ถึงแม้จะแตกร้าวแต่ก็ยังคงส่องประกายสว่าง ชายหนุ่มพยักหน้าพึงพอใจเลื่อนปิดฝาโลงไว้ดังเดิม สัมผัสอีกหนึ่งทีโลงศพสีดำขนาดใหญ่ก็หายไปจากที่เดิม เอสคูลาเปียนหรี่ตามองพอจะคาดเดาอะไรได้รางๆ จึงแสร้งทำเป็นไม่รู้เรื่องราวใด จ้องมองมิเนอร์วาที่กำลังเดินจากไปอย่างเงียบ
"เจ้าหนู… ก่อนจะไปก็เอาเจ้าพวกนั้นไปด้วยนะ ขืนปล่อยให้นอนอืดตายอยู่แถวนี้จะส่งกลิ่นเหม็นรบกวนข้า ถือซะว่าช่วยอาจารย์อาเจ้าหน่อยก็แล้วกัน ในอนาคตต้องมาหาข้าอีกนะรู้หรือไม่…"
อสรพิษขาวไม่สนใจ และไม่รอคำตอบจากชายหนุ่มอีก เอ่ยลาด้วยน้ำเสียงยินดีมีความหลังปนมาอยู่หลายส่วน มุดลงน้ำได้ก็หายไปจากสายตาแล้ว มิเนอร์วาที่กำลังจะอ้าปากกล่าวคำก็ได้แต่เก็บเป็นอารมณ์ กัดฟันฟึดฟัดเดินเข้าไปสำรวจบนร่างของศพพวกนั้น สิ่งของมีค่าต่างก็ถูกรูดออกมาจนเกลี้ยง ยืนเด่นอย่างผู้มีชัยที่เหนือกว่า
"ซัลวาโตเรแฟมิลี่ ไม่เคยรังเกียจเงินทอง!"
ชายหนุ่มกล่าวขึ้นเมื่อเห็นสิ่งของเหล่านั้นที่พวกมันหลงเหลือมาให้ จึงพอจะทำให้อารมณ์ดีขึ้นมาหน่อย ล้วงหยิบโอสถเหลวสำหรับสลายร่างศพขึ้นมา แล้วกรอกเทใส่พวกมันทุกร่างอย่างเท่าเทียม
"ใช้ข้าแบกศพเนี่ยนะ… หึ!"
มิเนอร์วาพึมพำแค่นเสียงเบา เดินจากออกมามุ่งหน้าไปยังสถานที่นัดแนะรวมตัวทางเบื้องหลัง ซากศพเหล่านั้นล้วนสลายหายไปไม่เหลือแม้แต่หยดของเหลว อามูร์ในร่างมนุษย์เพศชายนอนดักซุ่มอยู่บนต้นไม้สูงแห่งหนึ่ง รอคอยดอนแห่งซัลวาโตเรอย่างใจเย็น ทันทีที่เห็นมิเนอร์วาเดินมาก็ดีใจกระโดดพรวดลงจากต้นไม้ ชายหนุ่มไม่ได้ชะงักฝีเท้าเพื่อหยุดพูดคุยรีบพากันเดินหายเข้าไปในป่าทึบ ต้องการจะอ้อมไปยังอีกฟากของเกาะแห่งนี้
สิ่งของที่ต้องการก็ได้มาหมดแล้ว ยิ่งจากไปเร็วเท่าไหร่ก็ยิ่งดี เพราะด้วยความที่ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายมากันมากน้อยแค่ไหน และเพื่อไม่ให้เสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์ การรีบจากไปย่อมเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในตอนนี้ เดินเท้าเพียงไม่กี่วันก็มาถึงหาดอันเป็นจุดหมาย ดวงจันทร์ยังคงสาดแสงอ่อนโยนเช่นวันวาน เป็นอามูร์ที่แจวเรือบดกลับไปหาฟลายอิ้งดัตช์แมน ที่จอดทิ้งสมออยู่ไม่ไกล โดยมีมิเนอร์วานั่งหลับตาอยู่ที่หัวเรือบด จิตสัมผัสทั้งหมดจดจ้องอยู่กับทรัพย์สมบัติที่ได้มาจากการผจญภัยในครานี้
