วันอาทิตย์สุดท้ายของเดือนมีนาคม
ในที่สุดครอบครัวของคิมชอลซูก็ได้ย้ายออกจากชุมชนแออัดบนเขาที่สูงแทบจะเทียมเมฆ
บ้านหลังนี้มีอายุยี่สิบแปดปีจึงทำให้ไม่รู้สึกเลยว่าย้ายบ้านใหม่!เป็บ้านเช่าหนึ่งชั้นขนาดยี่สิบเอ็ดพยอง[1] มีสองห้องนอนหนึ่งห้องนั่งเล่นเล็ก ๆ และโซนครัวแยกต่างหาก!
หลังจากได้เงินมัดจำทั้งหมดสามล้านวอนจากบ้านเช่าหลังเก่าและเจรจากับเ้าของบ้านจนลดราคาจากยี่สิบห้าล้านวอนเหลือยี่สิบสามล้านวอนได้แล้วก็ทำสัญญาเช่าสองปีเป็ที่เรียบร้อย
ที่สามารถต่อราคาได้แบบนี้เนื่องจากผลกระทบของ IMF[2] ยังไม่สิ้นสุด ทำให้ราคาบ้านและค่าเช่าตกตํ่ากันหมด
วันเสาร์หลังจากทำความสะอาดและติดวอลล์เปเปอร์ในบ้านใหม่เรียบร้อยแล้วก็จ้างช่างมาติดตั้งอินเทอร์เน็ตADSL[3] ชื่อดัง ก่อนจะเริ่มย้ายของไปบ้านใหม่ในเช้าวันอาทิตย์
เพราะชุมชนแออัดตั้งอยู่บนเนินเขาซึ่งรถเข้าไม่ถึงจึงต้องลากรถเข็นขนของขึ้นไปเอง
คิมชอลซูและคิมยองซูเดินขึ้นลงบันไดย้ายเฟอร์นิเจอร์กันนับครั้งไม่ถ้วนจนขาหมดแรงจึงแผ่ตัวนอนลงที่พื้นบ้านที่ทำความสะอาดเรียบร้อยแล้ว
“จาจังมยอน[4]มาแล้วครับ!”
ยุนจินซุกสั่งจาจังมยอนและทังซูยุก[5] ที่คิมชอลซูและคิมยองซูชอบั้แ่เด็กมาและเมื่อคิมยองซูที่นอนกรนอยู่ในห้องได้ยินเสียงก็ลืมตาขึ้น ดวงตาของเขาสั่นไหวไปด้วยความตื่นเต้น
“ครับ!!!!!”
คิมชอลซูยิ้มพลางมองน้องชายที่ตอบรับและรีบวิ่งพรวดออกไปจากห้อง
แม้ตอนนี้เขาจะไม่ได้ชอบจาจังมยอนมากเท่าเมื่อก่อนแล้วแต่พอเห็นคิมยองซูวิ่งตาโตออกไปด้วยสีหน้าคาดหวังเต็มเปี่ยมแล้วนํ้าลายก็ไหลออกมาโดยอัตโนมัติ
ถึงจะลำบากแต่สิ่งเหล่านี้ก็ทำให้เขามีความสุข เป็ความสุขเล็ก ๆ ที่...
การมีภรรยาสุดสวยมีบ้านที่ดี มีรถหรู หรือมีเงินเดือนสูง ๆ...ไม่สามารถให้ได้
“วู้วววว! สอบโทอิก!”
