ตอนที่ 9 เคล็ดดำดิน
เคล็ดดำดินนี้ถึงแม้จะไม่สมบูรณ์ กลับได้มาแค่เพียงเจ็ดขั้นแรกเท่านั้น แต่อย่างไรก็ดีก็ยังนับว่าทำให้เขามีความหวังในการบ่มเพาะได้สำเร็จ ภายหลังก็จะสามารถเติมเต็มความสามารถผ่านตัวระบบได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ได้ เขาสูดลมหายใจจนลึก พร้อมกับเรียกหน้าต่างระบบออกมา ทันใดนั้น ภายในส่วนของหน้าต่างมนตราคาถาก็ได้ปรากฏขึ้นที่เบื้องหน้าสายตา ที่ด้านบนของหน้าต่างที่ได้มีมนตราคาถาสองแขนงแสดงออกมา:《เคล็ดเทวะเพลิงอัคคี》(ขั้นที่สอง:ระเบิดอัคคี)《เคล็ดหลบหนี·เคล็ดดำดิน》(ยังไม่บรรลุ) ในส่วนแรกเขากลับยังไม่ได้ให้ความสนใจก่อน จึงได้รวบรวมสมาธิเข้าสู่ส่วนหลังไป พร้อมกับได้กดเข้าไปที่ปุ่มของ《เคล็ดหลบหนี·เคล็ดดำดิน》ผ่านการจิตสมาธิ ชั่วพริบตานั้นทั้งหน้าต่างก็สาดทอเป็นประกายออกมา “เลื่อนขั้นสู่ขั้นที่หนึ่ง!” เขาพูดขึ้นในใจ สถานะของ《เคล็ดหลบหนี·เคล็ดดำดิน》ทันใดนั้นก็เกิดการเด่งขึ้นหนึ่งขั้น จากที่ยังไม่บรรลุ ก็ได้เปลี่ยนจนเข้าสู่ขั้นเริ่มต้น ในเวลาเดียวกัน เขาก็สัมผัสได้ถึงกระแสลมสายหนึ่งถูกส่งถ่ายผ่านมาจากเส้นลมปราณภายในร่างกาย ภายใต้การไหลเวียนอย่างมั่นคง บรรยากาศขุมนี้ยังได้มีได้ทำให้เกิดความรู้สึกที่หนักอึ้งขึ้นมาแบบหนึ่ง จากสัมผัสที่จำต้องได้ จนคล้ายกับว่าเป็นความสัมพันธ์อันเบาบางได้เชื่อมโยงเข้ามา ปราณบริสุทธิ์ธาตุพิภพปฐพี! เขาจึงค่อยเข้าใจถึงที่มาของปราณขุมนี้ได้ในทันที หนึ่งในลมปราณห้าสาย คอยดูดซับปราณบริสุทธิ์ธาตุพิภพปฐพีมากยิ่งขึ้น ยิ่งมีแต่จะเข้าใจถึงกฎเกณฑ์พิภพได้ง่ายยิ่งขึ้น แน่นอนว่า ยิ่งเข้าใจพลังเหนือธรรมชาติของการดำดินได้ง่ายขึ้น ในระหว่างที่กล่าว เขาก็สัมผัสได้ถึงปราณบริสุทธิ์ขุมนี้ที่เพิ่มขึ้นจากภายในปอดขึ้นได้ จากนั้นก็ได้ค่อย ๆ ไหลผ่านลงท้องด้านล่าง ทั้งปอดและท้องส่วนล่าง จนเกิดเป็นวงแหวนทรงรีดั่งไข่ใบหนึ่ง กลิ่นเหม็นอันหนักหน่วงขุมนั้น ก็ได้ไหลเวียนระหว่างภายในร่างของทั้งสองไม่หยุดไม่หย่อน “ขั้นเริ่มต้นแล้ว……อีกทั้งร่างกายยังไม่ได้รับภาระที่หนักมากจนเกินไป” เจวี๋ยหวู่หมิงคิดไปคิดมา ก็ได้เพ่งจิตเอาไว้ติดต่อกัน ในระหว่างที่กำลังนึกถึงขอบเขตของ《เคล็ดหลบหนี·เคล็ดดำดิน》ก็ได้เลื่อนขึ้นไปอีกขั้น แค๊กแค๊ก! ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกได้ถึงกลิ่นของดินกรุ่นขึ้นมาจนถึงลำคอ จากนั้นก็เกิดเป็นอาการคัน จนอดไม่ได้ที่จะไอออกมาอย่างรุนแรง กลิ่นดินกรุ่นที่ทำให้เกิดความรู้สึกอึดอัดก็ได้เคลื่อนไหวขึ้นจากภายในท้องน้อยขึ้นมา อัดแน่นอยู่ภายในหัวใจ วินาทีนั้นเจวี๋ยหวู่หมิงก็ถึงกับต้องปากแห้งผาดมากยิ่งขึ้น “ไม่ได้การ ร่างกายขาดคุณสมบัติธาตุหยินแล้ว!แล้วยังเลื่อนขั้นขอบเขตพลังเร็วจนเกินไป จนทำให้ร่างกายยากที่จะปรับสมดุลได้ จะต้องทำให้เกิดอาการบาดเจ็บขึ้นแน่ ยังไงก็ต้องหยุดลงแล้วหาปราณต้นกำเนิดอีกบางส่วนมาเสริมแล้ว” เขาได้หยุดลงอย่างเด็ดขาด จากนั้นก็ได้ควบคุมปราณบริสุทธิ์ที่กักเก็บเอาไว้ เข้าเสริมจุดที่ขาดดุลจากภายในร่างกาย เศษวิญญาณของเฒ่าประหลาดนั้นที่เขาพึ่งกลืนกินเข้าไป ได้ทำให้เขาได้รับค่าปราณบริสุทธิ์มามากมายมหาศาล ไม่อย่างนั้นเกรงว่าก็คงจะมีได้ไม่มากพอแล้ว เพียงชั่วพริบตาเดียว ในระหว่างที่ปราณบริสุทธิ์ไหลเข้าภายในร่าง อาการระส่ำระสายจากร่างกายก็เริ่มที่จะเย็นวาบและสงบขึ้นทีละเล็กทีละน้อย จนจู่ ๆ ภายในร่างกายก็ได้เลื่อนขั้นเข้าสู่ขั้นตอนการฟื้นฟูอาการบาดเจ็บภายในไม่หยุด รอจนกระทั่งฟื้นฟูจนแล้วเสร็จ ภายในร่างกายของเขาทันใดนั้นก็ได้เลื่อนขั้นขึ้นอีกระลอกใหญ่ จนเกิดเป็นพลังความแข็งแกร่งที่ไม่ได้เพิ่มพูนขึ้นเพียงแค่เท่าตัว “แต้มสะสมยังคงเพียงพอ ดำเนินการต่อไปได้!” มนตราคาถาก็เกิดการกระโดดขึ้นลง ขั้นที่หนึ่งแปรเปลี่ยนจนเข้าสู่ขั้นที่สอง ปราณบริสุทธิ์ก็ได้ถูกเผาผลาญไปอย่างดุเดือด ทางหนึ่งเลื่อนขั้นขอบเขตแล้วก็ค่อยฟื้นฟูร่างกายไปในตัว ขั้นที่สาม ขั้นที่สี่ ขั้นที่ห้า จนในที่สุด ก็ได้มีการแจ้งเตือนของระบบแจ้งเตือนขึ้นว่า: “แต้มสะสมไม่เพียงพอ ไม่สามารถเลื่อนขั้นได้” ซูม! เจวี๋ยหวู่หมิงจึงค่อยผ่อนลมหายใจออกมาเบา ๆ อีกคำ เผชิญหน้าธุลีดินที่พัดสูงขึ้นไปอีกหลายจั้ง ในจุดที่ห่างไกลออกไปอีกหลายหมี่ก็ได้มีก้อนศิลาที่น่าจะหนักหลายสิบชั่งก็ถึงกับถูกเคลื่อนไปหลายก้าวไปเล็กน้อย “เลื่อนขั้นจนถึงขั้นที่ห้า ในส่วนอื่นยิ่งไม่ต้องพูดถึง ยิ่งทำให้เกิดเป็นพลังเพิ่มพูนขึ้นอีกถึงห้าเท่าตัว” เจวี๋ยหวู่หมิงก็ได้มีประมาณการอย่างคร่าวๆ โดยสังเขปขึ้นในใจ เดิมทีก่อนหน้านี้เขาที่ก็มีพลังแม้แต่วัวตัวหนึ่งก็ยังไม่อาจที่จะเทียบเทียมได้ ตอนนี้อย่างน้อยก็น่าจะมีพลังที่ไม่น้อยไปกว่าวัวห้าตัวกันแล้ว วัวหนึ่งตัวจะมีพละกำลังเท่ากับหนึ่งพันชั่ง พละกำลังของวัวห้าตัวก็น่าจะเท่ากับห้าพันชั่งได้แล้ว! ด้วยอิทธิฤทธิ์เช่นนี้ ถ้าหากใช้ออก ก็แทบเรียกได้ว่าเครื่องบดกันได้แล้ว คนโดยปกติยังมีใครต้านทานเอาไว้ได้อีก? หากเพียงแค่ถกถึงพละกำลัง ตอนนี้เกรงว่าเขาเองก็สามารถทัดเทียมกับปีศาจในระยะช่วงแปรลักขณาหรือไม่ก็ผู้บำเพ็ญตบะในระดับฝึกตนหวนกำเนิดแล้ว อีกทั้ง การเลื่อนขั้นจากพลังอันมหาศาลก็เสมือนกับได้เพิ่มความเร็วในการวิวัฒนาการของมัน จากขอบเขตช่วงโอสถอสูร(64%)เลื่อนขั้นไปจนถึง 88% แล้ว นี่ยิ่งไม่ต้องพูดถึงกันเลยว่า หลังจากที่เลื่อนขั้นเคล็ดดำดินไปจนถึงขั้นที่ห้าแล้ว ปราณบริสุทธิ์ธาตุพิภพปฐพียังได้เอ่อล้นอยู่ภายในภายในร่างกายของเขาแล้ว จนสามารถที่จะดำลงดินได้ทุกเมื่อ อยู่ภายในดินจนแทบจะไม่ต่างอะไรไปจากผิวน้ำ อีกทั้งยังเคลื่อนไหวได้อย่างสะดวกเป็นอย่างมาก ไม่อาจที่จะไม่บอกได้ว่า พละกำลังของเขาในขณะนี้ถ้าเทียบกับก่อนหน้าอย่างน้อยก็เลื่อนขั้นได้ไม่น้อยกว่าสิบเท่าเลยทีเดียว ย่อมถือเป็นความเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวงอย่างแน่นอน เกี่ยวกับงูเหลือบยักษ์เผือกตัวนั้น เขาเองก็น่าจะมีความสามารถที่จะสยบเอาไว้ได้แล้ว “คงจะได้เวลาที่จะต้องไปจากที่นี่แล้ว ถึงแม้สถานที่แห่งนี้จะไม่ธรรมดาถึงเพียงนั้น แต่ก็ทำได้แค่ค่อยกลับมาสำรวจในภายหลังแล้วเท่านั้น” เขาที่วางแผนไว้ในใจอยู่แล้ว รอจนกระทั่งหลังจากที่ล้างแค้นได้แล้ว ค่อยกลับมาสำรวจสถานที่แห่งนี้ที่เป็นหลุมดินที่ถูกสร้างขึ้นจากมหาอสูรตนนี้กันอีกครั้ง ถ้ำพำนักของมหาอสูรย่อมเป็นไปไม่ได้ที่จะเรียบง่ายถึงเพียงนี้ มีความเป็นไปได้อย่างมากที่เฒ่าประหลาดนั้นก็น่าจะเข้ามายังที่นี่ด้วยความบังเอิญ แต่กลับยังไม่มีโอกาสที่จะเริ่มต้นค้นหา หลุมดินประเภทนี้ก็เปรียบเสมือนโชควาสนาที่ไม่อาจเอื้อมได้ถึง เขาย่อมไม่มีทางที่จะปล่อยวางไปอย่างแน่นอน สิ่งสำคัญในตอนนี้ก็คือการล้างแค้น ส่วนสาเหตุก็เป็นเพราะมาจากสังขารนี้ เดิมทีเขาเองก็ไม่ได้ใส่ใจต่อเรื่องพวกนี้อยู่แล้ว แต่ภายหลังจึงได้ค่อย ๆ พบว่า