กัปตันเฮนดริกและลูกเรือต่างก็ออกมายืนรอต้อนรับชายหนุ่ม ถึงแม้จะกล้าๆ กลัวๆ เพราะสัมผัสได้ถึงพลังศักดิ์สิทธิ์จากร่างของอีกฝ่ายที่กำลังไต่บันไดลิงขึ้นมา แต่ตลอดการเดินทางร่วมกันจนถึงตอนนี้ไม่เคยเลยสักครั้งที่ชายหนุ่มจะฉวยโอกาสรังแกกลั่นแกล้งพวกมัน ดังนั้นทุกตนต่างก็รอต้อนรับขับสู้เป็นอย่างดี ใบเรือทั้งสามเสาถูกคลี่กางออก หางเสือเรือถูกหักไปทางซ้ายสุด 30 องศา ซึ่งมาพร้อมกับแรงลมปริศนาที่ช่วยพัดส่ง
หัวเรือปลายแหลมจึงตีวงโค้งเลี้ยวได้อย่างเป็นธรรมชาติ ก่อนจะตั้งลำให้ลอยตรงดิ่งออกไปจากเขตชายฝั่งของเกาะเพลิออน มุ่งหน้าสู่ทะเลเปิดอันเป็นมหาสมุทรที่ปั่นป่วนบ้าคลั่ง เอาแน่เอานอนไม่ได้เลย หากเป็นเรือลำอื่นคงจะพบกับอุปสรรคไม่น้อย แต่ไม่ใช่กับเรือต้องสาปอย่างฟลายอิ้งดัตช์แมน สภาพอากาศแปรปรวนไม่อาจที่จะส่งผลกระทบเลวร้ายอันใดได้ อยากมากที่สุดก็เป็นอาการเรือโคลงอันเป็นธรรมชาติของคลื่นกระทบเรือก็เท่านั้น บนชั้นดาดฟ้าเรือมิเนอร์วากำลังนอนเล่นอยู่บนเปล โดยมีเฮนดริกผู้เป็นกัปตันยืนใช้แขนข้างหนึ่งพิงอยู่ข้างเรือบริเวณกราบขวา
"กัปตัน… ว่ากันว่าบนท้องทะเลนั้นมีเรื่องเล่าและตำนานมากมายจริงหรือไม่? "
เฮนดริกประหลาดใจเล็กน้อยแต่ก็รีบพยักหน้ารับ และเลือกที่จะเล่าเฉพาะตำนานอันโด่งดัง ซึ่งเป็นเรื่องเล่าขานกันในหมู่นักเดินเรือตั้งแต่ในสมัยอดีต
"จริงขอรับนายท่าน ในสมัยที่ข้ายังมีชีวิตอยู่ ตำนานที่โด่งดังที่สุดคงหนีไม่พ้นน้ำพุแห่งความเยาว์วัย ที่สามารถช่วยให้คนแก่กลับเป็นคนหนุ่ม แม้แต่คนใกล้ตายก็ไม่อาจตายได้ หากได้ดื่มน้ำอมฤตนี้ ว่ากันว่าเมื่อนานมาแล้วตำนานนี้มาจากทหารเรือผู้หนึ่ง ที่ถูกโจรสลัดในสมัยนั้นวางยาโจมตีปล้นสะดม และระเบิดทำลายเรือรบให้อับปางลง เขาได้เล่าเอาไว้ว่า ขณะที่ผู้คนมากมายนอนตายไม่ได้สติ จนกระทั่งรู้ตัวอีกทีตัวเขาก็ถูกคลื่นซัดไปเกยฝั่งที่เกาะแห่งหนึ่ง ด้วยความหิวโหยไร้เรี่ยวแรง ก็ได้แต่แทะไม้กัดใบเพื่อประทังชีวิต ใช้ชีวิตอยู่บนเกาะแห่งนั้นแต่เพียงผู้เดียวเพียงลำพัง…"
