ตอนที่ 1 ลาก่อนชีวิตบัดซบ
เขาเคยคิดดูถูกคนที่ฆ่าตัวตายว่าเป็พวกไม่รักตัวเอง หนีปัญหา อ่อนแอ และไร้ค่า จนเมื่อตัวเขาได้มายืนอยู่ที่ริมขอบปูนดาดฟ้าของตึงแห่งหนึ่งในมหานครแห่งแสงสีที่ไม่มีวันหลับไหล ใต้ม่านหมอกควันขาวอันแฝงไว้ด้วยพิษร้ายที่คอยกัดกินลมหายใจของผู้คน แสงไฟสีเหลืองส่องสลัวเลือนรางราวชีวิตของหิงห้อยที่กำลังจะตายในความมืด
วราริน เวชวิชยา หรือจิมมี่ ชายหนุ่มอายุยี่สิบห้าปีผู้มีร่างกายกำยำแข็งแรง จะว่าไปแล้วภาพถ่ายเรือนร่างของเขานั้นก็มักจะถูกนำไปตั้งเป็เป้าหมายของใครหลายคนที่มุ่งมั่นออกกำลังกายเพื่อให้ได้สัดส่วนกล้ามเนื้อหน้าท้องและ่เอวที่คอดกิ่วเช่นนั้นมา เขาคือพระรองนักบู๊ร่างเล็กที่กำลังจะก้าวไปเป็นายเอกในหนังฟอม์ั์เื่หนึ่ง ชีวิตที่กำลังจะก้าวขึ้นจุดสูงสุดของสายอาชีพนักแสดงกำลังจะจบลงเพราะพิษรักอันร้ายกาจ
น้ำตาไหลนองไปทั่วผิวแก้มอันเรียบเนียน กระจ่างใสราวประกายของน้ำผึ้งเดือนห้าที่อาบชะโลมไปบนเนื้อหยกขาวเนียน ริมฝีปากทรงกระจับเรียวสีชมพูขยับบ่นส่งสำเนียงแห่งความเศร้าอันเงียบงันออกมาเคล้าไปกับสายลมที่พัดมาอ่อนๆ นันย์ตาสีดำกลมโตอันว่างเปล่าวเหม่อมองขึ้นไปบนท้องฟ้าสะท้อนประกายดาวระยิบระยับ ขนตาโค้งงอนสั่นไหวด้วยแรงลม เงาโด่งคมของสันจมูกรูปหยดน้ำตัดพาดทับย้อนแสงของดวงจันทต์กลมโตที่ลอยอยู่บนท้องฟ้า
ไม่รู้ว่าเขาใช้ชีวิตเช่นไรจึงนำพาตัวเองมาถึงจุดนี้... จุดที่ต้องมานั่งกอดเข่าร้องไห้ จมปลักกับความมืดมนที่แม้แต่แสงอาทิตย์อันสว่างจ้าสดใสหลังพายุฝน ก็ไม่อาจสาดไล่เมฆหมอกดำแห่งความเศร้าไปจากใจของเขาได้
กระป๋องเบียร์ราวห้าหรือหกกระป๋องถูกวางไว้อย่างระเกะระกะ เขามองขึ้นไปบนท้องฟ้าที่มีดาวนับล้านดวงส่องประกายอยู่หนือโลก แต่น่าเสียดายที่น้ำตาและฝุ่นควันไม่อนุญาติให้เขามองเห็นความงดงามของพวกมันได้เสียแล้ว เขาจึงก้มหน้าละสายตาจากท้องฟ้าอย่างสิ้นหวัง หันกลับลงมาพิจารณาบรรยากาศเมืองหันหม่นเศร้าที่อยู่ด้านล่างแทนตรงนั้นเนืองแน่นไปด้วยผู้คน รถรามากมายวิ่งควักไควกันไปตามถนนที่ทอดยาวจนคล้ายจะพันกันยุ่งเหยิง แต่รถพวกนั้นก็หาทางออกไปเองได้เสมอ ต่างจากชีวิตของเขาตอนนี้ที่หาทางไปต่อไม่ได้ แม้ผู้คนมากมายจะบอกว่าทุกปัญหาล้วนมีทางออกแต่อย่างน้อยก็มีวรารินคนหนึ่งละที่ตอนนี้ไม่ได้มีความเชื่อเช่นนั้น
...แค่เดินไปให้พ้นขอบตึกโง่ๆ นั่น เขาคิด แค่เดินข้ามขอบปูนนั้นเพียงก้าวเดียว ทุกสิ่งทุกอย่างก็จะจบลง...