ระหว่างที่ยุนจินซุกกับคิมยองซูกำลังเตรียมอาหารเย็นกันอยู่คิมชอลซูก็รีบยื่นสมัครสอบโทอิกทางอินเทอร์เน็ต
บริษัทเริ่มอบรมเื่ 6-Sigma ให้แก่พนักงานใหม่ในวันธรรมดาั้แ่บ่ายโมงจนถึงบ่ายสามโมง
คิมชอลซูเตรียมเครื่องเขียนและสมุดโน้ตแล้วพูดกับหัวหน้าอันจองกยู
“หัวหน้า ผมไปอบรมก่อนนะครับ”
“หลังการอบรมจบจะมีการนำเสนองานด้วยนะและผลการประเมินพนักงานของนายก็ขึ้นอยู่กับการนำเสนอครั้งนี้เยอะเลยละ”
“ครับ ผมจะตั้งใจทำครับ”
“อื้ม ต้องตั้งใจจริง ๆ นะ”
เมื่อไปถึงห้องอบรมที่อยู่ชั้นสี่เหล่าเพื่อนร่วมรุ่นก็รวมตัวกันอยู่แล้ว พวกเขาแบ่งออกเป็สี่กลุ่มเรียบร้อยและแต่ละกลุ่มก็กำลังพูดคุยกันอยู่
คิมชอลซูที่ไม่เคยไปงานรวมตัวกับเพื่อนร่วมรุ่นที่ผ่านมาเลยจึงหาที่ว่างแล้วนั่งลงโดยไม่ได้สนใจคนพวกนั้น
ไม่นานประตูก็เปิดออกอีกครั้งจางยูมี ผู้หญิงคนเดียวในกลุ่มพนักงานใหม่ที่ได้ทำงานในสำนักงานใหญ่ก็เดินเข้ามา
“คุณยูมี! ทางนี้!”
เหล่าเพื่อนร่วมรุ่นที่เห็นเธอต่างโบกมือพร้อมส่งเสียงเรียกจางยูมีทักทายพวกเขาทีละคน แต่แทนที่จะนั่งรวมกลุ่มกับเพื่อนร่วมรุ่นพวกนั้น เธอกลับปฏิเสธแล้วไปนั่งข้าง ๆ คิมชอลซู
“สวัสดีค่ะ”
“ครับ สวัสดีครับ”
หลังจากทักทายกันง่ายๆ แล้วจางยูมีที่เห็นคิมชอลซูเอาแต่หมกมุ่นเขียนอะไรบางอย่างลงในสมุดบันทึกจึงเอ่ยถาม
“คุณชอลซูปกติเป็แบบนี้อยู่แล้วเหรอคะ”
“ครับ?”
“น่าจะมางานรวมตัวบ้างนะคะ”
“อ่า”
พอจางยูมีพูดจบคิมชอลซูจึงเงยหน้าขึ้นกวาดสายตามองไปยังกลุ่มเพื่อนร่วมรุ่นที่กำลังมองเขาด้วยสีหน้าไม่พอใจ
“คุณยูมีก็รู้ไม่ใช่เหรอครับ ว่าพวกเพื่อนร่วมรุ่นคิดยังไงกับผมต่อให้ไม่ชอบพระ ก็ย้ายวัดหนีไม่ได้อยู่ดี[6] นี่ครับ”
“ที่เป็อย่างนั้น อาจเพราะคนอื่นยังไม่รู้จักคุณชอลซูดีพอก็ได้ค่ะ”
“ยิ่งรู้จักอาจจะยิ่งไม่ชอบมากกว่าเดิมก็ได้นะครับ”
“ทำไมมองแง่ร้ายแบบนั้นล่ะคะ”
“ความคิดของคุณยูมีต่างหากที่ไม่เหมือนคนอื่นน่ะครับ”
ฮวังแดฮุนที่มองทั้งสองคนคุยกันอยู่เงียบๆ ก็เดินเข้ามา
“สวัสดีครับ คุณคิมชอลซู”
“สบายดีไหมครับ คุณฮวังแดฮุน”
“ดูท่าทางจะยุ่งมากเลยนะครับ”
“แน่นอนครับ ผมกำลังดิ้นรนเพื่อตามงานให้ทันอยู่น่ะครับ”
“ได้ยินว่านิสัยของผู้ช่วยผู้จัดการอีจุนฮักไม่ธรรมดา...”
“เขาเป็คนที่ทำงานเก่งมากเลยนะครับ”
“มองแง่ดีจังเลยนะครับ”
ฮวังแดฮุนเบนสายตาไปมองจางยูมี
“คุณยูมีเอง เื่งานยังโอเคอยู่ใช่ไหมครับ”
“แน่นอนค่ะ!”