กัปตันเฮนดริกเว้นช่วงเล็กน้อยและเริ่มเล่าต่อ
"แน่นอนว่าเมื่อความหิวโหยเริ่มบรรเทา สติความเป็นเหตุเป็นผลย่อมคืนกลับมาเช่นกัน เขาออกเดินทางสำรวจไปทั่วทั้งเกาะ เริ่มล่าสัตว์มาเป็นอาหารใช้ถ้ำติดผาเป็นที่หลับนอน แต่ถ้ำแห่งนั้นดันเป็นถ้ำหมีที่กำลังจำศีล วันดีคืนดีอยู่ๆ เจ้าของถ้ำที่พึ่งตื่นจากการหลับนอนเห็นว่ามีผู้บุกรุก ก็วิ่งไล่กวดอย่างเอาเป็นเอาตาย ตัวหนึ่งไล่ล่า คนหนึ่งหนีตาย เป็นเช่นนั้นอยู่นาน จนอีกฝ่ายที่วิ่งหนีตายเริ่มหมดแรงอีกครั้ง ไม่ทันได้สังเกตรอบด้านให้ดี รู้ตัวอีกทีก็มาถึงหน้าผาที่ด้านข้างเป็นน้ำตกสูง"
"หากเป็นข้าคงจับเจ้าหมีนั่นมาเลี้ยงไว้ดูเล่นไปแล้ว"
มิเนอร์วาเหลือบสายตามองอามูร์ที่ร่างกายสั่นสะท้านเล็กน้อย เอ่ยหยอกล้อกับอีกฝ่ายอย่างขบขัน หวนนึกไปถึงวันที่อีกฝ่ายแปลงกายเป็นผีสาวไต่ต้นไม้ขึ้นมาหลอกหลอนตน ก็อดมันเขี้ยวไม่ได้ อามูร์แสร้งทำเป็นไม่ได้ยินใช้หลังพิงไปกับลังไม้ขนาดใหญ่ สายตาจ้องมองออกไปยังท้องทะเลกว้างไกลด้วยความขวยเขิน เฮนดริกเองก็พยักหน้าเห็นด้วยและเริ่มเล่าต่อ
"เมื่อเห็นว่าไม่มีทางหนีเขาจึงตัดสินใจเด็ดเดี่ยว กระโดดลงหน้าผาไปหนีตายเอาดาบหน้า เมื่อเขารู้ตัวอีกครั้งก็ถูกน้ำพัดไปเกยอยู่กับหินก้อนหนึ่ง ซึ่งอยู่ตรงปากถ้ำอีกแห่ง กระแสน้ำนั้นแรงมากอีกทั้งแรงจะว่ายไปที่อีกฟากก็แทบไม่มี เหลือทางเลือกเดียวที่มีจึงได้แต่เสี่ยงดวง พยายามว่ายเข้าไปในถ้ำแห่งนั้นซึ่งอยู่ใกล้กว่า"
"ข้างในถ้ำนั้นมีน้ำพุแห่งความเยาว์วัย? "
มิเนอร์วาค่อนข้างมั่นใจ เพราะสมบัติส่วนใหญ่มักถูกซ่อนหรือไม่ก็กำเนิดในที่ลับตา หากอยู่บนพื้นโล่งกลางป่า เดาว่าเหล่าสรรพสัตว์คงใช้ดื่มกินไปหมดแล้ว
