หลังจากที่เขากับทุกคนได้ปรับความเข้าใจใหม่แล้ว จวินหลิงหยางชุนก็กลับมาสดใสเหมือนกับตอนเช้า ยิ่งเมื่อพี่สี่บอกก่อนหน้านี้ว่า ถ้าทำงานเสร็จแล้วจะพาเขาออกไปเล่น หัวใจของเขาก็แทบพองโตขึ้นมาทันทีเพราะนั่นหมายความว่าภารกิจวันนี้ของเขาจะไม่ล้มเหลวแน่นอน
ร่างเล็กของเขาถูกมือใหญ่ของพี่สี่อุ้มไปนั่งบนตัก ในขณะที่อีกฝ่ายก็เปิดงานที่ตัวเองต้องตรวจทานไปด้วย
ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความสนใจงานของอีกฝ่าย และเหมือนว่าพี่สี่จะสังเกตเห็นความอยากรู้นี้ของเขาเช่นกัน จึงได้พลิกหน้าถัดไปช้าลงและเอ่ยอธิบายงานบางส่วนที่ตัวเองรับผิดชอบด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่มน่าฟัง
หัวเล็กๆ ของเขาผงกขึ้นลงเป็ระยะตอบรับคำพูดออกอีกฝ่ายอย่างกระตือรือร้น ดวงตาสีดำวาววับไปด้วยความสุขที่เหมือนได้แบ่งปันงานบางส่วนจากพี่ชาย
จวินหลิงจางเฉิงก้มมองเ้าตัวน้อยในอ้อมกอดด้วยความเอ็นดูจนอดไม่ได้ที่ก้มลงจุมพิตบนศีรษะกลมๆ นั่น ร่างเล็กบนตักสะดุ้งโหยงจนเขาใ ก่อนที่อีกฝ่ายจะเงยหน้ามาจ้องเขาด้วยใบหน้าที่เจือสีแดงระเรื่ออย่างเขินอาย
"พะ พี่สี่ น้อง น้องยังไม่ได้สระผมหลังจากหายป่วยเลยขอรับ"
ดวงตาคมทอดมองน้องชายอย่างรักใคร่ เขาหัวเราะออกมาเล็กน้อย ก่อนจะระดมจุมพิตรัวๆ ที่กลุ่มผมนิ่มอีกหลายครั้งจนเ้าตัวเล็กดิ้นบนตักกว้าง เขาถึงได้หยุด
"ผมของเ้ามีแต่กลิ่นสมุนไพร ไม่มีกลิ่นเหม็นเลยสักนิด แต่ถึงมีก็ไม่เป็ปัญหา เสี่ยวชุนเป็น้องชายของพี่ พี่จะรังเกียจได้อย่างไร เสี่ยวชุนก็คิดเหมือนพี่ใช่ไหม ถ้าพี่เต็มไปด้วยเหงื่อ เสี่ยวชุนก็คงไม่รังเกียจเช่นกัน"
องค์ชายสี่เอ่ยขึ้นอย่างมั่นใจในตัวน้องชายที่รักเขาเช่นกัน ก่อนที่เขาจะถูกโจมตีด้วยคำพูดจากปากเล็กๆ ที่เอ่ยตอบเขามาทันทีแบบที่ไม่ต้องคิด
"น้องรังเกียจนะขอรับ"
จวินหยางชุนเอ่ยขึ้นทันทีพร้อมใบหน้ามู่ทู่ ลืมสนใจใบหน้าตกตะลึงของเ้าของตักอย่างสิ้นเชิง ขนาดเหงื่อของตัวเองเขายังไม่ชอบเลย แล้วเขาจะชอบเหงื่อของคนอื่นได้ยังไงกัน
เสียงหัวเราะดังลั่นขึ้นในห้องกว้างทันทีจากฮ่องเต้และองค์ชายคนอื่นๆ ที่มองมายังองค์ชายสี่ด้วยแววตาขบขัน
เหล่าขันทีประจำตัวขององค์ชายที่คอยรับใช้อยู่ด้านหลังโต๊ะทำงานของแต่ละพระองค์ต่างกลัวอาญาจึงได้แต่เม้มปากแน่นเพื่อกลั้นหัวเราะ จากคำพูดที่แสนไร้เดียงสาขององค์ชายห้า
องค์ชายห้าหันซ้ายหันขวามองทุกคนด้วยสีหน้ามึนๆ เนื่องจากไม่เข้าใจว่าหัวเราะอะไรกัน
