เพื่อนร่วมชะตากรรม
“ขอโทษนะครับ ใจเย็นๆ ช่วยหยุดร้องก่อนได้มั้ยครับ” กัสเริ่มประหม่าและพยายามพูดให้เด็กผู้หญิงที่อยู่ตรงหน้าหยุดร้องไห้ เพราะเด็กจ้ำม่ำได้สะดุ้งตื่นขึ้นมาแล้ว โดยที่ในตอนนี้ จ้องมาที่กัสด้วยสายตาแปลกๆ เหมือนประมาณว่า ‘แกทำอะไรเธออะ แกต้องรังแกเธออยู่แน่ๆ เลย เธอถึงได้ร้องไห้ไม่หยุดแบบนี้’ กัส หันไปมองเด็กผู้ชายจ้ำม่ำแล้วพยายามจะอธิบายว่า “นี่ ไม่ใช่อย่างที่นายคิดนะ ฉันเดินเข้ามาถามเธอเรื่องรถไฟฟ้าขบวนนี้ เธอก็ร้องไม่หยุดเลย สาบานได้ ฉันยังไม่ได้ทำอะไรเธอเลย” เมื่อกัสอธิบายและมองไปที่เด็กผู้ชายจ้ำม่ำ ก็เห็นสายตาที่มองมาประมาณว่า ‘ใครจะไปเชื่อแก แกรังแกเธออยู่ พอฉันตื่นขึ้นมาเห็นเข้า ก็พยายามพูดกลบเกลื่อน แต่หลักฐานมันเห็นอยู่ตรงหน้า’ กัสพยายามอธิบายไปมาแบบนี้อยู่ 3 รอบ แต่เหตุการณ์ก็ยังเป็นอยู่เหมือนเดิมกัสก็เริ่มทนไม่ไหวเด็กผู้หญิงตรงหน้าก็ไม่หยุดร้องซักทีกัสเลยตะโกนออกไปว่า “หยุด!!! หยุดร้องเดี๋ยวนี้ และนายก็เลิกมองฉันด้วยสายตาแบบนี้ซักที หยุ๊ด!!!” หลังจากที่กัส ตะโกนออกไปเสียงเด็กผู้หญิงตรงหน้าก็หยุดร้องในทันที ส่วนเด็กผู้ชายก็รีบหันไปมองทางอื่นแทบจะทันทีเช่นกัน บรรยากาศกลับมาอยู่ในความสงบอยู่พักนังกัสก็เริ่มพูดขึ้นมาอีกครั้งด้วยเเสียงดัง เพื่อให้ทุกคนได้ยินและเข้าใจไปพร้อมๆ กันทีเดียวว่า “ฉันแค่อยากรู้ว่า ไอ้รถไฟฟ้าขบวนนี้ มันจะไปที่ไหน เพราะฉันคิดว่านั่งรถไฟผิดขบวนอยู่” กัสหยุดเว้นช่วงนิดนึงและพูดต่อไปว่า “มีใครบอกฉันได้มั้ย แล้วฉันจะไม่รบกวนทุกคนอีก” เมื่อกัสพูดจบประโยค ทั้ง 2 คนบนรถก็เริ่มหันซ้ายหันขวา อยู่ซักพักเด็กผู้ชายจ้ำม่ำก็พูดขึ้นมาว่า “แล้วฉันอยู่ที่ไหนเนี่ย นี่ไม่ใช่รถไฟฟ้าที่ต้องนั่งไปโรงเรียนนี่” ส่วนเด็กผู้หญิงก็พูดว่า “แล้วที่นี่มันคือที่ไหนล่ะ ฉันกำลังนั่งรถไฟฟ้าขบวนนี้ไปที่ไหน” จากนั้นก็เริ่มร้องไห้ออกมาอีกรอบ เมื่อฟังที่ทั้ง 2 คนพูดออกมากัสก็เริ่มประมวลผลได้อย่างรวดเร็วว่า ทั้งหมดรวมทั้งตัวกัสเอง ขึ้นรถไฟฟ้าผิดขบวนโดยไม่รู้ตัว และก็ไม่รู้ว่าไอ้รถไฟฟ้าขบวนนี้จะไปที่ไหน เมื่อไหร่จะจอด และก็คงจะไม่รู้ว่าจะกลับยังไง เมื่อมองจากขบวนรถด้านใน