"ทั้งใช่แล้วก็ไม่ใช่ขอรับ จากเรื่องที่เล่าขานกันมาบอกว่า ภายในถ้ำแห่งนั้นเป็นเสมือนโลกอีกแห่งหนึ่ง มีต้นไม้พืชหญ้าเติบโตขึ้นปกคลุม ด้านบนไม่มีท้องฟ้า ไม่มีดวงตะวันหรือจันทรา แต่เป็นโดมศิลาสูงมีแสงจากศิลานับไม่ถ้วนคอยให้ความสว่าง ไร้ซึ่งกลางวันหรือกลางคืน ในส่วนลึกจะมีแอ่งน้ำขนาดเล็กที่มีตาน้ำผุดขึ้นมา ที่นั่นจึงจะเป็นน้ำพุแห่งความเยาว์วัยที่แท้จริง"
"แล้วชายคนนั้นรอดกลับมาได้อย่างไร… เจ้าเคยไปที่นั่นหรือไม่? "
มิเนอร์วาที่ได้ฟังเรื่องเล่าขานก็ได้แต่นึกสงสัยมากมาย ตำนานในอดีตล้วนมีจริงมีเท็จปะปนกันไป หากไม่พบพานด้วยตัวเองจึงยากที่จะเชื่อได้
"ข้าไม่เคยไปมาก่อนขอรับ ว่ากันว่าเกาะแห่งนั้นอยู่ที่ไหนสักแห่งบนโลกใบนี้ ส่วนวิธีที่อีกฝ่ายใช้กลับมานั้นเรียบง่ายนัก อาศัยเพียงแพไม้และกระบอกไม้หลายสิบกระบอก ที่ด้านในบรรจุไว้ด้วยพลังแห่งชีวิตจากน้ำพุแห่งความเยาว์วัยจำนวนมาก"
"แล้วกระบอกไม้นั่นตอนนี้อยู่กับผู้ใด? "
หากมีตัวตนจริงๆ เช่นนั้นมิเนอร์วาเองก็ปรารถนาจะขอพบดูสักครา หากโชคดีอาจจะขอแบ่งมาบ้างสักหยดสองหยด แต่สิ่งที่กัปตันเรือกล่าวต่อมาก็ได้ดับฝันนั้นไปเสียได้
"ถึงจะถูกเรียกว่าน้ำพุแห่งความเยาว์วัย แต่ก็ไม่ได้ทำให้เป็นอมตะไม่มีวันตาย ชายผู้นั้นเล่าว่าตัวมันหลงอยู่ในมหาสมุทรนานหลายปีเกินไป เมื่อมาถึงแผ่นดินใหญ่น้ำในกระบอกก็เหลือเพียงละออง ที่ระเหยเกาะอยู่ด้านในกระบอกไม้เท่านั้น ว่ากันว่าทันทีที่ชายผู้นั้นมองเห็นสายตาละโมบจากรอบด้าน ตัวมันก็รีบผ่ากระบอกไม้นั้นออก เริ่มโลมเลียอย่างบ้าคลั่งไม่สนใจเสี้ยนไม้ที่ตำลิ้น และวิ่งหนีหายไป เจอตัวอีกทีก็เหลือเพียงร่างกายไร้วิญญาณแล้ว ตำนานน้ำพุแห่งความเยาว์วัยจึงจบลงที่ตรงนี้"
"อืม… หรือไม่ก็อาจเป็นเพียงแค่คนวิปลาสผู้หนึ่งเท่านั้น มีเรื่องอื่นอีกหรือไม่? ข้าชอบฟังเรื่องลึกลับ"
มิเนอร์วาพึ่งฉุกคิดได้ ทั้งๆ ที่ตลอดเวลาที่ผ่านมา ตนเองล้วนรู้สึกกลัวสิ่งเร้นลับสยดสยองน่าขนลุก แต่เมื่อได้ฟังเรื่องเล่าเช่นนี้กลับรู้สึกชอบขึ้นมาอย่างน่าประหลาด เป็นความต่างที่ลงตัวอย่างแปลกพิกล อนิจจาโดยแท้
"เกาะแก้วเจ็ดสมบัติ ดินแดนใต้สมุทร ฉลามปีศาจ คราเคน เกาะสตรี วังมังกร ประตูยมโลก นครลอยฟ้า…"