สายลมเย็นเยือกสายหนึ่งพัดเข้าปะทะใบหน้าขาวเนียนที่ชุ่มไปด้วยน้ำตา กระป๋องเบียร์สองใบที่วางว่างเปล่าวล้มกลิ้งไหลไปตามพื้น ส่งเสียงดังก็องแก๊ง วรารินหลับตาลงยกกระป๋องเบียร์กระดกกลืนเอาความขมเย็นลงล้างลำคอหวังพึ่งพาความเมามายของเบียร์ตลาดราคาถูก ช่วยชะล้างความปวดร้าวที่เกาะกินอยู่ในหัวใจ
...แต่ไม่เลย...
มันกลับตอกย้ำและทำให้เขานึกถึงภาพในห้องเริงสวาทชัดเจนยิ่งขึ้น ภาพแสงสีแดงสาดกระทบผิวกายอันเรียบเนียนของสาวงามผมยาวนางหนึ่ง แนบเนื้อนอนชิดติดกายกับชายชู้ ชายผู้ที่ทำให้เขากล้าเปิดเผยความลับที่กักเก็บมาทั้งชีวิตต่อครอบครัวและโลกสังคมอันโหดร้าย ชายผู้ที่ทำให้เขายอมพลีกายและิญญาทุ่มเททำเพื่อเขาทุกอย่าง เสียงร้องครางแว่วดังออกมาจากห้อง เสียงครางอันเร้าอารมณ์ร่านสวาทสายนั้นควรเปล่งออกมาจากปากเขาแต่ไม่ใช่ ััของอกกล้ามนุ่มแน่นที่กดทับเบียดแผ่นหลัง แรงกดจากน้ำหนักที่ทับร่างให้จมลงไปในเนื้อเตียงราคาแพงนุ่ม แท่งเนื้อรักอันแข็งแกร่งละมุนขนาดเหมาะมืออาจจะกำลังเข้าไปในร่างของเธอ
“เลว..ชั่ว..ชาติหมา” มือเขากำกระป๋องเบียร์ไว้แน่น ตัวเริ่มขดสั่น
“แม่ง!..เอ๊ย..ปัง!”
เสียงกระป๋องเบียร์ถูกโยนลงพื้นดังลั่น คล้ายวราริน้าส่งเสียงประกาศเรียกร้องให้ผู้ที่อยู่เบื้องล่างรับรู้ถึงความทุกข์ที่เปี่ยมล้นอยู่ในใจของเขา
...แต่ไม่มีใครได้ยินนายหรอกวราริน มีเพียงเสียงของลมหนาวเท่านั้นแหละ ที่หวีดร้องขานรับเอาความเ็ปของนายอยู่...
วรารินสะอื้นไห้ เขารู้สึกท้อแท้อ่อนแอไร้กำลังจะฝ่าฟันให้ชีวิตนี้ดำเนินไปต่อ เขาคิดว่าชีวิตตอนนี้เหลือเพียงเศษซาก และเปี่ยมล้นไปด้วยความทุกข์ทรมาน
เขาคิดจะแต่งงานกับผู้ชายคนนั้น วาดฝันสร้างจะสร้างอนาคตด้วยกันโดยไม่แคร์สายตาของคนรอบข้าง นั่นเป็เหตุผลที่เขายอมทุ่มเททุกอย่างทำให้เขาเป็หนี้ก้อนโต ซ้ำร้ายยังถูกชายผู้นั้นหลอกลวงและหักหลัง ทำให้เขารู้สึกว่าตัวเองนี้ช่างโง่เง่าและไร้ค่าเสียจริงๆ
ในห้วงแห่งความทุกข์ที่ยาวนานเคว้งคว้างไร้จุดสิ้นสุด เขาค่อยๆลุกขึ้นฝืนกายย่างเท้าอันไร้เรี่ยวแรงจากอาการเหน็บชาเดินพาตัวเองไปยืนอยู่ริมขอบดาดฟ้าอันเป็เขตแดนธรณีประตูสุดท้ายที่กั้นระหว่างโลกแห่งคนเป็และคนตาย
....เขาก้มลงมองผ่านปลายรองเท้าวิ่งสีเทาไปยังพื้นด้านล่างด้วยอาการสงบ...