เขาก็ตอบพี่สี่ตามความจริงนี่นา ไม่ได้เล่นมุกตลกเสียหน่อย มันน่าขำตรงไหนกัน ทว่าหลังจากที่เขาเงยหน้าขึ้นมองพี่สี่เขาก็รับรู้ได้ทันทีว่าทำไมถึงคนถึงหัวเราะออกมาเสียงดังขนาดนั้น
ใบหน้าหล่อเหลาของพี่สีตอนนี้ทำปากหุบๆ อ้าๆ เหมือนปลากำลังฮุบน้ำอยู่เลย มันตลกจริงๆ นั่นแหละ
"คิกๆ " เสียงหัวเราะใสของเด็กชายทำให้สติขององค์ชายสี่กลับคืน เขามองน้องชายที่ตอนนี้ยิ้มกว้างจนตาหยีอย่างที่พวกเขาไม่เคยได้เห็นมาก่อน แถมยังมีเสียงหัวเราะที่แสนน่ารักนี่อีก แม้ว่าสาเหตุจะมาจากเขาก็เถอะ
"หืม เสี่ยวชุนหัวเราะพี่สี่เหรอ เ้าตัวเล็กคนนี้ช่างเก่งกล้ายิ่งนัก น้องหัวเราะจนแก้มแดงเหมือนลูกท้อเลย"
องค์ชายสี่เอ่ยยิ้มๆ เขาไม่ขุ่นเคืองที่น้องหัวเราะตัวเองสักนิด แถมยังมีความสุขมากอีกด้วย สองมือประคองใบหน้าเล็ก ก่อนจะเกลี่ยปลายนิ้วลงบนแก้มนิ่มเบาๆ
นี่ก็ถือได้ว่าเป็ความภูมิใจของเขาที่สามารถทำให้น้องชายคนนี้สามารถหัวเราะได้เป็คนที่สอง ส่วนคนแรกก็คือเสนาบดีหยางที่มาแย่งชิงความโปรดปรานจากเสี่ยวชุนตัวน้อยไปเมื่อวาน
ความสำเร็จนี้แม้แต่เสด็จพ่อกับพี่ใหญ่ยังทำไม่ได้ด้วยซ้ำ!
"คำพูดของเสี่ยวชุนทำพี่สี่เจ็บหัวใจยิ่งนัก น้องต้องโอ๋พี่สี่เพื่อปลอบใจพี่สี่ด้วยนะ"
เสียงทุ้มที่ดัดเสียงให้อ่อนลงกว่าเดิมเอ่ยขึ้นเพื่อออดอ้อนน้องชายตัวเล็ก
"น้องโอ๋ๆ พี่สี่ขอรับ"
จวินหลิงหยางชุนมองพี่ชายด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยความสุข เขาได้เรียนรู้ว่าคำเอ่ยของพี่ชายเป็เื่ล้อเล่นเท่านั้น
แต่เขาก็ยินยอมตามน้ำ โผเข้ากอดร่างสูงของพี่ชาย ไม่ลืมตบลงแปะๆ บนอกกว้างเพื่อปลอบประโลมหัวใจของพี่ชาย สร้างความอิจฉาริษยาให้กับเสด็จพ่อและพี่ชายที่เหลืออย่างยิ่ง
แขนยาวขององค์ชายสี่กอดตอบน้องกลับอย่างปลื้มอกปลื้มใจที่น้องชายเป็ฝ่ายกอดเขาก่อน แน่นอนว่าองค์ชายสี่ไม่ลืมยักคิ้วเพื่อโอ้อวดสิ่งนี้กับเสด็จพ่อและพี่ชายทั้งสามด้วย
หึ พวกท่านทำไม่ได้อย่างข้าล่ะสิ
คนที่เหลือทำได้เพียงมองภาพบาดตานั้นอย่างอิจฉาและหมั่นไส้จวินหลิงจางเฉิง
ในที่สุดหลังจากที่เขาถูกคะยั้นคะยอให้งีบหลับหลังจากทานมื้อกลางวันไปแล้ว ก็ถึงเวลาที่เขากับระบบรอคอยเสียที ซึ่งก็คือการไปเก็บเมล็ดบัวสมุนไพริญญาในสระบงกชหลวงที่เดิม โดยมีเสด็จพ่อกับเสด็จพี่ทุกคนไปด้วย
เสด็จพ่ออนุญาตอย่างง่ายดายแต่มีข้อแม้ว่าเขาจะต้องยอมให้เสด็จพ่ออุ้มไป ถ้าให้เขาเดินเองก็อาจหมดแรงก่อนไปถึงได้เพราะระยะทางระหว่างตำหนักของเสด็จพ่อไปยังสระบงกชหลวงที่อยู่ในอุทยานหลวงอีกทีนั้นค่อนข้างไกลพอสมควร