“พอได้อยู่ฝ่ายบุคคลผมเลยได้รู้เื่ของผู้ช่วยผู้จัดการของคุณทั้งสองคนด้วยน่ะครับหวังว่าเพื่อนร่วมรุ่นทั้งสองคนจะเอาตัวรอดไปได้นะครับถ้าอยากเอาตัวรอดให้ได้ในบริษัทที่โหดร้ายแบบนี้ละก็พวกเราก็ต้องจับกลุ่มอยู่ด้วยกันว่าไหมครับ”
จางยูมีพยักหน้าเห็นด้วยกับฮวังแดฮุน
“ใช่ค่ะ”
“คุณคิมชอลซูเองถ้าตอนเย็นวันอังคารมีเวลาว่างก็มางานรวมตัวเพื่อนร่วมรุ่นสิครับจะได้แลกเปลี่ยนข้อมูลกัน สร้างสายสัมพันธ์ และจะได้รู้จักหน้าค่าตากันไว้”
คิมชอลซูยิ้มพลางพยักหน้าตอบ
“ถ้ามีเวลาผมจะเข้าร่วมให้ได้เลยครับ”
“ครับ ว่าแต่คุณยูมี?”
จางยูมีหันไปมองฮวังแดฮุน
“นั่งด้านหลังมากไปอาจจะไม่มีสมาธิได้นะครับ มานั่งข้างหน้าดีกว่า ผมจองที่ไว้ให้แล้วครับ”
“ไม่เป็ไรค่ะ”
ฮวังแดฮุนเอียงศีรษะเล็กน้อย
เขาไม่รู้หรอกว่าหัวหน้าอันจองกยูผู้จัดการพโยอิลซู หรือผู้ช่วยผู้จัดการอีจุนฮักจะคิดอย่างไรกับคิมชอลซูแต่ในบรรดาเพื่อนร่วมรุ่นไม่มีใครอยากยุ่งกับเขาและทีมอื่นก็มองเขาไม่ค่อยดีเท่าไร
จางยูมีผู้ที่ทำให้เหล่าหนุ่มโสดทุกคนในบริษัทสนใจและรู้สึกซู่ซ่าด้วยรูปลักษณ์ภายนอกที่โดดเด่น ทักษะภาษาอังกฤษก็ดีแถมยังพูดภาษารัสเซียได้คล่องแคล่วคนที่มีคุณสมบัติเลิศเลอขนาดนั้นทำไมถึงอยากนั่งข้างคิมชอลซูกัน
แต่ฮวังแดฮุนสามารถจดจำคุณสมบัติฐานะทางบ้าน และนิสัยของเพื่อนร่วมรุ่นได้เป็อย่างดี รวมถึงนิสัยของจางยูมีด้วย
“เท่าที่ฟังมาจากแผนกอบรมเห็นว่าทางบริษัทกำลังจับตาดูพวกเราเป็พิเศษนะครับ และหลังการอบรม 6-Sigmaถ้าได้รับคะแนนที่ดีในการนำเสนอต่อกรรมการบริหารและหัวหน้าทีมก็จะทำให้ได้เปรียบในการเลื่อนตำแหน่งอย่างมากเลยละครับ”
“เอ๊ะ อย่างนั้นหรือคะ”
“ใช่แล้วครับและผู้ช่วยผู้จัดการชาซูยองที่รับหน้าที่ดูแลการอบรมครั้งนี้ก็เป็รุ่นพี่สมัยเรียนมหาวิทยาลัยของผมเห็นว่าผู้บรรยายเื่ 6-Sigma สนิทกับผู้ช่วยผู้จัดการชาด้วยนะครับ”
คำพูดของฮวังแดฮุนทำให้แววตาของจางยูมีสั่นไหวเล็กน้อย
จางยูมีผู้ซึ่งมีนิสัยนอนไม่ได้หากไม่ได้เป็ที่หนึ่งอยู่ตลอดคิดในใจพลางมองคิมชอลซู
6-Sigma เป็แิที่ใหม่มาก ทำให้ยังไม่ค่อยมีบริษัทในเกาหลีนำมาใช้มากมายนัก ต่อให้คุณคิมชอลซูจะปกปิดความสามารถไว้ขนาดไหนก็ไม่มีทางรู้เื่6-Sigma ได้ ถ้าเป็อย่างนั้นการอยู่กับคุณฮวังแดฮุนน่าจะได้เปรียบเื่การเก็บข้อมูลมากกว่ามั้ง
ฮวังแดฮุนเห็นแววตาที่เริ่มหวั่นไหวของจางยูมีจึงฟาดด้วยไม้ตาย
“เย็นวันศุกร์นี้ ผมมีนัดทานข้าวกับผู้ช่วยผู้จัดการชาและอาจารย์ผู้บรรยายด้วยคุณยูมีสนใจไหมครับ”
คิมชอลซูเอ่ยแทรกขึ้นมา
“ถ้าอยู่ข้างหลังจะมีสมาธิจดจ่อได้ยาก คุณยูมีไปข้างหน้าเถอะครับ พอดีผมมีงานของทีมที่ยังทำไม่เสร็จเลยต้องแอบทำอยู่ข้างหลังน่ะครับ”
“เอ๊ะ งั้นเหรอคะ...ถ้างั้นฉันขอตัวไปข้างหน้านะคะ คุณชอลซู”
“ครับ”
พอจางยูมีเก็บของเดินไปข้างหน้าฮวังแดฮุนก็รีบตามเธอไปก่อนหันมามองคิมชอลซูที่กำลังจดจ่ออยู่กับอะไรบางอย่างพร้อมเผยรอยยิ้มเย้ยหยัน
อย่างแกจะมาแข่งกับฉันงั้นเหรอเทียบไม่ติดหรอกเว้ย ไอ้กระจอกเอ๊ย
ฮวังแดฮุนหันหลังกลับแล้วเดินไปข้างหน้าทันใดนั้นคิมชอลซูก็แสยะยิ้ม
ตั้งใจวิ่งแล้วกันไอ้พวกนกกระจอก นกกระสาน่ะเขาเฝ้าดูอยู่ข้างหลัง[7]
ผู้บรรยายโชบิงฮันบรรยายเกี่ยวกับ6-Sigma โดยมีคิมชอลซูที่นั่งอยู่ด้านหลังสุดมองอยู่เงียบๆ จากนั้นก็เบนสายตาไปมองที่สมุดบันทึกของเขา
คำว่าSigma เป็แิเกี่ยวกับสถิติโดยเฉพาะจากการแจกแจงแบบปกติ ซึ่งหมายถึงค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานหรือก็คือค่าที่ใช้วัดการกระจายของข้อมูลจากค่าเฉลี่ย
6-Sigma มาจากแิที่้าลดอัตราข้อบกพร่องของผลิตภัณฑ์ให้ไม่เกิน 3.4ชิ้นต่อหนึ่งล้านชิ้น ซึ่งเริ่มใช้โดยบริษัทโมโตโรลา[8] ในปี 1987และในปี 1995 GE[9] ก็รับแินี้มาและประสบความสำเร็จอย่างมาก หลังจากนั้นแินี้ก็ขยายมาถึงเกาหลีโดยในปี 2020 แิ 6-Sigma ก็ได้พัฒนาและปรับปรุงให้ทันสมัยมากขึ้น
6-Sigma ที่ผู้บรรยายกำลังพูดอยู่นั้น แทบจะเป็แิพื้นฐานทั้งหมด
เท่าที่ลองฟังเหมือนว่าผู้บรรยายเองก็ไม่ได้เข้าใจเกี่ยวกับ 6-Sigma มากเท่าไหร่เลยนี่
คิมชอลซูมองสมุดบันทึกอีกครั้ง
‘ปี 2003
เป็่ที่เกาหลีฟื้นตัวจากผลกระทบของ IMF แล้ว ธุรกิจการค้าเริ่มกลับมาคึกคักอีกครั้ง
หุ้นที่ต้องซื้อคือแฮอุนกับโจซอน’
วันศุกร์ เวลาหกโมงเย็น
ระบบการทำงานห้าวันเริ่มใช้ั้แ่ปีนี้ทำให้วันเสาร์และวันอาทิตย์เป็วันหยุด แต่สำหรับอันจองกยูแล้วมีเพียงวันจันทร์อังคาร พุธ พฤหัสฯ ศุกร์ ศุกร์ และศุกร์เท่านั้น
เพราะเป้าหมายคือการเป็กรรมการบริหารดังนั้นวันเสาร์และวันอาทิตย์ ถ้าไม่มีอะไรเป็พิเศษเขาก็ต้องมาทำหน้าที่เป็ลูกกะจ๊อกของพวกกรรมการบริหารที่สนามกอล์ฟ ูเาหรือที่ตกปลาเป็เื่ปกติ
ดังนั้น่เย็นวันศุกร์จึงเป็เวลาเดียวที่สามารถกินมื้อเย็นกับครอบครัวได้อันจองกยูจึงใช้เวลานี้ไปกินข้าวนอกบ้านเสมอ ทำให้พวกเด็ก ๆตั้งหน้าตั้งตาคอยพ่อกันเป็อย่างมาก
ด้วยเหตุนี้ไม่ว่าจะประชุมหรือนัดอะไรเขาก็จะไม่มีทางลงนัดเย็นวันศุกร์เด็ดขาด เมื่อคิดถึงลูก ๆ แล้วอันจองกยูก็อารมณ์ดีขึ้นมา เขาเอามือนวดคลำคอที่ตึงพร้ะโกน
“นี่! เลิกงานกันเหอะ! โอ๊ย จะตายแล้ว!”