...อีกแค่ก้าวเดียว ก้าวเดียวเท่านั้น.. เขาสูดหายใจเข้าลึกเต็มปอด...หลับตา..ร่างกายเริ่มออกร้อนวูบวาบ..เบาหวิว..
“ถ้าชาติหน้ามีจริง ขอให้ลูกได้เจอคนที่รักลูกจริง ด้วยเถอะ...ลาก่อนชีวิตบัดซบ” เขาโน้มเอนตัวลงไปด้านหน้าอย่างช้าๆ ตั้งใจให้แรงโน้มถ่วงทั้งหมดของโลกดึงดูดร่างของเขาให้พุ่งลงตรงสู่พื้นปูนด้านล่าง เพื่อดับความรู้สึกทุกข์ทรมานหนักหนาสาหัสนี้ให้หมดไป
เมื่อเท้าที่อยู่บนพื้นหล่นลงไปอย่างอิสระ ในใจเขาก็กลายเป็ห้องดำมืดที่ว่างเปล่าว เช่นเดียวกับน้ำหนักตัวที่หายไป
ใบหน้าได้ัักับเนื้อลมฉ่ำเย็นเฉกเช่นนกที่กำลังโบยบินอย่างอิสระ.. เขาเห็นภาพแห่งการดับสิ้นเหมือนตอนที่ปิดไฟเข้านอน จินตนาการถึงความว่างเปล่าอันไร้ตัวตนและไร้การรับรู้ทุกสิ่งทุกอย่างเหมือนตอนนอนหลับ อีกไม่นานร่างของเขาจะหล่นกระแทกพื้นแหลกเหลวแตกออกเป็เสี่ยงๆ เหมือนลูกแตงโมที่ใครสักคนไม่อาจถือมันไว้ได้ ...เขาคิดเช่นนนั้น..
...แต่..ทุกอย่างกลับแปลกไป... แรงปะทะที่จินตนาการไว้กลับกายเป็ความเงียบงันสงบนิ่ง...
“อะไร..! เกิดอะไรขึ้น ทำไมเรายังไม่ตาย” เขาลืมตาขึ้นมองไปรอบๆ ด้วยความประหลาดใจอย่างหาที่สุดมิได้
เขายังไม่ตาย แถมตอนนี้ก็ลอยนิ่งอยู่ในอากาศ พร้อมกับลำแสงประหลาดที่ส่องลงมาใส่ตัวคล้ายมีใครส่องไฟสปอตไลท์กลมโตดวงใหญ่ตรงมาที่เขา ผู้คนด้านล่างรอบๆ ที่เห็นเหตุการณ์นี้ต่างตกตลึงไม่ต่างกัน ทั้งเขาและชาวบ้านที่อยู่แถวนั้นมองตากันด้วยปริบๆ ด้วยความมึนงงที่ยากจะจินตนาการถึง
ตาลุงหัวล้านร่างผอมในชุดเสื้อกล้ามกางเกงขาสั้นนั่งจิบเบียร์อยู่ม้าหินอ่อนด้านล่างถึงกับอ้าปากค้างจนฟันปลอมหล่นลงไปกองกับร้องเท้าแตะดาวเทียมสีน้ำเงิน ป้าร่างอ้วนในชุดเดรสผ้าลายลูกไม้ที่จูงมือหลานมาเดินเล่น ก็ใจนทำขวดนมที่ถืออยู่ในมือตก ยามที่ยืนอยู่ก็ไม่ต่างกัน
แต่ยังไม่ทันที่จะมีผู้ใดได้เอ่ยวาจา ลำแสงประหลาดสายนั้นก็ดูดร่างของเขาพุ่งทยานกลับขึ้นสู่ท้องฟ้า อย่างรวดเร็ว เร็วกว่าตอนที่ตกลงมาถึงเกือบห้าเท่า วรารินส่งเสียงร้องดังลั่นยิ่งกว่าตอนไปเล่นรถไฟเหาะตีลังกาครั้งแรกเสียอีก