เมื่อท่านพ่อให้สาเหตุเช่นนี้ เขาจะเอาอะไรไปเอ่ยแย้งได้อีก ขาเล็กๆ ของเขายังไม่มีกำลังมากพอที่จะใช้เดินเป็เวลานาน รวมถึงพลังงานในร่างกายอ่อนแอนี่ด้วย
เขาควรเก็บเรี่ยวแรงไว้ใช้ตอนค้นหาฝักบัวที่มีเมล็ดบัวสมุนไพริญญาอยู่ดีกว่า
จวินหลิงหยางชุนที่ตอนนี้แรงใจล้นเหลือยอมให้เสด็จพ่ออุ้มแต่โดยดี รอยยิ้มหวานยังคงอยู่บนใบหน้าทำให้คนอื่นๆ อดไม่ได้ที่จะยิ้มตามองค์ชายตัวน้อยไปด้วย
ดวงตาดำขลับกวาดมองต้นไม้และดอกไม้ตามที่พี่ชายแต่ละคนช่วยชี้บอกชื่อพันธุ์ให้เขาได้รู้อย่างตั้งใจ ปากเล็กๆ เอ่ยทวนชื่อซ้ำออกมาเพื่อให้เขาจดจำได้แม่นยำมากขึ้น ครั้งที่แล้วที่เขาไปทำภารกิจด้วยตัวเอง มัวแต่ใช้สมาธิไปกับการเดินที่เหน็ดเหนื่อย แม้จะได้มองความสวยงามของธรรมชาติรอบด้านบ้างแต่ก็ไม่ถึงขนาดที่สังเกตว่าดอกไม้แต่ละชนิดมีชื่อว่าอะไร
เมื่อได้พี่ชายที่เต็มใจเป็ไกด์นำเที่ยวแบบนี้ เขาจึงมีความสุขมากและสนุกกับการได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ไปด้วย
กว่าจะได้ลงเรือที่มีพี่สี่จับเขานั่งตักตลอดเวลา ส่วนพี่ใหญ่รับหน้าที่พายเรืออยู่ด้านหลัง เรืออีกลำที่พายคู่กันมาคือพี่รองกับพี่สาม ส่วนเสด็จพ่อเฝ้ามองพวกเขาอยู่ในศาลาพร้อมชุดน้ำชาของว่างที่นางกำนัลเตรียมเอาไว้
รอบๆ เรือของพวกเขายังมีเรือของทหารที่ช่วยดูแลความปลอดภัยเป็หน้าที่หลักอีกห้าลำ ส่วนหน้าที่รองคือเก็บฝักบัวให้องค์ชายห้าเอาไปให้พ่อครัวทำอาหารสำหรับมื้อเย็น
จวินหลิงหยางชุนชี้ตำแหน่งฝักบัวที่มีเมล็ดบัวสมุนไพริญญาตามเสียงของระบบที่เอ่ยขึ้นในหัว
"พี่สี่เอื้อมเอาฝักนั้นให้น้องหน่อยขอรับ"
องค์ชายสี่ใช้แขนยาวของตัวเองคว้าฝักบัวให้ตามที่น้องน้อย้า เขาเห็นมือเล็กๆ แกะเมล็ดบัวพวกนั้นออกจากฝักก่อนจะนำใส่ถุงผ้าที่ขอมาจากนางกำนัล ถามขึ้นด้วยความสงสัย
"ทำไมเสี่ยวชุนถึงเก็บเมล็ดบัวแยกไว้ในถุงผ้าล่ะ"
จวินหลิงหยางชุนอยากบอกความจริงเหลือเกินว่าเพื่อตบตาพี่ชายเท่านั้นขอรับ
"อันนี้น้องแยกไว้ให้พ่อครัว เพื่อที่มื้อเย็นเมล็ดบัวที่เราทานจะได้มาจากฝีมือการเก็บของน้องกับพี่สี่ไงขอรับ"
เขาเปิดปากตอบในขณะที่มือก็แกะเมล็ดบัวไปด้วยอย่างติดใจ ส่วนเมล็ดบัวสมุนไพริญญาระดับหนึ่งนั้นหลังจากที่เขาแกะออกระบบก็ดึงเข้าไปยังมิติส่วนตัวเรียบร้อยแล้ว ที่เหลือก็คือแกะเพื่อไม่ให้น่าสงสัยว่าทำไมเขาถึงแกะเมล็ดบัวแค่ไม่กี่เมล็ดในแต่ละฝัก