ก็ไม่มีอะไรบอกว่าเป็นรถไฟฟ้าสายไหน เมื่อประมวลผลได้กัสก็ตะโกนออกมาว่า “หยุดร้อง!!! และฟังฉัน” เด็กผู้หญิงหยุดร้องทันที เมื่อกัสตะโกนออกไป กัสเว้นระยะนิดนึงและรีบพูดต่อว่า “ฉันสรุปเลยแล้วกันนะ ทุกคนตั้งใจฟังด้วย อย่าร้อง!! ตอนนี้พวกเราทุกคนนั่งรถไฟฟ้าไปโรงเรียนผิดขบวน และไม่รู้ว่ามันไปที่ไหน ดังนั้นฉันขอเสนอว่า เราต้องรอจนกว่ารถไฟฟ้าขบวนนี้จะหยุดที่สถานี ถัดไปจากนั้น พวกเราจะข้ามไปเพื่อขึ้นรถไฟฟ้าขากลับจากอีกฝั่งของชานชาลา ทุกคนเข้าใจมั้ย และฉันก็ไม่ได้ทำอะไรพวกเธอ แต่เราคือผู้ร่วมชะตากรรมเดียวกัน และฉันก็ขึ้นรถไฟปิดขบวนเหมือนกับพวกเธอทั้ง 2 คนเข้าใจมั้ย” เมื่อพูดจบประโยคก็หันไปมองทั้ง 2 คน ทั้งคู่ทำท่าผงกศรีษะ เข้าใจกัส จึงเว้นระยะนิดนึงและพูดต่อว่า “เอาล่ะ ทีนี้ทุกคนเข้าใจฉันแล้วนะ เอาเป็นว่าฉันขอแนะนำตัวก่อนแล้วกัน ฉันชื่อกัส อายุ 16 ปี ยินดีที่ได้รู้จักเพื่อนร่วมชะตากรรมทั้ง 2 คน ส่วนพวกเธอทั้ง 2 คน ถ้าอยากแนะนำตัวเองก็พูดมา แต่ถ้าไม่อยากแนะนำก็ไม่เป็นไร เดี๋ยวถึงสถานีหน้าก็แยกย้าย ต่างคนต่างไป” เด็กผู้หญิง หน้าตาหน้ารักเงียบอยู่สักพักก็ลุกขึ้นยืนและพูดขึ้นมาว่า “เออ ฉันชื่อเกล อายุ 16 ปี ยินดีที่ได้รู้จัก” เมื่อแนะนำตัวเสร็จเกล ก็นั่งลงเหมือนเดิม เกลเป็นเด็กผู้หญิงหน้าตาน่ารักมากๆ ผิวขาว ตากลมโต มีนัยน์ตาเป็นสีน้ำตาลรีบกับคิ้วและเส้นผมที่มีสีน้ำตาลเช่นกัน ผมของเกลยาวและมีตรงปลายเป็นลอน ส่วนสูง 168 cm. เด็กผู้ชายจ้ำม่ำ พอได้ยินเกลแนะนำตัวเองแล้ว ก็ลุกขึ้นยืน แนะนำตัวเองบ้าง “ฉันชื่อคูเน่ อายุ 17 ปี ยินดีที่ได้รู้จักทุกคน เช่นกัน” และเมื่อแนะนำตัวเองเสร็จ คูเน่ก็กลับลงไปนั่งตามเดิม คูเน่เป็นเด็กผู้ชายที่ดูท้วมๆ หุ่นดูจ้ำม่ำเล็กน้อย แต่ไม่ได้อ้วน ผิวไม่ขาวมาก คูเน่ไว้ผมรองทรงธรรมดา ทั้งผม คิ้ว และนัยน์ตาของคูเน่เป็นสีดำ ดวงตาไม่โตมากนัก ส่วนสูง 172 cm. กัสเห็นว่าทุกคนเริ่มมีสติกลับมาแล้ว กัสเลยเดินมานั่งฝั่งตรงข้ามเกล กับ คูเน่และสอบถามทั้ง 2 คนว่า “นี่พวกเธอทั้ง 2 คนทำไมถึงได้ขึ้นรถไฟฟ้าขบวนนี้ล่ะ ฉันอ่านหนังสือเพลินไปหน่อย ไม่ทันได้ดูเลยคิดว่าน่าจะขึ้นผิดเพราะเหตุนี้นะ” กัสสอบถามทั้ง 2 