พโยอิลซูกับอีจุนฮักเองก็บิดี้เีแล้วลุกขึ้น
เนื่องจากพวกเขาคุ้นเคยกับสไตล์การทำงานของอันจองกยูที่ทำงานอย่างเอาเป็เอาตายั้แ่วันจันทร์ยันวันพฤหัสบดีเพื่อให้เลิกงานได้ตรงเวลาในวันศุกร์พวกเขาจึงทำงานด่วนและงานสำคัญเสร็จเรียบร้อยกันหมดแล้ว
อีจุนฮักเคลียร์โต๊ะทำงานพลางมองคิมชอลซูที่ตั้งหน้าตั้งตาจัดการเื่บิล
“ชอลซู ไม่กลับเหรอ”
“เชิญกลับก่อนเลยครับ ทำอันนี้เสร็จแล้วมีเื่ที่ต้องจัดการต่ออีกครับ!”
“เื่อะไร”
“อีกสามสัปดาห์จะมีการสอบครับ”
“สอบ? อ๋อ! อื้ม ตอนจะออกไปอย่าลืมปิดไฟด้วย”
“ครับ ผู้ช่วยผู้จัดการอี”
คิมชอลซูยืนโค้งศีรษะให้อันจองกยูพโยอิลซู และอีจุนฮักที่ออกจากออฟฟิศไปพร้อมกัน
“สวัสดีครับ! เจอกันสัปดาห์หน้าครับ!”
พโยอิลซูเห็นอย่างนั้นแล้วก็ยิ้มออกมา
“เื่การทักทายทำความเคารพนี่ ในบรรดาพนักงานใหม่เ้านั่นทำได้ดีที่สุดเลยนะครับ เห็นใครก็โค้งให้ไปหมดเลย ว่าไหมครับ หัวหน้า”
“ถ้าเป็พนักงานใหม่ก็ต้องทำอย่างนั้นกันหมดอยู่แล้ว ถ้าไม่ทำสิผิดปกติตอนสมัยฉันน่ะนะ...”
อันจองกยูนึกถึงความทรงจำสมัยตัวเองหนุ่มๆ ขึ้นมาขณะอยู่ในลิฟต์ก่อนหันมาถามอีจุนฮัก
“ว่าแต่ ไอ้เ้าชอลซูมีสอบอะไร”
“อ๋อ ผมบอกเ้านั่นว่าให้สอบโทอิกให้ได้เก้าร้อยคะแนนภายในเดือนเมษาน่ะครับหัวหน้า”
พโยอิลซูถึงกับส่ายหน้าและพูดว่า
“ไอ้คนที่เข้ามาได้ด้วยคะแนนเลยเจ็ดร้อยมาหน่อยจะให้ทำได้เก้าร้อยคะแนนภายในสองเดือนงั้นเหรอผู้ช่วยผู้จัดการอีนี่นะ ถ้าทำให้เด็กใหม่ต้องลาออกอีก คราวนี้ฉันจะไม่ทนแล้วนะ”
ในบรรดาพนักงานใหม่ที่เข้ามานั้นผู้จัดการพโยอิลซูถูกใจคิมชอลซูมากที่สุด
ไม่บ่นไม่น้อยใจ ขึ้นเสียงใส่ก็ไม่เคยชักสีหน้า สั่งให้ทำเอกสารก็ไม่มีพิมพ์ผิดเลย
การทำเอกสารไม่ผิดเลยนั่นละคือสิ่งที่เขาถูกใจที่สุด
“ผมแกล้งไปด้วยดูแลไปด้วยครับ ผู้จัดการพโย”
อีจุนฮักพูดออกมาพร้อมรอยยิ้ม
แต่อันจองกยูกลับหงุดหงิดเมื่อได้ยินเื่คิมชอลซู
เื่นี้มีการเลื่อนตำแหน่งเป็เดิมพันเลยนะ!