"โอ้ งั้นอาหารมื้อนี้จะต้องอร่อยมากแน่นอน พี่สี่จะตั้งตารอเลย"
เสียงทุ้มเอ่ยขึ้น มือข้างหนึ่งรวบเอวน้องชายบนตัก ส่วนอีกข้างก็รีบดึงฝักบัวข้างเรือให้มากขึ้น เพื่อที่จะได้นำมาให้น้องชายที่กำลังสนุกกับการแกะเมล็ดบัวได้เล่นเยอะๆ
ถ้ามันเหลือเกินเอาไปทำอาหาร เขานี่แหละที่จะเอาไปกินเอง เมล็ดบัวที่น้องชายแกะเองเลยนะ เขาต้องทานอย่างคุ้มค่าที่สุด
จวินหลิงหยางชุนที่ไม่รู้ว่าพี่ชายกำลังคิดอะไรอยู่ กำลังปรึกษากับระบบเื่ที่เขา้าอัปเกรดเมล็ดข้าวในตำหนักของเสด็จพ่อให้เป็วัตถุดิบทำอาหารระดับหนึ่งทั้งหมด รวมถึงเมล็ดบัววัตถุดิบระดับต่ำวันนี้ด้วย
หัวใจของเขาเรียกร้องอาหารอร่อยๆ ของโจ๊กเมล็ดบัวที่ได้ลิ้มรสไม่เคยลืม
แต่จะให้กินโจ๊กเมล็ดบัวอย่างเดียวก็น่าเบื่อหน่ายเกินไป เขาเลยคิดว่าจะให้ระบบตรวจสอบวัตถุดิบในห้องเครื่องของตำหนักเสด็จพ่อว่าอะไรที่มีปริมาณพออัปเกรดได้ก็ช่วยอัปเกรดเยอะๆ เลย
เขาตั้งใจไว้แล้วว่าจะแบ่งปันอาหารอร่อยๆ ให้กับทุกคนได้กิน ส่วนเมล็ดสมุนไพริญญานั้นระบบเอ่ยขัดขึ้นทันทีว่าเขาควรเอามาบำรุงร่างกายตัวเองก่อนดีกว่า เพราะจากเป้าหมายของเขาที่บอกกับระบบว่าอยากสูงขึ้นมากกว่านี้เสียที ระบบบอกว่าต้องใช้สมุนไพริญญาระดับสูงจำนวนมากเพื่อเติมเต็มร่างกายของเขา
ระบบจึงแนะนำว่าถ้าสามารถหาสมุนไพริญญาระดับห้าชนิดไหนเจอแล้ว สมุนไพริญญาระดับต่ำกว่าที่เก็บได้หลังจากแบ่งมาบำรุงเขาแล้วค่อยนำไปบำรุงร่างกายคนในครอบครัว
เขาคิดตามคำพูดของระบบแล้วก็เอ่ยเห็นด้วยออกไป เพราะเชื่อว่าระบบที่มาจาก์ล้วนคำนวณในสิ่งที่จะเป็ประโยชน์ที่ดีที่สุดสำหรับเขาเสมอ
"เสี่ยวชุน พี่ใหญ่ว่าเราขึ้นไปนั่งพักกินขนมกันที่ศาลาได้แล้ว เดี๋ยวพี่จะช่วยเ้าแกะเมล็ดบัวที่เก็บมาด้วยดีหรือไม่"
"ดีขอรับพี่ใหญ่ อาหารวันนี้จะได้มาจากน้ำพักน้ำแรงของพวกเรา ต้องอร่อยมากแน่นอนขอรับ"
หลังจากนั้นภาพที่ไม่มีใครในวังหลวงคาดคิดว่าจะเกิดขึ้นก็ได้เกิดขึ้นแล้ว เมื่อฮ่องเต้และเหล่าองค์ชายทั้งห้าพระองค์ต่างช่วยกันแกะเมล็ดบัวสีขาวขณะพูดคุยเื่ต่างๆ พระพักตร์ของทุกพระองค์ต่างประดับไปด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะที่ดังออกมาไม่ขาดสาย
ดูเหมือนว่าคนที่ทรงงานหนักที่สุดจะเป็องค์ชายห้าตัวน้อย ที่ต้องคอยป้อนเมล็ดบัวที่ตัวเองแกะให้กับบิดาและพี่ชายของตัวเองจนมือเป็ระวิง แต่แก้มเล็กๆ เองก็พองออกเพราะถูกป้อนเมล็ดบัวด้วยเข้าปากจนเคี้ยวแทบไม่ทันเช่นกัน
Talk : มาเฝ้ามองน้องเติบโตไปด้วยกันนะคะ