คนและบอกสาเหตุที่ตัวเองขึ้นรถไฟฟ้าผิดขบวนให้ทั้ง 2 คนรับทราบ จากนั้นคูเน่ เริ่มพูดเป็นคนต่อมาว่า “ของฉันไม่แน่ใจเหมือนกัน เมื่อคืนฉันเล่นเกมดึกอะ เลยเดินงัวเงียมาขึ้นรถไฟฟ้า สงสัยเลยเดินขึ้นมาผิดขบวน พอเดินเข้ามาเห็นที่นั่งว่างดียังไม่มีใครนั่ง เลยรีบนั่งแล้วก็หลับไปเลย” เมื่อคูเน่พูดจบ เกลก็พูดขึ้นมาบ้างว่า “ฉันโดนคุณแม่บ่นว่า ให้หัดเข้มแข็งหน่อย ฉันก็เลยน้อยใจ เดินร้องไห้มาขึ้นรถไฟฟ้าไปโรงเรียน พอรู้ตัวอีกทีก็ตอนที่นายมาอยู่ตรงหน้าฉัน แล้วฉันก็เลยตกใจร้องไห้ออกมา” “โอเค สรุปว่าพวกเราทุกคน เหมือนกัน คือไม่มีสติ ไม่ได้สังเกตุกันเลยซักคนว่า ขึ้นรถไฟฟ้าผิดขบวน แล้วก็ไม่รู้ว่าตอนนี้รถไฟฟ้าขบวนนี้มันไปที่ไหน ใช่ปะ” ทั้ง 2 คนพยักหน้า จากนั้นกัสก็พูดต่อไปว่า “ชั่นเห็นมันเขียนสถานีต่อไป ที่เป็นจุดหมายปลายทางของรถไฟฟ้าขบวนนี้ไว้ที่จอมอนิเตอร์ว่า ‘พีมีโอเซีย’ พวกเธอทั้ง 2 คนมีใครรู้จักมั้ย?” “ทั้ง 2 คน แทบจะส่ายหน้าพร้อมกัน” “เยี่ยม แต่ฉันเคยได้ยินชื่อนี้นะ เมื่อวานนี้บังเอิญฉันไปหยอดตู้ไข่กาชาปอง และบังเอิญไปเจอตู้ที่ชื่อเหมือนกับสถานีต่อไปนี่ล่ะ แล้วเมื่อวานฉันก็หยอดตู้ไป ยังได้ เหรียญ แล้วก็..” กัสพยายามบอกเรื่องที่ตัวเองรู้ แต่ยังไม่ทันพูดจบคูเน่ก็รีบพูดแทรกขึ้นว่า “นายพูดถึงเหรียญเหรอ ชื่อ ‘พีมีโอเซีย’ ด้วย แล้วก็ตู้กาชาปอง ใช่มั้ย ฉันว่า ฉันมีเหรียญที่ชื่อ ’พีมีโอเซีย’ ที่นายพูดถึงนะ นี่ไง” พูดจบคูเน่ก็ยื่นเหรียญออกมาให้กัสดู และเป็นจังหวะเดียวกันที่เกลก็รีบหยิบเหรียญของตัวเองออกมาให้กัสดู เช่นกัน “ฉันก็มีอยู่เหรียญนึง นี่ไง” พูดจบก็หยิบเหรียญที่อยู่ในเสื้อคลุมออกมาและยื่นให้ทุกคนได้ดู “ชักรู้สึกว่ามันน่าจะมีเรื่องอะไรแปลกๆ เกิดขึ้นกับพวกเรานะ ฉันขอดูเหรียญของพวกเธอหน่อยได้มั้ย” กัส พูดจบ ทั้ง 2 คนก็ส่งเหรียญให้กัสดู และเมื่อพิจารณาดูเหรียญก็พบว่ามันเหมือนกันเป๊ะ เมื่อดูจบ กัสก็ส่งคืนให้ทั้ง 2 คน “พวกเธอได้มันมาได้ยังไงกัน” กัส สอบถามทั้ง 2 คน คูเน่ยกมือและขอเล่าเรื่องก่อน “เมื่อวานตอนเดินกลับบ้าน ฉันเห็นร้านของเล่นมาเปิดใหม่ ที่ซอยเล็กๆ แถวบ้านก็เลยเข้าไปดู และก็เจอตู้กาชาปอง แต่ราคามันแพงไปหน่อย