“...คิมชอลซูเหรอครับ นั่งอยู่ข้างหลังสุดเลย เท่าที่ได้ยินมาจากผู้บรรยาย เห็นบอกว่าดูไม่ตั้งใจเลยสักนิด...”
“จะมาแกล้งไปด้วยดูแลไปด้วยอะไร แกล้งเนี่ยนะ ถ้าไม่ได้คะแนนเก้าร้อยฉันเอาตายแน่”
อีจุนฮักกับพโยอิลซูเห็นอันจองกยูโวยวายแล้วก็ได้แต่มองตากันว่ามีเื่อะไร
‘ทำไมเป็งั้น’
‘ไม่ทราบครับ’
เวลาสองทุ่มครึ่ง บลูเฮาส์
คิมชอลซูเปิดประตูทางเข้าพนักงานของบลูเฮาส์เข้าไปข้างใน
คนจำนวนมากกำลังทำงานอย่างขะมักเขม้นชเวฮเยนาสวมชุดเดรสลูกไม้ดูสง่าเมื่อเห็นคิมชอลซูที่สวมชุดสูทเข้ามาก็โบกมือเรียกทันที
ไม่รู้ว่าเพราะแต่งหน้าจัดหรือเปล่าจึงทำให้เธอดูเหมือนมาดามในภัตตาคารหรูผู้มีเสน่ห์ของสาววัยสามสิบต้น ๆ
“คุณคิมชอลซู ทางนี้ค่ะ”
คิมชอลซูเดินเข้าไปหาชเวฮเยนาเธอกอดอกพลางมองเขาั้แ่หัวจดเท้าแล้วก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่
“การแสดงนี้ไม่ใช่เื่เล่น ๆ นะคะ”
“ผมเลิกงานแล้วตรงมาที่นี่เลยครับ”
“นี่ถ้าฝีมือไม่ได้ดีขนาดนั้น ฉันไล่ออกไปแล้วนะคะไปนั่งตรงกระจกนั่นหน่อยค่ะ ฉันคงต้องลงมือจัดการให้เสียหน่อยแล้วนะคะ”
[1] หน่วยวัดพื้นที่ของเกาหลีใต้ โดย 1 พยอง เท่ากับ 3.3ตารางเมตร
[2] ย่อมาจาก International Monetary Fund หมายถึงกองทุนการเงินระหว่างประเทศ มีหน้าที่ช่วยรักษาเสถียรภาพทางการเงินระหว่างประเทศและช่วยเหลือประเทศที่ประสบปัญหาทางเศรษฐกิจ โดยการให้กู้ยืมเงินแก่ประเทศนั้น
[3] ย่อมาจาก Asymmetric Digital Subscriber Line หมายถึงสายผู้ใช้ดิจิทัลแบบอสมมาตรเทคโนโลยีการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตความเร็วสูงผ่านสายโทรศัพท์โดยมีความเร็วในการดาวน์โหลดสูงกว่าการอัปโหลด
[4] บะหมี่ราดซอสดำ
[5] หมูทอดซอสเปรี้ยวหวาน
[6] สำนวน หมายถึง ไม่สามารถเปลี่ยนสถานการณ์หรือสภาพแวดล้อมทั้งหมดได้ เพียงเพราะไม่ชอบอะไรบางอย่าง
[7] สำนวน หมายถึงคนมีอำนาจหรือมีประสบการณ์จะเฝ้าดูการกระทำของผู้ที่ด้อยกว่า
[8] บริษัทด้านโทรคมนาคมที่มีชื่อเสียงและมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาเทคโนโลยีด้านการสื่อสาร
[9] ย่อมาจาก General Electric หนึ่งในบริษัทอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีที่ใหญ่ที่สุดในโลกก่อตั้งโดยทอมัส เอดิสัน และเจ. พี. มอร์แกน