เมื่อในเวลาที่ดวงจิตเข้ายึดร่าง ดวงจิตของร่างงูตัวนี้ที่ตอนอยู่ในครรภ์เองก็ยังไม่ได้เลือนหายไป เพียงแต่เป็นเพราะสาเหตุที่มาจากเจวี๋ยหวู่หมิง แปรเปลี่ยนจนกลายเป็นสำนึกความคิดที่มุ่งมั่นไป สำนึกความคิดเช่นนี้ก็คือความต้องการที่จะล้างแค้นให้กับมารดาของมันนั้นเอง ความจริงแล้วเรื่องนี้ก็ไม่ได้มีอะไร ถึงอย่างไรนางพญางูจิตบริสุทธิ์ก็ยังถ่ายทอดความรู้สึกของความเป็นแม่ให้แก่เขา ล้างแค้นให้แก่นางก็ย่อมถือว่าเป็นการทดแทนพระคุณแล้ว เจวี๋ยหวู่หมิงงสาดแววตาเป็นประกาย บังเกิดความคิดขึ้น ปราณบริสุทธิ์ธาตุพิภพปฐพีภายร่างกายยังได้พรั่งพรูออกมาอย่างท่วมท้น,วินาทีนั้นทั่วทั้งร่างที่เป็นงูก็ถูกประกายแสงสีน้ำตาลกลุ่มหนึ่งเข้าห่อหุ้ม ดำดินหายลับไปอย่างไร้สุ้มไร้เสียง เขาที่ได้เดินทางอยู่ในชั้นใต้ดิน เหมือนกับเดินอยู่บนเส้นทางปกติ หลังจากลัดเลี้ยวอยู่หลายรอบก็ค้นพบทางไต่ขึ้น จากนั้นก็มุ่งหน้าขึ้นไปด้านบนไปตลอดทาง จนไม่ต่างอะไรไปจากการห้อตะบึงออกก็มิปาน และในเวลาเดียวกันนี้เอง งูเหลือบยักษ์เผือกตัวนั้นที่อยู่ห่างจากเขาไปนับพันหมี่ก็คล้ายกับตรวจพบอะไรบางอย่างได้ พลันสะดุ้งตื่นขึ้นจากในระหว่างหลับใหล มันได้คำรามเสียงดังก้อง จนเกิดม่านวารีที่โถมขึ้นมาจากภายในสระวารี เพราะว่ามันจำกลิ่นและพลังสภาวะการดำรงอยู่ของผู้ที่เคยรุกรานก่อนหน้านี้ได้ มันได้ใช้ดวงตาที่ใหญ่โตเหมือนกับคบเพลิงจ้องเขม็งไปที่ผู้มาเยือน เมื่อกวาดมองโดยรอบ เหมือนดั่งได้ตัดสินใจที่จะเข้าสั่งสอนบทเรียนให้แก่ผู้รุกรานที่น่ารังเกียจให้จดจำมิลืมเลือน ในยามนี้ พลังสภาวะขุมหนึ่งที่น่าตกใจก็ได้ระเบิดขึ้นจากพื้น งูเหลือมขนาดยักษ์ตัวหนึ่งได้โผล่ศีรษะขึ้นเหนือชั้นผิวดินที่หนาทนทาน ประจวบกับสบตาเข้ากับงูเหลือบยักษ์เผือกนั้นพอดิบพอดี เหมือนกับทุกอย่างได้หยุดนิ่งลง โฮก!โฮก! เสียงคำรามอันเกรี้ยวกราดสองครั้งคราได้ดังขึ้นมาพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย ร่างงูขนาดยักษ์ได้กระแทกชนใส่เหมือนกับดาวหางชนโลกาก็มิปาน เข้าปะทะกันอย่างรุนแรงขึ้นในพริบตา …… หลังผ่านไปได้ครึ่งชั่วโมง งูเหลือบยักษ์เผือกกำลังหันไปมองเจวี๋ยหวู่หมิงด้วยอาการอาลัยอาวรณ์ไม่อยากแยกจาก เจวี๋ยหวู่หมิงได้ใช้หางลูบเข้าไปที่บนหัวของมัน: “ข้าจะไปแล้วนะ เจ้าก็เฝ้าบ้านให้ดีด้วยนะ เป็นเด็กดีรอข้ากลับมา รู้หรือเปล่า?” ฟ่อฟ่อ ฟ่อฟ่อ! งูเหลือบยักษ์เผือกนั้นได้พยักหน้าไม่หยุดไม่ต่างอะไรไปจากเด็กน้อย กวาดหางแกว่งไปแกว่งมา ทำท่าทำทางเหมือนกับกำลังประจบผู้เป็นเจ้านายอยู่ มิผิด เจวี๋ยหวู่หมิงก็สยบมันเอาไว้แล้ว อีกทั้งยังผูกมัดทำให้เป็นสัตว์เลี้ยงของตัวเองผ่านระบบกับมัน แล้วยังถือได้ว่าเป็นสัตว์เลี้ยงตัวแรกในภพนี้ของตัวเอง ความจริงแล้ว ในทุการเลื่อนขั้นขอบเขตทุกครั้งของเจวี๋ยหวู่หมิง ล้วนแต่สามารถจะมีช่องรับสัตว์เลี้ยงเพิ่มขึ้นหนึ่งช่อง ตอนนี้อย่างน้อยเขาก็น่าจะผูกมัดสัตว์เลี้ยงได้ถึงสามตัว งูเหลือบยักษ์เผือกถือเป็นตัวแรก เจวี๋ยหวู่หมิงเองก็ได้เล็งเห็นศักยภาพในตัวของมัน อย่าได้เห็นว่ามันที่แม้แต่เจวี๋ยหวู่หมิงก็ยังสู้ไม่ได้ ความจริงแล้วมันถือได้ว่าเป็นไป่ชือ[1]ตัวหนึ่ง เมื่อชาติก่อน เขาได้เคยเห็นอ่านตำราเก่าแก่ที่พูดถึงไป่ชือมาเล่มหนึ่ง ตำราเก่าแก่ได้บันทึกไว้ว่า ชือนั้นยังเป็นเพียงแค่ร่างทารกแห่งมังกร มีกรงเล็บแต่ไร้เขา หากอายุได้ห้าร้อยปีจะกลายเป็นเจียว [2]เมื่อผ่านไปอีกห้าร้อยปีก็จะสำเร็จเป็นมังกร (เจินหลง) ทะยานท่องเก้าชั้นฟ้า อิสรสู่หกวิถี ตอนนี้มันที่ยังอยู่ในช่วงทารก พละกำลังจึงอ่อนแอไปบ้าง จึงยังไม่นับว่าเป็นอย่างไร เจวี๋ยหวู่หมิงได้ทิ้งมันเอาไว้ แน่นอนว่าก็เพื่อที่จะให้มันคอยเฝ้าหลุมดินเอาไว้ เพื่อป้องกันไม่ให้ใครคนอื่นเข้ามาสืบเสาะหรือยึดครองไป นอกเหนือจากนั้น การพามันร่วมทางไปด้วยก็คงจะไม่สะดวกนัก เขาเองก็ยังต้องไปล้างแค้น ไม่ได้ออกเดินทางเพื่อพักผ่อน เมื่อได้กำชับอยู่อีกรอบ เจวี๋ยหวู่หมิงจึงค่อยได้หันกายจากไป เพียงแค่ไม่กี่ลมหายใจ ก็หายลับไปจากระยะสายตาของไป่ชือ ไป่ชือร่ำร้องดังอู่อี้ด้วยความเสียดาย แล้วจึงค่อยแทรกกายกลับเข้าไปยังในหลุมดิน ทั่วทุกพื้นที่ทุ่งหญ้าร้างอันกว้างใหญ่ได้กลับคืนสู่ความสงบใหม่อีกครั้ง จนเหมือนกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นมาก่อน... [1] เป็นหนึ่งในมังกรชนิดหนึ่งในตำนานที่มีลักษณะเป็นสีขาว ซึ่งถือเป็นประเภทเดียวกับ ผานชือ (มังกรในยุคสมัยแรก ที่เป็นมังกรไร้เขา)[2] เจียว เป็นหนึ่งในชนิดของมังกร หรือเรียกกันว่ามังกรวารี โดยที่เริ่มมีเกล็ดขึ้นตามตัว