ฉันก็เลยแลกมาหยอดแค่เหรียญเดียว ยิ่งพอหยอดมาแล้วได้แค่เหรียญอันนี้ ฉันก็เลยไม่อยากหยอดต่ออีก” หลังจากคูเน่เล่าเรื่องของตัวเองจบจบกัสกับเกลก็พยักหน้า หลังจากนั้นเกลก็ขอเล่าเรื่องของเธอบ้าง “ส่วนของฉัน แม่ฉันชอบพูดว่าฉันขี้กลัวเกินไป ไม่มีความมั่นใจ และไม่กล้าทำอะไรคนเดียว” เกลพูดเสียงหลี่ลงเล็กน้อย และก็เล่าต่อว่า “ฉันก็เลยจะแสดงให้แม่เห็น ว่าฉันก็กล้าทำอะไรด้วตัวคนเดียวเหมือนกัน ฉันไม่เคยกล้าเข้าร้านของเล่นคนเดียวเลย เมื่อวานเลยรวบรวมความกล้าเดินเข้าไปในร้านใกล้ๆ บ้าน แต่พอคุณป้าเจ้าของร้านส่งเหรียญที่ฉันแลกมาให้ฉัน แล้วก็มองมาที่ฉันเหมือนว่าฉันกลัวอะไรอยู่รึเปล่า ฉันก็เลยรีบวิ่งเข้าไปในร้าน และก็เห็นตู้ไข่นี้อยู่ตรงหน้า ตอนที่ฉันหยุดวิ่งและอยู่ข้างในร้านแล้ว” เกล หยุดพูดเล็กน้อยและสูดหายใจลึกๆ เพื่อสร้างความมั่นใจ และเริ่มเล่าต่อ เหมือนความกล้าเริ่มก่อตัวขึ้นมาแล้ว “ฉันกลัวจะมีคนมาพูดว่า ‘เธอไม่เคยเข้าร้านของเล่นคนเดียวเหรอ เธอไม่รู้ว่าจะเล่นอะไรเหรอ หรือเธอไม่รู้ว่าเครื่องนี้จะใช้ยังไงเหรอ ฉันก็เลยรีบหยอดเหรียญใส่ตู้ตรงหน้า แล้วก็รีบหมุนจนได้ไข่แล้วก็เปิดได้เหรียญนี้มา จากนั้นก็รีบวิ่งกลับบ้านมาเลย” เกลพูดแบบอาย นิดๆ “งั้นฉันขอสรุปเลยนะ พวกเราทุกคนไม่มีข้อมูลของ ‘พีมีโอเซีย’ ข้อมูลเท่าที่มีตอนนี้คือ พวกเรามีเหรียญเหมือนๆ กัน นอกนั้นไม่รู้อะไรเลย ฉันพยายามหาข้อมูลตั้งแต่เมื่อคืน และเมื่อเช้าที่ทำให้ขึ้นรถไฟฟ้าขบวนนี้มาก็เพราะ มัวแต่นั่งอ่านเพื่อหาข้อมูลของ ‘พีมีโอเซีย’ ในนิตยสารเล่มนี้อยู่ แต่ก็ไม่เจอข้อมูลอะไร” กัส พูดจบก็โชว์หนังสือนิตยสารให้ทุกคนดู ขณะที่ทั้ง 3 คนพยายามทำความเข้าใจเหตุการณ์ที่ทุกคนเจออยู่ตอนนี้ เสียงบนรถไฟฟ้าก็ดังขึ้นมาว่า “สถานีต่อไป สถานี ‘พีมีโอเซีย’ ซึ่งเป็นสถานีสุดท้าย ผู้โดยสารเตรียมตัวให้พร้อมเพื่อสัมผัสประสบการณ์ใหม่แห่งโลก ‘พีมีโอเซีย’ โลกแห่งผู้กล้าและเวทมนตร์ ขอบคุณที่ใช้บริการ และขอให้มีความสุขกับการผจญภัย ขอบคุณค่ะ” “เดี๋ยวนะ!!! โลกแห่งเวทมนตร์เหรอ พวกเธอได้ยินเหมือนฉันมั้ย” กัส ถามทั้ง 2 คน เมื่อกัส หันไปมองหน้าทั้ง 2 คนก็พยักหน้าแทบจะพร้อมๆ กัน ...